วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

เปิดเกมการเมืองวิถีพุทธ 2569 ถอดรหัสยุทธศาสตร์ ดร.นิยม เวชกามา กับภารกิจวางโครงสร้างใหม่คุ้มครองพระพุทธศาสนา

เปิดเกมการเมืองวิถีพุทธ 2569 ถอดรหัสยุทธศาสตร์ ดร.นิยม เวชกามา กับภารกิจวางโครงสร้างใหม่คุ้มครองพระพุทธศาสนา

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 มิได้เป็นเพียงการแข่งขันเชิงนโยบายเศรษฐกิจและปากท้องเท่านั้น หากแต่กำลังสะท้อน “การเมืองเชิงอุดมการณ์” ที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของพระพุทธศาสนาในโครงสร้างรัฐสมัยใหม่ หนึ่งในกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง คือการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา หรือ “มหานิยม” ผู้สมัคร สส. จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง “พลวัตการเมืองเชิงพุทธและยุทธศาสตร์การธำรงรักษาพระพุทธศาสนาในบริบทการเลือกตั้ง พ.ศ. 2569” วิเคราะห์ว่า ดร.นิยม มิได้วางบทบาทตนเองเพียงผู้แทนพื้นที่ แต่ยกระดับสู่การเป็น “ตัวแทนเชิงสถาบัน” ของคณะสงฆ์และพุทธบริษัท ในการเจรจาต่อรองกับโครงสร้างอำนาจรัฐ ผ่านกลไกรัฐสภา ภายใต้แนวคิด “การเมืองวิถีพุทธ”

สกลนคร เขต 2: พื้นที่ศรัทธากับสมรภูมิการเมือง

พื้นที่เลือกตั้งสกลนคร เขต 2 ซึ่งครอบคลุมอำเภอพรรณานิคม กุสุมาลย์ และพื้นที่ใกล้เคียง ถูกมองว่าเป็น “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา” เนื่องจากเป็นฐานสำคัญของพระป่าสายกรรมฐาน การเมืองในพื้นที่จึงผูกโยงอย่างแนบแน่นกับวัดป่า ที่พักสงฆ์ และศรัทธาของชาวพุทธ

รายงานชี้ว่า ผู้สมัครที่สามารถเชื่อมศรัทธาเข้ากับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของคณะสงฆ์ โดยเฉพาะปัญหาที่ดินวัดป่าทับซ้อนเขตป่าไม้และการจัดการทรัพย์สินวัด ย่อมได้เปรียบทางยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ

จากนักกฎหมายสงฆ์สู่สถาปนิก “พุทธการเมือง”

เส้นทางของ ดร.นิยม เวชกามา เริ่มจากข้าราชการ นักสื่อสารมวลชนท้องถิ่น ก่อนก้าวสู่สนามการเมืองระดับชาติ พร้อมทุนทางวิชาการจากดุษฎีบัณฑิตสาขาพุทธจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งกลายเป็นกรอบคิดสำคัญในการทำงานทางนิติบัญญัติ

ตลอดหลายสมัยในสภาผู้แทนราษฎร เขามีบทบาทเด่นในฐานะกรรมาธิการด้านศาสนา โดยเฉพาะการอภิปรายปกป้องสิทธิของพระสงฆ์ในกระบวนการยุติธรรม และการเรียกร้องให้กฎหมายบ้านเมืองเคารพกระบวนการทางพระวินัย

นักวิจัยนิยามอุดมการณ์ของเขาว่าเป็น “พุทธชาตินิยมเชิงโครงสร้าง” ที่เชื่อว่าความมั่นคงของชาติผูกโยงกับความมั่นคงของพระพุทธศาสนา แต่ต้องอาศัย “โครงสร้างทางกฎหมาย” รองรับ มิใช่เพียงศรัทธาเชิงวัฒนธรรมแบบเดิม

ธนาคารพระพุทธศาสนา–กฎหมายคุ้มครองสงฆ์ หัวใจนโยบายหาเสียง

แกนหลักของยุทธศาสตร์ ดร.นิยม คือชุดนโยบายด้านกฎหมาย 3 เสาหลัก ได้แก่

  1. ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
    มุ่งคุ้มครองพระสงฆ์จากการถูกกลั่นแกล้งทางคดี จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือทางกฎหมาย และใช้มาตรการภาษีจูงใจให้ภาคประชาชนร่วมอุปถัมภ์กิจการสงฆ์อย่างเป็นระบบ

  2. ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน
    สะท้อนแนวคิด “การทูตเชิงพุทธ” เพื่อเสริมศรัทธาและยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ

  3. นวัตกรรม “ธนาคารพระพุทธศาสนา”
    เพื่อแยกบัญชีเงินวัด เงินส่วนตัวพระ และเงินบริจาค สร้างระบบตรวจสอบมาตรฐานเดียว ลดปัญหาวิกฤตศรัทธาจากการเงินวัด

มติ มส. 19 ม.ค. 2569 จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์

รายงานให้ความสำคัญกับการประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ซึ่งมีมติในหลักการเกี่ยวกับการปรับระบบการเงินวัด การแยกบัญชีทรัพย์สิน และการเร่งแก้ปัญหาที่ดินวัดป่า

นักวิชาการมองว่า มติดังกล่าวเป็น “การรับรองความชอบธรรมโดยปริยาย” ต่อแพลตฟอร์มการหาเสียงของ ดร.นิยม และช่วยเปลี่ยนนโยบายจากข้อเสนอเชิงอุดมการณ์ ไปสู่ความเป็นไปได้เชิงปฏิบัติจริง

“สกลนครโมเดล” กับการเมืองวิถีใหม่

กรณีวัดป่าโสมพนัส อำเภอพรรณานิคม ซึ่งติดปัญหาที่ดินทับซ้อนมากว่า 40 ปี ถูกยกเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการใช้กลไกรัฐสภาเจรจากับ 7 หน่วยงานรัฐ จนนำไปสู่การรับรองสถานะวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ความสำเร็จนี้ถูกเรียกว่า “สกลนครโมเดล” และกลายเป็นหัวใจการสื่อสารหาเสียงว่า ดร.นิยม สามารถปลดล็อกปัญหาเชิงโครงสร้างของวัดป่าได้จริง ไม่ใช่เพียงคำสัญญาทางการเมือง

การเมือง 2569 กับโจทย์ศาสนาในรัฐสมัยใหม่

รายงานสรุปว่า การเลือกตั้งปี 2569 สำหรับ ดร.นิยม เวชกามา ไม่ใช่เพียงการช่วงชิงเก้าอี้ สส. แต่คือความพยายามวาง “สถาปัตยกรรมใหม่” ให้พระพุทธศาสนาไทย ผ่านการผสานหลักธรรมเข้ากับนวัตกรรมทางกฎหมายและการบริหารจัดการสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ ทั้งแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษนิยม ความซับซ้อนของกฎหมายป่าไม้ และคำถามเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองของคณะสงฆ์ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญบนเส้นทางการเมืองวิถีพุทธในสมรภูมิเลือกตั้งปี 2569

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: พลวัตการเมืองเชิงพุทธและยุทธศาสตร์การธำรงรักษาพระพุทธศาสนาในบริบทการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569

กรณีศึกษา: ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร สส. จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่


บทคัดย่อ

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกถึงบทบาท อุดมการณ์ และยุทธศาสตร์ทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถอดรหัสกระบวนการสังเคราะห์หลักการทางพระพุทธศาสนาเข้ากับกลไกทางรัฐสภา (Parliamentary Mechanism) ภายใต้กรอบแนวคิด "การเมืองวิถีพุทธ" (Buddhist Politics) รายงานฉบับนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการวิเคราะห์นัยสำคัญของมติและทิศทางนโยบายจากการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Turning Point) ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านศาสนา โดยเฉพาะประเด็นการจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา การแก้ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินวัดป่า และการตราพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา การศึกษาพบว่า ดร.นิยม เวชกามา ได้พัฒนาโมเดลการเมืองที่มิได้หยุดอยู่เพียงการเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ แต่ได้ยกระดับสู่การเป็น "ตัวแทนเชิงสถาบัน" ของคณะสงฆ์และพุทธบริษัท ในการเจรจาต่อรองกับโครงสร้างอำนาจรัฐสมัยใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับพระพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์


1. บทนำ: ภูมิทัศน์ความสัมพันธ์รัฐ-สงฆ์ และโจทย์ใหม่ของการเมืองไทยปี 2569

1.1 บริบทความเปลี่ยนแปลงของสังคมพุทธไทย

เมื่อก้าวเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2569 สังคมไทยกำลังเผชิญกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ (State) และคณะสงฆ์ (Sangha) ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงทางสังคมมานานนับศตวรรษ ปรากฏการณ์ "วิกฤตศรัทธา" ที่สะสมมาจากการบริหารจัดการศาสนสมบัติที่ไม่โปร่งใส ปัญหาจริยวัตรของพระสงฆ์บางรูป และการรุกคืบของลัทธิความเชื่อใหม่ ได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อสถาบันสงฆ์ในการปรับตัว 1 ในขณะเดียวกัน ภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยได้พัฒนาไปสู่ความหลากหลายของพรรคการเมืองที่มิได้แข่งขันกันเพียงแค่นโยบายเศรษฐกิจปากท้อง แต่ยังรวมถึงนโยบายเชิงอุดมการณ์และวัฒนธรรม โดยเฉพาะ "พรรคโอกาสใหม่" ที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในการนำเสนอทางเลือกที่แตกต่างจากพรรคการเมืองดั้งเดิม 3

ในบริบทนี้ ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักกันในนาม "มหานิยม" อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสงฆ์ ได้กลายเป็นตัวละครทางการเมืองที่มีความโดดเด่นอย่างยิ่ง การตัดสินใจย้ายสังกัดพรรคและลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร 5 มิใช่เป็นเพียงยุทธวิธีทางการเมืองปกติ แต่เป็นการประกาศจุดยืนในการใช้อำนาจทางนิติบัญญัติเพื่อ "ปฏิสังขรณ์" โครงสร้างการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาให้มีความทันสมัยและรัดกุมยิ่งขึ้น

1.2 ความสำคัญของการเลือกตั้งเขต 2 สกลนคร

พื้นที่จังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะเขต 2 ซึ่งครอบคลุมอำเภอพรรณานิคม อำเภอกุสุมาลย์ และพื้นที่ใกล้เคียง ถือเป็น "พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์" ในทางภูมิศาสตร์ศาสนา เนื่องจากเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ "พระป่าสายกรรมฐาน" (Thai Forest Tradition) ซึ่งมีอิทธิพลทางจิตวิญญาณสูงต่อประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและระดับประเทศ 7 การเมืองในพื้นที่นี้จึงมีความละเอียดอ่อนและสัมพันธ์แนบแน่นกับศรัทธาของประชาชนที่มีต่อวัดและครูบาอาจารย์ ผู้สมัครที่สามารถเชื่อมโยงศรัทธาเข้ากับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของวัดได้ ย่อมมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ

1.3 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา

รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์พลวัตดังกล่าวผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่:

  1. มิตินิติบัญญัติ: การวิเคราะห์เนื้อหาสาระของร่างกฎหมายที่ ดร.นิยม ผลักดัน

  2. มิติเศรษฐศาสตร์การเมือง: การศึกษาความเป็นไปได้ของ "ธนาคารพระพุทธศาสนา"

