กรมชลประทานร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย เปิดตัวโครงการ “นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ณ สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน จังหวัดนนทบุรี ภายใต้นโยบาย “RID-UNITED” หรือ “ชลประทานรวมใจ” มุ่งแก้สองวิกฤตพร้อมกัน ทั้งราคายางพาราตกต่ำและปัญหาการบริหารจัดการน้ำ โดยตั้งเป้าใช้ยางพาราแปรรูป 900 ตันในปีงบประมาณ 2569 ผลิตทุ่นดักผักตบชวา 43,000 ชุด และท่อส่งน้ำความยาว 15,000 เมตร
พิธีเปิดมีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ร่วมด้วยนายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน และดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย สะท้อนการนำงานวิจัยจากห้องทดลองสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ชลประทาน
ชู 2 นวัตกรรมหลัก พลิกเกมวัสดุศาสตร์ไทย
หัวใจโครงการอยู่ที่นวัตกรรม 2 ชิ้น ได้แก่ “ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (Para-Log Boom)” และ “ท่อ HDPE ผสมยางพารา (Rubber-Modified HDPE Pipe)” ซึ่งใช้คุณสมบัติความยืดหยุ่นและการดูดซับแรงกระแทกของยางธรรมชาติ เพิ่มความทนทานอุปกรณ์ชลประทาน ลดการแตกหักและยืดอายุการใช้งาน
ทุ่น Para-Log Boom ใช้ยางธรรมชาติประมาณ 30 กิโลกรัมต่อทุ่น แปรรูปเป็นโฟมยางโครงสร้างเซลล์ปิด เสริมแกนโลหะกันสนิม รองรับแรงดึงจากกระแสน้ำและมวลผักตบชวา ผลทดสอบภาคสนามชี้ว่าทุ่นมีความยืดหยุ่นตามระดับน้ำ ดูดซับแรงกระแทกได้ดี และมีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี เหนือกว่าทุ่นไม้ไผ่และทุ่นพลาสติกเกรดทั่วไป
ขณะที่ท่อ HDPE ผสมยางพารา ใช้เทคโนโลยีโพลิเมอร์เบลนด์ (TPNR) เพิ่มความยืดหยุ่น ความทนทานต่อแรงกระแทก และความต้านทานการแตกร้าวจากสภาพแวดล้อม โดยยังคงเชื่อมต่อด้วยวิธีเดิมตามมาตรฐาน มอก. เหมาะกับงานชลประทานและมีแผนขยายสู่ระบบประปาหมู่บ้านและพื้นที่ ส.ป.ก.
พยุงราคายาง–สร้างอุปสงค์ในประเทศ
รายงานวิเคราะห์ชี้ว่า ตลาดยางพาราไทยยังเผชิญแรงกดดันจากอุปทานส่วนเกินและการพึ่งพาส่งออกสูง การดูดซับยาง 900 ตันแม้เป็นสัดส่วนไม่มาก แต่มีนัยเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะการรับซื้อยางแผ่นรมควันจากเกษตรกรรายย่อย สร้างตลาดภายในประเทศ ลดความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผันผวนในยุครถยนต์ไฟฟ้า
คุมผักตบ ลดต้นทุนรัฐ
ด้านการจัดการน้ำ ผักตบชวายังเป็นปัญหาเรื้อรัง กีดขวางการไหล เพิ่มการสูญเสียน้ำ และทำให้คลองตื้นเขิน ภาครัฐใช้งบกำจัดวัชพืชปีละราว 400 ล้านบาท การติดตั้งทุ่นดักเพื่อจำกัดเขตช่วยให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพ ลดค่าเครื่องจักรและเชื้อเพลิงในระยะยาว
สิ่งแวดล้อมต้องจับตา
อย่างไรก็ดี รายงานเตือนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการชะละลายของสารเคมีจากยาง เช่น สังกะสี จากกระบวนการวัลคาไนซ์ ซึ่งอาจกระทบสิ่งมีชีวิตน้ำ จำเป็นต้องติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงวางแผนจัดการซากวัสดุเมื่อหมดอายุการใช้งาน ด้วยระบบเรียกคืนและรีไซเคิลเพื่อลดปัญหาขยะและไมโครพลาสติก
เดินหน้า RID-UNITED สู่ความยั่งยืน
