วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569

พรรคโอกาสใหม่ชูลดเหลื่อมล้ำการศึกษา ดร.นิยม เวชกามาดันพุทธศึกษาเชิงประยุกต์


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 กำลังกลายเป็นสนามแข่งขันเชิงนโยบายที่เข้มข้น โดยเฉพาะประเด็น “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแกนหลักของหลายพรรคการเมือง หนึ่งในนั้นคือ พรรคโอกาสใหม่ ที่นำเสนอแนวทางแตกต่าง ผ่านการผสานรัฐสวัสดิการสมัยใหม่เข้ากับรากฐานทางวัฒนธรรมและพุทธศาสนา



งานวิเคราะห์เชิงนโยบายล่าสุดชี้ให้เห็นว่า พรรคโอกาสใหม่ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ กำลังสร้างอัตลักษณ์ใหม่ทางการเมือง ด้วยจุดยืน “สังคมแห่งโอกาส” ที่มุ่งลดความยากจนข้ามรุ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและภาคอีสาน ซึ่งเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน


พรรคโอกาสใหม่กับการเมืองเชิงนโยบายในยุค “เงินเฟ้อทางการเมือง”

การปรากฏตัวของพรรคโอกาสใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่สังคมไทยกำลังเผชิญภาวะ “เงินเฟ้อทางการเมือง” และข้อครหาการใช้ทุนสีเทา พรรคจึงเลือกตอบโจทย์ด้วยนโยบายสวัสดิการแบบครบวงจร ตั้งแต่การดูแลมารดาตั้งครรภ์ การเรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรี การปลดหนี้ กยศ. ไปจนถึงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาทต่อเดือน

โครงสร้างบริหารพรรคที่เต็มไปด้วยอดีตข้าราชการระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย สะท้อนแนวคิด “เทคโนแครตสายปฏิบัติ” ที่มุ่งผลักดันนโยบายให้เกิดผลจริง มากกว่าการเมืองเชิงวาทกรรม

‘ดร.นิยม เวชกามา’ กับยุทธศาสตร์พุทธศึกษาในสมรภูมิสกลนคร

ในระดับพื้นที่ ชื่อของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 กลายเป็นตัวแปรสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ อดีต สส. 4 สมัย ผู้นี้ ตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสังกัดพรรคโอกาสใหม่ เพื่อผลักดันอุดมการณ์ด้านพุทธศึกษาและการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับเยาวชนยากจน

ด้วยภูมิหลังนักกฎหมาย ครู และนักวิชาการด้านพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดร.นิยม ถือเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดัน พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ซึ่งยกระดับการเรียนบาลีให้มีสถานะเทียบเท่าการศึกษาทางโลก

ภาษาบาลี: บันไดเลื่อนทางสังคมของเด็กยากจน

งานวิจัยระบุว่า พรรคโอกาสใหม่และ ดร.นิยม เสนอ “การศึกษาพระปริยัติธรรม” เป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น โดยมองว่าวัดทำหน้าที่เป็นสถาบันสวัสดิการทางเลือก ให้ทั้งที่พัก อาหาร และการศึกษาแก่เยาวชนยากไร้

ข้อมูลด้านประสาทวิทยาศาสตร์ยังชี้ว่า การเรียนภาษาที่มีโครงสร้างซับซ้อนอย่างบาลี ช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงตรรกะและความจำ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การศึกษาทางโลกและวิชาชีพในอนาคต แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้เป็นสารหลักในการหาเสียง เพื่อเปลี่ยนภาพจำว่า “การเรียนบาลีไม่ใช่ทางตัน แต่คือทางรอด”

เทียบชัดนโยบายการศึกษา 4 พรรคใหญ่

เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองหลักอื่น พบว่าพรรคโอกาสใหม่เลือกแนวทางที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน พรรคประชาชนเน้นสวัสดิการถ้วนหน้าและการกระจายอำนาจ แต่มีท่าทีตรวจสอบงบศาสนา ขณะที่พรรคเพื่อไทยเน้น Learn to Earn และทุนการศึกษาเชิงแข่งขัน ส่วนพรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มออนไลน์

ในมุมของ ดร.นิยม แนวทางเหล่านั้นยังไม่เข้าถึง “เด็กท้ายแถว” ที่ยากจนที่สุด ซึ่งมักพึ่งพาการบวชเรียนเป็นกลไกเอาตัวรอดทางสังคม

