วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

พรรคโอกาสใหม่ชู “รัฐสวัสดิการเท่าเทียม” เดิมพันอนาคตอีสานผ่าน “ดร.มหานิยม”


พรรคโอกาสใหม่ชู “รัฐสวัสดิการเท่าเทียม” เดิมพันอนาคตอีสาน เจาะนโยบายระดับชาติ สู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่สกลนคร ผ่านกรณีศึกษา “ดร.นิยม เวชกามา”



เพลง:
โอกาสใหม่ ปลายทุ่งอีสาน


Verse 1
แดดเช้าลงทุ่ง หนี้รุงรังเต็มบ่า
ค่าแรงไม่พา ความหวังไปถึงไหน
พ่อแม่แก่เฒ่า ลูกหลานจากไกล
เมืองใหญ่เรียกไป ทิ้งบ้านไว้หลังนา

ข่าวการเมืองดัง กลางวิกฤตซ้อนซ้อน
คนธรรมดาเฝ้ามอง ยังรอคำตอบ
ไม่ใช่แค่คน ไม่ใช่แค่ฝั่ง
แต่คือหนทาง ที่จะพยุงชีวิตจริง

[Pre-Chorus]
ถ้ารัฐยังมองเราเป็นเพียงตัวเลข
ความจนก็ยังวนเวียนไม่จบ
แต่ถ้ารัฐยืนข้างคนเล็กคนน้อย
ความหวังก็จะงอกกลางดินแห้งแล้ง

[Chorus]
โอกาสใหม่ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ให้ชีวิตมีพลัง ตั้งแต่เกิดจนชรา
ดูแลตั้งแต่ท้อง จนเรียนจบปัญญา
เจ็บป่วยก็รักษา ไม่ต้องกลัวค่าใช้จ่าย

โอกาสใหม่ ให้บ้านเกิดยืนได้
งานอยู่ใกล้ใจ ไม่ต้องจากถิ่นฐาน
รัฐสวัสดิการ เท่าเทียมทุกคน
ความฝันของคนอีสาน ไม่ใช่เรื่องไกล

[Verse 2]
หยุดหนี้สามปี ให้หายใจอีกครั้ง
เด็กจบใหม่ไม่พัง เพราะ กยศ.
บัตรเดียวรักษา ไฟฟ้าไม่โหด
ชีวิตไม่โกรธ กับโชคชะตาอีกต่อไป

หนึ่งตำบลมีงาน หนึ่งจังหวัดมีฝัน
โรงสี รถเกี่ยว อยู่ใกล้ผืนนา
ไม่ต้องทิ้งวัด ไม่ทิ้งชุมชน
คนเฒ่าคนแก่มีคนดูแลจริงจัง

[Pre-Chorus]
การเมืองไม่ควรเป็นเรื่องไกลตัว
ถ้ามันเปลี่ยนชะตาคนได้
นโยบายไม่ใช่คำสวยหรู
ถ้ามันลงมือทำให้เห็นกับตา

[Chorus]
โอกาสใหม่ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ไม่ใช่แค่คำสั่ง แต่คือการกระทำ
จากกรุงเทพฯ ถึงสกลนคร
ความหวังเดินต่อ ด้วยมือของประชาชน

โอกาสใหม่ ให้บ้านเกิดยืนได้
ไม่ต้องรอใครจากเมืองหลวง
รัฐสวัสดิการ เท่าเทียมทุกคน
นี่คืออนาคตที่คนอีสานควรได้ครอง

[Bridge]
ชื่อหนึ่งที่คุ้นเคย เดินเคียงทุ่งนา
ฟังเสียงชาวบ้าน มากกว่าสัญญา
จากสภาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ
นโยบายต้องตอบชีวิตจริง

[Final Chorus / Outro]
โอกาสใหม่ ไม่ใช่ฝันลม ๆ
แต่คือการลงทุนกับศักดิ์ศรี
ถ้าอนาคตเลือกได้ด้วยมือเรา
วันนี้คือวันที่ต้องกล้าตัดสินใจ

โอกาสใหม่ ปลายทุ่งอีสาน
ให้ลูกหลานยิ้มได้ โดยไม่ทิ้งใคร
ไม่ว่าเลือกตั้งจะจบเช่นไร

ความหวังนี้ยังอยู่…ในหัวใจคนธรรมดา
A New Chance at the End of the Isan Fields

Morning sun on fields, debts heavy on our backs,
Wages can’t carry dreams—how far can we go like that?
Parents grow old, children drift far away,
Big cities call them, leaving home behind the rice fields’ sway.

Political news echoes through layered crises,
Ordinary people watch, still waiting for answers that matter.
Not just about faces, not sides or flags,
But a real path forward that can hold up real lives.

If the state sees us only as numbers in line,
Poverty will circle, again and again in time.
But if the state stands with the smallest voice,
Hope can grow, even in dry and broken soil.

[Chorus]
A new chance, leaving no one behind,
Giving strength to life from birth to old age in time.
Care from the womb, education through degree,
When sickness comes, get treated—no fear of fees.

A new chance, letting hometowns stand tall,
Jobs close to home, no need to leave it all.
Equal welfare for every single soul,
The Isan dream is not distant—it’s a reachable goal.

[Verse 2]
Freeze the debts for three years, let people breathe again,
New graduates won’t drown under student loan pain.
One card for healthcare, electricity that’s fair,
Life no longer angry at fate’s unfair glare.

One tambon, real jobs; one province, shared pride,
Rice mills and harvesters right by the fields outside.
No need to abandon temples or community ties,
The elderly cared for, with dignity in their lives.

[Pre-Chorus]
Politics should never feel far away,
If it can change people’s fate each day.
Policies are not just beautiful words,
If you can see them work in the real world.

[Chorus]
A new chance, leaving no one behind,
Not just commands, but actions aligned.
From Bangkok down to Sakon Nakhon land,
Hope moves forward by the people’s own hands.

A new chance, letting hometowns stand strong,
No more waiting on distant power all along.
Equal welfare for every single soul,
This is the future Isan people deserve as a whole.

[Bridge]
A familiar name walks beside the fields,
Listening to villagers, not empty promises sealed.
From parliament halls to the smallest village lane,
Policies must answer real life’s pain.

[Final Chorus / Outro]
A new chance is not a drifting dream,
But an investment in dignity.
If the future can be chosen by our own hands,
Today is the day to stand and decide where we stand.

A new chance at the end of the Isan fields,
So children can smile, leaving no one behind.
No matter how the election story ends,
This hope remains—
In the hearts of ordinary people.
การเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ.2569 กำลังดำเนินไปท่ามกลางภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ของสังคมไทย ทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ หนี้ครัวเรือนระดับสูง และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้การแข่งขันทางการเมืองครั้งนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงตัวบุคคลหรือขั้วอุดมการณ์ หากแต่เป็นการประชันกันด้วย “ชุดนโยบาย” ที่ตอบโจทย์ปากท้องและความมั่นคงในชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในพรรคการเมืองที่ถูกจับตาคือ พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งวางตำแหน่งตนเองเป็น “ทางเลือกที่สาม” ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ โดยเสนอแนวคิดหลัก “รัฐสวัสดิการเท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ผสานประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของรัฐเข้ากับการคุ้มครองทางสังคมแบบครอบคลุม งานวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบนโยบายหาเสียงปี 2569 ชี้ให้เห็นว่า พรรคโอกาสใหม่พยายามขยับบทบาทรัฐไทยจากระบบสวัสดิการเชิงสงเคราะห์ ไปสู่รัฐสวัสดิการแบบผสมผสานที่เน้นผลลัพธ์จริง

นโยบายสี่เสาหลัก: แก้หนี้–สวัสดิการ–สุขภาพ–กระจายอำนาจ

จากการศึกษานโยบายหาเสียง พรรคโอกาสใหม่วางโครงสร้างนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่

  1. เศรษฐกิจและการแก้หนี้ ด้วยนโยบาย “แช่แข็งหนี้ 3 ปี” หยุดดอกเบี้ย–หยุดทวงถาม พร้อมปลดหนี้ กยศ. เพื่อคืนโอกาสให้คนรุ่นใหม่

  2. รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าแบบผสมผสาน ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่นโยบาย “ท้องปุ๊บ ดูแลปั๊บ” เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไปจนถึงบำนาญประชาชน 3,000 บาทต่อเดือน

  3. สาธารณสุขและลดค่าครองชีพ ผ่านนโยบาย “รักษาฟรีทุกที่ บัตรเดียวจบ” และค่าไฟฟรีสำหรับครัวเรือนรายได้น้อย

  4. การกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น ด้วยแนวคิด “1 จังหวัด 1 บริษัทมหาชน” และ “1 ตำบล 1 ห้างข้างถนน” เพื่อสร้างงานในพื้นที่ ลดการย้ายถิ่นแรงงาน

นักวิชาการชี้ว่า แนวคิดดังกล่าวอยู่กึ่งกลางระหว่างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าแบบเต็มรูปแบบของพรรคประชาชน และแนวทางสร้างรายได้ก่อนสวัสดิการของพรรคเพื่อไทย สะท้อนจุดยืนเชิงปฏิบัตินิยม (Pragmatism) ที่มุ่งตอบโจทย์เฉพาะหน้าและระยะกลาง

กรณีศึกษา “ดร.นิยม เวชกามา” สกลนคร เขต 2

การประยุกต์ใช้นโยบายระดับชาติสู่พื้นที่ท้องถิ่นถูกสะท้อนชัดผ่านกรณีของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดสกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 อดีต ส.ส. 4 สมัย ที่ย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสังกัดพรรคโอกาสใหม่ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ดร.นิยม หรือ “มหานิยม” เป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงเข้มแข็งจากบทบาทการทำงานในสภาและการผลักดันประเด็นพุทธศาสนาและสิทธิที่ดินทำกิน การลงพื้นที่แบบเคาะประตูบ้านและการชูนโยบายแก้หนี้–สวัสดิการผู้สูงอายุ สอดรับกับโครงสร้างประชากรของสกลนครที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

ในเชิงนโยบายพื้นที่ ดร.นิยม ได้นำแนวคิดของพรรคมาปรับใช้ เช่น

  • “1 หมู่บ้าน 1 รถเกี่ยวข้าว–สีข้าว” ลดต้นทุนเกษตรกร

  • การผลักดันเอกสารสิทธิ์ที่ดินรอบหนองหารและพื้นที่วัด

  • การใช้วัดและชุมชนเป็นฐานสวัสดิการผู้สูงอายุและการเรียนรู้

  • การสื่อสารนโยบายเรียนฟรี–ปลดหนี้ กยศ. เพื่อสร้างความหวังให้ครอบครัวเกษตรกร

เปรียบเทียบคู่แข่ง: จุดขายและจุดท้าทาย

เมื่อเทียบกับพรรคคู่แข่งหลัก พรรคโอกาสใหม่มีจุดเด่นด้านมาตรการแก้หนี้ที่ “แรงและตรงจุด” มากกว่านโยบายพักหนี้แบบเดิม ขณะที่บำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาท กลายเป็นสนามแข่งขันสำคัญในพื้นที่อีสาน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่ ความเป็นไปได้ทางการคลัง และความเสี่ยงด้านวินัยทางการเงินจากนโยบายแช่แข็งหนี้ ซึ่งต้องการรายละเอียดเชิงเทคนิคและกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน

เดิมพันการเมืองอีสาน และอนาคตรัฐสวัสดิการไทย

บทสรุปของการวิเคราะห์ชี้ว่า พรรคโอกาสใหม่และ ดร.นิยม เวชกามา ได้นำเสนอ “โอกาสใหม่” ที่ผสมผสานรัฐสวัสดิการกับการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จในสกลนคร เขต 2 จะเป็นบทพิสูจน์ว่านโยบายระดับชาติสามารถเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตท้องถิ่นได้จริงหรือไม่

การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน หากแต่เป็นการเลือกทิศทางอนาคตของระบบสวัสดิการและโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร วาระ “รัฐสวัสดิการเท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่การเมืองไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงอีกต่อไป

การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคโอกาสใหม่: รัฐสวัสดิการเท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และการประยุกต์ใช้เชิงพื้นที่กรณีศึกษา ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 2

1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยและความท้าทายแห่งปี 2569

การเลือกตั้งทั่วไปในปี พุทธศักราช 2569 นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" (Polycrisis) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ขยายตัวกว้างขึ้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับวิกฤต และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Super-Aged Society) ซึ่งท้าทายขีดความสามารถของรัฐในการจัดหาสวัสดิการรองรับประชาชน ในบริบทดังกล่าว พรรคการเมืองต่างๆ มิได้แข่งขันกันเพียงแค่ตัวบุคคลหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันกันด้วย "ชุดนโยบาย" ที่มุ่งเสนอทางออกให้กับปัญหาปากท้องและความมั่นคงในชีวิตของประชาชน

พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งในฐานะ "ทางเลือกที่สาม" ที่พยายามนำเสนอจุดยืนแบบประนีประนอมระหว่างประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Technocratic Efficiency) กับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชาชนผ่านระบบรัฐสวัสดิการ รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ โดยเฉพาะแนวคิด "รัฐสวัสดิการเท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" (Equal Welfare State and Leave No One Behind) และตรวจสอบการนำนโยบายระดับมหภาคเหล่านี้ลงสู่การปฏิบัติในระดับจุลภาค โดยใช้กรณีศึกษาของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 นักการเมืองอาวุโสผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นพุทธศาสนาและสิทธิที่ดินทำกิน

การศึกษานี้จะฉายภาพให้เห็นถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างนโยบายของพรรคโอกาสใหม่กับพรรคคู่แข่งหลักอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน เพื่อประเมินความเป็นไปได้ ประสิทธิภาพ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน หากนโยบายเหล่านี้ถูกนำไปปฏิบัติจริง

2. กรอบแนวคิดทฤษฎี: รัฐสวัสดิการและความเหลื่อมล้ำในบริบทสังคมไทย

2.1 ทฤษฎีรัฐสวัสดิการและการจัดแบ่งประเภท (Welfare State Regimes)

การทำความเข้าใจนโยบายของพรรคโอกาสใหม่จำเป็นต้องวางอยู่บนฐานความเข้าใจเรื่องรูปแบบของรัฐสวัสดิการ ตามแนวคิดของ Gøsta Esping-Andersen ที่จำแนกโมเดลสวัสดิการออกเป็นกลุ่มต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ทิศทางนโยบายไทยในปี 2569 ข้อมูลทางวิชาการระบุถึงรูปแบบหลักสามประการ ได้แก่ โมเดลแบบสากลนิยม (Universalist) ที่รัฐจัดสรรสวัสดิการให้ประชาชนทุกคนโดยไม่คำนึงถึงรายได้ โมเดลแบบเฉพาะกลุ่ม (Particularist) ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่รัฐเห็นสมควรหรือกลุ่มเปราะบาง และโมเดลที่รัฐทำหน้าที่อำนวยความสะดวก (Facilitative) โดยปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนด

ในบริบทของการเลือกตั้งปี 2569 พรรคการเมืองต่างพยายามขยับสถานะของรัฐไทยออกจากรูปแบบสงเคราะห์ (Residual Welfare) ไปสู่รูปแบบที่ครอบคลุมมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำที่ถูกส่งต่อข้ามรุ่น (Intergenerational Inequality) กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่พรรคการเมืองต้องขบคิด งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าเด็กไทยที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะเศรษฐกิจต่ำมีโอกาสน้อยมากที่จะขยับสถานะทางสังคมขึ้นมาได้ การขาดโอกาสทางการศึกษาและการเข้าถึงทรัพยากรเป็นปัจจัยหลักที่ตอกย้ำวงจรความยากจน ดังนั้น นโยบายรัฐสวัสดิการจึงมิใช่เพียงเครื่องมือสงเคราะห์คนจน แต่เป็นกลไกทางเศรษฐกิจในการ "ปลดล็อก" ศักยภาพของมนุษย์ และลดความเสี่ยงของชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลางระดับล่าง หรือที่ Guy Standing เรียกว่า "ชนชั้นเสี่ยง" (The Precariat) ซึ่งต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางรายได้และไร้อำนาจต่อรอง

2.2 แนวคิด "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" (Leave No One Behind)

ปรัชญา "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ซึ่งเป็นแกนหลักของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ถูกนำมาใช้เป็นวาทกรรมทางการเมืองเพื่อสะท้อนถึงความพยายามในการโอบอุ้มกลุ่มเปราะบางทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ คนพิการ หรือเกษตรกรรายย่อยที่เข้าไม่ถึงแหล่งทุน สำหรับพรรคโอกาสใหม่ แนวคิดนี้ถูกแปลงเป็นรูปธรรมผ่านนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้สินและการสร้างหลักประกันรายได้ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก

3. ยุทธศาสตร์และโครงสร้างนโยบายพรรคโอกาสใหม่

3.1 อุดมการณ์และจุดยืนทางการเมือง

พรรคโอกาสใหม่ ก่อตั้งขึ้นโดยการรวมตัวของกลุ่มข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองที่มีประสบการณ์ โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค และนายธงชัย ลืออดุลย์ เป็นเลขาธิการพรรค การนำเสนอภาพลักษณ์ของพรรคเน้นความเป็น "มืออาชีพ" และ "นักปฏิบัติ" ภายใต้สโลแกน "เราไม่มีถ้า มีแต่ทำ" ซึ่งพยายามสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมเดิมและพรรคฝ่ายก้าวหน้าที่เน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างรุนแรง จุดยืนของพรรคคือการเป็นทางเลือกที่สามที่เน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม (Pragmatism) และการประนีประนอมทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศ

3.2 สี่เสาหลักนโยบายสาธารณะ (The Four Pillars of Policy)

จากการรวบรวมข้อมูลการหาเสียงและเอกสารเผยแพร่ พรรคโอกาสใหม่ได้วางโครงสร้างนโยบายหลักไว้ 4 ด้านสำคัญ เพื่อตอบโจทย์วิกฤตของประเทศ ดังนี้:

3.2.1 นโยบายเศรษฐกิจและการแก้หนี้: "แช่แข็งหนี้ เติมทุน สร้างงาน"

วิกฤตหนี้สินถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่พรรคโอกาสใหม่ให้ความสำคัญ นโยบาย "แช่แข็งหนี้ 3 ปี" (Debt Freeze) โดยมีหลักการ "หยุดดอกเบี้ย หยุดการทวงถาม" เป็นเวลา 3 ปี ถือเป็นมาตรการยาแรงที่มุ่งเป้าไปที่การหยุดเลือดไหลทางเศรษฐกิจของภาคครัวเรือนและเกษตรกร นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ลูกหนี้มีเวลาตั้งหลักและฟื้นฟูศักยภาพในการหารายได้ (Rehabilitation Period) โดยไม่ต้องพะวงกับภาระดอกเบี้ยที่ทบต้น นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการปลดหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อคืนโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ (First Jobbers) ให้สามารถเริ่มต้นชีวิตการทำงานโดยไม่มีภาระหนี้สินผูกพัน ซึ่งเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในกลุ่มคนหนุ่มสาวโดยตรง

3.2.2 รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าแบบผสมผสาน (Hybrid Welfare State)

พรรคโอกาสใหม่นำเสนอโมเดลสวัสดิการที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน โดยผสมผสานระหว่างหลักการถ้วนหน้า (Universalism) และการมุ่งเน้นเป้าหมาย (Targeting) ในบางมิติ:

  • วัยเด็ก: นโยบาย "ท้องปุ๊บ ดูแลปั๊บ" มอบเงินสนับสนุนค่าเลี้ยงดูบุตรและการดูแลจนถึงวัยเข้าศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย

  • วัยเรียน: นโยบาย "เรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี" ซึ่งถือเป็นการขยายขอบเขตการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ครอบคลุมถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างความเท่าเทียมในโอกาสการเข้าสู่ตลาดแรงงานทักษะสูง ควบคู่ไปกับ "กระเป๋าเงินออนไลน์ 300 บาทต่อเดือน" สำหรับนักเรียนเพื่อใช้ในการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์ม AI และหนังสือออนไลน์

  • วัยทำงานและผู้สูงอายุ: การยกระดับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น "บำนาญประชาชน 3,000 บาทต่อเดือน" ซึ่งตัวเลข 3,000 บาทนี้มีนัยสำคัญทางเศรษฐศาสตร์เนื่องจากใกล้เคียงกับเส้นความยากจน (Poverty Line) การปรับเพิ่มจากอัตราเดิม 600-1,000 บาท จึงเป็นการเปลี่ยนมโนทัศน์จาก "เงินสงเคราะห์" มาเป็น "หลักประกันรายได้ขั้นต่ำ" ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพจริง

3.2.3 สาธารณสุขและการเข้าถึงบริการภาครัฐ

นโยบาย "รักษาฟรีทุกที่ บัตรเดียวจบ" เป็นการต่อยอดและปรับปรุงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) โดยเน้นการลดขั้นตอนราชการและการอำนวยความสะดวกในการส่งตัวผู้ป่วยข้ามเขตพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ยังมีนโยบาย "ค่าไฟฟรี" สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วย ซึ่งเป็นมาตรการลดค่าครองชีพทางตรงที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง

3.2.4 การกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น (Decentralized Development)

พรรคโอกาสใหม่เสนอแนวคิด "1 จังหวัด 1 บริษัทมหาชน" ซึ่งแตกต่างจากโครงการ OTOP ในอดีตที่เน้นวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็ก แนวคิดนี้มุ่งเน้นการระดมทุนขนาดใหญ่เพื่อสร้างธุรกิจที่เป็นแกนหลัก (Anchor Business) ในแต่ละจังหวัด เพื่อสร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับสู่ท้องถิ่น ควบคู่ไปกับนโยบาย "1 ตำบล 1 ห้างข้างถนน" เพื่อเปิดพื้นที่การค้าขายสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน

4. กรณีศึกษาเชิงลึก: ดร.นิยม เวชกามา และพลวัตการเมืองสกลนคร เขต 2

4.1 ภูมิหลังและบทบาททางการเมืองของ "มหานิยม"

ดร.นิยม เวชกามา หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า "มหานิยม" เป็นนักการเมืองที่มีรากฐานคะแนนเสียงเข้มแข็งในพื้นที่จังหวัดสกลนคร โดยเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วถึง 4 สมัยในสังกัดพรรคเพื่อไทย ท่านมีจุดเด่นในฐานะนักอภิปรายฝีปากกล้า โดยมีสถิติการอภิปรายในสภามากกว่า 270 ครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในกระบวนการนิติบัญญัติและการตรวจสอบรัฐบาล นอกจากบทบาททางการเมืองระดับชาติ ดร.นิยม ยังมีบทบาทโดดเด่นในฐานะผู้พิทักษ์พุทธศาสนา โดยได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและผู้ช่วยรัฐมนตรีที่ดูแลงานด้านพระพุทธศาสนาและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและพุทธจิตวิทยานี้ทำให้ท่านมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับวัดและชุมชนชาวพุทธในพื้นที่

การย้ายสังกัดจากพรรคเพื่อไทยมาสู่พรรคโอกาสใหม่ในการเลือกตั้งปี 2569 ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญทางยุทธศาสตร์ โดย ดร.นิยม ต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาฐานเสียงเดิมที่ยึดติดกับแบรนด์พรรคเพื่อไทย พร้อมกับการนำเสนอ "โอกาสใหม่" ให้กับประชาชน การลงพื้นที่อย่างหนักเพื่อพบปะประชาชนแบบเคาะประตูบ้านและการยืนยันอุดมการณ์ว่า "ยังสู้" แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการใช้ "คะแนนนิยมส่วนบุคคล" (Personal Vote) เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของ "คะแนนนิยมพรรค" (Party Vote)

4.2 บริบททางสังคมและเศรษฐกิจของเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร

เขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสกลนคร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเต่างอย อำเภอโพนนาแก้ว และบางส่วนของอำเภอเมือง (เช่น ตำบลบ้านแป้น, ตำบลโคกก่อง) พื้นที่นี้มีลักษณะทางสังคมเศรษฐกิจที่เฉพาะตัว:

  • โครงสร้างประชากร: ข้อมูลสถิติระบุว่าสกลนครกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 16.5 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สิ่งนี้ทำให้ความต้องการสวัสดิการผู้สูงอายุเป็นประเด็นที่มีน้ำหนักสูงในการตัดสินใจเลือกตั้ง

  • เศรษฐกิจฐานราก: ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา และหัตถกรรมพื้นบ้าน โดยเฉพาะ "ผ้าย้อมคราม" ของอำเภอโพนนาแก้ว ซึ่งเป็นสินค้า OTOP ที่มีชื่อเสียง แต่เกษตรกรยังคงประสบปัญหาหนี้สิน ราคาพืชผลตกต่ำ และขาดแคลนเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย

  • ปัญหาสิ่งแวดล้อมและที่ดิน: พื้นที่นี้ประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซาก รวมถึงปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน โดยเฉพาะพื้นที่รอบหนองหารและพื้นที่ทับซ้อนกับเขตป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการขอสาธารณูปโภคพื้นฐาน

4.3 การประยุกต์ใช้นโยบายพรรคโอกาสใหม่ในระดับพื้นที่

ดร.นิยม เวชกามา ได้นำนโยบายหลักของพรรคมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทปัญหาของชาวสกลนคร เขต 2 อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:

4.3.1 การแก้ปัญหาหนี้สินและเกษตรกรรม

ดร.นิยม ชูนโยบาย "1 หมู่บ้าน 1 รถเกี่ยวข้าว-สีข้าว" เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตสูงของชาวนา การมีเครื่องจักรกลการเกษตรส่วนกลางในหมู่บ้านจะช่วยลดค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวจากเอกชน ซึ่งเป็นการลดรายจ่ายและเพิ่มกำไรให้เกษตรกรโดยตรง ควบคู่ไปกับนโยบาย "แช่แข็งหนี้" ที่จะช่วยต่อลมหายใจให้กับเกษตรกรที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยไม่ต้องนำเงินไปชำระดอกเบี้ยทั้งหมด

4.3.2 สิทธิที่ดินและบทบาทของศาสนา

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและศาสนา ดร.นิยม ได้ผลักดันประเด็นการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินรอบหนองหารและพื้นที่วัดที่ตั้งอยู่ในเขตป่า การยกระดับสำนักสงฆ์กว่า 20,000 แห่งให้เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย มิใช่เพียงเรื่องของศาสนกิจ แต่หมายถึงการสร้างความมั่นคงทางนิติฐานะให้กับชุมชนรอบวัด และการเปิดโอกาสให้วัดสามารถเป็นศูนย์กลางในการจัดสวัสดิการชุมชน (Temple-based Welfare) เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐสวัสดิการของพรรค

4.3.3 การศึกษาและการพัฒนาคนรุ่นใหม่

นโยบาย "เรียนฟรีถึงปริญญาตรี" และ "ปลดหนี้ กยศ." ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารกับพ่อแม่ผู้ปกครองในพื้นที่ชนบท ซึ่งมักจะแบกรับภาระหนี้สินเพื่อส่งบุตรหลานเรียน การการันตีโอกาสทางการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรีถือเป็นการสร้างความหวังในการเลื่อนสถานะทางสังคม (Social Mobility) ให้กับลูกหลานเกษตรกร นอกจากนี้ นโยบาย "กระเป๋าเงินออนไลน์เพื่อการเรียนรู้" ยังช่วยลดช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide) ให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลอย่างเต่างอยหรือโพนนาแก้วสามารถเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ระดับโลกได้ทัดเทียมเด็กในเมือง

5. การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์: โอกาสใหม่ vs คู่แข่งสำคัญ

ในการวิเคราะห์ตำแหน่งแห่งที่ของนโยบายพรรคโอกาสใหม่ จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองคู่แข่งสำคัญในสนามเลือกตั้ง 2569 ได้แก่ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและจุดเด่นจุดด้อยที่ชัดเจน

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบนโยบายหลักรายด้านระหว่างพรรคการเมืองสำคัญ

มิตินโยบายพรรคโอกาสใหม่ (เบอร์ 44)พรรคประชาชน (ส้ม)พรรคเพื่อไทย (แดง)
ปรัชญาหลักรัฐสวัสดิการผสมผสาน & ปฏิบัตินิยม (Pragmatic Welfare)รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า (Universal Welfare)สร้างโอกาสและรายได้ (Economic Growth First)
การแก้หนี้แช่แข็งหนี้ 3 ปี (หยุดต้น หยุดดอก) / ปลดหนี้ กยศ.ทลายทุนผูกขาด / ปรับโครงสร้างหนี้เป็นธรรมพักหนี้เกษตรกร / สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan)
ผู้สูงอายุบำนาญ 3,000 บาท/เดือนบำนาญ 3,000 บาท/เดือน (ถ้วนหน้า)เน้นระบบการออม / จ้างงานผู้สูงอายุ / Digital Wallet
การศึกษาเรียนฟรีถึง ป.ตรี / กระเป๋าเงินการเรียนรู้ 300 บาทคืนครูให้นักเรียน / กระจายอำนาจหลักสูตรLearn to Earn / 1 Tablet per Child
สาธารณสุขรักษาฟรีทุกที่ บัตรเดียวจบกระจายอำนาจ รพ. / ลดชั่วโมงทำงานแพทย์30 บาทรักษาทุกที่ (ยกระดับ) / ฉีดวัคซีน HPV
การพัฒนาเศรษฐกิจ1 จังหวัด 1 บริษัทมหาชน / 1 ตำบล 1 ห้างข้างถนนSME / เศรษฐกิจสร้างสรรค์ / สุราก้าวหน้าSoft Power (OFOS) / เขตเศรษฐกิจพิเศษ
กลุ่มเป้าหมายหลักชนชั้นกลางระดับล่าง, เกษตรกร, ข้าราชการคนรุ่นใหม่, ชนชั้นกลางในเมืองรากหญ้า, เกษตรกร, ภาคธุรกิจ

บทวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงลึก

1. มิติรัฐสวัสดิการ (Welfare Dimension):

พรรคประชาชนและพรรคโอกาสใหม่มีจุดร่วมกันในการเสนอบำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาท ซึ่งถือเป็นจุดขายหลักที่ดึงดูดฐานเสียงผู้สูงวัยในสกลนคร อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างอยู่ที่วิธีการนำเสนอ พรรคประชาชนเน้นความ "ถ้วนหน้า" ในฐานะสิทธิพลเมือง ในขณะที่พรรคโอกาสใหม่เน้นความเป็น "โอกาส" และการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน พรรคเพื่อไทยกลับมุ่งเน้นที่การ "สร้างรายได้" ก่อน แล้วจึงนำรายได้มาจัดสวัสดิการ ซึ่งอาจถูกมองว่าไม่ทันใจสำหรับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือทันที

2. มิติการแก้หนี้ (Debt Relief Dimension):

นโยบาย "แช่แข็งหนี้" ของพรรคโอกาสใหม่มีความ "รุนแรง" และ "เด็ดขาด" มากกว่านโยบายพักหนี้แบบเดิมๆ ของพรรคเพื่อไทย การเสนอให้ "หยุดดอกเบี้ย" อย่างสิ้นเชิงเป็นเวลา 3 ปี เป็นข้อเสนอที่ท้าทายระบบการเงินแต่โดนใจลูกหนี้รากหญ้าอย่างยิ่ง ในขณะที่พรรคประชาชนเน้นการแก้ปัญหาที่โครงสร้างทุนผูกขาดซึ่งเป็นปัญหาระยะยาว สำหรับชาวบ้านในพื้นที่สกลนครที่ต้องการทางออกเฉพาะหน้า นโยบายของพรรคโอกาสใหม่อาจดูจับต้องได้มากกว่า

3. มิติการพัฒนาพื้นที่ (Spatial Development Dimension):

นโยบาย "1 จังหวัด 1 บริษัทมหาชน" ของพรรคโอกาสใหม่ เป็นนวัตกรรมทางนโยบายที่พยายามดึงทุนใหญ่เข้าสู่ภูธร ซึ่งแตกต่างจากแนวทาง SME ของพรรคประชาชน หรือแนวทางประชานิยมแบบดั้งเดิม สิ่งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ในระดับจังหวัดเพื่อลดการพึ่งพากรุงเทพฯ ซึ่งสอดรับกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ในสกลนครที่ไม่อยากย้ายถิ่นฐานไปทำงานไกลบ้าน

6. บทวิเคราะห์ความท้าทาย ความเป็นไปได้ และผลกระทบ

6.1 ความเป็นไปได้ทางการคลัง (Fiscal Feasibility)

ข้อวิพากษ์ที่สำคัญที่สุดต่อนโยบายรัฐสวัสดิการของพรรคโอกาสใหม่ คือประเด็นเรื่องงบประมาณ นักเศรษฐศาสตร์และหน่วยงานวิจัยอย่าง TDRI ได้แสดงความกังวลว่านโยบายประชานิยมแจกเงินหรือการเพิ่มสวัสดิการแบบก้าวกระโดดอาจกระทบต่อวินัยและเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว การเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาท และการเรียนฟรีถึงปริญญาตรี ต้องใช้งบประมาณมหาศาล คำถามคือรัฐบาลจะหารายได้จากส่วนไหนมาชดเชย พรรคโอกาสใหม่ได้นำเสนอแนวทาง "เศรษฐกิจสีเขียว" และการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้ใหม่ แต่ยังต้องมีการแจกแจงรายละเอียดโครงสร้างภาษีและการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจนกว่านี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน

6.2 ความเสี่ยงด้านวินัยทางการเงิน (Moral Hazard)

นโยบาย "แช่แข็งหนี้ 3 ปี" แม้จะเป็นผลดีต่อลูกหนี้ในระยะสั้น แต่อาจก่อให้เกิด "ภัยทางศีลธรรม" (Moral Hazard) โดยลูกหนี้อาจจงใจผิดนัดชำระหนี้เพื่อรอรับมาตรการช่วยเหลือ หรือสถาบันการเงินอาจเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อจนทำให้ระบบเศรษฐกิจขาดสภาพคล่อง พรรคโอกาสใหม่จำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลที่รัดกุมและกลไกการคัดกรองลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจริง เพื่อไม่ให้ระบบวินัยทางการเงินของประเทศพังทลาย

6.3 ความท้าทายในการปฏิบัติจริงในพื้นที่สกลนคร

สำหรับ ดร.นิยม เวชกามา ความท้าทายมิใช่เพียงแค่การชนะเลือกตั้ง แต่คือการผลักดันให้นโยบายที่หาเสียงไว้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกิน การแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานหรือที่ราชพัสดุ เป็นปัญหาระดับโครงสร้างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง การแก้ไขต้องใช้เจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ที่แน่วแน่และการประสานงานข้ามหน่วยงาน ซึ่งต้องอาศัยบารมีของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มาช่วยผลักดัน หากทำสำเร็จจะเป็นผลงานชิ้นโบแดง แต่หากล้มเหลวอาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกโจมตีในอนาคต

7. บทสรุปและข้อเสนอแนะ

พรรคโอกาสใหม่ และ ดร.นิยม เวชกามา ได้นำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจในการเลือกตั้งปี 2569 ด้วยการผสมผสานนโยบายรัฐสวัสดิการที่ก้าวหน้าเข้ากับแนวทางการปฏิบัติที่เน้นผลลัพธ์ นโยบาย "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ถูกตีความและประยุกต์ใช้ในบริบทของสกลนคร เขต 2 ผ่านการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร การยกระดับการศึกษา และการใช้กลไกทางศาสนาและวัฒนธรรมชุมชนเป็นฐานในการพัฒนา

ชัยชนะของพรรคโอกาสใหม่ในพื้นที่นี้ จะขึ้นอยู่กับความสามารถของ ดร.นิยม ในการเชื่อมโยง "นโยบายระดับชาติ" ให้เข้ากับ "วิถีชีวิตท้องถิ่น" และความสามารถในการโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า "โอกาสใหม่" ที่นำเสนอนั้น ดีกว่าความมั่นคงแบบเดิมที่เคยได้รับจากพรรคการเมืองเก่าแก่ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมิใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่เป็นการเลือกทิศทางอนาคตของระบบสวัสดิการและโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมของภาคอีสานและประเทศไทยโดยรวม

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย:

  1. ความชัดเจนของแหล่งงบประมาณ: พรรคควรเปิดเผยแผนการคลังระยะกลาง (Medium-term Fiscal Framework) เพื่อยืนยันความสามารถในการทำตามสัญญาประชาคมโดยไม่ก่อหนี้สาธารณะเกินเพดาน

  2. กลไกการคัดกรองหนี้: นโยบายแช่แข็งหนี้ควรมีเงื่อนไขให้ลูกหนี้เข้าร่วมโครงการฟื้นฟูอาชีพหรือพัฒนาทักษะ (Upskilling) เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อครบกำหนด 3 ปี ลูกหนี้จะมีศักยภาพในการชำระหนี้คืนได้จริง

  3. การพัฒนาโมเดลสวัสดิการชุมชน: ดร.นิยม ควรผลักดันให้วัดและชุมชนมีบทบาททางกฎหมายในการเป็นผู้จัดบริการสวัสดิการ (Service Provider) โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางเป็นไปอย่างทั่วถึงและสอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรม

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า นโยบายหาเสียงปี 2569 ของพรรคโอกาสใหม่ ได้ยกระดับมาตรฐานการแข่งขันทางการเมืองไทยไปสู่การประชันวิสัยทัศน์เรื่องคุณภาพชีวิตและสวัสดิการ ซึ่งไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นเช่นไร ประเด็นเหล่านี้ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พรรคโอกาสใหม่ชู “รัฐสวัสดิการเท่าเทียม” เดิมพันอนาคตอีสานผ่าน “ดร.มหานิยม”

พรรคโอกาสใหม่ชู “รัฐสวัสดิการเท่าเทียม” เดิมพันอนาคตอีสาน เจาะนโยบายระดับชาติ สู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่สกลนคร ผ่านกรณีศึกษา “ดร.นิยม เวชกาม...