กรมชลประทานระบุว่า แผนปี 2569 จะกระจายการติดตั้งครอบคลุมสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ เน้นลุ่มน้ำเจ้าพระยา และเตรียมขยายผลสู่พื้นที่นอกเขตชลประทานและ ส.ป.ก. หากผลลัพธ์เป็นไปตามเป้า คาดช่วยพยุงราคายาง สร้างตลาดใหม่ ลดต้นทุนการจัดการน้ำ และยกระดับความมั่นคงน้ำควบคู่รายได้เกษตรกร
บทสรุปของโครงการสะท้อนการบูรณาการนวัตกรรมวิศวกรรมกับนโยบายเศรษฐกิจสังคมแบบ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” พร้อมข้อเสนอเร่งผลักดันมาตรฐานผลิตภัณฑ์สู่บัญชีนวัตกรรมไทย พัฒนาสูตรยางเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการใช้งานในระดับไร่นา เพื่อให้ RID-UNITED กลายเป็นกลไกความยั่งยืนด้านน้ำและยางพาราของประเทศในระยะยาว.
การวิเคราะห์เชิงลึกนวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทยภายใต้นโยบาย RID-UNITED และผลกระทบต่อวิศวกรรมชลศาสตร์และเศรษฐศาสตร์มหภาค
1. บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)
รายงานการวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอการวิเคราะห์และประเมินผลอย่างรอบด้านเกี่ยวกับโครงการ "นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย" ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระดับยุทธศาสตร์ระหว่างกรมชลประทาน (Royal Irrigation Department: RID) และการยางแห่งประเทศไทย (Rubber Authority of Thailand: RAOT) โครงการนี้ได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน จังหวัดนนทบุรี โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ราคายางพาราตกต่ำควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ภายใต้นโยบาย "RID-UNITED" หรือ "ชลประทานรวมใจ"
สาระสำคัญของรายงานระบุว่า การเปิดตัวนวัตกรรมหลักสองประการ ได้แก่ "ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา" (Para-Log Boom) และ "ท่อส่งน้ำ HDPE ผสมยางพารา" (Rubber-Modified HDPE Pipe) นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางวิศวกรรมวัสดุศาสตร์ของไทย โดยมีเป้าหมายการใช้ยางพาราแปรรูปจำนวน 900 ตันในปีงบประมาณ 2569 เพื่อผลิตทุ่นจำนวน 43,000 ชุด และท่อความยาว 15,000 เมตร
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ในรายงานฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะในมิติของผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการชะละลายของสารเคมี (Leaching) เช่น สังกะสี (Zinc) จากผลิตภัณฑ์ยางเมื่อแช่น้ำเป็นเวลานาน
2. บทนำ: บริบทนโยบายและวิกฤตการณ์ทรัพยากร (Introduction)
2.1 ปฐมบท: การเปิดตัวนวัตกรรมวันที่ 26 มกราคม 2569
ในวันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 14:00 น. ณ สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเกษตรและวิศวกรรมไทย เมื่อนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานในการเปิดตัวโครงการ "นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย" ร่วมกับ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน และ ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงพิธีการลงนามความร่วมมือทั่วไป แต่เป็นการประกาศความสำเร็จของการนำผลงานวิจัยจากห้องทดลองสู่การปฏิบัติจริง (Research to Implementation) โดยมีการนำเสนอผลงานนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริงในพื้นที่ชลประทาน 2 ผลิตภัณฑ์หลัก คือ ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (RID-UNITED Para-Log Boom) และท่อ HDPE ผสมยางพารา