สมรภูมิเขต 2 สกลนคร กับเดิมพันทางอุดมการณ์

เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ถือเป็นสนามที่การแข่งขันรุนแรง มีผู้สมัครจากหลายพรรคใหญ่และเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นเข้าชิงชัย ดร.นิยม ประกาศชัดว่าจะไม่แข่งขันด้วยเงิน แต่แข่งขันด้วย “ผลงานและอุดมการณ์” พร้อมย้ำจุดยืนต่อต้านการซื้อเสียงและการแทรกแซงของทุนสีเทา

นัยยะการเมืองระดับประเทศ

นักวิชาการมองว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า สังคมไทยยังให้คุณค่ากับการพัฒนาที่ผสาน พุทธธรรมกับรัฐสวัสดิการ มากน้อยเพียงใด

หากแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับ อาจนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาที่ลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม แต่หากไม่ ก็จะสะท้อนข้อจำกัดของการเมืองเชิงวัฒนธรรมในยุคที่การแข่งขันด้วยทุนและเทคโนโลยียังคงครอบงำสนามเลือกตั้งไทย

ยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านการพุทธศึกษาเชิงประยุกต์: วิเคราะห์นโยบายพรรคโอกาสใหม่และการเมืองเชิงพื้นที่ของ ดร.นิยม เวชกามา ในการเลือกตั้งปี 2569

การศึกษาวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับพลวัตทางการเมืองและนโยบายสาธารณะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 โดยมุ่งเป้าไปที่บทบาทของพรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) และยุทธศาสตร์การหาเสียงของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 การวิเคราะห์นี้จะครอบคลุมถึงมิติความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีการประยุกต์ใช้การศึกษาภาษาบาลีและระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนผู้ยากไร้ พร้อมทั้งเปรียบเทียบวิสัยทัศน์ทางนโยบายกับพรรคการเมืองคู่แข่งในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจถึงนวัตกรรมทางนโยบายที่พยายามผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับระบบสวัสดิการรัฐสมัยใหม่

บริบททางการเมืองและการก่อตัวของพรรคโอกาสใหม่ในฐานะขั้วอำนาจทางนโยบาย

พรรคโอกาสใหม่ก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งปี 2569 ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตข้าราชการระดับสูงที่มีประสบการณ์บริหารงานภาครัฐอย่างโชกโชน โดยมีการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการเป็นเวทีสำหรับคนทุกวัยที่ต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาศักยภาพของประเทศ การปรากฏตัวของพรรคโอกาสใหม่ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับภาวะ "เงินเฟ้อทางการเมือง" และการใช้ทุนสีเทาในการเลือกตั้ง ทำให้พรรคต้องเร่งสร้างอัตลักษณ์ผ่านนโยบายที่จับต้องได้และตอบสนองต่อปัญหาความยากจนข้ามรุ่น

โครงสร้างบริหารของพรรคประกอบด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เช่น นายธงชัย ลืออดุลย์ เลขาธิการพรรค และรองหัวหน้าพรรคที่มีประสบการณ์ในกระทรวงต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงแนวทาง "เทคโนแครตสายปฏิบัติ" ที่มุ่งเน้นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง นโยบายของพรรคโอกาสใหม่จึงมีความโดดเด่นในเรื่องการจัดสวัสดิการแบบครบวงจร ตั้งแต่การดูแลมารดาตั้งครรภ์ไปจนถึงการสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง "สังคมแห่งโอกาส" ที่ความสำเร็จของปัจเจกไม่ได้ถูกกำหนดโดยชาติกำเนิดเพียงอย่างเดียว

ตารางเปรียบเทียบนโยบายสวัสดิการและคุณภาพชีวิตพรรคโอกาสใหม่ปี 2569

หมวดหมู่สวัสดิการรายละเอียดเชิงนโยบายเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์
การศึกษาปฐมวัยนโยบาย "ท้องปุ๊บ ดูแลปั๊บ" มอบเงินอุดหนุนมารดา

ลดอัตราเด็กหลุดจากระบบและเสริมโภชนาการ

การศึกษาขั้นสูงเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี

ยกระดับทุนมนุษย์สู่แรงงานทักษะสูง

หนี้สินทางการศึกษาปลดหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

คืนโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้คนรุ่นใหม่

สวัสดิการผู้สูงวัยเบี้ยยังชีพ 3,000 บาทต่อเดือน

สร้างตาข่ายรองรับสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

พลังงานพื้นฐานฟรีค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 500 บาท

ลดภาระค่าครองชีพครัวเรือนยากจน

ดร.นิยม เวชกามา: ยุทธศาสตร์การเมืองเชิงพื้นที่และความเป็นผู้นำด้านพุทธศึกษา

ดร.นิยม เวชกามา หรือ "ดร.มหานิยม" ถือเป็นตัวละครสำคัญในการเลือกตั้งจังหวัดสกลนคร เขต 2 ด้วยประวัติการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง 4 สมัย และภูมิหลังที่เชื่อมโยงกับระบบการศึกษาของไทยอย่างแนบแน่น การย้ายสังกัดจากพรรคเพื่อไทยมายังพรรคโอกาสใหม่หมายเลข 6 ในปี 2569 ถือเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำเสนอนโยบายที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ส่วนตัวในการพิทักษ์พุทธศาสนาและการสร้างโอกาสทางการศึกษาผ่านระบบพระปริยัติธรรม

ในฐานะที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านพุทธจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ดร.นิยม มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงบทบาทของ "วัด" ในฐานะสถาบันสวัสดิการทางเลือก ประสบการณ์การทำงานในฐานะนิติกรและครู รวมถึงตำแหน่งที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร ทำให้ท่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดันกฎหมายสำคัญหลายฉบับ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นการรับรองวิทยฐานะการเรียนบาลีให้มีความเท่าเทียมกับระบบการศึกษาทางโลก

ในการลงพื้นที่เขต 2 สกลนคร ซึ่งครอบคลุมอำเภอโพนนาแก้วและอำเภอเมือง ดร.นิยมได้ประกาศนโยบาย "สู้จริง มั่นใจชนะ" โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงประชาชนในระดับครัวเรือน พร้อมทั้งแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งในการต่อต้านการซื้อเสียง โดยระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มี "ทุนเทา" เข้ามาแทรกแซงเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากประชาชนเลือกด้วยเงินเพียงชั่วคราวแต่จะสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเชิงนโยบายไปอย่างยาวนาน

ภาษาบาลีและการศึกษาพระปริยัติธรรม: กลไกการลดความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทยมักถูกมองผ่านมิติของโรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แต่ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ได้นำเสนอมิติที่สาม นั่นคือการใช้ "การศึกษาพระปริยัติธรรม" เป็นบันไดเลื่อนทางสังคมสำหรับเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ในภาวะที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในภาคอีสานยังคงสูง วัดได้ทำหน้าที่เป็น "สถาบันการศึกษาเพื่อผู้ยากไร้" ที่แท้จริง โดยมอบทั้งที่พัก อาหาร และการศึกษาภาษาบาลีแก่สามเณรโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นัยสำคัญเชิงวิชาการของภาษาบาลีต่อการพัฒนาสติปัญญา

รายงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ระดับสากลได้ยืนยันถึงปรากฏการณ์ "Sanskrit Effect" ซึ่งพบว่าการฝึกท่องจำและศึกษาภาษาที่มีโครงสร้างซับซ้อนอย่างบาลีและสันสกฤต ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของเนื้อสมองสีเทา (Gray Matter) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการตัดสินใจเชิงตรรกะ สิ่งนี้สะท้อนว่าการเรียนบาลีไม่ได้เป็นเพียงการเรียนเพื่อพิธีกรรมทางศาสนา แต่เป็นการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง (High-level Cognitive Skills) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่วิชาชีพทางโลก เช่น กฎหมาย หรือการบริหารรัฐกิจ

ดร.นิยมได้ประยุกต์ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการปราศรัยเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่แก่ประชาชนว่า การสนับสนุนให้ลูกหลานเข้าสู่ระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม คือการสร้าง "นักคิด" และ "นักบริหาร" ที่มีรากฐานทางคุณธรรม พรรคโอกาสใหม่จึงเสนอนโยบายยกระดับโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาให้ได้รับงบประมาณสนับสนุนที่เท่าเทียมกับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้สามเณรได้รับสวัสดิการและอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย เช่น แท็บเล็ตและสื่อการสอนออนไลน์

การวิเคราะห์สถานะวิทยฐานะเปรียญธรรมตามกฎหมายใหม่

ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ที่ ดร.นิยม ร่วมผลักดัน ได้มีการกำหนดการเทียบวุฒิการศึกษาที่ชัดเจน ซึ่งถือเป็นการทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำในการเข้าสู่ตลาดแรงงานของบุคลากรทางศาสนา

ระดับการเรียนพระปริยัติธรรมวิทยฐานะเทียบเท่าตามกฎหมายสิทธิประโยชน์ทางการศึกษา/อาชีพ
นักธรรมเอกมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3)

สามารถศึกษาต่อในระดับมัธยมปลายทางโลกได้

เปรียญธรรม 3 ประโยค (ป.ธ.3)มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6)

ใช้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วไปได้

เปรียญธรรม 6 ประโยค (ป.ธ.6)ปริญญาตรี

รับการยอมรับในวุฒิการศึกษาเพื่อบรรจุราชการ

เปรียญธรรม 9 ประโยค (ป.ธ.9)ปริญญาเอก (ในบางหลักเกณฑ์)

สามารถเข้าศึกษาต่อระดับดุษฎีบัณฑิตโดยการทำวิทยานิพนธ์

การรับรองสถานะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรในสกลนคร เพราะช่วยให้บุตรหลานที่บวชเรียนสามารถกลับมาประกอบอาชีพหรือรับราชการด้วยวุฒิการศึกษาที่รัฐรับรอง ไม่ต้องกลับไปสู่กรงขังของความยากจนเหมือนในอดีต

การเปรียบเทียบเชิงนโยบาย: พรรคโอกาสใหม่และคู่แข่งในสมรภูมิการศึกษา 2569

ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีแนวทางในการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่ง ดร.นิยม เวชกามา ได้ใช้ความแตกต่างนี้เป็นจุดขายสำคัญในการหาเสียง โดยเฉพาะการปกป้องงบประมาณสนับสนุนพระพุทธศาสนา

พรรคประชาชน (PP): สวัสดิการถ้วนหน้าและการวิพากษ์งบสงฆ์

พรรคประชาชนภายใต้การนำของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เน้นนโยบาย "สวัสดิการถ้วนหน้า" และการกระจายอำนาจสู่โรงเรียน อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณางบประมาณปี 2569 สส.พรรคประชาชนได้อภิปรายเสนอให้มีการตัดลดงบประมาณส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยอ้างเรื่องความไม่คุ้มค่าและความไม่โปร่งใส การกระทำดังกล่าวถูก ดร.นิยม เวชกามา โต้กลับอย่างรุนแรงว่าเป็นการ "เหยียบย่ำศาสนา" และไม่เข้าใจบทบาทของวัดในการช่วยเหลือคนยากจน พรรคประชาชนมุ่งเน้นการให้เงินอุดหนุนเด็กเล็ก 1,200 บาทต่อเดือน และการคืนอิสระให้ครู ซึ่งเป็นแนวทางเชิงโครงสร้างทางโลกมากกว่าแนวทางเชิงวัฒนธรรมของพรรคโอกาสใหม่

พรรคเพื่อไทย (PTP): ยุทธศาสตร์ Learn to Earn

พรรคเพื่อไทยเน้นนโยบายการศึกษาที่เชื่อมโยงกับรายได้ (Learn to Earn) โดยเน้นการฝึกทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ และนโยบาย "1 อำเภอ 1 ทุน" (ODOS) เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กเรียนดีแต่ยากจน สำหรับ ดร.นิยม ซึ่งเคยสังกัดพรรคเพื่อไทยมาก่อน ท่านมองว่านโยบายนี้มีข้อดีในแง่เศรษฐกิจ แต่ยังเข้าไม่ถึงเด็กกลุ่ม "ท้ายแถว" ที่ยากจนที่สุดจริงๆ ซึ่งมักจะเลือกเส้นทางการบวชเรียนเพื่อความอยู่รอดมากกว่า

พรรคภูมิใจไทย (BJT): การศึกษาเท่าเทียม พลัส

พรรคภูมิใจไทยนำเสนอนโยบาย "เรียนฟรีต้องมีจริง" ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ (Digital Platform for All) เพื่อลดช่องว่างระหว่างโรงเรียนในเมืองและชนบท แม้จะมีความคล้ายคลึงกับพรรคโอกาสใหม่ในเรื่อง "เรียนฟรี" แต่ภูมิใจไทยเน้นการใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก ในขณะที่ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่เน้นการสร้างสวัสดิการที่ผูกพันกับชุมชนและสถาบันศาสนา

ตารางวิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายการศึกษา 2569 ของ 4 พรรคหลัก

พรรคการเมืองจุดเด่นของนโยบายการศึกษาทัศนคติต่อการศึกษาพระปริยัติธรรมจุดอ่อน/ข้อวิจารณ์
โอกาสใหม่

เรียนฟรีถึง ป.ตรี + พัฒนาภาษาบาลี

มองเป็นช่องทางหลักในการลดความเหลื่อมล้ำ

ถูกมองว่าอิงกับสถาบันดั้งเดิมมากเกินไป

ประชาชน

สวัสดิการถ้วนหน้า + กระจายอำนาจ

ต้องการตรวจสอบและตัดลดงบประมาณที่ซ้ำซ้อน

ขัดแย้งกับความรู้สึกของชาวพุทธดั้งเดิม

เพื่อไทย

Learn to Earn + ธนาคารหน่วยกิต

เน้นความเป็นมืออาชีพและการสร้างรายได้

เด็กยากจนพิเศษอาจเข้าไม่ถึงทุนเจาะจง

ภูมิใจไทย

เรียนออนไลน์ + ศูนย์เด็กเล็กอัจฉริยะ

เน้นการใช้เทคโนโลยีกระจายโอกาส

รายละเอียดนโยบายเชิงลึกยังไม่ชัดเจน

การวิเคราะห์เชิงพื้นที่: สมรภูมิสกลนคร เขต 2 และยุทธศาสตร์ "มหานิยม 6"

จังหวัดสกลนคร เขต 2 เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์สำหรับ ดร.นิยม เวชกามา การกลับมาทวงเก้าอี้ สส. ในปี 2569 ภายใต้สังกัดพรรคโอกาสใหม่ ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งจากหลายขั้วอำนาจ

ข้อมูลผู้สมัครสำคัญในเขต 2 สกลนคร 2569

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้สมัครที่มีฐานเสียงในพื้นที่อย่างหนาแน่นประกอบด้วย:

  1. ดร.นิยม เวชกามา (พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6): อดีต สส. 4 สมัย เน้นฐานเสียงชาวพุทธและเกษตรกร

  2. นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย (พรรคเพื่อไทย): อดีต สส. เขต 1 ที่ย้ายมาลงเขต 2 เพื่อขยายฐานอำนาจของพรรคแกนนำรัฐบาล

  3. นายชาตรี หล้าพรหม (พรรคกล้าธรรม): ผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคเดิม มุ่งเน้นนโยบายการพัฒนาท้องถิ่น

  4. น.ส.ณภัชชา ศิลปะรายะ (พรรคภูมิใจไทย): ลูกสาวของนายก อบจ. สกลนคร มีฐานสนับสนุนจากเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นที่เข้มแข็ง

ดร.นิยม ได้วิเคราะห์ว่าการแข่งขันครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง เนื่องจากมีปัจจัย "ทุนมหาศาล" เข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านจึงเลือกที่จะไม่แข่งขันด้วยเม็ดเงิน แต่แข่งขันด้วย "ผลงานและอุดมการณ์" โดยเฉพาะการยกเอาประเด็นการถูกตัดงบสงฆ์โดยพรรคคู่แข่งมาเป็นจุดกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงภัยคุกคามต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม

สถิติและโอกาสทางการศึกษาของสามเณรในสกลนคร

ข้อมูลสถิติผู้เรียนภาษาบาลีในจังหวัดสกลนครชี้ให้เห็นว่า สามเณรส่วนใหญ่ศึกษาในระดับเปรียญธรรม (ป.ธ.) ประโยค 1-2 คิดเป็นร้อยละ 84.3 ของผู้เรียนทั้งหมด สิ่งนี้สะท้อนว่ามีเยาวชนจำนวนมากที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางการศึกษาทางธรรม หากนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาตรีของพรรคโอกาสใหม่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับมหาวิทยาลัยสงฆ์ (มจร. และ มมร.) จะเป็นการสร้างโอกาสมหาศาลให้แก่เยาวชนเหล่านี้ในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาโดยไม่มีภาระหนี้สิน

ทฤษฎีความเหลื่อมล้ำและบทบาทของหลักพุทธธรรมในการปฏิรูปการศึกษา

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "ปัจจัยเชิงสมรรถภาพ" (Capability Approach) ตามทัศนะของ Amartya Sen ซึ่ง ดร.นิยม ได้นำมาประยุกต์ใช้ผ่านหลักการทางพุทธศาสนา

พุทธศาสนากับการสร้างความเสมอภาค

หลักธรรมเรื่อง "ทางสายกลาง" และ "ความเท่าเทียมของเหล่าดอกบัว" ถูกนำมาอธิบายในมิติของนโยบายสาธารณะว่า รัฐมีหน้าที่ในการสร้างสภาวะที่เอื้อให้ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพ ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยศตวรรษที่ 21 คือความไม่เท่าเทียมของโอกาสและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พรรคโอกาสใหม่จึงเสนอว่า การศึกษาภาษาบาลีและระบบพระปริยัติธรรมคือ "เครื่องมือสร้างสมรรถภาพ" ที่ช่วยให้คนระดับล่างสุดของสังคมมีเครื่องมือในการต่อรองทางเศรษฐกิจและสังคม

ดร.นิยมอ้างถึงผลการทดสอบ PISA ที่ระบุว่าเด็กด้อยโอกาสไทยถูกทิ้งห่างขึ้นเรื่อยๆ การมีสถาบันอย่างโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่รัฐให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ จะช่วยลดสัดส่วนของนักเรียนที่มีทักษะต่ำกว่ามาตรฐานได้ เพราะระบบการศึกษาทางธรรมเน้นการฝึกฝนวินัยและการจดจ่อ (Focus) ซึ่งเป็นพื้นฐานของความสำเร็จทางการศึกษาทุกประเภท

การบริหารจัดการงบประมาณและการกระจายอำนาจ

พรรคโอกาสใหม่เสนอนโยบายปฏิรูปการบริหารงบประมาณอย่างเป็นธรรม โดยกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและโรงเรียน ในกรณีของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ดร.นิยมเสนอให้นำระบบ "คูปองการศึกษา" มาใช้เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสถานศึกษาที่มีคุณภาพและตรงตามความถนัด ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้วัดและสถานศึกษาทางศาสนาต้องปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนบาลีให้มีความทันสมัยและเชื่อมโยงกับทักษะวิชาชีพมากขึ้น

บทสรุปและนัยยะเชิงนโยบายสำหรับการเลือกตั้ง 2569

การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของพรรคโอกาสใหม่ โดยประยุกต์ใช้กับ ดร.นิยม เวชกามา ในสมรภูมิสกลนคร เขต 2 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยวิธีการที่ "เข้าใจบริบทวัฒนธรรมไทย" นโยบายเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี การปลดหนี้ กยศ. และการยกระดับวิทยฐานะเปรียญธรรม ไม่ได้เป็นเพียงการสงเคราะห์ แต่เป็นการลงทุนใน "ทุนมนุษย์" ที่รัฐมักละเลย

ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างทางโลกหรือเทคโนโลยี พรรคโอกาสใหม่และ ดร.นิยม ได้ชี้ให้เห็นว่าสถาบันทางศาสนาและภาษาบาลีสามารถเป็น "ทางรอด" ของสังคมไทยในยุคที่ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงขึ้น ความสำเร็จของ ดร.นิยม ในการเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นเครื่องบ่งชี้ที่สำคัญว่า ประชาชนยังคงเชื่อมั่นในแนวทางการพัฒนาที่ผสาน "ปัญญาพุทธธรรม" เข้ากับ "รัฐสวัสดิการ" หรือไม่

ความท้าทายในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งคือ การสื่อสารให้ประชาชนเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง "ภาษาบาลี" กับ "คุณภาพชีวิต" อย่างชัดเจน และการก้าวข้ามการแทรกแซงจากทุนสีเทาด้วยพลังของนโยบายที่เน้นโอกาสเท่าเทียมอย่างแท้จริง ยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม เวชกามา หมายเลข 6 จึงถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของการเมืองไทยในการพยายามสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้แก่ระบบการศึกษาผ่านรากฐานทางวัฒนธรรมที่มั่นคง

การประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายเหล่านี้ในอนาคต จะต้องพิจารณาจากอัตราการเข้าถึงการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล และการลดลงของหนี้สินครัวเรือนจากการศึกษา ซึ่งหากพรรคโอกาสใหม่สามารถทำได้ตามที่ประกาศไว้ จะถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

$$ความเหลื่อมล้ำที่ลดลง = \frac{โอกาสที่เข้าถึงได้ \times คุณภาพการศึกษา}{ภาระทางการเงิน}$$

สูตรความสัมพันธ์นี้คือหัวใจหลักที่พรรคโอกาสใหม่พยายามนำเสนอต่อชาวสกลนครและสังคมไทย เพื่อพิสูจน์ว่า "โอกาสใหม่" คือสิ่งที่ทุกคนควรได้รับโดยถ้วนหน้าและเท่าเทียม 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พรรคโอกาสใหม่ชูลดเหลื่อมล้ำการศึกษา ดร.นิยม เวชกามาดันพุทธศึกษาเชิงประยุกต์

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 กำลังกลายเป็นสนามแข่งขันเชิงนโยบายที่เข้มข้น โดยเฉพาะประเด็น “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ซึ่งถูกหยิบ...