  3. มิติการบริหารจัดการคณะสงฆ์: การวิเคราะห์ผลกระทบจากมติมหาเถรสมาคม วันที่ 19 มกราคม 2569 ต่อทิศทางการหาเสียงและการแก้ไขปัญหาที่ดินวัดป่า


2. พัฒนาการทางความคิดและรากฐานอุดมการณ์ของ ดร.นิยม เวชกามา

2.1 จากข้าราชการสู่นักนิติบัญญัติสายพุทธ

เส้นทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา สะท้อนให้เห็นถึงการสะสมทุนทางสังคมและทุนทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากการรับราชการในกระทรวงพาณิชย์และบทบาทสื่อมวลชนท้องถิ่น 9 ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ การศึกษาในระดับปริญญาเอก สาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) 10 มิใช่เพียงเครื่องประดับทางวิชาการ แต่ได้กลายเป็น "เลนส์" ที่เขาใช้มองปัญหาของสังคมไทยผ่านกรอบอริยสัจ 4 และไตรสิกขา

ในตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย ดร.นิยม ได้แสดงบทบาทที่ชัดเจนในฐานะ "กรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม" โดยเป็นหัวหอกในการอภิปรายปกป้องสิทธิของพระภิกษุสงฆ์ในสภาฯ 9 โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งระหว่างกฎหมายอาญากับพระธรรมวินัย ซึ่งเขาเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมทางโลกต้องให้เกียรติและเคารพขั้นตอนการนิคฮกรรมของสงฆ์ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนของนักบวช

2.2 ปรัชญาการเมือง: การผสานอาณาจักรและพุทธจักร

อุดมการณ์ทางการเมืองของ ดร.นิยม สามารถนิยามได้ว่าเป็น "พุทธชาตินิยมเชิงโครงสร้าง" (Structural Buddhist Nationalism) กล่าวคือ เขาเชื่อมั่นว่าความมั่นคงของชาติผูกโยงกับความมั่นคงของพระพุทธศาสนา แต่ความมั่นคงนี้จะไม่เกิดขึ้นจากการเรียกร้องศรัทธาแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องมี "โครงสร้างทางกฎหมาย" (Legal Infrastructure) รองรับ 12

แนวคิดของเขาแตกต่างจากกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งตรงที่ ดร.นิยม ยอมรับและพยายามปรับใช้กลไกสมัยใหม่ เช่น ระบบธนาคาร ระบบภาษี และระบบสวัสดิการรัฐ เข้ามาเป็นเครื่องมือในการจรรโลงศาสนา ดังจะเห็นได้จากการย้ายมาร่วมงานกับ "พรรคโอกาสใหม่" ที่เน้นนโยบายความทันสมัยและการกระจายโอกาส 3 ซึ่งสะท้อนความพยายามในการทำให้พุทธศาสนา "กินได้" และ "จับต้องได้" ในโลกยุคทุนนิยม

องค์ประกอบทางความคิดรายละเอียดและนัยสำคัญ
พื้นฐานการศึกษาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา) - เน้นความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์และกลไกศรัทธา
จุดยืนทางการเมืองประชาธิปไตยที่มีพระพุทธศาสนาเป็นแกนกลาง (Buddhist-centric Democracy)
ยุทธศาสตร์หลักใช้กฎหมายนำศรัทธา (Law-led Faith) แก้ปัญหาด้วยกลไกรัฐสภา
ฐานเสียงกลุ่มชาวพุทธตื่นตัว, พระสังฆาธิการ, ชุมชนรอบวัดป่าในภาคอีสาน

ตารางที่ 1: โครงสร้างทางความคิดและฐานทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา


3. สถาปัตยกรรมทางกฎหมายเพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา

หัวใจสำคัญของการหาเสียงและการทำงานของ ดร.นิยม คือชุดกฎหมายที่มุ่งสร้าง "เกราะป้องกัน" และ "ระบบบริหารจัดการ" ให้กับคณะสงฆ์ ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 3 เสาหลักสำคัญ ดังนี้

3.1 ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา

นี่คือกฎหมายแม่บทที่ ดร.นิยม ผลักดันมาอย่างต่อเนื่องและถือเป็นนโยบายเรือธงในการเลือกตั้งปี 2569 สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้สะท้อนความพยายามในการอุดช่องโหว่ของกฎหมายคณะสงฆ์ฉบับปัจจุบันที่เน้นการปกครองมากกว่าการคุ้มครอง

สาระสำคัญและกลไกการทำงาน:

  1. นิยามและขอบเขตการคุ้มครอง: ร่างกฎหมายมุ่งกำหนดนิยามของ "การบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา" ให้ชัดเจน เพื่อให้รัฐมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการเข้าแทรกแซงหรือป้องกันภัยคุกคาม ทั้งในรูปแบบของการบิดเบือนคำสอนและการกระทำที่ลบหลู่ดูหมิ่น 12 ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อข้อกังวลของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาในสื่อสังคมออนไลน์

  2. กองทุนอุปถัมภ์ฯ และมาตรการทางภาษี: ร่างมาตรา 24 นำเสนอแนวคิดที่ก้าวหน้าด้วยการกำหนดให้ "เงินบริจาค" เข้ากองทุนอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 12 กลไกนี้เป็นการใช้แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ (Fiscal Incentive) เพื่อดึงภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจการสงฆ์อย่างเป็นระบบ ลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงฝ่ายเดียว

  3. ความช่วยเหลือทางคดี (Legal Aid): ร่างมาตรา 25 และ 26 ถือเป็นหัวใจของกฎหมายฉบับนี้ โดยกำหนดให้รัฐต้องจัดหาทนายความหรือความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่พระภิกษุสามเณรที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา 14 เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นที่มักบีบบังคับให้พระสงฆ์ลาสิกขาก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่ง ดร.นิยม มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

3.2 ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน

นโยบายนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ด้าน "การทูตเชิงพุทธ" (Buddhist Diplomacy) และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 9 ดร.นิยม เชื่อว่าการสนับสนุนให้ชาวพุทธได้เดินทางไปแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ในประเทศอินเดียและเนปาล จะเป็นการ "เติมพลังศรัทธา" และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในรากเหง้าของศาสนา ร่างกฎหมายนี้จึงมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวก การจัดตั้งกองทุนสนับสนุน และการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอินเดีย-เนปาล เพื่อลดค่าใช้จ่ายและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทาง

3.3 นวัตกรรม "ธนาคารพระพุทธศาสนา": การปฏิรูปโครงสร้างการเงินวัด

แนวคิดเรื่อง "ธนาคารพระพุทธศาสนา" (Buddhist Bank) เป็นข้อเสนอที่ ดร.นิยม ขับเคลื่อนร่วมกับพันธมิตรทางการเมืองระดับสูง เช่น นายสุชาติ ตันเจริญ เพื่อปฏิรูประบบการเงินของวัดให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ 16

หลักการและเหตุผลเชิงลึก:

วิกฤตศรัทธาในวงการสงฆ์ส่วนใหญ่มีรากฐานมาจากปัญหา "เงินทอนวัด" และการจัดการทรัพย์สินที่ไม่รัดกุม การที่เงินบริจาค เงินส่วนตัวพระ และเงินวัด ถูกรวมอยู่ในบัญชีเดียวกัน ทำให้เกิดความสับสนและเปิดช่องให้เกิดการทุจริต 18 ธนาคารพระพุทธศาสนาจึงถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เสมือนธนาคารกลางของคณะสงฆ์ โดยมีฟังก์ชันหลักดังนี้:

  1. การแยกบัญชี (Segregation of Assets): แยกทรัพย์สินส่วนตัวของพระสงฆ์ออกจากศาสนสมบัติของวัดอย่างเด็ดขาดตามหลักพระวินัยและกฎหมาย

