การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ถูกจับตาว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง และความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก โดยเฉพาะในภาคชนบท พรรคการเมืองต่างเร่งเสนอนโยบายเศรษฐกิจเชิงประชานิยมเพื่อช่วงชิงฐานเสียงเกษตรกร หนึ่งในนโยบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างโดดเด่นคือ “พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย” ของ พรรคโอกาสใหม่ ภายใต้สโลแกน “คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้”
นโยบายดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์วิกฤตหนี้สินภาคเกษตรที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยข้อมูลชี้ว่าเกษตรกรไทยมีหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงกว่า 5 แสนบาท และจำนวนไม่น้อยประสบปัญหารายได้ไม่พอกับภาระหนี้ ท่ามกลางความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและราคาพืชผลผันผวน พรรคโอกาสใหม่เสนอให้พักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี โดยไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรฟื้นฟูฐานะทางการเงิน
ในเชิงนโยบาย มาตรการดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับ debt moratorium ที่รัฐไทยเคยนำมาใช้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้งที่ผ่านมา โดยข้อดีคือช่วยลดภาระการเงินในระยะสั้น เพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกรสามารถนำเงินไปลงทุนในการผลิต เช่น ปรับปรุงดิน ระบบน้ำ หรือเปลี่ยนไปสู่พืชเศรษฐกิจที่ให้มูลค่าสูงขึ้น อีกทั้งยังช่วยป้องกันการยึดทรัพย์และลดความเสี่ยงต่อความยากจนเรื้อรังในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองเตือนว่า นโยบายพักหนี้มีความเสี่ยงต่อ วินัยทางการเงิน (moral hazard) จากบทเรียนในอดีตพบว่า มาตรการพักหนี้หลายครั้งไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืน และในบางกรณีกลับทำให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้นหลังสิ้นสุดมาตรการ นอกจากนี้ ยังอาจสร้างภาระต่อสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว หากไม่มีมาตรการเสริมควบคู่
เมื่อพิจารณาในระดับพื้นที่ จังหวัดสกลนคร เขต 2 ซึ่งประกอบด้วยอำเภอเมืองสกลนคร (บางส่วน), กุสุมาลย์, โพนนาแก้ว และบ้านม่วง ถือเป็นพื้นที่ที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมสูง ประชากรราวครึ่งหนึ่งประกอบอาชีพเกษตรกร เผชิญปัญหาหนี้สินเรื้อรัง รายได้เฉลี่ยต่ำ และข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปัญหาดินเค็มและการขาดแคลนน้ำ ความต้องการของประชาชนจึงมุ่งไปที่การลดหนี้ เพิ่มรายได้ และพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชน
นโยบายพักหนี้ของพรรคโอกาสใหม่ถูกนำเสนอในพื้นที่นี้ผ่าน ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 นักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ในสภามาอย่างยาวนาน และมีฐานเสียงสำคัญในกลุ่มเกษตรกรและชุมชนชนบท ดร.นิยมมีพื้นฐานการศึกษาหลากหลายสาขา ทั้งครุศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับประเทศ ทำให้มีภาพลักษณ์เป็นนักการเมืองที่เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของชนบทอีสาน
ตลอดการลงพื้นที่หาเสียง ดร.นิยมชูนโยบายพักหนี้เป็น “จังหวะพักหายใจ” ให้เกษตรกร พร้อมย้ำว่าหากได้เข้าสภา จะผลักดันให้มาตรการนี้มาควบคู่กับการปรับโครงสร้างหนี้ การพัฒนาแหล่งน้ำ และการสนับสนุนอาชีพเสริม เพื่อไม่ให้การพักหนี้กลายเป็นเพียงการเลื่อนปัญหาออกไป
นักวิเคราะห์การเมืองประเมินว่า นโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี มีศักยภาพในการดึงคะแนนเสียงจากฐานเกษตรกรในสกลนคร เขต 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ และอาจช่วยเพิ่มโอกาสทางการเมืองให้กับ ดร.นิยม เวชกามา ในสนามเลือกตั้งปี 2569 อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบมาตรการเสริมและการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และไม่สร้างภาระทางการคลังเกินกว่าที่รัฐจะรับไหว
ท้ายที่สุด นโยบายพักหนี้ของพรรคโอกาสใหม่จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือหาเสียง หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า การเมืองไทยจะสามารถก้าวข้ามการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การแก้ไขโครงสร้างหนี้ภาคเกษตรอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ ในสมรภูมิเลือกตั้งปี 2569 นี้
วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคโอกาสใหม่ ว่าด้วยพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้นทั้งดอก ประยุกต์ใช้กับ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6
บทนำ: บริบทการเมืองปี 2569การเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่เรื้อรัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงถึงระดับวิกฤตและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม พรรคการเมืองต่างๆ ชูนโยบายเศรษฐกิจประชานิยมเพื่อดึงฐานเสียง โดยเฉพาะในภาคชนบทที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ภายใต้การนำของนักการเมืองรุ่นเก๋า ชูนโยบายหลัก "คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้" โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาหนี้สินผ่านมาตรการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย . นโยบายนี้ถูกนำเสนอเพื่อตอบโจทย์วิกฤตหนี้สินภาคเกษตรที่สะสมมานาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญ บทความนี้จะวิเคราะห์นโยบายดังกล่าว โดยประยุกต์เข้ากับบริบทของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ซึ่งมีประวัติและฐานเสียงที่สอดคล้องกับนโยบายนี้ เพื่อประเมินศักยภาพทางการเมืองและผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมการวิเคราะห์ตัวนโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้นทั้งดอกนโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยของพรรคโอกาสใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง โดยมุ่งเป้าไปที่เกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มที่มีหนี้สินเฉลี่ยสูงถึง 5 แสนบาทต่อครัวเรือน . นโยบายนี้เสนอให้พักชำระหนี้ทั้งสิ้นเป็นเวลา 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสฟื้นฟูฐานะทางการเงิน โดยไม่ต้องชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยในช่วงดังกล่าว ซึ่งคล้ายคลึงกับมาตรการ debt moratorium ที่รัฐบาลไทยเคยใช้ในอดีต เช่น ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2563-2566 .จากมุมมองข้อดี นโยบายนี้ช่วยลดภาระทางการเงินชั่วคราว ทำให้เกษตรกรมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นเพื่อลงทุนในกิจกรรมการผลิต เช่น การปรับปรุงดินหรือระบบน้ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและรายได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการยึดทรัพย์สินและลดความเสี่ยงต่อความยากจนเรื้อรัง โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เผชิญภัยธรรมชาติและราคาพืชผลผันผวน . อย่างไรก็ตาม ข้อเสียที่สำคัญคือความเสี่ยงต่อวินัยทางการเงิน (moral hazard) ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรไม่รักษาวินัยในการชำระหนี้ในอนาคต หรือกู้ยืมเพิ่มเติมโดยคาดหวังมาตรการช่วยเหลือซ้ำ งานวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่า มาตรการพักหนี้ในอดีต 13 ครั้ง (ช่วงปี 2553-2563) ไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืน โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมมียอดหนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-30% หลังสิ้นสุดมาตรการ และครึ่งหนึ่งกลายเป็นหนี้เสียเพิ่มเติม . นอกจากนี้ ยังอาจสร้างภาระให้สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งต้องแบกรับดอกเบี้ยที่ไม่ได้รับชำระ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังของรัฐในระยะยาว .โดยรวม นโยบายนี้เหมาะสมสำหรับการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ต้องคู่กับมาตรการเสริม เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การฝึกอบรมทักษะ และการสนับสนุนการผลิตยั่งยืน เพื่อป้องกันปัญหา moral hazard และทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนการประยุกต์ใช้ในพื้นที่สกลนคร เขต 2จังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 2 (ประกอบด้วยอำเภอเมืองสกลนคร (บางส่วน), กุสุมาลย์, โพนนาแก้ว, และบ้านม่วง) มีสภาพเศรษฐกิจสังคมที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมสูง โดยประชากรเกือบ 50% เป็นเกษตรกร มีพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 3 ล้านไร่ แต่เผชิญปัญหาหนี้สินเรื้อรัง ความยากจนหลายมิติ และภัยธรรมชาติ เช่น ดินเค็มและขาดแคลนน้ำ ทำให้รายได้เฉลี่ยต่ำและหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 2-3 แสนบาท . ความต้องการของประชาชนในพื้นที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาหนี้สิน การพัฒนาแหล่งน้ำ และการเพิ่มรายได้จากอาชีพเสริม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายพักหนี้ของพรรคโอกาสใหม่ดร.นิยม เวชกามา หรือ "ดร.มหานิยม" ผู้สมัครหมายเลข 6 ในเขตนี้ มีประวัติทางการเมืองที่ยาวนาน โดยเคยเป็น ส.ส.สกลนคร 4 สมัย จากพรรคพลังประชาชนและเพื่อไทย ก่อนย้ายมาพรรคโอกาสใหม่ในปี 2568 . เขามีพื้นฐานการศึกษาด้านครุศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ทำให้มีภาพลักษณ์เป็นนักการเมืองที่ใกล้ชิดชุมชนและพระสงฆ์ โดยเคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีและผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี . ฐานเสียงของเขาอยู่ในกลุ่มเกษตรกรและชุมชนชนบทภาคอีสาน ซึ่งมักเผชิญปัญหาหนี้สินและความยากจน การนำนโยบายพักหนี้มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่นี้จึงสอดคล้องสูง โดย ดร.นิยม สามารถใช้เครือข่ายท้องถิ่นในการรณรงค์ เน้นว่ามาตรการนี้จะช่วยลดภาระหนี้ชั่วคราวและเปิดโอกาสให้เกษตรกรปรับตัว เช่น การลงทุนในระบบน้ำหรือพืชเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งอาจเพิ่มคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้สูงอายุและเกษตรกรรายย่อยที่เป็นฐานเสียงหลัก .อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้อาจเผชิญความท้าทาย เช่น ความเสี่ยง moral hazard ในพื้นที่ที่มีปัญหาหนี้เรื้อรัง หากไม่มีการติดตามผลและมาตรการเสริม อาจนำไปสู่หนี้เพิ่มขึ้นแทนที่จะแก้ปัญหาบทสรุปนโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้นทั้งดอกของพรรคโอกาสใหม่ มีศักยภาพในการดึงฐานเสียงภาคชนบท โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างสกลนคร เขต 2 ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาหนี้สินและความต้องการของประชาชน อย่างไรก็ตาม จากบทเรียนวิจัยในอดีต นโยบายนี้ควรเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่คู่กับการปรับโครงสร้างหนี้และการพัฒนายั่งยืน เพื่อหลีกเลี่ยง moral hazard และภาระคลัง สำหรับ ดร.นิยม เวชกามา การนำนโยบายนี้มาประยุกต์อาจช่วยเสริมภาพลักษณ์และเพิ่มโอกาสชนะเลือกตั้ง โดยประเมินว่าอาจได้รับคะแนนเสียงเพิ่ม 10-20% จากกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ แต่ผลสำเร็จระยะยาวขึ้นอยู่กับการบังคับใช้นโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพื่อนำพาประเทศไทยสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจสังคม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น