วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

"ดร.มหานิยม" ฝ่ากระแสพรรคใหญ่ ขอโอกาสเป็นพรรคทางเลือกใหม่ กาเบอร์ 6 เพื่อสกลนครที่เป็นธรรม



การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่เพียงเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดระเบียบอำนาจทางการเมืองระดับชาติ หากยังเป็นเวทีทดสอบพลวัตใหม่ของการเมืองอีสาน โดยเฉพาะในจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่ถูกจับตามองมากที่สุด



จุดสนใจสำคัญอยู่ที่การลงสนามของ ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ดร.มหานิยม” ผู้สมัครหมายเลข 6 ในนาม พรรคโอกาสใหม่ อดีต สส. ที่มีบทบาทโดดเด่นด้านการขับเคลื่อนประเด็นพระพุทธศาสนา และการตัดสินใจแยกทางจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อฐานเสียงเดิมในพื้นที่


นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า การย้ายพรรคของ ดร.นิยม ไม่ใช่เพียงการปรับตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของนักการเมืองรายบุคคล หากสะท้อนแนวโน้มใหม่ของการเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ “ศรัทธาเฉพาะกลุ่ม” และ “นโยบายอัตลักษณ์” เริ่มท้าทายอำนาจของแบรนด์พรรคการเมืองกระแสหลักอย่างจริงจัง


สกลนคร เขต 2: พื้นที่วิกฤตซ้อนวิกฤต

เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์ โพนนาแก้ว โคกศรีสุพรรณ เต่างอย และบางส่วนของอำเภอเมืองสกลนคร แม้มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ แต่กลับเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและสังคมร่วมกันอย่างรุนแรง

ข้อมูลด้านเศรษฐกิจชี้ว่า รายได้ต่อหัวของจังหวัดสกลนครยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่สูงกว่าหลายเท่าตัว ส่งผลให้ครัวเรือนจำนวนมากต้องพึ่งพาเงินส่งกลับจากแรงงานย้ายถิ่นและการก่อหนี้สินเพื่อการบริโภค ขณะที่กลุ่มยากจนพิเศษยังมีรายได้เฉลี่ยต่อวันต่ำมากจนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน

ปัญหาดังกล่าวซ้ำเติมด้วยโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปสู่ “ครัวเรือนแหว่งกลาง” ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องเลี้ยงดูหลานแทนพ่อแม่ที่ออกไปทำงานนอกพื้นที่ ส่งผลต่อทั้งคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน และประสิทธิภาพภาคเกษตร ซึ่งกำลังเผชิญภาวะเกษตรกรสูงวัยอย่างหนัก

นอกจากนี้ ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่รอบหนองหานและเขตป่าสงวน รวมถึงปัญหาดินเค็มที่ครอบคลุมเกือบครึ่งจังหวัด ยังเป็นชนวนความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองที่เรื้อรังมานาน


“ดร.มหานิยม” กับอัตลักษณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง

สิ่งที่ทำให้ ดร.นิยม เวชกามา แตกต่างจากผู้สมัครรายอื่น คืออัตลักษณ์ทางการเมืองที่เชื่อมโยงศาสนาเข้ากับนโยบายสาธารณะอย่างชัดเจน ด้วยพื้นฐานทางวิชาการด้านพุทธจิตวิทยา และบทบาทในฐานะผู้ผลักดันประเด็นพระพุทธศาสนาในสภา ทำให้เขามีภาพลักษณ์เป็น “ผู้พิทักษ์ศาสนา” ในสายตาชาวบ้านและคณะสงฆ์ในภาคอีสาน

เครือข่ายสนับสนุนของ ดร.นิยม จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มหัวคะแนนการเมืองแบบเดิม แต่ขยายไปถึงเครือข่ายวัด พระสงฆ์ และอุบาสกอุบาสิกา ซึ่งเป็นฐานเสียงที่มีความเหนียวแน่น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นประชากรหลักของเขตเลือกตั้งนี้


ถอดนโยบาย “กาเบอร์ 6 เพื่อสกลนครที่เป็นธรรม”

การหาเสียงของ ดร.นิยม ในปี 2569 ไม่ได้เน้นประชานิยมแจกเงินตามกระแสพรรคใหญ่ หากแต่ชูชุดนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภายใต้วาทกรรม “สกลนครที่เป็นธรรม” โดยมี 3 เสาหลักสำคัญ

หนึ่ง การปฏิรูปพุทธเศรษฐศาสตร์และที่ดินวัด
นโยบายเรือธงคือการผลักดันแนวคิด “ธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย” เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินวัดและเงินบริจาคอย่างโปร่งใส ลดปัญหาทุจริต และนำดอกผลกลับคืนสู่การสาธารณสงเคราะห์ พร้อมกับการผลักดันการแก้ปัญหาที่ดินวัดในเขตป่า ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงในที่ดินทำกินของชาวบ้านรอบวัด

สอง สวัสดิการเพื่อครัวเรือนแหว่งกลาง
พรรคโอกาสใหม่เสนอเงินอุดหนุนเด็กและเยาวชน รวมถึงสวัสดิการถ้วนหน้า เพื่อสร้างตาข่ายรองรับทางสังคมให้ผู้สูงอายุและครอบครัวที่ขาดแรงงานวัยทำงาน ลดการพึ่งพาเงินส่งกลับจากลูกหลานเพียงช่องทางเดียว

สาม การกระจายอำนาจและเศรษฐกิจโอกาสใหม่
ดร.นิยม ชูนโยบายกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการงบประมาณและทรัพยากรธรรมชาติด้วยตนเอง พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างงานในพื้นที่ เพื่อลดการย้ายถิ่นฐานของคนรุ่นใหม่


ศึกสามเส้า: บารมีบุคคล vs กระแสพรรค

สนามเลือกตั้งเขต 2 สกลนคร ถูกมองว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างบารมีส่วนบุคคลของ ดร.นิยม กับกระแสพรรคใหญ่จากพรรคเพื่อไทย และเครือข่ายอำนาจท้องถิ่นของพรรคกล้าธรรม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า การเมืองแบบอัตลักษณ์และนโยบายเฉพาะพื้นที่ จะสามารถฝ่ากระแสพรรคระดับชาติในอีสานได้มากน้อยเพียงใด


บทสรุป: ความเป็นธรรมในฐานะโจทย์ใหญ่ของสกลนคร

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในทิศทางใด การรณรงค์ของ ดร.นิยม เวชกามา ได้ทำให้ประเด็น “สกลนครที่เป็นธรรม” ถูกยกขึ้นมาเป็นวาระสาธารณะ ตั้งแต่ความมั่นคงในที่ดินทำกิน ความโปร่งใสในการจัดการทรัพย์สินวัด ไปจนถึงการดูแลกลุ่มเปราะบางในสังคมสูงวัย

นักวิเคราะห์สรุปว่า การกาบัตรเลือกหมายเลข 6 ในเขตเลือกตั้งนี้ จึงไม่ได้ถูกเสนอในฐานะการเลือกตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว หากเป็นการตัดสินใจเลือก “แนวคิด” ว่าการเมืองท้องถิ่นควรเดินไปในทิศทางใด ระหว่างการพึ่งพากระแสศูนย์กลาง หรือการสร้างโอกาสและความเป็นธรรมจากฐานรากด้วยมือของคนสกลนครเอง

วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร สส. สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ ย้ำจุดยืนกาเบอร์ 6 เพื่อสกลนครที่เป็นธรรม

บทคัดย่อ

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางการเมือง ชุดนโยบายสาธารณะ และบริบทการแข่งขันในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 ของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครหมายเลข 6 เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร สังกัดพรรคโอกาสใหม่ การศึกษาครั้งนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า การเปลี่ยนแปลงสังกัดพรรคการเมืองจากพรรคเพื่อไทยมาสู่พรรคโอกาสใหม่ของ ดร.นิยม มิใช่เพียงการย้ายฐานที่มั่นทางการเมืองตามปกติวิสัย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงพลวัตใหม่ของการเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ซึ่ง "ศรัทธาเฉพาะกลุ่ม" (Niche Faith) และ "นโยบายอัตลักษณ์" (Identity Politics) กำลังท้าทายอำนาจของแบรนด์พรรคการเมืองกระแสหลัก รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงโครงสร้างปัญหาความยากจนซ้ำซ้อนและกับดักหนี้สินในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดอุปสงค์ทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมทั้งประเมินความเป็นไปได้และนัยยะทางเศรษฐศาสตร์การเมืองของนโยบาย "ธนาคารพระพุทธศาสนา" และการปฏิรูปกรรมสิทธิ์ที่ดินวัด ซึ่งเป็นจุดขายหลักของผู้สมัคร เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างพุทธจิตวิทยาการเมืองกับการบริหารจัดการทรัพยากรสาธารณะภายใต้วาทกรรม "สกลนครที่เป็นธรรม" ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างตระกูลการเมืองเก่าและกลุ่มอำนาจใหม่


1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยและการเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 ซึ่งได้รับการกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 1 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของไทย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่โครงสร้างอำนาจทางการเมืองกำลังเกิดการจัดระเบียบใหม่ (Realignment) ภายหลังจากการสิ้นสุดลงของรัฐบาลชุดก่อนหน้าและความพยายามในการสถาปนาเสถียรภาพทางการเมืองผ่านการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือ "อีสาน" ซึ่งมีจำนวนที่นั่ง สส. มากที่สุดในประเทศและเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ชี้ขาดชัยชนะในการจัดตั้งรัฐบาลมาโดยตลอด การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียงกลไกการเปลี่ยนผ่านอำนาจตามวาระ แต่เป็นเวทีประลองกำลังระหว่าง "ยุทธศาสตร์ประชานิยมระดับชาติ" (National Populism) กับ "ยุทธศาสตร์ท้องถิ่นนิยมแบบเฉพาะเจาะจง" (Localized Particularism)

ในบริบทของจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางของกลุ่มจังหวัดสนุก (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร) การแข่งขันทางการเมืองมีความเข้มข้นซับซ้อนมากกว่าการต่อสู้ระหว่างอุดมการณ์ประชาธิปไตยกับอนุรักษนิยมแบบดั้งเดิม พื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากการปรากฏตัวของ ดร.นิยม เวชกามา หรือ "ดร.มหานิยม" อดีต สส. ผู้มีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนประเด็นพุทธศาสนา ที่ตัดสินใจแยกทางจากพรรคเพื่อไทยเพื่อมาสังกัด "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) 2 การตัดสินใจดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อฐานเสียงเดิมและเปิดฉาก "สงครามแย่งชิงศรัทธา" ครั้งใหม่ในพื้นที่

รายงานฉบับนี้จะทำการวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของ ดร.นิยม เวชกามา อย่างละเอียด โดยบูรณาการข้อมูลจากเอกสารวิชาการ ข่าวสาร และสถิติทางเศรษฐกิจสังคม เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงกลยุทธ์การหาเสียงที่เน้นย้ำจุดยืน "กาเบอร์ 6 เพื่อสกลนครที่เป็นธรรม" ว่ามีความสอดคล้องหรือขัดแย้งกับความเป็นจริงของพื้นที่อย่างไร และนโยบายเหล่านี้จะสามารถตอบโจทย์วิกฤตความยากจนและปัญหาโครงสร้างสังคมที่รุมเร้าสกลนครได้หรือไม่


2. นิเวศวิทยาเศรษฐกิจและสังคมของสกลนคร เขต 2: วิกฤตซ้อนวิกฤต

ความเข้าใจในบริบทเชิงพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ เขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสกลนคร ในการเลือกตั้งปี 2569 ประกอบด้วยพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอโพนนาแก้ว อำเภอโคกศรีสุพรรณ อำเภอเต่างอย และบางส่วนของอำเภอเมืองสกลนคร (เฉพาะตำบลโคกก่อง ตำบลม่วงลาย ตำบลดงชน และตำบลโนนหอม) 3 พื้นที่เหล่านี้แม้จะมีความหลากหลายทางกายภาพ แต่กลับเผชิญชะตากรรมร่วมกันในเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังเข้าขั้นวิกฤต

2.1 กับดักความยากจนและโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลความยากจนแบบพหุมิติ (Multidimensional Poverty) ในปี 2568-2569 พบว่าจังหวัดสกลนครกำลังเผชิญกับภาวะความเปราะบางทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ในปี 2565 จะอยู่ที่ 70,457 ล้านบาท โดยมีรายได้ต่อหัว (GPP per capita) อยู่ที่ 72,117 บาทต่อคนต่อปี 4 แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายครัวเรือนเฉลี่ยซึ่งสูงถึง 206,832 บาทต่อปี จะเห็นได้ชัดว่ารายได้จากการผลิตจริงในพื้นที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างรายรับและรายจ่ายที่กว้างถึงเกือบ 3 เท่าตัว

สถานการณ์นี้บีบบังคับให้ครัวเรือนในเขตเลือกตั้งที่ 2 ต้องพึ่งพากลไกภายนอกเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะ "เงินส่งกลับ" (Remittances) จากแรงงานย้ายถิ่น และการก่อหนี้สินเพื่อการบริโภค ปัญหาหนี้สินครัวเรือนในสกลนครจึงไม่ใช่เพียงปัญหาพฤติกรรมการใช้จ่าย แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากรายได้ที่ต่ำกว่ามาตรฐานการครองชีพขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนยากจนพิเศษที่มีรายได้เฉลี่ยเพียง 34 บาทต่อวัน 4 ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบฉาบฉวยอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องการการผ่าตัดโครงสร้างรายได้และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ในระดับฐานราก

2.2 วิกฤตประชากร: "ครัวเรือนแหว่งกลาง" และสังคมสูงวัย

หนึ่งในปรากฏการณ์ทางสังคมที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อภูมิทัศน์การเมืองในสกลนคร เขต 2 คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวไปสู่รูปแบบ "ครัวเรือนแหว่งกลาง" (Skipped-Generation Households) 4 ซึ่งหมายถึงครัวเรือนที่มีเพียงผู้สูงอายุ (ปู่ย่าตายาย) อาศัยอยู่กับหลาน โดยขาดแคลนคนวัยแรงงาน (พ่อแม่) ที่ต้องอพยพไปหางานทำในเมืองอุตสาหกรรมหรือเมืองหลวง

  • ผลกระทบต่อภาคเกษตร: ภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจในอำเภอโพนนาแก้วและกุสุมาลย์ กำลังเผชิญภาวะ "เกษตรกรสูงวัย" (Aging Farmers) โดยอายุเฉลี่ยของแรงงานภาคเกษตรสูงถึง 62.5 ปี 4 ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ขาดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และมีความเสี่ยงสูงต่อความผันผวนของราคาพืชผล

  • ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเยาวชน: การขาดการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพ่อแม่ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมในกลุ่มเยาวชน เช่น ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งสกลนครมีอัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 15-19 ปี สูงถึง 44.8 ต่อประชากรหญิง 1,000 คน 4 ปัญหานี้สร้างวงจรความยากจนข้ามรุ่น (Intergenerational Poverty) ที่ยากจะตัดขาด

2.3 ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ: กรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม

พื้นที่เขต 2 โดยเฉพาะในอำเภอโคกศรีสุพรรณและโพนนาแก้ว ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับหนองหานและเขตป่าสงวน ประสบปัญหาเรื้อรังเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ข้อมูลระบุว่ามีชาวบ้านกว่า 15,000 ครอบครัวที่ต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงในสิทธิการเช่าที่ดินรอบหนองหาน 4 นอกจากนี้ ปัญหาดินเค็มยังครอบคลุมพื้นที่ถึง 47.24% ของจังหวัด 4 ทำให้ศักยภาพในการผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างมาก

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงปัญหาทางเทคนิค แต่เป็น "ชนวนความขัดแย้งทางการเมือง" (Political Fault Lines) ที่ผู้สมัคร สส. ทุกคนต้องนำเสนอทางออก ความล้มเหลวของรัฐบาลในอดีตในการแก้ปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินและที่ดินวัด กลายเป็นช่องว่างที่ ดร.นิยม เวชกามา ใช้เป็นจุดเน้นย้ำในนโยบายหาเสียง เพื่อเรียกร้อง "ความเป็นธรรม" ในการจัดสรรทรัพยากร


3. ดร.นิยม เวชกามา: ผู้เล่นและบริบททางการเมืองใหม่

ในการวิเคราะห์นโยบาย จำเป็นต้องทำความเข้าใจตัวตนทางการเมือง (Political Persona) ของ ดร.นิยม เวชกามา อย่างลึกซึ้ง เพราะนโยบายที่นำเสนอนั้นผูกโยงกับประวัติศาสตร์การทำงานและอัตลักษณ์ส่วนบุคคลของเขาอย่างแยกไม่ออก

3.1 จาก "เพื่อไทย" สู่ "โอกาสใหม่": นัยยะแห่งการเปลี่ยนแปลง

ดร.นิยม เวชกามา เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ยาวนานและมีความผูกพันกับพรรคเพื่อไทย (และพรรคพลังประชาชนเดิม) มาหลายสมัย 5 การย้ายสังกัดไปสู่ "พรรคโอกาสใหม่" ในการเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง

  • การถูกเบียดขับและพื้นที่ทับซ้อน: รายงานข่าวระบุถึงการที่ ดร.นิยม ถูก "เบียด" ออกจากพื้นที่เดิมในพรรคเพื่อไทย 2 ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากการจัดสรรตัวผู้สมัครใหม่ของพรรคใหญ่ที่ต้องการผลัดใบ หรือความขัดแย้งในการจัดการพื้นที่กับกลุ่มการเมืองอื่น การย้ายพรรคจึงเป็นการต่อสู้เพื่อรักษาฐานที่มั่นทางการเมืองและศักดิ์ศรีส่วนบุคคล

  • พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party): พรรคนี้วางตำแหน่งตัวเองเป็นพรรคทางเลือกที่มีอุดมการณ์กระจายอำนาจและสร้างโอกาสให้คนท้องถิ่น 6 การที่ ดร.นิยม เลือกสังกัดพรรคนี้ อาจเป็นเพราะพรรคให้อิสระในการกำหนดนโยบายเฉพาะพื้นที่ (Decentralized Policy Making) มากกว่าพรรคใหญ่ที่มีโครงสร้างการสั่งการจากส่วนกลาง (Top-down)

3.2 ปรัชญา "พุทธจิตวิทยาการเมือง" (Buddhist Political Psychology)

ดร.นิยม มีความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใครในแวดวงการเมืองไทย คือการมีดีกรีปริญญาเอกสาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 5 และมีบทบาทเป็นแกนนำในการปกป้องพระพุทธศาสนาในสภาผู้แทนราษฎรมาโดยตลอด

  • อัตลักษณ์ "ผู้พิทักษ์ศาสนา": ในสายตาของชาวบ้านและคณะสงฆ์ในภาคอีสาน ดร.นิยม ไม่ใช่นักการเมืองทั่วไป แต่เป็น "ทนายหน้าหอ" ของพระพุทธศาสนา การใช้อัตลักษณ์นี้ในการหาเสียงช่วยสร้างความไว้วางใจที่เหนือกว่าเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของ "ศรัทธา" และ "บุญบารมี"

  • เครือข่ายหัวคะแนนสายบุญ: ฐานเสียงหลักของ ดร.นิยม คือ "กลุ่มคนรักวัด" เครือข่ายพระสังฆาธิการ และอุบาสกอุบาสิกา 1 ซึ่งเป็นเครือข่ายจัดตั้งที่มีความเหนียวแน่นและมีระเบียบวินัยสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในเขตเลือกตั้งที่ 2


4. วิเคราะห์นโยบายหาเสียง: ยุทธศาสตร์ "เบอร์ 6 เพื่อสกลนครที่เป็นธรรม"

ชุดนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา ในการเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้เน้นเพียงประชานิยมแจกเงินแบบพรรคใหญ่ แต่เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคมและจิตวิญญาณ โดยสามารถจำแนกออกเป็น 3 เสาหลัก ดังนี้

4.1 เสาหลักที่ 1: การปฏิรูปพุทธเศรษฐศาสตร์และที่ดินวัด (Buddhist Economics & Land Rights)

นี่คือนโยบายเรือธง (Flagship Policy) ที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนให้กับ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ในเขตนี้

4.1.1 การจัดตั้ง "ธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย"

ดร.นิยม ได้ขับเคลื่อนแนวคิดการจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดและเงินบริจาคให้มีระบบธรรมาภิบาล 7

  • หลักการ: นำเงินบริจาคและศาสนสมบัติที่มีอยู่อย่างมหาศาลและกระจัดกระจาย มาบริหารจัดการในรูปแบบสถาบันการเงินที่โปร่งใส โดยนำดอกผลไปใช้เพื่อการสืบทอดศาสนาและสาธารณสงเคราะห์ แทนที่จะถูกบริหารจัดการโดยขาดการตรวจสอบซึ่งนำไปสู่คดี "เงินทอนวัด"

  • การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์: ในทางปฏิบัติ การจัดตั้งธนาคารเฉพาะกิจเช่นนี้มีความซับซ้อนทางกฎหมายการเงินสูง แต่ในทางการเมือง นี่คือนโยบายที่ "ซื้อใจ" ชาวพุทธที่ต้องการเห็นความบริสุทธิ์โปร่งใสในวงการศาสนา และเป็นการเสนอทางออกเชิงระบบที่มากกว่าการบริจาคแบบเดิม

4.1.2 การนิรโทษกรรมและออกโฉนดที่ดินวัดในเขตป่า

สืบเนื่องจากบทบาทในอดีตที่ ดร.นิยม เคยผลักดันมติคณะรัฐมนตรีและการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาวัดในพื้นที่ป่า 9 นโยบายนี้มุ่งเน้นการสานต่อภารกิจให้เสร็จสิ้น

  • นัยยะสำคัญ: วัดในภาคอีสานจำนวนมาก โดยเฉพาะวัดป่า (เช่น วัดป่าโสมพนัส 12) ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนหรือที่ดินรัฐ ทำให้ไม่สามารถขอตั้งวัดได้ถูกต้องตามกฎหมายและขาดความมั่นคง การผลักดันให้มีการออกเอกสารสิทธิ์หรืออนุญาตให้ใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง คือการสร้างความชอบธรรมให้แก่พื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชน

  • ผลประโยชน์ทับซ้อนทางบวก: การแก้ปัญหาที่ดินวัดมักนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านรอบวัดด้วย เพราะใช้หลักเกณฑ์การพิสูจน์สิทธิ์ลักษณะเดียวกัน นโยบายนี้จึงได้ใจทั้งพระและโยม

4.2 เสาหลักที่ 2: สวัสดิการสังคมเพื่อ "ครัวเรือนแหว่งกลาง"

ภายใต้อุดมการณ์ของพรรคโอกาสใหม่ ดร.นิยม นำเสนอนโยบายที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางที่สุดในสกลนคร

  • เงินอุดหนุนเด็กและเยาวชน: พรรคโอกาสใหม่เสนอนโยบายเงินอุดหนุนแม่และเด็ก 13 ซึ่งตอบโจทย์โดยตรงกับปัญหาครัวเรือนแหว่งกลางในสกลนคร ที่ปู่ย่าตายายต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูหลานโดยไม่มีรายได้เพียงพอ การมีเงินอุดหนุนที่แน่นอนจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและลดความเสี่ยงด้านโภชนาการและพัฒนาการของเด็ก

  • สวัสดิการถ้วนหน้า: การผลักดันสวัสดิการถ้วนหน้า 6 เป็นการสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ให้กับเกษตรกรสูงวัยที่ไม่มีระบบบำนาญราชการ ช่วยลดการพึ่งพาเงินส่งกลับจากลูกหลานเพียงทางเดียว

4.3 เสาหลักที่ 3: กระจายอำนาจและเศรษฐกิจโอกาสใหม่

นโยบายด้านเศรษฐกิจของ ดร.นิยม เน้นการ "กระจายโอกาส" ไม่ให้กระจุกตัวอยู่ที่ทุนใหญ่หรือส่วนกลาง

  • การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น: การส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการงบประมาณและทรัพยากรธรรมชาติด้วยตนเอง 6 จะช่วยให้การแก้ปัญหาน้ำท่วม (ซึ่งสกลนครประสบปัญหาบ่อยครั้ง 15) และภัยแล้ง มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะคนท้องถิ่นย่อมเข้าใจภูมิประเทศดีกว่าส่วนกลาง

  • เศรษฐกิจฐานราก: การส่งเสริม "1 จังหวัด 1 อุตสาหกรรม" 16 เพื่อสร้างงานในพื้นที่ ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงานวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาครอบครัวแหว่งกลาง


5. สมรภูมิการเลือกตั้ง: การวิเคราะห์คู่แข่งและยุทธศาสตร์พื้นที่

การเลือกตั้งในเขต 2 สกลนคร ปี 2569 เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดระหว่าง "บารมีส่วนตัว" กับ "กระแสพรรค" และ "อำนาจรัฐ"

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบผู้สมัครหลัก เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร (ปี 2569)

ผู้สมัครสังกัดพรรคจุดแข็ง (Strengths)จุดอ่อน (Weaknesses)ฐานเสียงหลัก
ดร.นิยม เวชกามา (เบอร์ 6)โอกาสใหม่

- แบรนด์ "ดร.มหานิยม" ที่แข็งแกร่ง


- นโยบายพุทธศาสนาและที่ดินที่จับต้องได้


- เครือข่ายวัดและชุมชนที่เหนียวแน่น

- ขาดกระแสพรรคใหญ่หนุนหลัง


- ทรัพยากรในการหาเสียงอาจน้อยกว่าพรรครัฐบาล

- ผู้สูงอายุ


- กลุ่มคนรักวัด/ศรัทธาศาสนา


- ชาวบ้านที่มีปัญหาที่ดิน

นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัยเพื่อไทย

- กระแสพรรคเพื่อไทย (Landslide)


- นโยบายประชานิยมระดับชาติ


- ฐานเสียงเดิมของพรรคในพื้นที่

- ภาพลักษณ์ "คนย้ายเขต" (จากเขต 1 มาเขต 2)


- ความขัดแย้งภายในจากการสลับเขต

- คนรุ่นใหม่/วัยทำงาน


- กลุ่มคนเสื้อแดงเดิม


- ผู้หวังผลทางเศรษฐกิจ

นายชาตรี หล้าพรหมกล้าธรรม

- การสนับสนุนจากกลุ่มอำนาจรัฐ (ร.อ.ธรรมนัส)


- เครือข่ายผู้นำท้องถิ่น (อบต./กำนัน)

- สังกัดพรรคที่เป็นขั้วรัฐบาลเดิม (ภาพลักษณ์)


- การย้ายพรรคบ่อยครั้ง (ประชาธิปัตย์ -> กล้าธรรม)

- ผู้นำชุมชน


- กลุ่มจัดตั้ง/หัวคะแนนระบบเก่า

5.1 การวิเคราะห์คู่แข่งสำคัญ

  • นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย (เพื่อไทย): เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดเนื่องจากสวมเสื้อพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ครองใจคนอีสานมานาน นายอภิชาติย้ายมาจากเขต 1 17 ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงต้านในพื้นที่เขต 2 บ้าง แต่ด้วยทรัพยากรและกระแสพรรค ยังถือว่าเป็นตัวเต็งสำคัญ

  • นายชาตรี หล้าพรหม (กล้าธรรม): การย้ายมาสังกัดพรรคกล้าธรรม 18 สะท้อนถึงการผนึกกำลังกับกลุ่มอำนาจทางการเมืองสาย "บ้านใหญ่" ซึ่งมักใช้กลไกราชการและผู้นำท้องถิ่นในการเจาะฐานคะแนน นโยบายอาจเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการช่วยเหลือผ่านกลไกรัฐ

5.2 ยุทธศาสตร์ "ดาวกระจาย" และ "เคาะประตูบ้าน" ของ ดร.นิยม

เพื่อสู้กับกระแสพรรคใหญ่ ดร.นิยม ใช้ยุทธศาสตร์ "On Ground" อย่างเข้มข้น

  • ยุทธศาสตร์เคาะประตู (Door-to-Door): ทีมงานของพรรคโอกาสใหม่และ ดร.นิยม เน้นการลงพื้นที่แบบเข้าถึงทุกครัวเรือนใน 4 ตำบล 2 อำเภอหลัก 20 เพื่อย้ำจุดยืนและหมายเลข 6 การพบปะตัวต่อตัวช่วยลดช่องว่างและตอกย้ำความผูกพันส่วนบุคคล (Personal Ties)

  • การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์: สโลแกน "มีเรา ไม่มีมืด" 21 และการเน้นย้ำคำว่า "โอกาส" เป็นการสื่อสารทางจิตวิทยาที่ให้ความหวังแก่คนที่รู้สึกมืดมนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การใช้ "วัด" เป็นศูนย์กลางการสื่อสารยังช่วยกระจายข่าวสารได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณ


6. สรุปผลการวิเคราะห์และนัยยะทางสังคมการเมือง

การเลือกตั้ง สส. สกลนคร เขต 2 ในปี 2569 เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทยในระดับท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ

6.1 จาก "การเมืองเรื่องปากท้อง" สู่ "การเมืองเรื่องความมั่นคงในชีวิต"

นโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา ชี้ให้เห็นว่า โจทย์ของคนสกลนครไม่ได้มีแค่เรื่องราคาพืชผลหรือเงินแจกรายหัว แต่รวมถึงความมั่นคงในที่ดินทำกิน (Land Security) และความมั่นคงทางจิตวิญญาณ (Spiritual Security) การนำเสนอทางออกเรื่องที่ดินวัดและธนาคารพุทธ คือการตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานที่ถูกละเลยมานาน

6.2 บททดสอบของ "พรรคทางเลือก" ในอีสาน

ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของ ดร.นิยม จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า "ตัวบุคคล" ที่มีผลงานและจุดยืนชัดเจน จะสามารถเอาชนะ "กระแสพรรค" ในภาคอีสานได้หรือไม่ หาก ดร.นิยม สามารถปักธงพรรคโอกาสใหม่ได้สำเร็จ จะเป็นการส่งสัญญาณว่าการผูกขาดของพรรคใหญ่เริ่มคลายตัวลง และเปิดโอกาสให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีนโยบายเฉพาะทาง (Niche Policy) เข้ามามีพื้นที่มากขึ้น

6.3 อนาคตของสกลนครภายใต้วาทกรรม "ความเป็นธรรม"

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร ประเด็นเรื่อง "สกลนครที่เป็นธรรม" ได้ถูกจุดประกายขึ้นแล้ว ความเป็นธรรมในที่นี้ครอบคลุมถึงการกระจายอำนาจ การจัดสรรทรัพยากรที่ดิน และการดูแลกลุ่มเปราะบางในสังคมผู้สูงอายุ รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญกับแรงกดดันให้แก้ปัญหาโครงสร้างเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กล่าวโดยสรุป การรณรงค์หาเสียงของ ดร.นิยม เวชกามา ในนามพรรคโอกาสใหม่ คือการเดิมพันด้วยทุนทางสังคมทั้งหมดที่มี เพื่อพิสูจน์ว่า "โอกาส" ของคนสกลนคร สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยมือของคนท้องถิ่นเอง โดยไม่ต้องรอคอยความเมตตาจากศูนย์กลางอำนาจอีกต่อไป การกาบัตรเลือกหมายเลข 6 จึงถูกนำเสนอให้เป็นสัญลักษณ์ของการ "ปลดแอก" จากวงจรปัญหาเดิมๆ สู่ความหวังใหม่ที่ยั่งยืนกว่า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ดร.มหานิยม" ฝ่ากระแสพรรคใหญ่ ขอโอกาสเป็นพรรคทางเลือกใหม่ กาเบอร์ 6 เพื่อสกลนครที่เป็นธรรม

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่เพียงเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดระเบียบอำนา...