ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในทศวรรษที่สามของศตวรรษที่ 21 ประเด็น “การปฏิรูปคณะสงฆ์ไทย” ได้กลายเป็นวาระสาธารณะที่เชื่อมโยงทั้งมิติศรัทธา เทคโนโลยี และการเมืองอย่างแยกไม่ออก วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคดีเงินทอนวัด กรณีอื้อฉาวของพระสงฆ์ที่ถูกเปิดโปงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนปัญหาการจัดการทรัพย์สินศาสนสมบัติ ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของพุทธศาสนิกชนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในบริบทดังกล่าว สนามเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 กลายเป็นพื้นที่น่าจับตา เมื่อ ดร.มหานิยม เวชกามา หรือ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครหมายเลข 6 จาก พรรคโอกาสใหม่ นำเสนอจุดยืนในฐานะนักการเมืองที่ประกาศตนเป็น “ผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา” พร้อมวิสัยทัศน์การปฏิรูปคณะสงฆ์เชิงโครงสร้างให้สอดรับกับยุคดิจิทัล ภายใต้กรอบ พระสังฆราโชบาย ที่เน้นความเรียบร้อย ดีงาม และการสงเคราะห์โลก
จากนักวิชาการพุทธจิตวิทยาสู่เวทีการเมือง
จุดเด่นของ ดร.มหานิยม อยู่ที่ภูมิหลังทางวิชาการและประสบการณ์เชิงนโยบาย ท่านสำเร็จการศึกษาระดับพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผสานองค์ความรู้ด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ และจิตวิทยาเชิงพุทธ ทำให้การมองปัญหาคณะสงฆ์ไม่หยุดอยู่เพียงกรอบ “ถูก–ผิด” ทางกฎหมาย แต่ลงลึกถึงมิติของเจตนา สภาวะจิต และโครงสร้างที่เอื้อต่อการเสื่อมศรัทธา
มุมมองดังกล่าวสะท้อนผ่านบทบาทในอดีตของท่านในฐานะที่ปรึกษาด้านพระพุทธศาสนาของรัฐสภา โดยมักเน้นการแยกแยะระหว่าง “บุคคล” กับ “สถาบัน” พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องคุ้มครองพระสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ไปพร้อมกับการจัดการผู้กระทำผิดอย่างเป็นธรรม
พรรคโอกาสใหม่ กับนโยบายศาสนาเชิงบริหาร
การย้ายสังกัดทางการเมืองสู่ พรรคโอกาสใหม่ ถูกมองว่าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสีเสื้อ แต่เป็นการเลือกแพลตฟอร์มที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายศาสนาเชิงบริหาร พรรคซึ่งชูนโยบาย “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน” เน้นการลดความขัดแย้งทางอุดมการณ์ และการแก้ปัญหาเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับเป้าหมายของ ดร.มหานิยม ที่ต้องการผลักดันการปฏิรูปคณะสงฆ์แบบ “ผ่าตัดโครงสร้าง” มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
วิกฤตศรัทธาในยุคดิจิทัล: บทเรียนจากระบบรัฐ
หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกคือเหตุการณ์ “พระคิ้วเทปดำ” ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวของระบบดิจิทัลภาครัฐที่ขาดความเข้าใจบริบททางศาสนา กรณีดังกล่าวถูกใช้เป็นตัวอย่างว่าการปฏิรูปดิจิทัลในคณะสงฆ์ไม่อาจเป็นการบังคับใช้เทคโนโลยีแบบตัดขาดจากพระธรรมวินัย หากต้องออกแบบระบบที่เคารพอัตลักษณ์สมณะและวัฒนธรรมพุทธ
ขณะเดียวกัน ปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจภายใต้ผ้าเหลือง ตั้งแต่คดีเงินทอนวัด การฟอกเงิน ไปจนถึงอาชญากรรมไซเบอร์ ถูกวิเคราะห์ว่าเกิดจากโครงสร้างการตรวจสอบที่อ่อนแอและการขาดภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลของคณะสงฆ์ มากกว่าจะเป็นความล้มเหลวของหลักธรรม
ข้อเสนอปฏิรูป: เทคโนโลยีควบคู่ธรรมาภิบาล
ดร.มหานิยม เสนอแนวคิดปฏิรูปที่สอดรับกับพระสังฆราโชบาย อาทิ บัตรประจำตัวพระอัจฉริยะ (Smart Monk ID) เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลาง ป้องกันพระปลอมและการแฝงตัวหนีคดี โดยให้คณะสงฆ์เป็นผู้ถือครองข้อมูล ศูนย์พิทักษ์พระวินัยและรับเรื่องร้องเรียน ทำหน้าที่คัดกรองข้อร้องเรียน แยกข่าวจริง–ข่าวปลอม และคุ้มครองพระผู้บริสุทธิ์ การใช้ AI เพื่อการศึกษาและเผยแผ่ธรรม ตั้งแต่การแปลพระไตรปิฎก การพัฒนา Dhamma Chatbot ไปจนถึงการยกระดับทักษะดิจิทัลของพระสงฆ์
ในประเด็น พุทธพาณิชย์และวัตถุมงคล ดร.มหานิยม เลือกยืนบนจุดยืนทางสายกลาง มองว่าวัตถุมงคลเป็นกุศโลบายทางจิตวิทยาที่มีรากทางประวัติศาสตร์ แต่จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลในยุคอีคอมเมิร์ซ เพื่อป้องกันการหลอกลวงและการฟอกเงิน พร้อมผลักดันให้พัฒนาเป็น “Soft Power” ทางวัฒนธรรมที่โปร่งใสและคืนประโยชน์สู่ชุมชน
ตัวแปรสำคัญของสนามเลือกตั้ง
โดยสรุป ดร.มหานิยม เวชกามา กำลังนำเสนอโมเดลการปฏิรูปคณะสงฆ์แบบ “ทางสายกลาง” ที่ผสานศรัทธาดั้งเดิมเข้ากับการบริหารจัดการสมัยใหม่ เป้าหมายไม่ใช่เพียงชัยชนะทางการเมืองในสกลนคร เขต 2 แต่คือการเสนอ “ทางรอด” ของพระพุทธศาสนาไทยท่ามกลางแรงปะทะของโลกดิจิทัลและความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะได้รับการตอบรับจากประชาชนมากน้อยเพียงใด ย่อมเป็นบททดสอบสำคัญของนโยบายศาสนาในสนามเลือกตั้งครั้งนี้
วิเคราะห์มุมมอง ดร.มหานิยม เวชกามา ผู้สมัครสส.สกลนคร เขต 2 เบอร์ 6 พรรคโอกาสใหม่ ต่อการปฏิรูปคณะสงฆ์ไทยในยุคดิจิทัลตามพระสังฆราโชบาย
บทนำ: ภูมิทัศน์ศรัทธาและการเมืองในจุดเปลี่ยนผ่าน
ในทศวรรษที่ 3 ของศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและลึกซึ้งที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปริมณฑลของ "พุทธจักร" ที่ซึ่งศรัทธาดั้งเดิมปะทะกับพลวัตของโลกสมัยใหม่และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Digital Disruption) สถานการณ์วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ คดีทุจริตเงินทอนวัด (Temple Fraud)
ท่ามกลางความผันผวนนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต 2 กลายเป็นพื้นที่สังเกตการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อ ดร.นิยม เวชกามา (หรือที่รู้จักในวงกว้างว่า "ดร.มหานิยม") ผู้สมัครหมายเลข 6 จาก พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party)
การย้ายฐานที่มั่นทางการเมืองจากพรรคเพื่อไทยสู่ "พรรคโอกาสใหม่" ของ ดร.นิยม
ส่วนที่ 1: รากฐานทางภูมิปัญญาและจุดยืนทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา
1.1 จากมหาเปรียญสู่นักวิชาการพุทธจิตวิทยา: การหล่อหลอมตัวตน
ความเข้าใจในทัศนะของ ดร.นิยม ต้องเริ่มต้นจากการวิเคราะห์รากฐานทางปัญญา ท่านมิได้เป็นเพียงนักการเมืองท้องถิ่น แต่เป็นบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมและทางธรรมที่เข้มข้น การสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาพุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)
ในมิติของพุทธจิตวิทยา การแก้ปัญหาคณะสงฆ์ไม่ได้มองเพียงแค่ "ถูก" หรือ "ผิด" ตามกฎหมายบ้านเมือง แต่ต้องมองลึกถึง "เจตนา" และ "สภาวะจิต" ของผู้คนในสังคม ฐานคิดนี้ทำให้ ดร.นิยม มักแสดงบทบาทในการปกป้องพระสงฆ์จากการถูกโจมตีโดยปราศจากความเข้าใจในพระธรรมวินัย โดยเน้นย้ำเรื่องการให้โอกาสและการแยกแยะระหว่าง "บุคคล" กับ "สถาบัน"
1.2 ยุทธศาสตร์ "พรรคโอกาสใหม่" กับภารกิจพิทักษ์ศาสนา
การเข้าสังกัด พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งมีสโลแกน "โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน"
นัยยะสำคัญของการเลือกตั้งในเขต 2 สกลนคร ครั้งนี้ จึงเป็นการทดสอบว่า นโยบาย "โอกาสใหม่ทางศาสนา" ที่เน้นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การสร้างธรรมาภิบาลในวัด และการดูแลสวัสดิการพระสงฆ์ จะได้รับการตอบรับจากฐานเสียงชาวพุทธในภาคอีสานมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในบริบทที่ประชาชนต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในการจัดการปัญหาทุจริตและการเสื่อมศรัทธา
ส่วนที่ 2: วิกฤตศรัทธาเชิงโครงสร้างและพลวัตในยุคดิจิทัล (Digital Sangha Crisis)
2.1 ความล้มเหลวของการบูรณาการเทคโนโลยีภาครัฐ: กรณีศึกษา "พระคิ้วเทปดำ"
หนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของความล้มเหลวในการเชื่อมต่อนโยบายรัฐเข้ากับวิถีสมณะ คือกรณี "พระคิ้วเทปดำ" ที่เกิดขึ้นและกลายเป็นกระแสไวรัล
สำหรับ ดร.นิยม ซึ่งมีนโยบายสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อศาสนา
2.2 อาชญากรรมทางเศรษฐกิจภายใต้ผ้าเหลือง: บทเรียนจากคดีทุจริต
สถานการณ์การทุจริตในวงการสงฆ์มีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้นตามลำดับ ข้อมูลจากการสืบสวนสอบสวนในช่วงปี 2560-2568 เผยให้เห็นรูปแบบอาชญากรรมที่พัฒนาไปไกลกว่าการรับเงินบริจาคธรรมดา:
คดีเงินทอนวัด (Temple Fraud): เป็นการร่วมมือกันทุจริตระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ (พศ.) และพระผู้ใหญ่ในการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน
1 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการสงฆ์อย่างรุนแรงการฟอกเงินและอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีเจ้าอาวาสระดับสูงยักยอกเงินกว่า 300 ล้านบาทไปเล่นพนันออนไลน์
17 และกรณีพระผู้ดูแลผู้ป่วยเอดส์ที่ถูกกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงประชาชนมูลค่ามหาศาล4 ชี้ให้เห็นว่าวัดกำลังกลายเป็นแหล่งพักเงินและเป้าหมายของมิจฉาชีพที่ใช้ความศรัทธาเป็นเครื่องมือ
ในมุมมองของนักพุทธจิตวิทยาอย่าง ดร.นิยม ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวของหลักธรรม แต่เกิดจาก "โครงสร้างการตรวจสอบ" ที่อ่อนแอและการขาดความรู้เท่าทันเทคโนโลยีของพระสงฆ์ ทำให้ตกเป็นเหยื่อหรือผู้กระทำผิดได้ง่าย ท่านจึงมักเน้นย้ำเรื่องการให้ความรู้และการสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาแก่คณะสงฆ์
ส่วนที่ 3: ยุทธศาสตร์การปฏิรูปคณะสงฆ์ตามพระสังฆราโชบายในยุคดิจิทัล
การปฏิรูปคณะสงฆ์ตามแนวพระสังฆราโชบายของสมเด็จพระสังฆราช เน้นความเรียบร้อย ดีงาม และการสงเคราะห์โลก ดร.นิยม เวชกามา ในฐานะผู้สมัคร ส.ส. พรรคโอกาสใหม่ ได้วางแนวทางที่สอดรับกับนโยบายดังกล่าวผ่านกลไกทางกฎหมายและเทคโนโลยี ดังนี้:
3.1 บัตรประชาชนพระอัจฉริยะ (Smart Monk ID Card): นวัตกรรมเพื่อการคัดกรอง
ข้อเสนอเรื่องการจัดทำฐานข้อมูลพระภิกษุและบัตรสมาร์ทการ์ด
วัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์: เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลาง (Centralized Database) ที่เชื่อมโยงข้อมูลการบวช ประวัติอาชญากรรม และสถานะทางสมณศักดิ์ เข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันปัญหา "อลัชชี" หรือผู้ที่หนีคดีมาบวช และสกัดกั้นพระปลอมที่ออกเรี่ยไรเงิน
การประยุกต์ใช้: ดร.นิยม มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้บัตรนี้เชื่อมโยงกับระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาล เพื่อให้พระสงฆ์เข้าถึงสิทธิได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากหรือขัดต่อพระวินัย (เช่น การสแกนหน้าแบบกรณีคิ้วเทปดำ)
ความท้าทาย: ต้องระมัดระวังเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและการติดตามตัว (Surveillance) ที่อาจถูกมองว่าเป็นการควบคุมทางศาสนาโดยรัฐ
21 ดร.นิยม อาจเสนอให้คณะสงฆ์เป็นผู้ถือครองกุญแจข้อมูล (Data Custodian) โดยรัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุนระบบ
3.2 ศูนย์พิทักษ์พระวินัยและระบบรับเรื่องร้องเรียน (Monk Misconduct Complaint Centre)
การจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการทำผิดพระวินัย
บทบาท: ทำหน้าที่เป็น "Filter" คัดกรองเรื่องร้องเรียน แยกแยะระหว่างข่าวปลอม (Fake News) กับการกระทำผิดจริง ก่อนส่งเรื่องให้คณะผู้ปกครองสงฆ์พิจารณา
จุดยืนของ ดร.นิยม: ท่านสนับสนุนให้มีกระบวนการที่รวดเร็วและเป็นธรรม โดยต้องมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ร้องเรียนเท็จเพื่อกลั่นแกล้งพระสงฆ์ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในความขัดแย้งระดับท้องถิ่น
3 การมีศูนย์นี้จะช่วยลดภาระของตำรวจและทำให้การจัดการปัญหาจบลงภายในกระบวนการสงฆ์ตามพระธรรมวินัย (นิคหกรรม) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3.3 การปฏิรูปการศึกษาและเผยแผ่ธรรมด้วย AI
ในเอกสารอ้างอิง
โอกาส: การใช้ AI ในการแปลพระไตรปิฎก การตอบคำถามธรรมะเบื้องต้น (Dhamma Chatbot) และการวิเคราะห์ข้อมูลความสนใจของพุทธศาสนิกชน เพื่อออกแบบเนื้อหาธรรมะที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย
การเตรียมความพร้อม: ต้องมีการอบรม "ทักษะดิจิทัล" (Digital Literacy) ให้แก่พระสังฆาธิการและสามเณร เพื่อให้รู้เท่าทันสื่อและไม่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์
ส่วนที่ 4: พุทธพาณิชย์ วัตถุมงคล และ Soft Power: มุมมองเชิงวิพากษ์
4.1 จิตวิทยาของวัตถุมงคล: จาก "สมเด็จโต" สู่ตลาดดิจิทัล
ดร.นิยม มีพื้นฐานความเข้าใจเรื่อง "พุทธจิตวิทยา" อย่างลึกซึ้ง ซึ่งทำให้ท่านมีมุมมองต่อวัตถุมงคลที่แตกต่างจากนักวิชาการสายปฏิรูปสุดโต่ง ท่านมองว่าวัตถุมงคลและพระเครื่องเป็น "กุศโลบาย" (Skillful Means) ในการยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งมีรากฐานมายาวนานตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
มรดกทางประวัติศาสตร์: การสร้างพระสมเด็จวัดระฆังของ สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
23 ในอดีตมีวัตถุประสงค์เพื่อแจกจ่ายให้ทหารไปรบหรือเพื่อสืบอายุพระศาสนา มิใช่เพื่อการค้ากำไรเชิงธุรกิจ การที่วัตถุเหล่านั้นมีมูลค่ามหาศาลในปัจจุบันเป็นผลมาจากกลไกตลาดและความศรัทธาที่สะสมมามุมมองต่อพุทธพาณิชย์: ดร.นิยม ไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของพุทธพาณิชย์ แต่เน้นการ "จัดการ" (Management)
27 ท่านน่าจะสนับสนุนแนวทางที่เปลี่ยน "พุทธพาณิชย์" ให้เป็น "พุทธศิลป์" และ "Soft Power" ของไทย ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ชุมชนรอบวัด โดยมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง "ความศรัทธา" กับ "ความงมงาย"
4.2 การกำกับดูแลตลาดวัตถุมงคลในยุค E-Commerce
ในยุคที่วัตถุมงคลถูกซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และมีการไลฟ์สด
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: พรรคโอกาสใหม่และ ดร.นิยม อาจเสนอให้มีการจัดทำทะเบียนวัตถุมงคล (คล้าย อย. พระเครื่อง) หรือการรับรองโดยวัดต้นสังกัดที่ตรวจสอบได้ผ่าน Blockchain เพื่อยืนยันความแท้จริงและวัตถุประสงค์การจัดสร้างที่โปร่งใส (นำเงินไปทำอะไร) ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการฟอกเงินผ่านการเช่าพระเครื่องได้อีกทางหนึ่ง
ส่วนที่ 5: บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Conclusion & Recommendations)
จากการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้าน สรุปได้ว่า ดร.นิยม เวชกามา ในสีเสื้อ พรรคโอกาสใหม่ กำลังนำเสนอโมเดลการปฏิรูปคณะสงฆ์แบบ "ทางสายกลาง" (The Middle Path Reform) ที่ผสานระหว่างการอนุรักษ์ศรัทธาดั้งเดิมกับการบริหารจัดการสมัยใหม่ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามในโลกดิจิทัล
ตารางสรุป: เปรียบเทียบแนวทางการปฏิรูปดั้งเดิม vs. แนวทาง "โอกาสใหม่" ของ ดร.นิยม
| มิติการปฏิรูป (Reform Dimension) | แนวทางดั้งเดิม (Traditional Approach) | แนวทาง "โอกาสใหม่" (New Opportunity Approach) |
| การระบุตัวตน (Identity) | ใบสุทธิกระดาษ, ปลอมแปลงง่าย | Smart Monk Card เชื่อมโยงฐานข้อมูลรัฐ-สงฆ์, ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม |
| การเงินและบัญชี (Finance) | เงินสด, บัญชีเจ้าอาวาส (เสี่ยงทุจริต) | E-Donation & Corporate Governance ในวัด, ตรวจสอบได้, โปร่งใส |
| การจัดการปัญหา (Crisis Mgmt) | ตั้งกรรมการสอบสวนล่าช้า, ปิดข่าว | Monk Misconduct Centre รวดเร็ว, แยกแยะข่าวจริง/ปลอม, คุ้มครองผู้บริสุทธิ์ |
| วัตถุมงคล (Amulets) | ปล่อยเสรี หรือ ห้ามเด็ดขาด (สุดโต่ง) | Regulated Soft Power ส่งเสริมเป็นพุทธศิลป์, ควบคุมโฆษณาเกินจริง, มีทะเบียนรุ่น |
| เทคโนโลยี (Technology) | ตามไม่ทัน, ตกเป็นเหยื่อ (AI, Fake News) | Dhamma AI & Literacy พัฒนาทักษะพระสงฆ์, ใช้ AI เผยแผ่ธรรม |
ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อน (Strategic Recommendations)
ปฏิรูปกฎหมายคณะสงฆ์ (Legal Reform): ผลักดันการแก้ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ให้เอื้อต่อการกระจายอำนาจ (Decentralization) และให้อำนาจองค์กรสงฆ์ในการจัดการปัญหาภายในได้รวดเร็วขึ้น โดยลดการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นจากฝ่ายการเมือง แต่เพิ่มกลไกตรวจสอบภาคประชาชน
สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล (Digital Immunity): จัดตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญที่เน้นวิชาชีพและเทคโนโลยี เพื่อให้ศาสนทายาทมีความรู้เท่าทันโลกยุคใหม่ ไม่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์
โมเดลเศรษฐกิจฐานบุญ (Merit-Based Economy): ส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางการพัฒนาชุมชน (Community Center) อย่างแท้จริง โดยรายได้จากวัตถุมงคลและศรัทธาต้องถูกจัดสรรคืนสู่สังคมในรูปแบบสวัสดิการชุมชน ทุนการศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งจะช่วยลดข้อครหาเรื่องพุทธพาณิชย์และสร้างความยั่งยืนให้แก่ศรัทธา
ดร.มหานิยม เวชกามา จึงเป็นตัวแปรสำคัญในสนามเลือกตั้งสกลนคร เขต 2 ที่ไม่เพียงนำเสนอตัวบุคคล แต่กำลังนำเสนอ "ทางรอด" ของพุทธศาสนาไทยภายใต้พายุแห่งความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น