วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

กรมชลฯ–กยท. เปิดตัวนวัตกรรมยางพาราชลประทาน ดึงยาง 900 ตันพยุงราคา คุมผักตบ–เพิ่มประสิทธิภาพน้ำ ภายใต้นโยบาย RID-UNITED


กรมชลประทานร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย เปิดตัวโครงการ “นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ณ สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน จังหวัดนนทบุรี ภายใต้นโยบาย “RID-UNITED” หรือ “ชลประทานรวมใจ” มุ่งแก้สองวิกฤตพร้อมกัน ทั้งราคายางพาราตกต่ำและปัญหาการบริหารจัดการน้ำ โดยตั้งเป้าใช้ยางพาราแปรรูป 900 ตันในปีงบประมาณ 2569 ผลิตทุ่นดักผักตบชวา 43,000 ชุด และท่อส่งน้ำความยาว 15,000 เมตร



พิธีเปิดมีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ร่วมด้วยนายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน และดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย สะท้อนการนำงานวิจัยจากห้องทดลองสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ชลประทาน

ชู 2 นวัตกรรมหลัก พลิกเกมวัสดุศาสตร์ไทย
หัวใจโครงการอยู่ที่นวัตกรรม 2 ชิ้น ได้แก่ “ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (Para-Log Boom)” และ “ท่อ HDPE ผสมยางพารา (Rubber-Modified HDPE Pipe)” ซึ่งใช้คุณสมบัติความยืดหยุ่นและการดูดซับแรงกระแทกของยางธรรมชาติ เพิ่มความทนทานอุปกรณ์ชลประทาน ลดการแตกหักและยืดอายุการใช้งาน


ทุ่น Para-Log Boom ใช้ยางธรรมชาติประมาณ 30 กิโลกรัมต่อทุ่น แปรรูปเป็นโฟมยางโครงสร้างเซลล์ปิด เสริมแกนโลหะกันสนิม รองรับแรงดึงจากกระแสน้ำและมวลผักตบชวา ผลทดสอบภาคสนามชี้ว่าทุ่นมีความยืดหยุ่นตามระดับน้ำ ดูดซับแรงกระแทกได้ดี และมีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี เหนือกว่าทุ่นไม้ไผ่และทุ่นพลาสติกเกรดทั่วไป

ขณะที่ท่อ HDPE ผสมยางพารา ใช้เทคโนโลยีโพลิเมอร์เบลนด์ (TPNR) เพิ่มความยืดหยุ่น ความทนทานต่อแรงกระแทก และความต้านทานการแตกร้าวจากสภาพแวดล้อม โดยยังคงเชื่อมต่อด้วยวิธีเดิมตามมาตรฐาน มอก. เหมาะกับงานชลประทานและมีแผนขยายสู่ระบบประปาหมู่บ้านและพื้นที่ ส.ป.ก.



พยุงราคายาง–สร้างอุปสงค์ในประเทศ
รายงานวิเคราะห์ชี้ว่า ตลาดยางพาราไทยยังเผชิญแรงกดดันจากอุปทานส่วนเกินและการพึ่งพาส่งออกสูง การดูดซับยาง 900 ตันแม้เป็นสัดส่วนไม่มาก แต่มีนัยเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะการรับซื้อยางแผ่นรมควันจากเกษตรกรรายย่อย สร้างตลาดภายในประเทศ ลดความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผันผวนในยุครถยนต์ไฟฟ้า

คุมผักตบ ลดต้นทุนรัฐ
ด้านการจัดการน้ำ ผักตบชวายังเป็นปัญหาเรื้อรัง กีดขวางการไหล เพิ่มการสูญเสียน้ำ และทำให้คลองตื้นเขิน ภาครัฐใช้งบกำจัดวัชพืชปีละราว 400 ล้านบาท การติดตั้งทุ่นดักเพื่อจำกัดเขตช่วยให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพ ลดค่าเครื่องจักรและเชื้อเพลิงในระยะยาว

สิ่งแวดล้อมต้องจับตา
อย่างไรก็ดี รายงานเตือนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการชะละลายของสารเคมีจากยาง เช่น สังกะสี จากกระบวนการวัลคาไนซ์ ซึ่งอาจกระทบสิ่งมีชีวิตน้ำ จำเป็นต้องติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงวางแผนจัดการซากวัสดุเมื่อหมดอายุการใช้งาน ด้วยระบบเรียกคืนและรีไซเคิลเพื่อลดปัญหาขยะและไมโครพลาสติก

เดินหน้า RID-UNITED สู่ความยั่งยืน
กรมชลประทานระบุว่า แผนปี 2569 จะกระจายการติดตั้งครอบคลุมสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ เน้นลุ่มน้ำเจ้าพระยา และเตรียมขยายผลสู่พื้นที่นอกเขตชลประทานและ ส.ป.ก. หากผลลัพธ์เป็นไปตามเป้า คาดช่วยพยุงราคายาง สร้างตลาดใหม่ ลดต้นทุนการจัดการน้ำ และยกระดับความมั่นคงน้ำควบคู่รายได้เกษตรกร

บทสรุปของโครงการสะท้อนการบูรณาการนวัตกรรมวิศวกรรมกับนโยบายเศรษฐกิจสังคมแบบ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” พร้อมข้อเสนอเร่งผลักดันมาตรฐานผลิตภัณฑ์สู่บัญชีนวัตกรรมไทย พัฒนาสูตรยางเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการใช้งานในระดับไร่นา เพื่อให้ RID-UNITED กลายเป็นกลไกความยั่งยืนด้านน้ำและยางพาราของประเทศในระยะยาว.

การวิเคราะห์เชิงลึกนวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทยภายใต้นโยบาย RID-UNITED และผลกระทบต่อวิศวกรรมชลศาสตร์และเศรษฐศาสตร์มหภาค


1. บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)

รายงานการวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอการวิเคราะห์และประเมินผลอย่างรอบด้านเกี่ยวกับโครงการ "นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย" ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระดับยุทธศาสตร์ระหว่างกรมชลประทาน (Royal Irrigation Department: RID) และการยางแห่งประเทศไทย (Rubber Authority of Thailand: RAOT) โครงการนี้ได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน จังหวัดนนทบุรี โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ราคายางพาราตกต่ำควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ภายใต้นโยบาย "RID-UNITED" หรือ "ชลประทานรวมใจ"

สาระสำคัญของรายงานระบุว่า การเปิดตัวนวัตกรรมหลักสองประการ ได้แก่ "ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา" (Para-Log Boom) และ "ท่อส่งน้ำ HDPE ผสมยางพารา" (Rubber-Modified HDPE Pipe) นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางวิศวกรรมวัสดุศาสตร์ของไทย โดยมีเป้าหมายการใช้ยางพาราแปรรูปจำนวน 900 ตันในปีงบประมาณ 2569 เพื่อผลิตทุ่นจำนวน 43,000 ชุด และท่อความยาว 15,000 เมตร การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่เป็นกลไกดูดซับอุปทานส่วนเกินออกจากตลาดเพื่อพยุงราคาตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ยังเป็นการพิสูจน์สมมติฐานทางวิศวกรรมที่ว่าคุณสมบัติความยืดหยุ่น (Elasticity) ของยางธรรมชาติสามารถยกระดับความทนทานของอุปกรณ์ชลประทานได้

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ในรายงานฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะในมิติของผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการชะละลายของสารเคมี (Leaching) เช่น สังกะสี (Zinc) จากผลิตภัณฑ์ยางเมื่อแช่น้ำเป็นเวลานาน รวมถึงความซับซ้อนทางเทคโนโลยีในการผสมโพลิเมอร์ต่างชนิด (Polymer Blending) ระหว่างยางธรรมชาติและพลาสติก HDPE ที่ต้องอาศัยสารช่วยผสม (Compatibilizer) ที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้คุณสมบัติเชิงกลที่ผ่านมาตรฐาน รายงานฉบับนี้จึงนำเสนอข้อแนะนำเชิงนโยบายและแนวทางการวิจัยต่อยอด เพื่อให้โครงการนี้สร้างความยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจและระบบนิเวศของไทยอย่างแท้จริง


2. บทนำ: บริบทนโยบายและวิกฤตการณ์ทรัพยากร (Introduction)

2.1 ปฐมบท: การเปิดตัวนวัตกรรมวันที่ 26 มกราคม 2569

ในวันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 14:00 น. ณ สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเกษตรและวิศวกรรมไทย เมื่อนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานในการเปิดตัวโครงการ "นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย" ร่วมกับ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน และ ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงพิธีการลงนามความร่วมมือทั่วไป แต่เป็นการประกาศความสำเร็จของการนำผลงานวิจัยจากห้องทดลองสู่การปฏิบัติจริง (Research to Implementation) โดยมีการนำเสนอผลงานนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริงในพื้นที่ชลประทาน 2 ผลิตภัณฑ์หลัก คือ ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (RID-UNITED Para-Log Boom) และท่อ HDPE ผสมยางพารา โครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันจากสองวิกฤตการณ์หลักที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ คือ วิกฤตราคาพืชผลทางการเกษตร และปัญหาสิ่งแวดล้อมในแหล่งน้ำ

2.2 นโยบาย RID-UNITED: กรอบแนวคิดการบริหารจัดการน้ำยุคใหม่

การขับเคลื่อนนวัตกรรมครั้งนี้อยู่ภายใต้ร่มใหญของนโยบาย "RID-UNITED" ซึ่งประกาศโดยอธิบดีกรมชลประทาน โดยมีวิสัยทัศน์มุ่งเน้นให้กรมชลประทานเป็น "องค์กรอัจฉริยะ" ภายในปี 2580 นโยบายนี้ประกอบด้วย 8 เสาหลักที่สำคัญ โดยเสาหลักที่ 6 "พัฒนานวัตกรรมในการทำงาน" และเสาหลักที่ 3 "การบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน" (Integration) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้เกิดความร่วมมือข้ามหน่วยงานระหว่างกรมชลประทาน (ผู้ใช้น้ำ) และการยางแห่งประเทศไทย (ผู้ดูแลวัตถุดิบยาง)

นโยบาย RID-UNITED ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่วิศวกรรมโยธา (Civil Engineering) เหมือนในอดีต แต่เน้นการบริหารจัดการแบบองค์รวม (Holistic Management) ที่คำนึงถึงมิติด้านเศรษฐกิจสังคม (Socio-economic) ของเกษตรกร และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ การนำยางพารามาใช้จึงตอบโจทย์ทั้ง "Water Security" และ "Income Security" ของเกษตรกรชาวสวนยางไปพร้อมกัน


3. การวิเคราะห์โครงสร้างวิกฤตยางพาราและพลวัตตลาด (Structural Analysis of the Thai Rubber Crisis)

เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนของโครงการนี้ จำเป็นต้องวิเคราะห์สถานการณ์ยางพาราในระดับมหภาค ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ (Economic Driver) ที่อยู่เบื้องหลังโครงการ

3.1 สถานการณ์ตลาดและแนวโน้มราคาปี 2568-2569

ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยางพาราอันดับหนึ่งของโลก กำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ข้อมูลจากการคาดการณ์สภาวะอุตสาหกรรมยางพาราปี 2568 ระบุว่าปริมาณการส่งออกยางพาราของไทยมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 1.8 เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะการฟื้นตัวของผลผลิตยางพาราโลกจากประเทศคู่แข่งและปัญหาสภาพอากาศที่คลี่คลายลง ทำให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) กดดันราคาในตลาดโลก

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าราคาส่งออกยางพาราเฉลี่ยในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 1,737 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งปรับตัวลดลงร้อยละ 2.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ปัจจัยลบจากราคาน้ำมันดิบโลกที่มีแนวโน้มลดลงในปี 2569 ยังส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber) ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนยางธรรมชาติมีราคาถูกลง กดดันให้ราคายางธรรมชาติปรับตัวลดลงตามไปด้วย

3.2 ความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออก

โครงสร้างตลาดที่พึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูง (High Export Dependency) ทำให้ยางพาราไทยมีความเปราะบาง ข้อมูลระบุว่าในปี 2568 ไทยมีเป้าหมายการส่งออกยางธรรมชาติดิบและแปรรูปเบื้องต้นรวมกว่า 2.8 ล้านตัน โดยมี "ยางแท่ง" เป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกหลัก (สัดส่วนร้อยละ 55.98) ตามด้วยน้ำยางข้น ตลาดส่งออกหลักคือสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งกำลังขยายการลงทุนปลูกยางพาราในประเทศเพื่อนบ้านของไทยและการผลิตยางสังเคราะห์ ทำให้บทบาทของไทยในฐานะผู้กำหนดราคา (Price Setter) ลดน้อยลง

3.3 บทบาทของภาครัฐในการสร้างอุปสงค์ภายในประเทศ (Domestic Demand Creation)

จากสถานการณ์ข้างต้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้นโยบายแทรกแซงกลไกตลาดผ่านด้านอุปสงค์ (Demand-side Intervention) โครงการ "นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทาน" มีเป้าหมายการใช้ยางพารา 900 ตันในปีแรก แม้ตัวเลขนี้อาจดูน้อยเมื่อเทียบกับยอดส่งออกรวม แต่มีนัยสำคัญเชิงคุณภาพ:

  1. การดูดซับยางแผ่นรมควัน: ทุ่นยางพาราใช้ "ยางแผ่นรมควัน" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกษตรกรรายย่อยผลิตได้เอง การสร้างตลาดรับซื้อตรงนี้ช่วยพยุงราคาในระดับท้องถิ่นได้ดีกว่าการแทรกแซงตลาดล่วงหน้า

  2. การลดความเสี่ยง: การกระจายการใช้ยางไปสู่อุตสาหกรรมชลประทานและก่อสร้าง (Construction & Irrigation Sector) ช่วยลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive Sector) ซึ่งกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มักใช้ยางล้อที่มีสเปคแตกต่างจากเดิมและเน้นความทนทานสูง


4. วิกฤตการจัดการวัชพืชทางน้ำ: ต้นทุนและผลกระทบ (The Water Management Crisis)

แรงขับเคลื่อนที่สองของโครงการนี้คือ ปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของวัชพืชทางน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่กัดกินงบประมาณแผ่นดิน

4.1 ผักตบชวา: ภัยคุกคามระบบนิเวศและชลประทาน

ผักตบชวา (Water Hyacinth) เป็นวัชพืชที่มีอัตราการขยายพันธุ์รวดเร็วที่สุดชนิดหนึ่งในโลก ข้อมูลจากการสำรวจในปี 2564 พบการแพร่ระบาดในพื้นที่ชลประทานกว่า 41,500 ไร่ โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง (57.45%) การสะสมของผักตบชวาก่อให้เกิดปัญหาทางวิศวกรรมชลศาสตร์หลายประการ:

  • การกีดขวางการไหล (Flow Obstruction): ผักตบชวาที่หนาแน่นเพิ่มค่าสัมประสิทธิ์ความขรุขระของลำน้ำ (Manning's n) ทำให้ความสามารถในการระบายน้ำลดลง นำไปสู่ปัญหาน้ำล้นตลิ่งในฤดูน้ำหลาก

  • การสูญเสียน้ำ (Water Loss): อัตราการคายน้ำ (Evapotranspiration) ของผักตบชวาสูงกว่าการระเหยของผิวน้ำปกติ 3-4 เท่า ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนและคลองส่งน้ำลดลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

  • การตื้นเขิน: เมื่อผักตบชวาตายและจมลงสู่ก้นคลอง จะเกิดการทับถมของตะกอนอินทรีย์ ทำให้คลองตื้นเขินและต้องใช้งบประมาณในการขุดลอก (Dredging) เพิ่มเติม

4.2 ภาระงบประมาณและการจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ

ในแต่ละปี ภาครัฐต้องสูญเสียเม็ดเงินมหาศาลในการกำจัดวัชพืช ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี (2558-2568) ชี้ให้เห็นว่ามีการดำเนินโครงการกำจัดวัชพืชกว่า 10,465 โครงการ โดยจังหวัดสงขลาเพียงจังหวัดเดียวใช้งบประมาณไปกว่า 481 ล้านบาท สำหรับกรมชลประทาน ในปี 2567 และ 2568 ใช้งบประมาณปีละประมาณ 400-406 ล้านบาท เพื่อกำจัดวัชพืชปริมาณ 7.4-7.7 ล้านตัน

วิธีการกำจัดแบบดั้งเดิมที่ใช้เครื่องจักร (Mechanical Harvesting) หรือแรงงานคน มักเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ยั่งยืน เนื่องจากผักตบชวาสามารถไหลเข้ามาเติมเต็มพื้นที่เดิมได้ภายในเวลาไม่กี่วัน การติดตั้ง "ทุ่นดัก" (Boom) จึงเป็นยุทธวิธีสำคัญในการ "จำกัดเขต" (Containment) เพื่อให้การจัดเก็บทำได้ง่ายและประหยัดพลังงาน แต่ทุ่นแบบเดิมที่ทำจากพลาสติกหรือไม้ไผ่มักมีอายุการใช้งานสั้นและไม่ทนทานต่อแรงกระแทก


5. การวิเคราะห์นวัตกรรมที่ 1: ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (RID-UNITED Para-Log Boom)

นวัตกรรม "Para-Log Boom" เป็นการตอบโจทย์ปัญหาข้างต้นด้วยวัสดุศาสตร์ใหม่ โดยการนำยางพารามาพัฒนาเป็นทุ่นลอยน้ำที่มีคุณสมบัติเหนือกว่าทุ่นวัสดุสังเคราะห์

5.1 การออกแบบทางวิศวกรรมและวัสดุศาสตร์ (Engineering Design & Material Science)

Para-Log Boom ถูกออกแบบโดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาวิศวกรรมการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทาน โดยมีรายละเอียดทางเทคนิคที่สำคัญดังนี้:

องค์ประกอบวัสดุ (Material Composition):

  • เนื้อยางธรรมชาติ: ทุ่นแต่ละทุ่นใช้ยางพาราธรรมชาติในปริมาณ 30 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สูง (High Loading) ช่วยดูดซับยางออกจากตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ

  • โครงสร้างโฟมยาง (Natural Rubber Foam - NRF): เพื่อให้เกิดแรงลอยตัว (Buoyancy) ยางพาราจะถูกแปรรูปเป็นยางฟองน้ำหรือโฟมยาง โดยใช้สารก่อฟอง (Blowing Agent) ในกระบวนการผลิต โครงสร้างเซลล์ปิด (Closed-cell structure) ช่วยป้องกันการซึมผ่านของน้ำ ทำให้ทุ่นลอยตัวได้ดีแม้ผิวภายนอกจะถลอกหรือเสียหาย

  • แกนเสริมแรง: ภายในทุ่นมีแกนโลหะป้องกันสนิมและจุดเชื่อมต่อ (Connector) ที่แข็งแรง เพื่อรับแรงดึง (Tensile Load) จากกระแสน้ำและน้ำหนักของกอผักตบชวา น้ำหนักรวมของทุ่นอยู่ที่ประมาณ 55 กิโลกรัมต่อทุ่น ซึ่งมีเสถียรภาพ (Stability) ในน้ำดีกว่าทุ่นพลาสติกเบาๆ ที่อาจพลิกคว่ำง่าย

5.2 ประสิทธิภาพทางชลศาสตร์ (Hydraulic Performance)

จากการทดสอบและนำไปใช้งานจริงในพื้นที่นำร่อง เช่น คลองพระยาบรรลือ และ คลองจินดา พบว่าทุ่นยางพารามีประสิทธิภาพทางชลศาสตร์ที่โดดเด่น:

  1. การดูดซับแรงกระแทก (Impact Absorption): คุณสมบัติ Viscoelastic ของยางธรรมชาติช่วยให้ทุ่นสามารถดูดซับพลังงานจลน์จากวัตถุลอยน้ำขนาดใหญ่ (เช่น ขอนไม้) ได้ดีกว่าทุ่นพลาสติกแข็ง (Rigid HDPE) หรือทุ่นเหล็ก ลดความเสียหายต่อโครงสร้างทุ่นและจุดยึดโยง

  2. ความยืดหยุ่นตามระดับน้ำ: ความยืดหยุ่นของยางและข้อต่อช่วยให้แนวทุ่น (Boom Line) สามารถปรับตัวขึ้นลงตามระดับน้ำและคลื่นได้อย่างอิสระ (Wave Compliance) โดยไม่เกิดความเค้นสะสม (Stress Accumulation) ที่จุดใดจุดหนึ่ง ลดความเสี่ยงของการขาด

  3. อายุการใช้งาน: ผลการวิจัยระบุว่าทุ่นมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งคุ้มค่าเมื่อเทียบกับทุ่นไม้ไผ่ที่ต้องเปลี่ยนทุกปี หรือทุ่นพลาสติกเกรดต่ำที่กรอบแตกจากรังสี UV ภายใน 2-3 ปี

5.3 การเปรียบเทียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Analysis)

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบคุณสมบัติของนวัตกรรมทุ่นยางพารา (Para-Log Boom) กับทุ่นชนิดอื่น

คุณสมบัติ (Attributes)ทุ่นยางพารา (Para-Log Boom)ทุ่นพลาสติก (HDPE/PVC)ทุ่นไม้ไผ่ (Bamboo)
วัสดุหลักยางธรรมชาติ + สารเคมีเม็ดพลาสติกปิโตรเคมีวัสดุธรรมชาติ
แหล่งที่มาในประเทศ (Local Content 100%)นำเข้า / ผลิตจากน้ำมันในท้องถิ่น
อายุการใช้งาน

> 5 ปี

3-5 ปี (ขึ้นกับเกรด UV)1 ปี
ความทนทานต่อแรงกระแทกสูงมาก (ยืดหยุ่นสูง)ปานกลาง (อาจแตกหัก)ต่ำ (หักง่าย)
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมย่อยสลายช้า, เสี่ยงชะละลาย Zincเป็นขยะพลาสติก, ไมโครพลาสติกย่อยสลายได้, เป็นมิตร
การซ่อมบำรุงต่ำปานกลางสูง (ต้องรื้อทำใหม่บ่อย)
บทบาททางเศรษฐกิจสนับสนุนเกษตรกรไทยโดยตรงสนับสนุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก

ที่มา: สังเคราะห์ข้อมูลจาก

การเปรียบเทียบแสดงให้เห็นว่า แม้ทุ่นไม้ไผ่จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด แต่ในแง่ของวิศวกรรมและการจัดการระยะยาว (Long-term Management) ทุ่นยางพาราตอบโจทย์เรื่องความทนทานและการลดภาระงานซ่อมบำรุงได้ดีกว่า ในขณะที่ทุ่นพลาสติกแม้จะทนทานแต่สร้างปัญหาขยะพลาสติกและไม่ได้ช่วยพยุงราคายางในประเทศ


6. การวิเคราะห์นวัตกรรมที่ 2: ท่อ HDPE ผสมยางพารา (Rubber-Modified HDPE Pipe)

นวัตกรรมชิ้นที่สองที่มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีสูงกว่าคือ ท่อส่งน้ำความหนาแน่นสูงผสมยางพารา ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์โพลิเมอร์ขั้นสูง

6.1 วิทยาศาสตร์โพลิเมอร์: การผสมยางธรรมชาติกับพลาสติก (Polymer Blending Science)

การผลิตท่อชนิดนี้ไม่ใช่การนำยางมาเคลือบพลาสติก แต่เป็นการผสมเนื้อยางลงไปในเนื้อพลาสติกในระดับโมเลกุล เรียกว่า "Thermoplastic Natural Rubber" (TPNR) หรือ Polymer Blend

  • ความท้าทายเรื่องความเข้ากันได้ (Compatibility): ตามธรรมชาติแล้ว ยางธรรมชาติ (Natural Rubber) และพลาสติก HDPE มีความหนืดและโครงสร้างโมเลกุลที่ต่างกัน ทำให้ผสมเข้ากันยาก (Immiscible) หากผสมโดยตรงจะเกิดการแยกชั้น (Phase Separation) และทำให้สมบัติเชิงกลแย่ลง

  • เทคโนโลยี Compatibilizer: การแก้ปัญหาทำได้โดยการใช้สารช่วยผสม (Compatibilizer) หรือการใช้ Liquid Natural Rubber (LNR) ที่มีหมู่ฟังก์ชันทางเคมี เพื่อทำหน้าที่เป็น "สะพาน" เชื่อมประสานระหว่างเฟสของยางและพลาสติก งานวิจัยระบุว่าการเติม LNR ช่วยเพิ่ม Tensile Strength และ Hardness ของวัสดุผสม TPNR ได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเกิด Cross-linking ภายในเฟสยางและการเชื่อมโยงกับเมทริกซ์พลาสติก

6.2 คุณสมบัติเชิงกลที่เหนือกว่า (Enhanced Mechanical Properties)

การเติมยางพาราลงในท่อ HDPE ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางกลที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานชลประทาน:

  1. ความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้น (Increased Flexibility): ยางพาราช่วยลดความแข็งกระด้าง (Stiffness) ของ HDPE ทำให้ท่อสามารถให้ตัวและโค้งงอได้ดีขึ้น (High Flexibility) ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในการวางท่อในพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความลาดชันไม่สม่ำเสมอ ลดความจำเป็นในการใช้ข้อต่อ (Fittings) จำนวนมาก

  2. ความทนทานต่อแรงกระแทก (Impact Resistance): อนุภาคยางที่กระจายตัวอยู่ในเนื้อพลาสติกทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรง (Impact Modifier) ช่วยหยุดยั้งการขยายตัวของรอยร้าว (Crack Propagation) เมื่อท่อถูกกระแทกด้วยหินหรือเครื่องจักร

  3. ความต้านทานต่อการแตกร้าวจากความเครียด (ESCR): ท่อผสมยางมีแนวโน้มที่จะทนทานต่อสภาวะแวดล้อม (Environmental Stress Cracking Resistance) ได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้งและการฝังดิน

6.3 มาตรฐานการผลิตและการใช้งาน

เพื่อความมั่นใจในการใช้งาน กรมชลประทานได้กำหนดให้ท่อชนิดนี้ต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ที่เกี่ยวข้อง เช่น มอก. 982-2556 สำหรับท่อพอลิเอทิลีนสำหรับน้ำดื่ม โดยมีการปรับปรุงข้อกำหนดเรื่องส่วนผสมให้รองรับการใช้ยางธรรมชาติ

  • การเชื่อมต่อ: ท่อผสมยางพารายังคงสามารถใช้วิธีการเชื่อมต่อแบบเดิมของท่อ HDPE คือการเชื่อมด้วยความร้อน (Butt Fusion) ทำให้ผู้รับเหมาไม่ต้องจัดหาเครื่องมือใหม่

  • ขอบเขตการใช้งาน: นอกจากการใช้ในระบบส่งน้ำของกรมชลประทานแล้ว ยังมีแผนขยายผลไปยังระบบส่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) และระบบประปาหมู่บ้าน ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณความต้องการใช้ยางพาราได้อีกมหาศาล


7. การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environmental Impact Assessment)

แม้โครงการนี้จะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจและวิศวกรรม แต่ในฐานะรายงานวิชาการ จำเป็นต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นทางเคมีและชีวภาพ

7.1 ความเสี่ยงจากการชะละลายของสารเคมี (Leaching Risks)

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดสำหรับการนำผลิตภัณฑ์ยางมาแช่น้ำคือ "การชะละลาย" (Leaching) ของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตยาง

  • สังกะสี (Zinc): ในกระบวนการวัลคาไนซ์ (Vulcanization) เพื่อให้ยางคงรูปและแข็งแรง จำเป็นต้องใช้ Zinc Oxide เป็นตัวกระตุ้นปฏิกิริยา (Activator) งานวิจัยระดับนานาชาติเกี่ยวกับยางรถยนต์และยางรีไซเคิล (Crumb Rubber) พบว่าสังกะสีสามารถชะละลายออกมาสู่น้ำได้ และอาจเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ (Aquatic Toxicity) โดยเฉพาะเมื่อค่า pH ของน้ำต่ำ (เป็นกรด)

  • ผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ: แม้รายงานจากกรมชลประทานจะระบุว่ามีการใช้น้ำมันสกัดจากยูคาลิปตัส (สาร สวพ.62-RID No.1) ในการกำจัดผักตบชวาซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่สำหรับตัวทุ่นยางเอง จำเป็นต้องมีการติดตามตรวจสอบปริมาณสังกะสีและสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (PAHs) ในแหล่งน้ำรอบจุดติดตั้งอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะในแหล่งน้ำดิบเพื่อการผลิตประปา

  • การปนเปื้อนทางชีวภาพ: งานวิจัยบางชิ้นระบุว่าเชื้อแบคทีเรีย Salmonella สามารถเจริญเติบโตบนพื้นผิวของยางและสร้าง Biofilm ได้ ซึ่งอาจเป็นประเด็นที่ต้องระวังหากนำไปใช้ในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค อย่างไรก็ตาม ท่อ HDPE ผสมยางพาราที่ผ่านมาตรฐานท่อน้ำดื่ม (มอก.) น่าจะมีความเสี่ยงในจุดนี้น้อยกว่าทุ่นลอยน้ำ

7.2 วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์และการกำจัด (Lifecycle & Disposal)

  • ความสามารถในการย่อยสลาย (Biodegradability): การผสมยางธรรมชาติ (Bio-polymer) ลงในพลาสติก (Synthetic Polymer) อาจช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายได้บ้างเมื่อเทียบกับพลาสติกล้วน โดยงานวิจัยพบว่าจุลินทรีย์ในดินสามารถย่อยสลายส่วนที่เป็นยางธรรมชาติได้ ทำให้โครงสร้างพลาสติกที่เหลือแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ แต่อาจนำไปสู่ปัญหาไมโครพลาสติก (Microplastics) ได้เช่นกัน

  • การจัดการขยะ: เมื่อทุ่นยางพาราหมดอายุการใช้งานใน 5 ปี จะมีแนวทางจัดการอย่างไร? การนำกลับมารีไซเคิล (Recycle) ทุ่นที่เป็นวัสดุผสม (Composite) ทำได้ยากกว่าวัสดุเดี่ยว กรมชลประทานควรวางแผนระบบ "Reverse Logistics" เพื่อเรียกคืนทุ่นที่หมดสภาพกลับมาจัดการอย่างถูกวิธี ไม่ให้กลายเป็นขยะลอยน้ำซ้ำเติมปัญหาเดิม


8. การดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์และแนวโน้มเศรษฐกิจ (Strategic Implementation & Economic Forecast)

8.1 แผนปฏิบัติการและเป้าหมายปี 2569

ภายใต้โครงการนี้ กรมชลประทานมีแผนการที่ชัดเจนในการนำยางพารามาใช้จริง:

  • เป้าหมายการใช้ยาง: 900 ตัน (ยางแห้ง)

  • เป้าหมายการผลิต: ทุ่น Para-Log Boom 43,000 ทุ่น และ ท่อ HDPE ผสมยางพารา 15,000 เมตร

  • พื้นที่เป้าหมาย: ครอบคลุมพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 1-17 ทั่วประเทศ โดยเน้นจุดวิกฤตผักตบชวาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำสำคัญ

8.2 ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคและการขยายผล

การดำเนินโครงการนี้คาดว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกหลายมิติ:

  1. เสถียรภาพราคายาง: แม้ปริมาณ 900 ตันจะเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับผลผลิตรวม แต่การสร้าง "Sentiment" เชิงบวกในตลาดและการเปิดตลาดใหม่ (New Market Segment) ภาครัฐ มีส่วนช่วยจิตวิทยาตลาดและพยุงราคาไม่ให้ตกต่ำลงไปอีกตามแนวโน้มตลาดโลก

  2. การลดต้นทุนภาครัฐ: การใช้ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องจักรและน้ำมันเชื้อเพลิงในการไล่เก็บผักตบชวาที่กระจัดกระจาย การจำกัดเขตผักตบชวาให้อยู่หน้าประตูระบายน้ำช่วยให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดงบประมาณกำจัดวัชพืชที่มีมูลค่ากว่า 400 ล้านบาทต่อปีในระยะยาว

  3. การขยายผลสู่พื้นที่ ส.ป.ก.: แผนการขยายการติดตั้งทุ่นและท่อไปยังพื้นที่นอกเขตชลประทาน (Non-irrigated Area) และเขต ส.ป.ก. จะเป็นการเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมหาศาล หากเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. นับล้านไร่ หันมาใช้ท่อระบบน้ำหยดหรือท่อส่งน้ำที่ผลิตจากยางพารา จะเกิดอุปสงค์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง


9. บทสรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion & Recommendations)

โครงการ "นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย" ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญของการบูรณาการเทคโนโลยีวิศวกรรมเข้ากับนโยบายเศรษฐกิจสังคม การนำยางพารามาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นทุ่นดักผักตบชวาและท่อส่งน้ำ เป็นการแก้ปัญหาแบบ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว" (Win-Win Solution) คือ การบรรเทาวิกฤตยางพารา และ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

ข้อค้นพบสำคัญ (Key Findings):

  1. นวัตกรรมวัสดุ: การผสมยางพาราช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานต่อแรงกระแทกให้กับอุปกรณ์ชลประทาน ยืดอายุการใช้งานและลดค่าบำรุงรักษา

  2. ประสิทธิภาพการจัดการน้ำ: ทุ่น Para-Log Boom ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมวัชพืช ลดการกีดขวางทางน้ำ และประหยัดงบประมาณกำจัดวัชพืช

  3. ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง: ประเด็นการชะละลายของสังกะสีและสารเคมีจากยางลงสู่แหล่งน้ำ เป็นเรื่องที่ต้องมีการวิจัยและติดตามผลกระทบในระยะยาวอย่างเคร่งครัด

ข้อเสนอแนะ (Recommendations):

  • ด้านมาตรฐาน: ควรผลักดันมาตรฐานทุ่นและท่อยางพาราให้เป็น "บัญชีนวัตกรรมไทย" เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่น (อบต./เทศบาล) สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้โดยสะดวก

  • ด้านสิ่งแวดล้อม: สนับสนุนการวิจัยสูตรยางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly Rubber Compound) โดยลดหรือเลิกใช้สารเคมีที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำ และพัฒนากระบวนการรีไซเคิลทุ่นเมื่อหมดอายุ

  • ด้านการขยายผล: ส่งเสริมให้มีการใช้งานในระดับไร่นาของเกษตรกร โดยอาจมีมาตรการอุดหนุนราคาหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกรที่ใช้ระบบน้ำจากท่อยางพารา

โดยสรุป โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ "นวัตกรรมไทย" ในการแก้ปัญหาของประเทศ การขับเคลื่อนนโยบาย RID-UNITED อย่างต่อเนื่องจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความมั่นคงด้านน้ำและความมั่งคั่งของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

กรมชลฯ–กยท. เปิดตัวนวัตกรรมยางพาราชลประทาน ดึงยาง 900 ตันพยุงราคา คุมผักตบ–เพิ่มประสิทธิภาพน้ำ ภายใต้นโยบาย RID-UNITED

กรมชลประทานร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย เปิดตัวโครงการ “นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ณ สำนัก...