  2. การบริหารสินทรัพย์ (Asset Management): บริหารเงินฝากของวัดที่มีสภาพคล่องสูงให้เกิดดอกผลเพื่อนำกลับมาบำรุงพระพุทธศาสนา เช่น เป็นทุนการศึกษาพระปริยัติธรรม หรือสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลพระสงฆ์อาพาธ แทนที่จะให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป 20

  3. ระบบตรวจสอบ (Auditing): สร้างระบบบัญชีมาตรฐานเดียว (Single Account Standard) สำหรับวัดทั่วประเทศ เพื่อความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาค


4. นัยสำคัญของการประชุมมหาเถรสมาคม วันที่ 19 มกราคม 2569

การประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ศาสนจักรไทย และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานการณ์การเลือกตั้งที่กำลังดำเนินอยู่ ข้อมูลและบริบทจากการประชุมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับและการขานรับนโยบายที่ ดร.นิยม และเครือข่ายได้ผลักดัน

4.1 วาระการรับรองและขับเคลื่อนนโยบายธนาคารพระพุทธศาสนา

จากการวิเคราะห์ข้อมูลแวดล้อมและข้อเสนอของฝ่ายการเมืองที่สอดรับกับฝ่ายศาสนจักร การประชุมในวันนี้ได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่อง "ระเบียบการเงินการคลังของวัด" ขึ้นหารือ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา มติของ มส. ที่ให้ความเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับการจัดทำระบบบัญชีมาตรฐาน และการแยกบัญชีทรัพย์สินวัดและพระสงฆ์ ถือเป็นการ "ปลดล็อก" อุปสรรคสำคัญที่เคยทำให้แนวคิดธนาคารพุทธเป็นเพียงความฝัน 21 การขยับตัวของ มส. ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ตระหนักถึงความจำเป็นในการปฏิรูป และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายการเมืองที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกัน

4.2 การแก้ไขปัญหาที่ดินวัดป่าและการรับรองสถานะวัด

หนึ่งในวาระสำคัญที่มีนัยต่อพื้นที่เลือกตั้งสกลนคร เขต 2 คือการพิจารณาอนุมัติและรับรองรายชื่อที่พักสงฆ์ในเขตป่าไม้ให้เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ข้อมูลระบุว่ามีวัดและสำนักสงฆ์จำนวนมากในภาคอีสานที่ติดปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติและป่าสงวน 22

ในการประชุมวันที่ 19 มกราคม 2569 มหาเถรสมาคมได้มีท่าทีสนับสนุนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการผ่อนผันการใช้พื้นที่ป่าเพื่อกิจการศาสนา ซึ่งเป็นผลพวงจากการผลักดันของกรรมาธิการศาสนาฯ ที่ ดร.นิยม มีบทบาทนำ การที่ มส. มีมติรับทราบและกำชับให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเร่งดำเนินการประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถือเป็น "ชัยชนะเชิงนโยบาย" ที่ ดร.นิยม สามารถนำไปขยายผลในการรณรงค์หาเสียงได้ทันที ว่าเขาสามารถเปลี่ยน "ที่พักสงฆ์เถื่อน" ให้กลายเป็น "วัดที่ถูกกฎหมาย" ได้จริง

4.3 นัยทางการเมืองต่อการเลือกตั้ง

มติและท่าทีของ มส. ในวันที่ 19 มกราคม 2569 ทำหน้าที่เสมือนการ "รับรองความชอบธรรม" (Legitimization) ให้กับแพลตฟอร์มการหาเสียงของ ดร.นิยม โดยปริยาย การที่นโยบายของเขามิใช่เพียงข้อเสนอเลื่อนลอย แต่ได้รับการขานรับและนำไปสู่การปฏิบัติในระดับสูงสุดขององค์กรปกครองสงฆ์ ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในสายตาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นพระสงฆ์และชาวพุทธในพื้นที่ มีความน่าเชื่อถือและเป็นความหวังในการแก้ปัญหาเรื้อรัง


5. ยุทธศาสตร์ "สกลนครโมเดล": การแก้ปัญหาวัดป่าและการเมืองวิถีใหม่

5.1 กรณีศึกษาวัดป่าโสมพนัส: บทพิสูจน์ความสำเร็จ

พื้นที่อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เป็นที่ตั้งของวัดป่าโสมพนัส สถานปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ที่มีปัญหาเรื้อรังเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินมากว่า 40 ปี เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวกับเขตอุทยานแห่งชาติภูพาน 22 ปัญหานี้เป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งระหว่าง "วิถีแห่งธรรม" ที่ต้องการความสงบวิเวกในป่า กับ "อำนาจรัฐ" ที่ต้องการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้

ดร.นิยม ได้ใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรและบทบาทในกรรมาธิการ ลงพื้นที่เจรจาไกล่เกลี่ยและประสานงานร่วมกับ 7 หน่วยงานรัฐ จนนำไปสู่แนวทางการออกเอกสารสิทธิ์และการจัดตั้งวัดที่ถูกต้อง 25 ความสำเร็จในกรณีวัดป่าโสมพนัสได้กลายเป็น "สกลนครโมเดล" ที่ถูกนำมาใช้เป็นต้นแบบในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 เพื่อสื่อสารว่าเขาคือผู้ที่สามารถ "ปลดล็อค" พันธนาการทางกฎหมายให้กับวัดป่าทั่วประเทศ

5.2 นโยบาย "มีเราไม่มีมืด" กับพรรคโอกาสใหม่

ภายใต้ร่มธงของพรรคโอกาสใหม่ ดร.นิยม ได้เชื่อมโยงหลักธรรมทางพุทธศาสนาเข้ากับนโยบายสวัสดิการสังคมสมัยใหม่ ผ่านสโลแกน "มีเราไม่มีมืด" 3 ซึ่งมีความหมายซ้อนทับกันสองมิติ:

  1. มิติทางกายภาพ: การเสนอนโยบายติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) ให้กับวัดและครัวเรือนยากจน เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและความยั่งยืน

  2. มิติทางจิตวิญญาณ: การเปรียบเทียบ "ความมืด" กับ "อวิชชา" หรือความไม่รู้ และความยากจน โดยพรรคโอกาสใหม่จะเข้ามาเป็น "แสงสว่าง" ที่มอบโอกาสทางการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย (ท้องละหมื่น เกิดละแสน ตายละล้าน) 6 ซึ่งเทียบเคียงได้กับหลัก "สังคหวัตถุ 4" (ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตา) ในทางปฏิบัติ


6. บทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะ

6.1 การสังเคราะห์ "พุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์"

จุดเด่นที่สุดในยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม คือการก้าวข้ามข้อถกเถียงเรื่อง "พุทธพาณิชย์" แบบเดิมๆ มาสู่การใช้เครื่องมือทางพาณิชย์และเศรษฐศาสตร์เพื่อรับใช้พุทธศาสนา (Using commercial tools for Dhamma) การผลักดันธนาคารพระพุทธศาสนาหรือกองทุนลดหย่อนภาษี มิใช่การทำให้ศาสนาเป็นสินค้า แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่งเพื่อให้ศาสนาสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีเกียรติและตรวจสอบได้ในโลกทุนนิยม แนวทางนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น "พุทธเศรษฐศาสตร์ประยุกต์" (Applied Buddhist Economics) ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างทางโลกและทางธรรม

6.2 ความท้าทายและข้อควรระวัง

แม้โมเดลของ ดร.นิยม จะมีความโดดเด่น แต่ยังคงเผชิญความท้าทายสำคัญ:

  • แรงเสียดทานจากอนุรักษนิยม: การนำระบบธนาคารและการตรวจสอบบัญชีที่เข้มงวดเข้ามาใช้ อาจสร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าอาวาสหรือไวยาวัจกรบางกลุ่มที่เคยชินกับระบบเดิม

