วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

“มหานิยม” ชูแก้ปัญหาที่ดินวัดป่า

 

เลือกตั้ง 2569 สกลนคร เขต 2 จับตา “มหานิยม” ชูแก้ปัญหาที่ดินวัดป่า เดิมพันการเมืองบนฐานศรัทธาและนิเวศพุทธ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 กำลังกลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองที่เข้มข้น โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของประเทศ หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคือ จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ครอบคลุมอำเภอกุสุมาลย์ โพนนาแก้ว โคกศรีสุพรรณ เต่างอย และบางส่วนของอำเภอเมืองสกลนคร ซึ่งถูกมองว่าเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์เชิงสัญลักษณ์” ของการต่อสู้ระหว่างการเมืองแบบเดิมกับการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยประเด็นเฉพาะทาง

จุดศูนย์กลางของความเคลื่อนไหวครั้งนี้อยู่ที่ ดร.นิยม เวชกามา หรือ “มหานิยม” ผู้สมัครหมายเลข 6 จากพรรคโอกาสใหม่ อดีต ส.ส.หลายสมัย และอดีตแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งปรับบทบาทจากนักการเมืองมวลชน มาสู่การเป็น “ผู้แทนสายธรรม” อย่างเต็มตัว ด้วยการชูนโยบาย แก้ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินวัดป่าในเขตอุทยานแห่งชาติภูพาน เป็นหัวใจหลักของการหาเสียง

จากการเมืองมวลชน สู่การเมืองฐานศรัทธา

เส้นทางการเมืองของ ดร.นิยม สะท้อนพลวัตของนักการเมืองท้องถิ่นอีสานที่ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง หลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2566 ให้กับผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ด้วยคะแนนห่างเพียง 706 คะแนน ทำให้เห็นชัดว่า “กระแสพรรค” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะสูง

การตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสังกัด พรรคโอกาสใหม่ ในการเลือกตั้งปี 2569 ถูกมองว่าเป็นหมากยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะพรรคขนาดกลางเปิดพื้นที่ให้ผู้สมัครกำหนดวาระเฉพาะของตนเองได้ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นพุทธศาสนา ซึ่งสอดคล้องกับพื้นฐานของ ดร.นิยม ในฐานะพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต

การสร้างแบรนด์ “มหานิยม” จึงไม่ได้อาศัยเพียงเวทีปราศรัย แต่เน้นการลงพื้นที่วัดป่า การเข้าหาพระเกจิ และการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ เพื่อย้ำภาพลักษณ์ “ผู้แทนสายบุญ” และ “ทนายหน้าหอของคณะสงฆ์” ซึ่งมีอิทธิพลสูงในสังคมชนบทอีสาน

ปมที่ดินวัดป่า ภูพาน: ปัญหาเรื้อรังที่ถูกดึงสู่สนามเลือกตั้ง

เทือกเขาภูพานไม่เพียงเป็นป่าต้นน้ำสำคัญ แต่ยังเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระป่าสายวิปัสสนากรรมฐาน อย่างไรก็ตาม การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติในอดีต ทำให้วัดและสำนักสงฆ์จำนวนมากตกอยู่ในภาวะ “ทับซ้อนทางกฎหมาย” กลายเป็นผู้ไร้สถานะในสายตารัฐ

ข้อมูลจากการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการศาสนาในช่วงปี 2567 ระบุว่า ในจังหวัดสกลนครมีวัดที่ประสบปัญหาที่ดินในเขตป่าและอุทยานมากกว่า 20 แห่ง และสำนักสงฆ์อีกจำนวนมากที่ยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย ส่งผลให้ไม่สามารถขอวิสุงคามสีมา ขาดสาธารณูปโภค และเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอุทยานฯ

“โฉนดบุญ” กับยุทธศาสตร์นิติสงคราม

นโยบายหลักของ ดร.นิยม คือการผลักดันกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ที่ดินวัด โดยอ้างอิงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่เปิดทางให้ใช้ “ร่องรอยศาสนกิจ” แทน “ร่องรอยการทำกิน” เป็นหลักฐาน พร้อมตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน

หัวใจสำคัญอยู่ที่การตีความและประยุกต์ใช้ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 64 และ 65 เพื่อให้วัดมีสถานะถูกต้องในการอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างจำกัด ภายใต้กรอบการจัดการร่วมกับรัฐ

กรณี วัดดอยธรรมเจดีย์ ในอำเภอโคกศรีสุพรรณ ถูกหยิบยกเป็นตัวอย่างความสำเร็จ เพื่อส่งสัญญาณว่า นโยบายนี้ “ทำได้จริง” ไม่ใช่เพียงวาทกรรมหาเสียง

เสียงสนับสนุน-เสียงคัดค้าน: เหรียญสองด้านของนโยบายศาสนา

แม้นโยบายดังกล่าวจะได้รับการตอบรับดีจากฝ่ายศาสนาและชุมชน แต่ก็สร้างความกังวลต่อกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่เกรงว่าจะนำไปสู่การสูญเสียพื้นที่ป่า การขยายสิ่งปลูกสร้าง และการใช้วัดเป็นนอมินีทางธุรกิจ

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนโต้แย้งด้วยแนวคิด “พระสงฆ์นักอนุรักษ์” ชี้ว่าวัดป่าหลายแห่งคือพื้นที่สีเขียวผืนสุดท้าย และการให้สิทธิ์อย่างมีเงื่อนไขจะทำให้พระสงฆ์เป็นผู้พิทักษ์ป่าโดยธรรมชาติ

เดิมพันครั้งสำคัญของ “มหานิยม”

การเลือกตั้งปี 2569 ในสกลนคร เขต 2 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันชิงเก้าอี้ ส.ส. แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า นโยบายศาสนาและทรัพยากร สามารถแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงได้จริงเพียงใด

หาก ดร.นิยม เวชกามา สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า “โฉนดบุญ” เป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง เขาอาจไม่เพียงทวงคืนที่นั่งในสภา แต่ยังอาจสร้างต้นแบบใหม่ของการเมืองเชิงพุทธนิเวศให้กับภาคอีสานและการเมืองไทยในอนาคต

การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 ปี พ.ศ. 2569: นโยบายธรรมาภิบาลที่ดินวัดป่าและพลวัตการเมืองเชิงพุทธนิเวศของ ดร.นิยม เวชกามา

1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองใหม่และการกลับมาของ "ผู้แทนสายธรรม"

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นับเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อการจัดตั้งรัฐบาล จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอโพนนาแก้ว อำเภอโคกศรีสุพรรณ อำเภอเต่างอย และบางส่วนของอำเภอเมืองสกลนคร กำลังเป็นที่จับตามองในฐานะ "พื้นที่ยุทธศาสตร์เชิงสัญลักษณ์" ของการต่อสู้ระหว่างขั้วการเมืองเก่าและพลังทางการเมืองใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยประเด็นเฉพาะทาง (Issue-based politics) 1

จุดโฟกัสของการวิเคราะห์ฉบับนี้อยู่ที่ ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักในนาม "มหานิยม" ผู้สมัครหมายเลข 6 จาก พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) 1 อดีต ส.ส. หลายสมัยและแกนนำคนสำคัญของคนเสื้อแดงในอดีต ผู้ซึ่งปรับเปลี่ยนบทบาทตนเองจากการเป็นนักการเมืองมวลชน มาสู่การเป็น "ผู้พิทักษ์พุทธศาสนา" (Guardian of Buddhism) อย่างเต็มตัว โดยชูนโยบายที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจรัฐในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ คือ "การแก้ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินวัดป่าในเขตอุทยานแห่งชาติภูพาน" และการผลักดันเอกสารสิทธิ์ให้แก่วัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับรัฐ 5

รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์เชิงลึกถึงนัยยะทางการเมือง กฎหมาย และสังคมของนโยบายดังกล่าว โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากการลงพื้นที่ ปรากฏการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 2566-2568 และบริบททางประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งระหว่างรัฐและคณะสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ (Forest Monks) ในเทือกเขาภูพาน เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่เพียงการแย่งชิงเก้าอี้ในสภา แต่เป็นการปะทะสังสรรค์ระหว่างจารีตประเพณีกับกฎหมายสมัยใหม่ และการช่วงชิงนิยามความหมายของ "ความชอบธรรม" ในการถือครองที่ดิน

2. พลวัตทางการเมืองและชีวประวัติเชิงยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม เวชกามา

2.1 จาก "เพื่อไทย" สู่ "โอกาสใหม่": การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง

เส้นทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา สะท้อนถึงพลวัตของนักการเมืองท้องถิ่นภาคอีสานที่ต้องปรับตัวท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง ในอดีต ดร.นิยม เป็นขุนพลสำคัญของพรรคเพื่อไทย และมีความสัมพันธ์อันดีกับแกนนำพรรคระดับสูง 7 อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปี 2566 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเขาพ่ายแพ้ให้กับ นายชาตรี หล้าพรหม จากพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยคะแนนเฉียดฉิวเพียง 706 คะแนน (26,700 ต่อ 27,406 คะแนน) 9 ความพ่ายแพ้นี้ส่งสัญญาณว่า "กระแสพรรค" หรือ "แบรนด์ชินวัตร" เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอต่อการรักษาที่นั่งในเขตที่มีการแข่งขันสูงและมีลักษณะเฉพาะถิ่นอย่างสกลนคร เขต 2

การย้ายมาสังกัด พรรคโอกาสใหม่ ในการเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ แม้จะมีข่าวลือในช่วงปี 2568 ว่าเขาอาจย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ 11 แต่ท้ายที่สุด ดร.นิยม เลือกที่จะสวมเสื้อพรรคโอกาสใหม่ ซึ่งนำโดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ 13 การเลือกพรรคขนาดกลางที่มีความยืดหยุ่นสูง เอื้อให้ ดร.นิยม สามารถกำหนด "วาระส่วนตัว" (Personal Agenda) ได้อย่างอิสระมากกว่าการสังกัดพรรคใหญ่ที่มีนโยบายรวบยอดจากส่วนกลาง โดยเฉพาะวาระเรื่องพุทธศาสนาที่เขามีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในฐานะพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธจิตวิทยา 8

2.2 การสร้างแบรนด์ "มหานิยม": อัตลักษณ์ทางการเมืองบนฐานศรัทธา

ดร.นิยม สร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองที่แตกต่างจากนักการเมืองทั่วไป โดยวางตำแหน่งตนเองเป็น "ผู้แทนสายบุญ" หรือ "ทนายหน้าหอของคณะสงฆ์" 4 การหาเสียงของเขาไม่ได้เน้นเพียงการปราศรัยบนเวที แต่เน้นการเข้าถึง "พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์" การได้รับพรและการลงนะหน้าทองจากเกจิอาจารย์ดัง เช่น พระอาจารย์ธนโชติ ชยวุฑฺโฒ เป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า เขาได้รับการรับรองความชอบธรรมจากอำนาจเหนือธรรมชาติ (Charismatic Authority) ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสูงในสังคมชนบทอีสาน 16

ตารางที่ 1 แสดงให้เห็นถึงผลคะแนนการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ว่าทำไม ดร.นิยม จึงต้องเร่งสร้างคะแนนนิยมในกลุ่มชาวพุทธและเกษตรกรรากหญ้าเพื่อปิดช่องว่างความพ่ายแพ้

ตารางที่ 1: ผลคะแนนการเลือกตั้ง ส.ส. สกลนคร เขต 2 ปี 2566 เปรียบเทียบผู้สมัครหลัก

ลำดับผู้สมัครพรรคการเมืองคะแนนเสียงส่วนต่างสถานะ
1นายชาตรี หล้าพรหมประชาธิปัตย์27,406-ชนะการเลือกตั้ง
2ดร.นิยม เวชกามาเพื่อไทย26,700-706แพ้ (อันดับ 2)
3ผู้สมัครอื่นๆ(รวม)32,971--
รวมผู้มาใช้สิทธิ-87,077--

ที่มา: รวบรวมจากข้อมูล กกต. และสถิติการเลือกตั้งปี 2566 9

ความพ่ายแพ้ด้วยคะแนนหลักร้อย บ่งชี้ว่าทุกคะแนนเสียงมีความหมาย และฐานเสียงจาก "วัด" ซึ่งเป็นศูนย์กลางชุมชน จึงเป็นเป้าหมายหลักในการดึงคะแนนกลับคืนมา (Swing Votes)

3. ปัญหาที่ดินวัดป่าในเขตอุทยานแห่งชาติภูพาน: รากเหง้าความขัดแย้ง

3.1 ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และนิเวศวิทยา

เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร มิใช่เป็นเพียงป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญของภาคอีสาน แต่ยังเป็น "ภูเขาศักดิ์สิทธิ์" ในทางจิตวิญญาณ เป็นถิ่นกำเนิดของพระป่าสายวิปัสสนากรรมฐาน (The Forest Tradition) ที่สืบทอดมาจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 17 พระสงฆ์ในสายนี้ยึดถือวัตรปฏิบัติในการแสวงหาความสงบวิเวกตามถ้ำ หน้าผา และป่าลึก เพื่อบำเพ็ญเพียรทางจิต ซึ่งในอดีต พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าหรือป่าเสื่อมโทรมที่รัฐยังเข้าไม่ถึง

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐไทยเริ่มกระบวนการ "ทำให้เป็นพื้นที่ของรัฐ" (Territorialization) ผ่านการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ (เช่น อุทยานแห่งชาติภูพาน ประกาศปี 2518) พื้นที่ทางจิตวิญญาณเหล่านี้จึงถูกทับซ้อนด้วยพื้นที่ทางกฎหมาย วัดและสำนักสงฆ์ที่เคยอยู่อย่างสันโดษกลายเป็น "สิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมาย" ในสายตาของรัฐ 19

3.2 สถานการณ์ความขัดแย้งเชิงพื้นที่

จากการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการศาสนาฯ ในปี 2567 พบว่าจังหวัดสกลนครมีวัดที่ประสบปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตป่าจำนวนมาก โดยเฉพาะในอำเภอเจริญศิลป์และพื้นที่รอบอุทยานแห่งชาติภูพาน มีวัดที่ติดปัญหาป่าสงวนและเขตอุทยานฯ กว่า 23 แห่ง และมีสำนักสงฆ์อีกนับร้อยแห่งที่ยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย 21

ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือ:

  1. การขาดความมั่นคงในกรรมสิทธิ์: วัดไม่สามารถขอวิสุงคามสีมาได้ ทำให้ไม่สามารถประกอบสังฆกรรมบางอย่างได้ตามพระวินัย

  2. การขาดสาธารณูปโภค: การไม่มีเอกสารสิทธิ์ทำให้ไม่สามารถขอน้ำประปา ไฟฟ้า หรือทะเบียนบ้านวัดได้ พระสงฆ์ต้องอยู่อย่างยากลำบาก

  3. ความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี: พระสงฆ์และไวยาวัจกรมีความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมข้อหาบุกรุกป่า ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า หรือกฎหมายอุทยานฯ ฉบับใหม่ที่มีโทษรุนแรง 19

4. วิเคราะห์นโยบายหาเสียง: "โฉนดบุญ" และยุทธศาสตร์นิติสงคราม

นโยบายหลักของ ดร.นิยม ในปี 2569 คือการ "แก้ปัญหาเอกสารสิทธิ์วัดในเขตอุทยานฯ ภูพาน" ซึ่งมิใช่เพียงคำโฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นการนำเสนอกระบวนการทางกฎหมายและการบริหารที่ซับซ้อน โดยอ้างอิงความสำเร็จจากการผลักดันมติคณะรัฐมนตรีและการทำงานในกรรมาธิการศาสนาฯ

4.1 กลไกมติคณะรัฐมนตรี 5 สิงหาคม 2568

ดร.นิยม ใช้ประโยชน์จากบทบาท "ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" ในอดีต อ้างถึงความสำเร็จในการผลักดัน มติ ครม. วันที่ 5 สิงหาคม 2568 (ตามที่ระบุในเนื้อหาข่าวหาเสียง) ซึ่งอนุมัติมาตรการ "พิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในพื้นที่ของรัฐ" 5

สาระสำคัญของนโยบายนี้คือการเปลี่ยนนิยามการพิสูจน์สิทธิ์:

  • จาก "ร่องรอยการทำกิน" สู่ "ร่องรอยศาสนกิจ": เดิมการพิสูจน์สิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินมักดูร่องรอยการทำเกษตรกรรม (เช่น ต้นไม้ผล คันนา) ซึ่งวัดป่ามักไม่มี เพราะเน้นการรักษาป่า นโยบายใหม่จึงเสนอให้ใช้ "ศาสนสถาน" หรือ "ลานธรรม" เป็นหลักฐานการครอบครอง 6

  • กรอบเวลา 90 วัน: การประกาศว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน เป็นยุทธศาสตร์หาเสียงแบบ "Quick Win" ที่มุ่งสร้างความหวังให้กับวัดและชุมชนที่รอคอยมานานหลายทศวรรษ 5

4.2 การประยุกต์ใช้ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ 2562: มาตรา 64 และ 65

หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาในเขตอุทยานฯ ภูพาน คือการตีความ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทในการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ ดร.นิยม และทีมงานกฎหมายพยายามผลักดันให้วัดเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 64 และ 65 23

ตารางที่ 2: การวิเคราะห์บทบัญญัติกฎหมายอุทยานฯ กับแนวทางปฏิบัติของวัดป่า

มาตราบทบัญญัติกฎหมาย (โดยสรุป)การประยุกต์ใช้ในนโยบาย ดร.นิยมข้อจำกัด/อุปสรรค
มาตรา 64ให้กรมอุทยานฯ สำรวจการถือครองที่ดินของราษฎรที่อยู่อาศัย/ทำกินในอุทยานฯ ภายใน 240 วัน เพื่อตราพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้อยู่ได้โดยไม่มีกรรมสิทธิ์ผลักดันให้ "วัด" มีสถานะเทียบเท่า "ชุมชน/ราษฎร" เพื่อให้ได้รับอนุญาตให้อยู่ในพื้นที่เดิมได้ถูกต้องตามกฎหมายมาตรานี้เน้น "การช่วยเหลือราษฎรผู้ยากไร้" การตีความให้ครอบคลุม "วัด" (นิติบุคคล) อาจขัดต่อเจตนารมณ์ และสิทธิที่ได้ไม่ใช่ "โฉนด" แต่เป็นเพียงสิทธิอาศัย
มาตรา 65อนุญาตให้เก็บหาของป่าหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดทดแทนได้ ตามฤดูกาลและวิถีชุมชนใช้เป็นช่องทางให้พระสงฆ์และชาวบ้านรอบวัดสามารถใช้ประโยชน์จากป่า (เช่น สมุนไพร, ไม้ไผ่ซ่อมกุฏิ) โดยไม่ผิดกฎหมายต้องมีการทำแผนการจัดการร่วมกัน และต้องได้รับอนุญาตเป็นรายกรณี ซึ่งอาจสร้างภาระทางธุรการแก่วัด

4.3 กรณีศึกษา "วัดดอยธรรมเจดีย์": โมเดลต้นแบบแห่งความสำเร็จ?

ในการหาเสียง ดร.นิยม มักยกกรณี วัดดอยธรรมเจดีย์ อำเภอโคกศรีสุพรรณ เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการผลักดันนโยบาย 6 วัดนี้มีความสำคัญสูงในสายพระป่ากรรมฐาน (เกี่ยวข้องกับหลวงปู่กงมา จิรปุญโญ) และตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาหินทรายที่มีทัศนียภาพงดงามแต่ทับซ้อนกับเขตป่า 26

การที่ ดร.นิยม อ้างว่าสามารถผลักดันให้วัดนี้ได้รับอนุมัติกรรมสิทธิ์หรือสิทธิการใช้พื้นที่ เป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่า "เขาสามารถทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้" (Competence Signaling) และเป็นการดึงฐานเสียงจากศิษย์ยานุศิษย์ของวัดสายหลวงปู่มั่นที่มีจำนวนมากทั่วประเทศ

5. ความเชื่อมโยงกับนโยบายประชานิยมพรรคโอกาสใหม่

แม้จุดขายหลักจะเป็นเรื่องที่ดินวัด แต่ ดร.นิยม ยังต้องพึ่งพานโยบายภาพรวมของพรรคโอกาสใหม่เพื่อดึงดูดฐานเสียงทั่วไปที่ไม่ใช่สายบุญ นโยบายของพรรคโอกาสใหม่มีความสอดคล้องและเกื้อหนุน (Synergy) กับนโยบายวัดป่าอย่างมีนัยสำคัญ:

  1. นโยบาย "มีเราไม่มีมืด" (ใช้ไฟฟรี 500 บาท / โซล่าร์รูฟ):

    • การเชื่อมโยง: วัดป่าส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและมักมีปัญหาค่าไฟฟ้า หรือการขยายเขตไฟฟ้าทำได้ยากเนื่องจากติดกฎระเบียบกรมอุทยานฯ การสนับสนุนโซล่าร์รูฟให้วัดและชุมชนรอบวัด จึงเป็นการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับข้อจำกัดทางกฎหมายป่าไม้ (ไม่ต้องปักเสาพาดสายผ่านป่า) 1

  2. สวัสดิการ "เกิดจนตาย" (เกิดแสน ตายล้าน):

    • การเชื่อมโยง: นโยบายนี้มุ่งเป้าที่กลุ่มเปราะบางในชนบทสกลนคร ซึ่งเป็นฐานเสียงเดียวกับที่เข้าวัดทำบุญ การดูแลสวัสดิการชีวิตควบคู่กับสวัสดิการทางจิตวิญญาณ (ที่ดินวัด) ทำให้ครอบคลุมความต้องการพื้นฐานครบวงจร 1

  3. 1 หมู่บ้าน 1 รถเกี่ยวข้าว:

    • การเชื่อมโยง: เกษตรกรในอำเภอกุสุมาลย์และโพนนาแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ทำนา จะได้รับประโยชน์โดยตรง เป็นการรักษาฐานเสียงเกษตรกรไม่ให้ไหลไปพรรคคู่แข่ง

6. ข้อถกเถียงและผลกระทบ: เหรียญสองด้านของ "พระสงฆ์นักอนุรักษ์"

นโยบายการออกเอกสารสิทธิ์ให้วัดในเขตอุทยานฯ แม้จะได้รับเสียงตอบรับดีจากฝ่ายศาสนา แต่ก็สร้างความกังวลอย่างยิ่งให้กับฝ่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและนักวิชาการ

6.1 มุมมองนิเวศวิทยา: ความเสี่ยงต่อการเสียผืนป่า

องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มีจุดยืนที่ชัดเจนในการคัดค้านการเพิกถอนพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หรือการนิรโทษกรรมผู้บุกรุกไม่ว่าจะในนามของราษฎรหรือศาสนา 27 ข้อกังวลหลักได้แก่:

  • การขยายตัวของสิ่งปลูกสร้าง: เมื่อวัดได้รับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิที่มั่นคง มักตามมาด้วยการก่อสร้างถาวรวัตถุขนาดใหญ่ (เจดีย์, ศาลา, ลานจอดรถ) ซึ่งอาจทำลายระบบนิเวศต้นน้ำและรบกวนสัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติภูพาน 30

  • ปัญหานอมินี (Nominee): มีความเสี่ยงที่กลุ่มทุนอาจใช้คราบผ้าเหลืองในการจัดตั้งสำนักสงฆ์เพื่อยึดครองพื้นที่ป่าสวยงาม ทำเป็นรีสอร์ทปฏิบัติธรรมเชิงพาณิชย์ หากรัฐเปิดช่องทางกฎหมายที่หละหลวม 32

6.2 วาทกรรม "พระสงฆ์นักอนุรักษ์" (Ecology Monks)

ในทางกลับกัน ฝ่ายสนับสนุนโต้แย้งด้วยแนวคิด "Ecology Monks" หรือพระสงฆ์นักอนุรักษ์ 33 โดยมองว่า:

  • วัดคือป่าผืนสุดท้าย: ในหลายพื้นที่ของภาคอีสาน พื้นที่ป่าสงวนรอบนอกถูกชาวบ้านบุกรุกทำไร่มันสำปะหลังจนกลายเป็นเขาหัวโล้น แต่พื้นที่ภายในเขตวัดป่ายังคงความสมบูรณ์ของไม้ยืนต้นและสัตว์ป่าไว้ได้ เพราะชาวบ้านมีความเกรงกลัวต่อ "เจ้าที่" และศรัทธาต่อพระสงฆ์ 17

  • การจัดการร่วม (Co-management): การให้สิทธิ์แก่วัด จะทำให้พระสงฆ์กลายเป็น "เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า" (Forest Rangers) โดยธรรมชาติ ช่วยรัฐดูแลป่าได้ดีกว่าการปล่อยให้เป็นพื้นที่ไร้การควบคุม

7. บทสรุป: การเดิมพันครั้งสุดท้ายของ "มหานิยม"

การเลือกตั้งปี 2569 ในเขต 2 สกลนคร เป็นมากกว่าการแข่งขันทางการเมือง แต่เป็นการทดสอบสมมติฐานที่ว่า "นโยบายศาสนา" (Religious Policy) สามารถแปรเปลี่ยนเป็น "คะแนนเสียง" (Votes) ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำหรือไม่ในสังคมไทยยุคใหม่

ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ ได้วางเดิมพันด้วยการเจาะลึกไปที่ปมปัญหาเรื้อรังเรื่องที่ดินวัดป่า ซึ่งเป็นจุดเจ็บปวด (Pain Point) ของชุมชนในพื้นที่ภูพานมาอย่างยาวนาน ยุทธศาสตร์นี้มีจุดแข็งที่ชัดเจนในการดึงดูดฐานเสียงชาวพุทธที่ศรัทธาในสายวัดป่า และสอดรับกับบริบทท้องถิ่นที่รัฐไทยยังแก้ปัญหาที่ดินไม่เบ็ดเสร็จ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญรออยู่เบื้องหน้า ทั้งในแง่ของกฎหมายอุทยานแห่งชาติที่เข้มงวด การตรวจสอบจากภาคประชาสังคมฝ่ายอนุรักษ์ และคู่แข่งทางการเมืองที่พร้อมจะโจมตีจุดอ่อนเรื่องความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ หาก ดร.นิยม สามารถพิสูจน์ได้ว่า "โฉนดบุญ" นี้เป็นไปได้จริง ไม่ใช่เพียงสัญญาปากเปล่า เขาอาจไม่เพียงแค่ทวงคืนเก้าอี้ ส.ส. กลับมาได้ แต่ยังอาจสร้างโมเดลใหม่ของการเมืองเรื่องทรัพยากรและศาสนาให้กับภาคอีสานทั้งมวล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

“มหานิยม” ชูแก้ปัญหาที่ดินวัดป่า

  เลือกตั้ง 2569 สกลนคร เขต 2 จับตา “มหานิยม” ชูแก้ปัญหาที่ดินวัดป่า เดิมพันการเมืองบนฐานศรัทธาและนิเวศพุทธ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎ...