การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 กำลังกลายเป็นสนามแข่งขันเชิงนโยบายที่เข้มข้น โดยเฉพาะประเด็น “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแกนหลักของหลายพรรคการเมือง หนึ่งในนั้นคือ พรรคโอกาสใหม่ ที่นำเสนอแนวทางแตกต่าง ผ่านการผสานรัฐสวัสดิการสมัยใหม่เข้ากับรากฐานทางวัฒนธรรมและพุทธศาสนา
งานวิเคราะห์เชิงนโยบายล่าสุดชี้ให้เห็นว่า พรรคโอกาสใหม่ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ กำลังสร้างอัตลักษณ์ใหม่ทางการเมือง ด้วยจุดยืน “สังคมแห่งโอกาส” ที่มุ่งลดความยากจนข้ามรุ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและภาคอีสาน ซึ่งเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน
พรรคโอกาสใหม่กับการเมืองเชิงนโยบายในยุค “เงินเฟ้อทางการเมือง”
การปรากฏตัวของพรรคโอกาสใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่สังคมไทยกำลังเผชิญภาวะ “เงินเฟ้อทางการเมือง” และข้อครหาการใช้ทุนสีเทา พรรคจึงเลือกตอบโจทย์ด้วยนโยบายสวัสดิการแบบครบวงจร ตั้งแต่การดูแลมารดาตั้งครรภ์ การเรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรี การปลดหนี้ กยศ. ไปจนถึงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาทต่อเดือน
โครงสร้างบริหารพรรคที่เต็มไปด้วยอดีตข้าราชการระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย สะท้อนแนวคิด “เทคโนแครตสายปฏิบัติ” ที่มุ่งผลักดันนโยบายให้เกิดผลจริง มากกว่าการเมืองเชิงวาทกรรม
‘ดร.นิยม เวชกามา’ กับยุทธศาสตร์พุทธศึกษาในสมรภูมิสกลนคร
ในระดับพื้นที่ ชื่อของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 กลายเป็นตัวแปรสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ อดีต สส. 4 สมัย ผู้นี้ ตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสังกัดพรรคโอกาสใหม่ เพื่อผลักดันอุดมการณ์ด้านพุทธศึกษาและการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับเยาวชนยากจน
ด้วยภูมิหลังนักกฎหมาย ครู และนักวิชาการด้านพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดร.นิยม ถือเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดัน พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ซึ่งยกระดับการเรียนบาลีให้มีสถานะเทียบเท่าการศึกษาทางโลก
ภาษาบาลี: บันไดเลื่อนทางสังคมของเด็กยากจน
งานวิจัยระบุว่า พรรคโอกาสใหม่และ ดร.นิยม เสนอ “การศึกษาพระปริยัติธรรม” เป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น โดยมองว่าวัดทำหน้าที่เป็นสถาบันสวัสดิการทางเลือก ให้ทั้งที่พัก อาหาร และการศึกษาแก่เยาวชนยากไร้
ข้อมูลด้านประสาทวิทยาศาสตร์ยังชี้ว่า การเรียนภาษาที่มีโครงสร้างซับซ้อนอย่างบาลี ช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงตรรกะและความจำ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การศึกษาทางโลกและวิชาชีพในอนาคต แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้เป็นสารหลักในการหาเสียง เพื่อเปลี่ยนภาพจำว่า “การเรียนบาลีไม่ใช่ทางตัน แต่คือทางรอด”
เทียบชัดนโยบายการศึกษา 4 พรรคใหญ่
เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองหลักอื่น พบว่าพรรคโอกาสใหม่เลือกแนวทางที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน พรรคประชาชนเน้นสวัสดิการถ้วนหน้าและการกระจายอำนาจ แต่มีท่าทีตรวจสอบงบศาสนา ขณะที่พรรคเพื่อไทยเน้น Learn to Earn และทุนการศึกษาเชิงแข่งขัน ส่วนพรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มออนไลน์
ในมุมของ ดร.นิยม แนวทางเหล่านั้นยังไม่เข้าถึง “เด็กท้ายแถว” ที่ยากจนที่สุด ซึ่งมักพึ่งพาการบวชเรียนเป็นกลไกเอาตัวรอดทางสังคม
สมรภูมิเขต 2 สกลนคร กับเดิมพันทางอุดมการณ์
เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ถือเป็นสนามที่การแข่งขันรุนแรง มีผู้สมัครจากหลายพรรคใหญ่และเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นเข้าชิงชัย ดร.นิยม ประกาศชัดว่าจะไม่แข่งขันด้วยเงิน แต่แข่งขันด้วย “ผลงานและอุดมการณ์” พร้อมย้ำจุดยืนต่อต้านการซื้อเสียงและการแทรกแซงของทุนสีเทา
นัยยะการเมืองระดับประเทศ
นักวิชาการมองว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า สังคมไทยยังให้คุณค่ากับการพัฒนาที่ผสาน พุทธธรรมกับรัฐสวัสดิการ มากน้อยเพียงใด
หากแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับ อาจนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาที่ลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม แต่หากไม่ ก็จะสะท้อนข้อจำกัดของการเมืองเชิงวัฒนธรรมในยุคที่การแข่งขันด้วยทุนและเทคโนโลยียังคงครอบงำสนามเลือกตั้งไทย
ยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านการพุทธศึกษาเชิงประยุกต์: วิเคราะห์นโยบายพรรคโอกาสใหม่และการเมืองเชิงพื้นที่ของ ดร.นิยม เวชกามา ในการเลือกตั้งปี 2569
การศึกษาวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับพลวัตทางการเมืองและนโยบายสาธารณะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 โดยมุ่งเป้าไปที่บทบาทของพรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) และยุทธศาสตร์การหาเสียงของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 การวิเคราะห์นี้จะครอบคลุมถึงมิติความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีการประยุกต์ใช้การศึกษาภาษาบาลีและระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนผู้ยากไร้ พร้อมทั้งเปรียบเทียบวิสัยทัศน์ทางนโยบายกับพรรคการเมืองคู่แข่งในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจถึงนวัตกรรมทางนโยบายที่พยายามผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับระบบสวัสดิการรัฐสมัยใหม่
บริบททางการเมืองและการก่อตัวของพรรคโอกาสใหม่ในฐานะขั้วอำนาจทางนโยบาย
พรรคโอกาสใหม่ก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งปี 2569 ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตข้าราชการระดับสูงที่มีประสบการณ์บริหารงานภาครัฐอย่างโชกโชน โดยมีการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการเป็นเวทีสำหรับคนทุกวัยที่ต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาศักยภาพของประเทศ
โครงสร้างบริหารของพรรคประกอบด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เช่น นายธงชัย ลืออดุลย์ เลขาธิการพรรค และรองหัวหน้าพรรคที่มีประสบการณ์ในกระทรวงต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงแนวทาง "เทคโนแครตสายปฏิบัติ" ที่มุ่งเน้นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง
ตารางเปรียบเทียบนโยบายสวัสดิการและคุณภาพชีวิตพรรคโอกาสใหม่ปี 2569
| หมวดหมู่สวัสดิการ | รายละเอียดเชิงนโยบาย | เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ |
| การศึกษาปฐมวัย | นโยบาย "ท้องปุ๊บ ดูแลปั๊บ" มอบเงินอุดหนุนมารดา | ลดอัตราเด็กหลุดจากระบบและเสริมโภชนาการ |
| การศึกษาขั้นสูง | เรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี | ยกระดับทุนมนุษย์สู่แรงงานทักษะสูง |
| หนี้สินทางการศึกษา | ปลดหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) | คืนโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้คนรุ่นใหม่ |
| สวัสดิการผู้สูงวัย | เบี้ยยังชีพ 3,000 บาทต่อเดือน | สร้างตาข่ายรองรับสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ |
| พลังงานพื้นฐาน | ฟรีค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 500 บาท | ลดภาระค่าครองชีพครัวเรือนยากจน |
ดร.นิยม เวชกามา: ยุทธศาสตร์การเมืองเชิงพื้นที่และความเป็นผู้นำด้านพุทธศึกษา
ดร.นิยม เวชกามา หรือ "ดร.มหานิยม" ถือเป็นตัวละครสำคัญในการเลือกตั้งจังหวัดสกลนคร เขต 2 ด้วยประวัติการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง 4 สมัย และภูมิหลังที่เชื่อมโยงกับระบบการศึกษาของไทยอย่างแนบแน่น
ในฐานะที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านพุทธจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ดร.นิยม มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงบทบาทของ "วัด" ในฐานะสถาบันสวัสดิการทางเลือก
ในการลงพื้นที่เขต 2 สกลนคร ซึ่งครอบคลุมอำเภอโพนนาแก้วและอำเภอเมือง ดร.นิยมได้ประกาศนโยบาย "สู้จริง มั่นใจชนะ" โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงประชาชนในระดับครัวเรือน
ภาษาบาลีและการศึกษาพระปริยัติธรรม: กลไกการลดความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทยมักถูกมองผ่านมิติของโรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แต่ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ได้นำเสนอมิติที่สาม นั่นคือการใช้ "การศึกษาพระปริยัติธรรม" เป็นบันไดเลื่อนทางสังคมสำหรับเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
นัยสำคัญเชิงวิชาการของภาษาบาลีต่อการพัฒนาสติปัญญา
รายงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ระดับสากลได้ยืนยันถึงปรากฏการณ์ "Sanskrit Effect" ซึ่งพบว่าการฝึกท่องจำและศึกษาภาษาที่มีโครงสร้างซับซ้อนอย่างบาลีและสันสกฤต ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของเนื้อสมองสีเทา (Gray Matter) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการตัดสินใจเชิงตรรกะ
ดร.นิยมได้ประยุกต์ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการปราศรัยเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่แก่ประชาชนว่า การสนับสนุนให้ลูกหลานเข้าสู่ระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม คือการสร้าง "นักคิด" และ "นักบริหาร" ที่มีรากฐานทางคุณธรรม
การวิเคราะห์สถานะวิทยฐานะเปรียญธรรมตามกฎหมายใหม่
ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ที่ ดร.นิยม ร่วมผลักดัน ได้มีการกำหนดการเทียบวุฒิการศึกษาที่ชัดเจน ซึ่งถือเป็นการทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำในการเข้าสู่ตลาดแรงงานของบุคลากรทางศาสนา
| ระดับการเรียนพระปริยัติธรรม | วิทยฐานะเทียบเท่าตามกฎหมาย | สิทธิประโยชน์ทางการศึกษา/อาชีพ |
| นักธรรมเอก | มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) | สามารถศึกษาต่อในระดับมัธยมปลายทางโลกได้ |
| เปรียญธรรม 3 ประโยค (ป.ธ.3) | มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) | ใช้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วไปได้ |
| เปรียญธรรม 6 ประโยค (ป.ธ.6) | ปริญญาตรี | รับการยอมรับในวุฒิการศึกษาเพื่อบรรจุราชการ |
| เปรียญธรรม 9 ประโยค (ป.ธ.9) | ปริญญาเอก (ในบางหลักเกณฑ์) | สามารถเข้าศึกษาต่อระดับดุษฎีบัณฑิตโดยการทำวิทยานิพนธ์ |
การรับรองสถานะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรในสกลนคร เพราะช่วยให้บุตรหลานที่บวชเรียนสามารถกลับมาประกอบอาชีพหรือรับราชการด้วยวุฒิการศึกษาที่รัฐรับรอง ไม่ต้องกลับไปสู่กรงขังของความยากจนเหมือนในอดีต
การเปรียบเทียบเชิงนโยบาย: พรรคโอกาสใหม่และคู่แข่งในสมรภูมิการศึกษา 2569
ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีแนวทางในการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่ง ดร.นิยม เวชกามา ได้ใช้ความแตกต่างนี้เป็นจุดขายสำคัญในการหาเสียง โดยเฉพาะการปกป้องงบประมาณสนับสนุนพระพุทธศาสนา
พรรคประชาชน (PP): สวัสดิการถ้วนหน้าและการวิพากษ์งบสงฆ์
พรรคประชาชนภายใต้การนำของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เน้นนโยบาย "สวัสดิการถ้วนหน้า" และการกระจายอำนาจสู่โรงเรียน
พรรคเพื่อไทย (PTP): ยุทธศาสตร์ Learn to Earn
พรรคเพื่อไทยเน้นนโยบายการศึกษาที่เชื่อมโยงกับรายได้ (Learn to Earn) โดยเน้นการฝึกทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ และนโยบาย "1 อำเภอ 1 ทุน" (ODOS) เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กเรียนดีแต่ยากจน
พรรคภูมิใจไทย (BJT): การศึกษาเท่าเทียม พลัส
พรรคภูมิใจไทยนำเสนอนโยบาย "เรียนฟรีต้องมีจริง" ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ (Digital Platform for All) เพื่อลดช่องว่างระหว่างโรงเรียนในเมืองและชนบท
ตารางวิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายการศึกษา 2569 ของ 4 พรรคหลัก
| พรรคการเมือง | จุดเด่นของนโยบายการศึกษา | ทัศนคติต่อการศึกษาพระปริยัติธรรม | จุดอ่อน/ข้อวิจารณ์ |
| โอกาสใหม่ | เรียนฟรีถึง ป.ตรี + พัฒนาภาษาบาลี | มองเป็นช่องทางหลักในการลดความเหลื่อมล้ำ | ถูกมองว่าอิงกับสถาบันดั้งเดิมมากเกินไป |
| ประชาชน | สวัสดิการถ้วนหน้า + กระจายอำนาจ | ต้องการตรวจสอบและตัดลดงบประมาณที่ซ้ำซ้อน | ขัดแย้งกับความรู้สึกของชาวพุทธดั้งเดิม |
| เพื่อไทย | Learn to Earn + ธนาคารหน่วยกิต | เน้นความเป็นมืออาชีพและการสร้างรายได้ | เด็กยากจนพิเศษอาจเข้าไม่ถึงทุนเจาะจง |
| ภูมิใจไทย | เรียนออนไลน์ + ศูนย์เด็กเล็กอัจฉริยะ | เน้นการใช้เทคโนโลยีกระจายโอกาส | รายละเอียดนโยบายเชิงลึกยังไม่ชัดเจน |
การวิเคราะห์เชิงพื้นที่: สมรภูมิสกลนคร เขต 2 และยุทธศาสตร์ "มหานิยม 6"
จังหวัดสกลนคร เขต 2 เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์สำหรับ ดร.นิยม เวชกามา การกลับมาทวงเก้าอี้ สส. ในปี 2569 ภายใต้สังกัดพรรคโอกาสใหม่ ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งจากหลายขั้วอำนาจ
ข้อมูลผู้สมัครสำคัญในเขต 2 สกลนคร 2569
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้สมัครที่มีฐานเสียงในพื้นที่อย่างหนาแน่นประกอบด้วย:
ดร.นิยม เวชกามา (พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6): อดีต สส. 4 สมัย เน้นฐานเสียงชาวพุทธและเกษตรกร
นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย (พรรคเพื่อไทย): อดีต สส. เขต 1 ที่ย้ายมาลงเขต 2 เพื่อขยายฐานอำนาจของพรรคแกนนำรัฐบาล
นายชาตรี หล้าพรหม (พรรคกล้าธรรม): ผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคเดิม มุ่งเน้นนโยบายการพัฒนาท้องถิ่น
น.ส.ณภัชชา ศิลปะรายะ (พรรคภูมิใจไทย): ลูกสาวของนายก อบจ. สกลนคร มีฐานสนับสนุนจากเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นที่เข้มแข็ง
ดร.นิยม ได้วิเคราะห์ว่าการแข่งขันครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง เนื่องจากมีปัจจัย "ทุนมหาศาล" เข้ามาเกี่ยวข้อง
สถิติและโอกาสทางการศึกษาของสามเณรในสกลนคร
ข้อมูลสถิติผู้เรียนภาษาบาลีในจังหวัดสกลนครชี้ให้เห็นว่า สามเณรส่วนใหญ่ศึกษาในระดับเปรียญธรรม (ป.ธ.) ประโยค 1-2 คิดเป็นร้อยละ 84.3 ของผู้เรียนทั้งหมด
ทฤษฎีความเหลื่อมล้ำและบทบาทของหลักพุทธธรรมในการปฏิรูปการศึกษา
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "ปัจจัยเชิงสมรรถภาพ" (Capability Approach) ตามทัศนะของ Amartya Sen ซึ่ง ดร.นิยม ได้นำมาประยุกต์ใช้ผ่านหลักการทางพุทธศาสนา
พุทธศาสนากับการสร้างความเสมอภาค
หลักธรรมเรื่อง "ทางสายกลาง" และ "ความเท่าเทียมของเหล่าดอกบัว" ถูกนำมาอธิบายในมิติของนโยบายสาธารณะว่า รัฐมีหน้าที่ในการสร้างสภาวะที่เอื้อให้ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพ
ดร.นิยมอ้างถึงผลการทดสอบ PISA ที่ระบุว่าเด็กด้อยโอกาสไทยถูกทิ้งห่างขึ้นเรื่อยๆ
การบริหารจัดการงบประมาณและการกระจายอำนาจ
พรรคโอกาสใหม่เสนอนโยบายปฏิรูปการบริหารงบประมาณอย่างเป็นธรรม โดยกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและโรงเรียน
บทสรุปและนัยยะเชิงนโยบายสำหรับการเลือกตั้ง 2569
การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของพรรคโอกาสใหม่ โดยประยุกต์ใช้กับ ดร.นิยม เวชกามา ในสมรภูมิสกลนคร เขต 2 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยวิธีการที่ "เข้าใจบริบทวัฒนธรรมไทย"
ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างทางโลกหรือเทคโนโลยี พรรคโอกาสใหม่และ ดร.นิยม ได้ชี้ให้เห็นว่าสถาบันทางศาสนาและภาษาบาลีสามารถเป็น "ทางรอด" ของสังคมไทยในยุคที่ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงขึ้น
ความท้าทายในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งคือ การสื่อสารให้ประชาชนเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง "ภาษาบาลี" กับ "คุณภาพชีวิต" อย่างชัดเจน และการก้าวข้ามการแทรกแซงจากทุนสีเทาด้วยพลังของนโยบายที่เน้นโอกาสเท่าเทียมอย่างแท้จริง
การประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายเหล่านี้ในอนาคต จะต้องพิจารณาจากอัตราการเข้าถึงการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล และการลดลงของหนี้สินครัวเรือนจากการศึกษา ซึ่งหากพรรคโอกาสใหม่สามารถทำได้ตามที่ประกาศไว้ จะถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย
สูตรความสัมพันธ์นี้คือหัวใจหลักที่พรรคโอกาสใหม่พยายามนำเสนอต่อชาวสกลนครและสังคมไทย เพื่อพิสูจน์ว่า "โอกาสใหม่" คือสิ่งที่ทุกคนควรได้รับโดยถ้วนหน้าและเท่าเทียม


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น