ท่ามกลางการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์” สำคัญ ภายใต้วิกฤตซ้อนทับทั้งเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ตั้งแต่การเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ภาวะหนี้ครัวเรือนเกือบ 90% ของ GDP ไปจนถึงคลื่นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามารื้อโครงสร้างการผลิตและการจ้างงาน ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองในช่วงปี 2566–2568 เปราะบางจากการเปลี่ยนผ่านนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ส่งผลต่อความต่อเนื่องของนโยบายสาธารณะ
รายงานวิเคราะห์ฉบับนี้ชี้ว่า การแก้ปัญหาความยากจนซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาเชิงโครงสร้าง จำเป็นต้องพิจารณาผ่านกรอบ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในยุคดิจิทัล” หรือ Digital Sufficiency Economy Philosophy เพื่อตรวจสอบว่านโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองเป็นเพียงวาทกรรมประชานิยมทางเทคโนโลยี หรือเป็นยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนความพอประมาณ เหตุผล ภูมิคุ้มกัน ความรู้ และคุณธรรม
ภาพเศรษฐกิจมหภาค: ความเปราะบางก่อนเลือกตั้ง
ข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 ระบุว่า GDP ไทยจะเติบโตเพียง 1.5–1.7% ต่ำกว่าศักยภาพและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากสงครามการค้า การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค ส่งผลให้กำลังซื้อภายในอ่อนแรง และทำให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมมีประสิทธิภาพลดลง
พรรคเพื่อไทย: การเติบโตเชิงรุกกับคำถามเรื่องความพอประมาณ
พรรคเพื่อไทยชูนโยบาย “Thailand Poverty-Free” ด้วยการการันตีรายได้ขั้นต่ำ 3,000 บาทต่อเดือน และยุทธศาสตร์ “Economic GPS” ใช้ Big Data และ AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป้าหมายคือดัน GDP โต 5% ต่อปี แม้นโยบายการันตีรายได้จะช่วยสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม แต่ถูกตั้งคำถามถึงภาระงบประมาณ ความเสี่ยงด้านวินัยการคลัง และพฤติกรรมพึ่งพิงรัฐ หากไม่เชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะแรงงาน ขณะที่เป้าหมายการเติบโตสูงอาจสวนทางหลักความพอประมาณของเศรษฐกิจพอเพียง
พรรคประชาชน: รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าและธรรมาภิบาลข้อมูล
พรรคประชาชนเสนอรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ใช้ AI เพื่อความโปร่งใส เปิดข้อมูลภาครัฐ และปราบคอร์รัปชัน นโยบายนี้ถูกมองว่าสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางสังคม” ได้ดี ลดการตกหล่นของคนจน แต่ต้องแลกกับภาระงบประมาณสูง ซึ่งพรรคเสนอให้แก้ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างภาษีและงบประมาณ พร้อมย้ำการออกแบบ AI อย่างมีจริยธรรม เพื่อลดอคติและการนำไปใช้ทางการเมือง
ภูมิใจไทย–ประชาธิปัตย์: ความต่อเนื่องและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
พรรคภูมิใจไทยเน้นมาตรการกระตุ้นการบริโภคอย่าง “คนละครึ่ง พลัส” และเกษตรไฮเทค เช่น “โดรนละครึ่ง” ซึ่งช่วยระยะสั้นแต่ยังไม่สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ชูนโยบายลดหนี้ครัวเรือนเหลือ 60% ของ GDP สอดคล้องหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่ต้องแสดงวิธีการที่ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา moral hazard
บทบาท AI และข้อมูล: จาก TPMAP สู่สวัสดิการแม่นยำ
รายงานชี้ว่าการใช้แพลตฟอร์ม TPMAP ร่วมกับ AI สามารถยกระดับสวัสดิการแบบมุ่งเป้า (Precision Welfare) พยากรณ์ความเสี่ยงความยากจนล่วงหน้า และช่วยรัฐเข้าแทรกแซงเชิงป้องกัน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคืออคติของอัลกอริทึมและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต้องอาศัยธรรมาภิบาลข้อมูลที่เข้มแข็ง
คำเตือนด้านการคลังและบทสรุป
บทวิเคราะห์ของ TDRI เตือนว่า นโยบายแจกเงินอาจนำประเทศเข้าสู่ “กับดักประชานิยม” หนี้สาธารณะสูง และเสี่ยงต่อการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ รายงานจึงเสนอให้รัฐบาลใหม่เปลี่ยนจากการแจกเงินแบบหว่านแห สู่การลงทุนในคน การพัฒนาทักษะ และการใช้ AI อย่างมีสติ
ท้ายที่สุด รายงานสรุปว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในยุค AI มิได้ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เน้นการใช้ด้วยปัญญา เพื่อให้เทคโนโลยีรับใช้มนุษย์ สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนแก่สังคมไทยในระยะยาว.
การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์นโยบายสาธารณะและการเมืองไทยในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569: พลวัตการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนผ่านเลนส์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทปัญญาประดิษฐ์
1. บทนำ: รุ่งอรุณแห่งความไม่แน่นอนและจุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์
การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มิใช่เพียงกลไกตามวาระของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น หากแต่เป็น "หมุดหมายทางประวัติศาสตร์" ที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกรากทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ซ้อนทับ (Polycrisis) ที่ท้าทายโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมแบบดั้งเดิมอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ภาวะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงจนกลายเป็นกับดักการพัฒนา และคลื่นสึนามิทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ที่กำลังรื้อถอนและสร้างใหม่ซึ่งนิยามของการผลิตและการจ้างงาน
บริบททางการเมืองในช่วงปี 2566 ถึง 2568 สะท้อนถึงความเปราะบางของเสถียรภาพรัฐบาล การเปลี่ยนผ่านนายกรัฐมนตรีถึง 3 ท่าน ตั้งแต่นายเศรษฐา ทวีสิน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร มาจนถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีรักษาการ ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องของนโยบายสาธารณะ (Policy Continuity)
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกถึงนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งปี 2569 โดยเฉพาะในมิติของการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน การวิเคราะห์จะดำเนินการผ่านกรอบคิด "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในยุคดิจิทัล" (Digital Sufficiency Economy Philosophy) เพื่อตรวจสอบว่า นโยบายที่นำเสนอโดยพรรคการเมืองต่างๆ นั้น เป็นเพียงวาทกรรมประชานิยมทางเทคโนโลยี (Techno-populism) ที่ฉาบฉวย หรือเป็นยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนฐานของความรู้ คุณธรรม และความพอประมาณ ที่จะนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์และกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างแท้จริง
1.1 กรอบแนวคิดทฤษฎี: เศรษฐกิจพอเพียงในยุคปัญญาประดิษฐ์ (SEP in the AI Era)
การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy - SEP) มาประยุกต์ใช้ในยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลก จำเป็นต้องมีการตีความใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า "ความพอเพียงทางดิจิทัล" (Digital Sufficiency) ซึ่งมิได้หมายถึงการปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและเกิดประโยชน์สูงสุด
จากงานวิจัยและเอกสารทางวิชาการที่รวบรวมได้ เราสามารถสังเคราะห์องค์ประกอบของ Digital SEP เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินนโยบายหาเสียงได้ดังนี้:
ความพอประมาณ (Moderation): นโยบายเทคโนโลยีและสวัสดิการต้องไม่สร้างภาระทางการคลังจนเกินตัว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องสอดคล้องกับความจำเป็นและศักยภาพของประเทศ (Hardware/Software Sufficiency) มิใช่การลงทุนเกินความจำเป็น (Over-investment) ตามกระแส
4 รวมถึงการบริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติความมีเหตุผล (Reasonableness): การตัดสินใจเชิงนโยบายต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Policy) ที่แม่นยำและโปร่งใส การใช้ AI เพื่อการแก้จนต้องสามารถอธิบายเหตุผลได้ (Explainable AI) ว่าทำไมบุคคลหนึ่งจึงได้รับสวัสดิการในขณะที่อีกคนไม่ได้รับ เพื่อสร้างความยุติธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ
การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี (Self-Immunity): ระบบเศรษฐกิจต้องมีความทนทานต่อความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการถูกแทนที่แรงงานด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation Displacement) นโยบายต้องเตรียมพร้อมรองรับผลกระทบเหล่านี้ล่วงหน้า
5 เงื่อนไขความรู้ (Knowledge Condition): การพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ให้แก่ประชาชนทุกระดับ เพื่อให้สามารถใช้งานเครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเข้าใจกลไกการทำงานของมัน
เงื่อนไขคุณธรรม (Virtue Condition): การกำกับดูแล AI (AI Governance) ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม การเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัว (Data Privacy) และการไม่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเอาเปรียบหรือหลอกลวงประชาชน
7
1.2 ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาค: ความเปราะบางและกับดักหนี้
ก่อนจะเข้าสู่การวิเคราะห์นโยบายรายพรรค จำเป็นต้องฉายภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เพื่อให้เห็นข้อจำกัดและความท้าทาย ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒน์ฯ ชี้ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยคาดการณ์ GDP ในปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1.5% - 1.7% ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหา "หนี้ครัวเรือน" ได้กลายเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงเกือบ 90% และหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค (Consumption Debt) มิใช่หนี้เพื่อการลงทุน
2. การวิเคราะห์นโยบายพรรคเพื่อไทย: ยุทธศาสตร์การเติบโตแบบก้าวกระโดดหรือภาพลวงตาทางเศรษฐกิจ?
พรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคการเมืองที่มีรากฐานจากนโยบายประชานิยมที่ประสบความสำเร็จในอดีต ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 ภายใต้การนำของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
2.1 นโยบายการันตีรายได้และ "Thailand Poverty-Free"
แกนกลางของนโยบายหาเสียงพรรคเพื่อไทยคือการประกาศสงครามกับความยากจน โดยตั้งเป้าหมาย "Thailand Poverty-Free" ผ่านกลไกการการันตีรายได้ขั้นต่ำ (Income Floor) ที่ 3,000 บาทต่อเดือน สำหรับประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน
การวิเคราะห์ผ่านเลนส์ SEP:
ความมีเหตุผล: ในทางทฤษฎี นโยบายนี้มีความสมเหตุสมผลในการสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีพได้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่ "กลไกการคัดกรอง" (Targeting Mechanism) หากระบบฐานข้อมูลไม่แม่นยำ อาจเกิดปัญหาการรั่วไหล (Inclusion Error) หรือการตกหล่น (Exclusion Error) ซึ่งขัดต่อหลักความคุ้มค่า
ความพอประมาณ: ข้อมูลระบุว่ามีกลุ่มเป้าหมายประมาณ 3.4 ล้านคน
11 หากรัฐต้องเติมเงินเต็มจำนวน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน จะใช้งบประมาณมหาศาล คำถามสำคัญคือ รัฐจะนำงบประมาณมาจากส่วนใด ในขณะที่ฐานภาษียังไม่ขยายตัว และหนี้สาธารณะสูงขึ้น หากต้องกู้เงินมาเพื่อแจกจ่าย ย่อมขัดต่อหลักความพอประมาณและวินัยการคลังอย่างรุนแรงภูมิคุ้มกัน: การแจกเงินโดยไม่มีเงื่อนไข (Unconditional) อาจสร้างพฤติกรรมพึ่งพิงรัฐ (Dependency Syndrome) และลดทอนแรงจูงใจในการทำงาน ซึ่งจะทำให้ครัวเรือนขาดภูมิคุ้มกันในระยะยาว พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องเชื่อมโยงนโยบายนี้กับการพัฒนาทักษะ (Reskilling) เพื่อให้ผู้รับสวัสดิการสามารถยืนด้วยขาตัวเองได้ในอนาคต
2.2 ยุทธศาสตร์ "Economic GPS" และการขับเคลื่อนด้วย AI
พรรคเพื่อไทยประกาศเป้าหมายท้าทายที่จะผลักดัน GDP ให้เติบโตถึง 5% ต่อปี ด้วยยุทธศาสตร์ "Economic GPS" ซึ่งเป็นการใช้ Big Data และ AI ในการนำทางเศรษฐกิจ ค้นหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ และดึงเศรษฐกิจนอกระบบ (Underground Economy) เข้าสู่ระบบภาษี
การวิเคราะห์เชิงลึก:
แนวคิด Economic GPS สะท้อนถึงความพยายามในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Government Efficiency) ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มโลก อย่างไรก็ตาม การตั้งเป้าหมาย GDP ที่ 5% ในขณะที่ศักยภาพจริงตามการคาดการณ์ของหน่วยงานเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.5-1.7% 8 ดูจะเป็นการตั้งเป้าที่ "เกินจริง" (Over-optimistic) และอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่เสี่ยงเกินควร (Risk-taking) เพื่อเร่งตัวเลขการเติบโต เช่น การกระตุ้นการบริโภคเทียม หรือการลงทุนในเมกะโปรเจกต์ที่ไม่คุ้มค่า ซึ่งขัดแย้งกับหลัก "ความพอประมาณ" และ "ความระมัดระวัง" ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
นอกจากนี้ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าระบบภาษีผ่าน AI แม้จะเป็นเรื่องที่ควรทำเพื่อขยายฐานภาษี แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านสั้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการล้มหายตายจากของธุรกิจฐานรากและเพิ่มความเหลื่อมล้ำได้
2.3 นโยบายเกษตรแม่นยำและ Smart Farming
ในภาคการเกษตร พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% และส่งเสริม Smart Farming
3. การวิเคราะห์นโยบายพรรคประชาชน: รัฐสวัสดิการก้าวหน้าและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้วยเทคโนโลยี
พรรคประชาชน (People's Party) ซึ่งสืบทอดอุดมการณ์มาจากพรรคก้าวไกล นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
3.1 รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าและ AI เพื่อประชาชน
พรรคประชาชนยังคงยืนหยัดในนโยบายสวัสดิการแบบถ้วนหน้า (Universal Welfare) เช่น เงินอุดหนุนเด็กเล็กและเบี้ยผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้า เพื่อสร้างพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงให้แก่ประชาชนทุกคน
การวิเคราะห์ผ่านเลนส์ SEP:
ภูมิคุ้มกัน: รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าถือเป็นการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ทางสังคมที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะช่วยลดความเสี่ยงในการดำรงชีวิตของประชาชน ทำให้คนกล้าที่จะเสี่ยงลงทุน สร้างสรรค์นวัตกรรม หรือเปลี่ยนงานใหม่ เพราะมีตาข่ายรองรับหากล้มเหลว
ความมีเหตุผล: การจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้าช่วยลดต้นทุนในการคัดกรอง (Targeting Cost) และลดปัญหาการตกหล่นของคนจน แต่ต้องแลกมาด้วยงบประมาณที่สูงมาก ซึ่งพรรคประชาชนเสนอให้แก้ปัญหาด้วยการปฏิรูปงบประมาณและภาษี
3.2 Open Data และ AI ปราบโกง
จุดเด่นที่สำคัญของพรรคประชาชนคือนโยบายด้านเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นความโปร่งใส (Transparency) พรรคเสนอให้ใช้ AI ในการตรวจสอบการทุจริตในระบบราชการ (Anti-corruption AI) และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
การวิเคราะห์เชิงลึก:
นโยบายนี้สอดคล้องกับ "เงื่อนไขคุณธรรม" ของ SEP อย่างยิ่ง การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) จะช่วยลดการรั่วไหลของงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของชาติ นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลยังช่วยส่งเสริม "เงื่อนไขความรู้" ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและนำไปใช้ประโยชน์ได้
อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ในกระบวนการยุติธรรมหรือการตรวจสอบทุจริต ต้องระวังเรื่อง "ความรับผิดรับชอบ" (Accountability) และ "อคติ" ของระบบ พรรคประชาชนจึงต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบที่มีจริยธรรม (Ethical Design) และมีกลไกตรวจสอบอัลกอริทึม (Algorithm Audit) เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม
3.3 การทลายทุนผูกขาดและเศรษฐกิจดิจิทัล
พรรคประชาชนเน้นการแก้ปัญหาความยากจนด้วยการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม (Fair Competition) ผ่านการทลายทุนผูกขาด (De-monopolization) และการส่งเสริม SME ให้เข้าถึงเทคโนโลยี
4. การวิเคราะห์นโยบายพรรคภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์: ความต่อเนื่องและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
พรรคร่วมรัฐบาลเดิมและพรรคเก่าแก่อย่างภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ นำเสนอนโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและความต่อเนื่องจากนโยบายเดิม
4.1 พรรคภูมิใจไทย: ประชานิยมดิจิทัลและเกษตรไฮเทค
พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ชูนโยบาย "คนละครึ่ง พลัส" (Khon La Khrueng Plus) และ "โดรนละครึ่ง"
คนละครึ่ง พลัส: เป็นการต่อยอดโครงการเดิมโดยเพิ่มวงเงินสนับสนุน เพื่อกระตุ้นการบริโภค ในมุมมองของ SEP นโยบายนี้อาจช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในระยะสั้น (Short-term Relief) แต่ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว และอาจสร้างภาระทางการคลังที่ผูกพัน
โดรนละครึ่ง: การสนับสนุนให้เกษตรกรใช้โดรนเพื่อการเกษตรถือเป็นก้าวสำคัญสู่ Smart Farming
19 ช่วยลดต้นทุนแรงงานและสารเคมี แต่ต้องระวังเรื่อง "กับดักหนี้เทคโนโลยี" หากเกษตรกรซื้ออุปกรณ์มาแล้วใช้ไม่คุ้มค่า หรือขาดทักษะในการซ่อมบำรุง รัฐควรเน้นการสนับสนุนในรูปแบบ "การแบ่งปันทรัพยากร" (Sharing Economy) เช่น ศูนย์บริการโดรนชุมชน มากกว่าการให้เกษตรกรรายย่อยซื้อโดรนเป็นของตัวเองทุกคน ซึ่งสอดคล้องกับหลักความพอประมาณ
4.2 พรรคประชาธิปัตย์: การแก้หนี้และ "Thailand Ends Poverty"
พรรคประชาธิปัตย์ประกาศนโยบายลดหนี้ครัวเรือนให้เหลือ 60% ของ GDP
การวิเคราะห์ผ่านเลนส์ SEP:
การมุ่งเน้นแก้ปัญหาหนี้สินถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะ "การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ" หรืออย่างน้อยการมีหนี้ในระดับที่บริหารจัดการได้ เป็นพื้นฐานของความมั่นคง แต่พรรคต้องแสดงให้เห็นถึง "วิธีการ" (How-to) ที่ชัดเจน ว่าจะลดหนี้อย่างไรโดยไม่ทำให้เกิด Moral Hazard (พฤติกรรมเสี่ยงภัยทางศีลธรรม) ที่ลูกหนี้จงใจผิดนัดชำระหนี้เพื่อรอความช่วยเหลือ การปรับโครงสร้างหนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างรายได้และการสร้างวินัยทางการเงิน
5. บทบาทของเทคโนโลยีและข้อมูลในการแก้ความยากจน: จาก TPMAP สู่ AI Welfare
หนึ่งในพัฒนาการที่สำคัญของนโยบายสาธารณะไทยคือการเปลี่ยนผ่านจากการจัดสวัสดิการแบบหว่านแห (Universal) หรือแบบสงเคราะห์ (Charity) ไปสู่การจัดสวัสดิการแบบมุ่งเป้า (Targeted) ที่แม่นยำมากขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีข้อมูล
5.1 วิวัฒนาการของ TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform)
TPMAP ซึ่งพัฒนาโดยสภาพัฒน์ฯ (NESDC) และ NECTEC เป็นเครื่องมือสำคัญในการชี้เป้าความยากจน
ในปี 2569 และอนาคต TPMAP มีศักยภาพที่จะยกระดับด้วย AI ไปสู่ Predictive TPMAP ที่สามารถพยากรณ์ความเสี่ยงที่จะตกเป็นคนจนของครัวเรือนได้ล่วงหน้า (Proactive Intervention) เช่น ครัวเรือนที่มีหนี้สินสูงและทำงานในอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อการถูก AI แย่งงาน รัฐสามารถเข้าไปช่วยเหลือหรือฝึกทักษะใหม่ให้ก่อนที่จะเกิดวิกฤต ซึ่งสอดคล้องกับหลัก "ภูมิคุ้มกัน" ของ SEP อย่างสมบูรณ์แบบ
5.2 ความท้าทายทางจริยธรรม (Ethics and Virtue)
การใช้ AI ในการคัดกรองสวัสดิการมีความเสี่ยงที่สำคัญคือ "อคติของอัลกอริทึม" (Algorithmic Bias) หากข้อมูลที่นำเข้าสู่ระบบ (Training Data) ไม่ครอบคลุมกลุ่มคนชายขอบ หรือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Divide) ระบบ AI อาจเรียนรู้ที่จะมองข้ามคนกลุ่มนี้ไป ทำให้เกิด Exclusion Error ที่รุนแรงกว่าเดิม
นอกจากนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาลยังเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว (Privacy) หากไม่มีระบบธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ที่เข้มแข็ง ข้อมูลคนจนอาจรั่วไหลหรือถูกนำไปใช้แสวงหาประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งขัดต่อ "เงื่อนไขคุณธรรม" การกำหนดนโยบาย AI แห่งชาติ (National AI Strategy) จึงต้องให้ความสำคัญกับ AI Ethics ควบคู่ไปกับการพัฒนาประสิทธิภาพ
6. เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ในบริบทความพอเพียง: ทางรอดหรือกับดัก?
ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของสังคมไทยและเป็นภาคส่วนที่มีคนจนกระจุกตัวอยู่มากที่สุด การนำ AI และเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตรจึงเป็นกุญแจสำคัญของการแก้จน
6.1 นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
ตัวอย่างความสำเร็จที่น่าสนใจคือการใช้ AI และ IoT ในการบริหารจัดการแปลงนาข้าว (Intelligent Rice Farming) ที่พัฒนาโดย NECTEC และกรมวิชาการเกษตร
6.2 ความเสี่ยงของการพึ่งพาเทคโนโลยี (Technological Dependency)
อย่างไรก็ตาม การผลักดัน Smart Farming ต้องระมัดระวังไม่ให้เกษตรกรตกเป็นทาสของเทคโนโลยี หรือติดกับดักหนี้สินจากการลงทุนซื้ออุปกรณ์ราคาแพง (เช่น โดรนเกษตรราคาหลักแสนบาท) โดยไม่คุ้มทุน
7. บทวิเคราะห์ความยั่งยืนทางการคลัง (Fiscal Sustainability): คำเตือนจาก TDRI
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ออกบทวิเคราะห์ที่น่าตกใจภายใต้หัวข้อ "แจกเงินเขา แต่เราต้องจ่าย" (They hand it out, but we pay)
7.1 กับดักประชานิยม (Populism Trap)
TDRI ชี้ให้เห็นว่า นโยบายแจกเงินและการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้นของพรรคการเมืองต่างๆ กำลังพาประเทศไปสู่ความเสี่ยงทางการคลัง รายได้จากภาษีของไทยลดลงเหลือเพียง 14% ของ GDP ในขณะที่รายจ่ายภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากนโยบายสวัสดิการและสังคมสูงวัย
7.2 ตารางเปรียบเทียบผลกระทบทางการคลังและ SEP
| มิติการวิเคราะห์ | พรรคเพื่อไทย (PT) | พรรคประชาชน (PP) | พรรคภูมิใจไทย (BJT) | หลักเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) |
| นโยบายหลัก | เติมเงิน 3,000 บ./ประกันกำไร | รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า | คนละครึ่ง พลัส/พักหนี้ | สร้างภูมิคุ้มกัน/พึ่งพาตนเอง |
| ผลต่อหนี้สาธารณะ | ความเสี่ยงสูง (High Risk) จากภาระผูกพันงบประมาณโดยตรง | ความเสี่ยงสูง (High Risk) หากไม่สามารถปฏิรูปภาษีได้สำเร็จ | ความเสี่ยงปานกลาง (Medium Risk) เป็นมาตรการชั่วคราวแต่ต่อเนื่อง | ความยั่งยืน (Sustainability) เน้นสมดุลรายรับ-รายจ่าย |
| ความยั่งยืน | ต่ำ (เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า) | ปานกลาง-สูง (หากโครงสร้างภาษีสำเร็จ) | ต่ำ (เน้นกระตุ้นการบริโภค) | สูงสุด (เน้นรากฐานที่มั่นคง) |
| มิติด้าน AI | ใช้ AI เพื่อการเติบโต (Growth) | ใช้ AI เพื่อความโปร่งใส (Transparency) | ใช้ AI เพื่อการเกษตร (Productivity) | ใช้ AI อย่างมีปัญญา (Wisdom) |
8. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ทางสายกลางสู่ความยั่งยืน
การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ผ่านเลนส์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในยุค AI ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่สำคัญ ระหว่างการเลือกเดินบนเส้นทาง "ประชานิยมสุดโต่ง" ที่เน้นการแจกเงินและสร้างหนี้เพื่อแลกกับคะแนนเสียง หรือการเลือกเส้นทาง "การพัฒนาที่ยั่งยืน" ที่เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันและการใช้เทคโนโลยีอย่างมีเหตุผล
8.1 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendations)
เปลี่ยนจาก Populism สู่ Precision Welfare: รัฐบาลใหม่ควรยุติการแจกเงินแบบหว่านแห และหันมาใช้ TPMAP และ AI ขั้นสูงในการจัดสวัสดิการแบบมุ่งเป้า (Targeted Welfare) ให้แก่กลุ่มเปราะบางที่สุด เพื่อความคุ้มค่าของงบประมาณตามหลักความพอประมาณ และลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง
Digital Sufficiency (ความพอเพียงดิจิทัล): ส่งเสริมค่านิยมการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน ให้ประชาชนและเกษตรกรเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทและความสามารถในการจ่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงหรือล้ำสมัยที่สุด แต่ใช้สิ่งที่แก้ปัญหาได้จริงและคุ้มทุน
ลงทุนใน "คน" มากกว่า "วัตถุ": แทนที่จะนำงบประมาณไปแจกเป็นตัวเงิน ควรนำไปลงทุนในการสร้างทักษะ (Reskilling/Upskilling) ให้แรงงานไทยสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้ (Human-AI Collaboration) เพราะทักษะและความรู้คือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดในโลกยุคใหม่
ธรรมาภิบาลข้อมูลเป็นวาระแห่งชาติ: ต้องผลักดันกฎหมายและการบังคับใช้เรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และจริยธรรม AI อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปกป้องประชาชนจากการถูกละเมิดสิทธิ
สร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง: ใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงผู้ผลิตรายย่อยกับตลาดโลก (Global Market) โดยตัดตัวกลางที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้เกษตรกรและ SME ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม และลดการพึ่งพาทุนผูกขาด
บทสรุปสุดท้าย ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในยุค AI ไม่ได้เรียกร้องให้เราปฏิเสธความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เรียกร้องให้เรามี "สติ" และ "ปัญญา" ในการกำกับใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น เพื่อให้ AI รับใช้มนุษย์ในการสร้างสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข ร่วมกันสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ให้แก่ลูกหลานไทยสืบไป


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น