2.2 นโยบาย RID-UNITED: กรอบแนวคิดการบริหารจัดการน้ำยุคใหม่
การขับเคลื่อนนวัตกรรมครั้งนี้อยู่ภายใต้ร่มใหญของนโยบาย "RID-UNITED" ซึ่งประกาศโดยอธิบดีกรมชลประทาน โดยมีวิสัยทัศน์มุ่งเน้นให้กรมชลประทานเป็น "องค์กรอัจฉริยะ" ภายในปี 2580
นโยบาย RID-UNITED ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่วิศวกรรมโยธา (Civil Engineering) เหมือนในอดีต แต่เน้นการบริหารจัดการแบบองค์รวม (Holistic Management) ที่คำนึงถึงมิติด้านเศรษฐกิจสังคม (Socio-economic) ของเกษตรกร และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ การนำยางพารามาใช้จึงตอบโจทย์ทั้ง "Water Security" และ "Income Security" ของเกษตรกรชาวสวนยางไปพร้อมกัน
3. การวิเคราะห์โครงสร้างวิกฤตยางพาราและพลวัตตลาด (Structural Analysis of the Thai Rubber Crisis)
เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนของโครงการนี้ จำเป็นต้องวิเคราะห์สถานการณ์ยางพาราในระดับมหภาค ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ (Economic Driver) ที่อยู่เบื้องหลังโครงการ
3.1 สถานการณ์ตลาดและแนวโน้มราคาปี 2568-2569
ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยางพาราอันดับหนึ่งของโลก กำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ข้อมูลจากการคาดการณ์สภาวะอุตสาหกรรมยางพาราปี 2568 ระบุว่าปริมาณการส่งออกยางพาราของไทยมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 1.8 เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าราคาส่งออกยางพาราเฉลี่ยในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 1,737 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งปรับตัวลดลงร้อยละ 2.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
3.2 ความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออก
โครงสร้างตลาดที่พึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูง (High Export Dependency) ทำให้ยางพาราไทยมีความเปราะบาง ข้อมูลระบุว่าในปี 2568 ไทยมีเป้าหมายการส่งออกยางธรรมชาติดิบและแปรรูปเบื้องต้นรวมกว่า 2.8 ล้านตัน โดยมี "ยางแท่ง" เป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกหลัก (สัดส่วนร้อยละ 55.98) ตามด้วยน้ำยางข้น
3.3 บทบาทของภาครัฐในการสร้างอุปสงค์ภายในประเทศ (Domestic Demand Creation)
จากสถานการณ์ข้างต้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้นโยบายแทรกแซงกลไกตลาดผ่านด้านอุปสงค์ (Demand-side Intervention) โครงการ "นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทาน" มีเป้าหมายการใช้ยางพารา 900 ตันในปีแรก
การดูดซับยางแผ่นรมควัน: ทุ่นยางพาราใช้ "ยางแผ่นรมควัน"
ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกษตรกรรายย่อยผลิตได้เอง การสร้างตลาดรับซื้อตรงนี้ช่วยพยุงราคาในระดับท้องถิ่นได้ดีกว่าการแทรกแซงตลาดล่วงหน้า การลดความเสี่ยง: การกระจายการใช้ยางไปสู่อุตสาหกรรมชลประทานและก่อสร้าง (Construction & Irrigation Sector) ช่วยลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive Sector) ซึ่งกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มักใช้ยางล้อที่มีสเปคแตกต่างจากเดิมและเน้นความทนทานสูง
4. วิกฤตการจัดการวัชพืชทางน้ำ: ต้นทุนและผลกระทบ (The Water Management Crisis)
แรงขับเคลื่อนที่สองของโครงการนี้คือ ปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของวัชพืชทางน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่กัดกินงบประมาณแผ่นดิน
4.1 ผักตบชวา: ภัยคุกคามระบบนิเวศและชลประทาน
ผักตบชวา (Water Hyacinth) เป็นวัชพืชที่มีอัตราการขยายพันธุ์รวดเร็วที่สุดชนิดหนึ่งในโลก ข้อมูลจากการสำรวจในปี 2564 พบการแพร่ระบาดในพื้นที่ชลประทานกว่า 41,500 ไร่ โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง (57.45%)
การกีดขวางการไหล (Flow Obstruction): ผักตบชวาที่หนาแน่นเพิ่มค่าสัมประสิทธิ์ความขรุขระของลำน้ำ (Manning's n) ทำให้ความสามารถในการระบายน้ำลดลง นำไปสู่ปัญหาน้ำล้นตลิ่งในฤดูน้ำหลาก
การสูญเสียน้ำ (Water Loss): อัตราการคายน้ำ (Evapotranspiration) ของผักตบชวาสูงกว่าการระเหยของผิวน้ำปกติ 3-4 เท่า ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนและคลองส่งน้ำลดลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
การตื้นเขิน: เมื่อผักตบชวาตายและจมลงสู่ก้นคลอง จะเกิดการทับถมของตะกอนอินทรีย์ ทำให้คลองตื้นเขินและต้องใช้งบประมาณในการขุดลอก (Dredging) เพิ่มเติม
4.2 ภาระงบประมาณและการจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ
ในแต่ละปี ภาครัฐต้องสูญเสียเม็ดเงินมหาศาลในการกำจัดวัชพืช ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี (2558-2568) ชี้ให้เห็นว่ามีการดำเนินโครงการกำจัดวัชพืชกว่า 10,465 โครงการ โดยจังหวัดสงขลาเพียงจังหวัดเดียวใช้งบประมาณไปกว่า 481 ล้านบาท
วิธีการกำจัดแบบดั้งเดิมที่ใช้เครื่องจักร (Mechanical Harvesting) หรือแรงงานคน มักเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ยั่งยืน เนื่องจากผักตบชวาสามารถไหลเข้ามาเติมเต็มพื้นที่เดิมได้ภายในเวลาไม่กี่วัน การติดตั้ง "ทุ่นดัก" (Boom) จึงเป็นยุทธวิธีสำคัญในการ "จำกัดเขต" (Containment) เพื่อให้การจัดเก็บทำได้ง่ายและประหยัดพลังงาน แต่ทุ่นแบบเดิมที่ทำจากพลาสติกหรือไม้ไผ่มักมีอายุการใช้งานสั้นและไม่ทนทานต่อแรงกระแทก
5. การวิเคราะห์นวัตกรรมที่ 1: ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (RID-UNITED Para-Log Boom)
นวัตกรรม "Para-Log Boom" เป็นการตอบโจทย์ปัญหาข้างต้นด้วยวัสดุศาสตร์ใหม่ โดยการนำยางพารามาพัฒนาเป็นทุ่นลอยน้ำที่มีคุณสมบัติเหนือกว่าทุ่นวัสดุสังเคราะห์
5.1 การออกแบบทางวิศวกรรมและวัสดุศาสตร์ (Engineering Design & Material Science)
Para-Log Boom ถูกออกแบบโดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาวิศวกรรมการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทาน โดยมีรายละเอียดทางเทคนิคที่สำคัญดังนี้:
องค์ประกอบวัสดุ (Material Composition):
เนื้อยางธรรมชาติ: ทุ่นแต่ละทุ่นใช้ยางพาราธรรมชาติในปริมาณ 30 กิโลกรัม
ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สูง (High Loading) ช่วยดูดซับยางออกจากตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ โครงสร้างโฟมยาง (Natural Rubber Foam - NRF): เพื่อให้เกิดแรงลอยตัว (Buoyancy) ยางพาราจะถูกแปรรูปเป็นยางฟองน้ำหรือโฟมยาง โดยใช้สารก่อฟอง (Blowing Agent) ในกระบวนการผลิต โครงสร้างเซลล์ปิด (Closed-cell structure) ช่วยป้องกันการซึมผ่านของน้ำ ทำให้ทุ่นลอยตัวได้ดีแม้ผิวภายนอกจะถลอกหรือเสียหาย
แกนเสริมแรง: ภายในทุ่นมีแกนโลหะป้องกันสนิมและจุดเชื่อมต่อ (Connector) ที่แข็งแรง เพื่อรับแรงดึง (Tensile Load) จากกระแสน้ำและน้ำหนักของกอผักตบชวา
น้ำหนักรวมของทุ่นอยู่ที่ประมาณ 55 กิโลกรัมต่อทุ่น ซึ่งมีเสถียรภาพ (Stability) ในน้ำดีกว่าทุ่นพลาสติกเบาๆ ที่อาจพลิกคว่ำง่าย
5.2 ประสิทธิภาพทางชลศาสตร์ (Hydraulic Performance)
จากการทดสอบและนำไปใช้งานจริงในพื้นที่นำร่อง เช่น คลองพระยาบรรลือ และ คลองจินดา
การดูดซับแรงกระแทก (Impact Absorption): คุณสมบัติ Viscoelastic ของยางธรรมชาติช่วยให้ทุ่นสามารถดูดซับพลังงานจลน์จากวัตถุลอยน้ำขนาดใหญ่ (เช่น ขอนไม้) ได้ดีกว่าทุ่นพลาสติกแข็ง (Rigid HDPE) หรือทุ่นเหล็ก ลดความเสียหายต่อโครงสร้างทุ่นและจุดยึดโยง
ความยืดหยุ่นตามระดับน้ำ: ความยืดหยุ่นของยางและข้อต่อช่วยให้แนวทุ่น (Boom Line) สามารถปรับตัวขึ้นลงตามระดับน้ำและคลื่นได้อย่างอิสระ (Wave Compliance) โดยไม่เกิดความเค้นสะสม (Stress Accumulation) ที่จุดใดจุดหนึ่ง ลดความเสี่ยงของการขาด
อายุการใช้งาน: ผลการวิจัยระบุว่าทุ่นมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 5 ปี
ซึ่งคุ้มค่าเมื่อเทียบกับทุ่นไม้ไผ่ที่ต้องเปลี่ยนทุกปี หรือทุ่นพลาสติกเกรดต่ำที่กรอบแตกจากรังสี UV ภายใน 2-3 ปี
5.3 การเปรียบเทียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Analysis)
ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบคุณสมบัติของนวัตกรรมทุ่นยางพารา (Para-Log Boom) กับทุ่นชนิดอื่น
| คุณสมบัติ (Attributes) | ทุ่นยางพารา (Para-Log Boom) | ทุ่นพลาสติก (HDPE/PVC) | ทุ่นไม้ไผ่ (Bamboo) |
| วัสดุหลัก | ยางธรรมชาติ + สารเคมี | เม็ดพลาสติกปิโตรเคมี | วัสดุธรรมชาติ |
| แหล่งที่มา | ในประเทศ (Local Content 100%) | นำเข้า / ผลิตจากน้ำมัน | ในท้องถิ่น |
| อายุการใช้งาน | > 5 ปี | 3-5 ปี (ขึ้นกับเกรด UV) | 1 ปี |
| ความทนทานต่อแรงกระแทก | สูงมาก (ยืดหยุ่นสูง) | ปานกลาง (อาจแตกหัก) | ต่ำ (หักง่าย) |
| ผลกระทบสิ่งแวดล้อม | ย่อยสลายช้า, เสี่ยงชะละลาย Zinc | เป็นขยะพลาสติก, ไมโครพลาสติก | ย่อยสลายได้, เป็นมิตร |
| การซ่อมบำรุง | ต่ำ | ปานกลาง | สูง (ต้องรื้อทำใหม่บ่อย) |
| บทบาททางเศรษฐกิจ | สนับสนุนเกษตรกรไทยโดยตรง | สนับสนุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี | สนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก |
ที่มา: สังเคราะห์ข้อมูลจาก
การเปรียบเทียบแสดงให้เห็นว่า แม้ทุ่นไม้ไผ่จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด แต่ในแง่ของวิศวกรรมและการจัดการระยะยาว (Long-term Management) ทุ่นยางพาราตอบโจทย์เรื่องความทนทานและการลดภาระงานซ่อมบำรุงได้ดีกว่า ในขณะที่ทุ่นพลาสติกแม้จะทนทานแต่สร้างปัญหาขยะพลาสติกและไม่ได้ช่วยพยุงราคายางในประเทศ
6. การวิเคราะห์นวัตกรรมที่ 2: ท่อ HDPE ผสมยางพารา (Rubber-Modified HDPE Pipe)
นวัตกรรมชิ้นที่สองที่มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีสูงกว่าคือ ท่อส่งน้ำความหนาแน่นสูงผสมยางพารา ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์โพลิเมอร์ขั้นสูง
6.1 วิทยาศาสตร์โพลิเมอร์: การผสมยางธรรมชาติกับพลาสติก (Polymer Blending Science)
การผลิตท่อชนิดนี้ไม่ใช่การนำยางมาเคลือบพลาสติก แต่เป็นการผสมเนื้อยางลงไปในเนื้อพลาสติกในระดับโมเลกุล เรียกว่า "Thermoplastic Natural Rubber" (TPNR) หรือ Polymer Blend
ความท้าทายเรื่องความเข้ากันได้ (Compatibility): ตามธรรมชาติแล้ว ยางธรรมชาติ (Natural Rubber) และพลาสติก HDPE มีความหนืดและโครงสร้างโมเลกุลที่ต่างกัน ทำให้ผสมเข้ากันยาก (Immiscible) หากผสมโดยตรงจะเกิดการแยกชั้น (Phase Separation) และทำให้สมบัติเชิงกลแย่ลง
เทคโนโลยี Compatibilizer: การแก้ปัญหาทำได้โดยการใช้สารช่วยผสม (Compatibilizer) หรือการใช้ Liquid Natural Rubber (LNR) ที่มีหมู่ฟังก์ชันทางเคมี เพื่อทำหน้าที่เป็น "สะพาน" เชื่อมประสานระหว่างเฟสของยางและพลาสติก
งานวิจัยระบุว่าการเติม LNR ช่วยเพิ่ม Tensile Strength และ Hardness ของวัสดุผสม TPNR ได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเกิด Cross-linking ภายในเฟสยางและการเชื่อมโยงกับเมทริกซ์พลาสติก
6.2 คุณสมบัติเชิงกลที่เหนือกว่า (Enhanced Mechanical Properties)
การเติมยางพาราลงในท่อ HDPE ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางกลที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานชลประทาน:
ความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้น (Increased Flexibility): ยางพาราช่วยลดความแข็งกระด้าง (Stiffness) ของ HDPE ทำให้ท่อสามารถให้ตัวและโค้งงอได้ดีขึ้น (High Flexibility)
ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในการวางท่อในพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความลาดชันไม่สม่ำเสมอ ลดความจำเป็นในการใช้ข้อต่อ (Fittings) จำนวนมาก ความทนทานต่อแรงกระแทก (Impact Resistance): อนุภาคยางที่กระจายตัวอยู่ในเนื้อพลาสติกทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรง (Impact Modifier) ช่วยหยุดยั้งการขยายตัวของรอยร้าว (Crack Propagation) เมื่อท่อถูกกระแทกด้วยหินหรือเครื่องจักร
ความต้านทานต่อการแตกร้าวจากความเครียด (ESCR): ท่อผสมยางมีแนวโน้มที่จะทนทานต่อสภาวะแวดล้อม (Environmental Stress Cracking Resistance) ได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้งและการฝังดิน
6.3 มาตรฐานการผลิตและการใช้งาน
เพื่อความมั่นใจในการใช้งาน กรมชลประทานได้กำหนดให้ท่อชนิดนี้ต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ที่เกี่ยวข้อง เช่น มอก. 982-2556 สำหรับท่อพอลิเอทิลีนสำหรับน้ำดื่ม
การเชื่อมต่อ: ท่อผสมยางพารายังคงสามารถใช้วิธีการเชื่อมต่อแบบเดิมของท่อ HDPE คือการเชื่อมด้วยความร้อน (Butt Fusion)
ทำให้ผู้รับเหมาไม่ต้องจัดหาเครื่องมือใหม่ ขอบเขตการใช้งาน: นอกจากการใช้ในระบบส่งน้ำของกรมชลประทานแล้ว ยังมีแผนขยายผลไปยังระบบส่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) และระบบประปาหมู่บ้าน
ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณความต้องการใช้ยางพาราได้อีกมหาศาล
7. การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environmental Impact Assessment)
แม้โครงการนี้จะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจและวิศวกรรม แต่ในฐานะรายงานวิชาการ จำเป็นต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นทางเคมีและชีวภาพ
7.1 ความเสี่ยงจากการชะละลายของสารเคมี (Leaching Risks)
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดสำหรับการนำผลิตภัณฑ์ยางมาแช่น้ำคือ "การชะละลาย" (Leaching) ของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตยาง
สังกะสี (Zinc): ในกระบวนการวัลคาไนซ์ (Vulcanization) เพื่อให้ยางคงรูปและแข็งแรง จำเป็นต้องใช้ Zinc Oxide เป็นตัวกระตุ้นปฏิกิริยา (Activator) งานวิจัยระดับนานาชาติเกี่ยวกับยางรถยนต์และยางรีไซเคิล (Crumb Rubber) พบว่าสังกะสีสามารถชะละลายออกมาสู่น้ำได้ และอาจเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ (Aquatic Toxicity) โดยเฉพาะเมื่อค่า pH ของน้ำต่ำ (เป็นกรด)
ผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ: แม้รายงานจากกรมชลประทานจะระบุว่ามีการใช้น้ำมันสกัดจากยูคาลิปตัส (สาร สวพ.62-RID No.1) ในการกำจัดผักตบชวาซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่สำหรับตัวทุ่นยางเอง จำเป็นต้องมีการติดตามตรวจสอบปริมาณสังกะสีและสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (PAHs) ในแหล่งน้ำรอบจุดติดตั้งอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะในแหล่งน้ำดิบเพื่อการผลิตประปา การปนเปื้อนทางชีวภาพ: งานวิจัยบางชิ้นระบุว่าเชื้อแบคทีเรีย Salmonella สามารถเจริญเติบโตบนพื้นผิวของยางและสร้าง Biofilm ได้
ซึ่งอาจเป็นประเด็นที่ต้องระวังหากนำไปใช้ในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค อย่างไรก็ตาม ท่อ HDPE ผสมยางพาราที่ผ่านมาตรฐานท่อน้ำดื่ม (มอก.) น่าจะมีความเสี่ยงในจุดนี้น้อยกว่าทุ่นลอยน้ำ
7.2 วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์และการกำจัด (Lifecycle & Disposal)
ความสามารถในการย่อยสลาย (Biodegradability): การผสมยางธรรมชาติ (Bio-polymer) ลงในพลาสติก (Synthetic Polymer) อาจช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายได้บ้างเมื่อเทียบกับพลาสติกล้วน โดยงานวิจัยพบว่าจุลินทรีย์ในดินสามารถย่อยสลายส่วนที่เป็นยางธรรมชาติได้ ทำให้โครงสร้างพลาสติกที่เหลือแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ
แต่อาจนำไปสู่ปัญหาไมโครพลาสติก (Microplastics) ได้เช่นกัน การจัดการขยะ: เมื่อทุ่นยางพาราหมดอายุการใช้งานใน 5 ปี จะมีแนวทางจัดการอย่างไร? การนำกลับมารีไซเคิล (Recycle) ทุ่นที่เป็นวัสดุผสม (Composite) ทำได้ยากกว่าวัสดุเดี่ยว กรมชลประทานควรวางแผนระบบ "Reverse Logistics" เพื่อเรียกคืนทุ่นที่หมดสภาพกลับมาจัดการอย่างถูกวิธี ไม่ให้กลายเป็นขยะลอยน้ำซ้ำเติมปัญหาเดิม
8. การดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์และแนวโน้มเศรษฐกิจ (Strategic Implementation & Economic Forecast)
8.1 แผนปฏิบัติการและเป้าหมายปี 2569
ภายใต้โครงการนี้ กรมชลประทานมีแผนการที่ชัดเจนในการนำยางพารามาใช้จริง:
เป้าหมายการใช้ยาง: 900 ตัน (ยางแห้ง)
เป้าหมายการผลิต: ทุ่น Para-Log Boom 43,000 ทุ่น และ ท่อ HDPE ผสมยางพารา 15,000 เมตร
พื้นที่เป้าหมาย: ครอบคลุมพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 1-17 ทั่วประเทศ โดยเน้นจุดวิกฤตผักตบชวาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำสำคัญ
8.2 ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคและการขยายผล
การดำเนินโครงการนี้คาดว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกหลายมิติ:
เสถียรภาพราคายาง: แม้ปริมาณ 900 ตันจะเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับผลผลิตรวม แต่การสร้าง "Sentiment" เชิงบวกในตลาดและการเปิดตลาดใหม่ (New Market Segment) ภาครัฐ มีส่วนช่วยจิตวิทยาตลาดและพยุงราคาไม่ให้ตกต่ำลงไปอีกตามแนวโน้มตลาดโลก
การลดต้นทุนภาครัฐ: การใช้ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องจักรและน้ำมันเชื้อเพลิงในการไล่เก็บผักตบชวาที่กระจัดกระจาย การจำกัดเขตผักตบชวาให้อยู่หน้าประตูระบายน้ำช่วยให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดงบประมาณกำจัดวัชพืชที่มีมูลค่ากว่า 400 ล้านบาทต่อปีในระยะยาว
การขยายผลสู่พื้นที่ ส.ป.ก.: แผนการขยายการติดตั้งทุ่นและท่อไปยังพื้นที่นอกเขตชลประทาน (Non-irrigated Area) และเขต ส.ป.ก.
จะเป็นการเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมหาศาล หากเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. นับล้านไร่ หันมาใช้ท่อระบบน้ำหยดหรือท่อส่งน้ำที่ผลิตจากยางพารา จะเกิดอุปสงค์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
9. บทสรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion & Recommendations)
โครงการ "นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย" ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญของการบูรณาการเทคโนโลยีวิศวกรรมเข้ากับนโยบายเศรษฐกิจสังคม การนำยางพารามาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นทุ่นดักผักตบชวาและท่อส่งน้ำ เป็นการแก้ปัญหาแบบ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว" (Win-Win Solution) คือ การบรรเทาวิกฤตยางพารา และ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ
ข้อค้นพบสำคัญ (Key Findings):
นวัตกรรมวัสดุ: การผสมยางพาราช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานต่อแรงกระแทกให้กับอุปกรณ์ชลประทาน ยืดอายุการใช้งานและลดค่าบำรุงรักษา
ประสิทธิภาพการจัดการน้ำ: ทุ่น Para-Log Boom ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมวัชพืช ลดการกีดขวางทางน้ำ และประหยัดงบประมาณกำจัดวัชพืช
ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง: ประเด็นการชะละลายของสังกะสีและสารเคมีจากยางลงสู่แหล่งน้ำ เป็นเรื่องที่ต้องมีการวิจัยและติดตามผลกระทบในระยะยาวอย่างเคร่งครัด
ข้อเสนอแนะ (Recommendations):
ด้านมาตรฐาน: ควรผลักดันมาตรฐานทุ่นและท่อยางพาราให้เป็น "บัญชีนวัตกรรมไทย" เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่น (อบต./เทศบาล) สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้โดยสะดวก
ด้านสิ่งแวดล้อม: สนับสนุนการวิจัยสูตรยางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly Rubber Compound) โดยลดหรือเลิกใช้สารเคมีที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำ และพัฒนากระบวนการรีไซเคิลทุ่นเมื่อหมดอายุ
ด้านการขยายผล: ส่งเสริมให้มีการใช้งานในระดับไร่นาของเกษตรกร โดยอาจมีมาตรการอุดหนุนราคาหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกรที่ใช้ระบบน้ำจากท่อยางพารา
โดยสรุป โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ "นวัตกรรมไทย" ในการแก้ปัญหาของประเทศ การขับเคลื่อนนโยบาย RID-UNITED อย่างต่อเนื่องจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความมั่นคงด้านน้ำและความมั่งคั่งของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น