  • ความซับซ้อนของการบังคับใช้กฎหมาย: การแก้ปัญหาที่ดินป่าไม้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ หากการดำเนินการล่าช้ากว่าที่รับปากไว้ อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมในระยะยาว

  • ความเป็นกลางทางการเมืองของสงฆ์: การที่พระสงฆ์ออกมาสนับสนุนนโยบายของพรรคการเมืองอย่างชัดเจน อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมและความเป็นกลาง ซึ่ง ดร.นิยม ต้องระมัดระวังในการสื่อสารไม่ให้ดึงสถาบันสงฆ์ลงมาสู่ความขัดแย้งทางการเมืองโดยตรง

6.3 บทสรุป

การเลือกตั้งปี 2569 สำหรับ ดร.นิยม เวชกามา มิใช่เพียงการต่อสู้เพื่อเก้าอี้ สส. แต่เป็นการต่อสู้เพื่อวางรากฐานโครงสร้างใหม่ให้กับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ผ่านการผสมผสานภูมิปัญญาทางธรรมเข้ากับนวัตกรรมทางกฎหมายและการบริหารจัดการสมัยใหม่ ข้อมูลจากการประชุม มส. วันที่ 19 มกราคม 2569 ยิ่งตอกย้ำว่าข้อเสนอของเขามิใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับความเป็นไปของคณะสงฆ์ หาก ดร.นิยม สามารถผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เป็นจริงได้ เขาจะไม่เพียงแต่เป็นผู้แทนของชาวสกลนคร แต่จะเป็นรัฐบุรุษทางศาสนาที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพุทธศาสนาไทยสู่ยุคใหม่ที่มั่นคงและยั่งยืน


ตารางสรุป: การเปรียบเทียบนโยบายหลักกับการแก้ปัญหาเชิงพุทธ

ปัญหาหลัก (Pain Points)นโยบายของ ดร.นิยม (Solutions)กลไกทางกฎหมาย/บริหาร (Mechanisms)ความสอดคล้องกับหลักพุทธธรรม
วิกฤตศรัทธาการเงินวัดธนาคารพระพุทธศาสนาแยกบัญชีทรัพย์สิน, ระบบตรวจสอบมาตรฐานความบริสุทธิ์ (Visuddhi), สัมมาอาชีวะ
พระสงฆ์ถูกกลั่นแกล้งทางคดีพ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองฯกองทุนช่วยเหลือทางคดี, สันนิษฐานบริสุทธิ์เมตตาธรรม, ความยุติธรรม (Dhamma)
ที่ดินวัดทับซ้อนป่าไม้รับรองสถานะวัดป่า (สกลนครโมเดล)ประสาน 7 หน่วยงานรัฐ, มติ ครม., มติ มส.วิเวกธรรม (สำหรับการปฏิบัติ), ขันติ
ความยากจนของพุทธบริษัทนโยบาย "มีเราไม่มีมืด"โซลาร์เซลล์, สวัสดิการเกิดจนตายสังคหวัตถุ 4 (การสงเคราะห์โลก)
ความเสื่อมถอยของศาสนาส่งเสริมพุทธสังเวชนียสถานกองทุนสนับสนุนการเดินทาง, การทูตเชิงพุทธสัทธา (การสร้างศรัทธาที่ถูกต้อง)

ตารางที่ 2: สรุปความเชื่อมโยงระหว่างปัญหา นโยบาย และหลักธรรม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สกลนครจับตา “นโยบายสงฆ์ทันสมัย” ดร.นิยม เวชกามา ชูปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ รับมือวิกฤตศรัทธาไทย

  สกลนครจับตา “นโยบายสงฆ์ทันสมัย” ดร.นิยม เวชกามา ชูปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ รับมือวิกฤตศรัทธาไทย สกลนคร — การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี ...