การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกมองจากนักวิชาการและนักการเมืองว่าเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของการเมืองไทยร่วมสมัย ไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ แต่คือการเผชิญหน้าของ “แบบแปลนรัฐ” ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เปรียบเสมือนการตัดสินใจครั้งใหญ่ของเจ้าของบ้านว่า จะซ่อมแซม ต่อเติม หรือรื้อถอน “บ้านประเทศไทย” ที่กำลังเผชิญภาวะเสื่อมโทรมเชิงโครงสร้าง
วิกฤตเสถียรภาพ 2566–2569: บ้านที่สั่นสะเทือน
ในช่วงเวลาไม่ถึง 3 ปี ประเทศไทยต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน จาก 2 พรรคการเมือง ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 นายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ถูกถอดถอนโดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างอำนาจรัฐ และบทบาทของกลไกกฎหมาย–ตุลาการที่มีอิทธิพลเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
นักวิเคราะห์มองว่า นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง แต่เป็น “อาการ” ของปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้คำถามใหญ่ในการเลือกตั้ง 2569 ไม่ได้อยู่ที่ “ใครเป็นนายกฯ” เท่านั้น หากแต่อยู่ที่ “จะจัดการบ้านหลังนี้อย่างไร”
3 สถาปัตยกรรมรัฐ: ซ่อม ต่อเติม หรือทุบสร้างใหม่
รายงานวิเคราะห์นโยบายเลือกตั้ง 2569 เสนอกรอบคิด “บ้านประเทศไทย” เพื่อจำแนกยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
กลุ่มอนุรักษ์โครงสร้าง (Maintenance Strategy)
พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ มองว่าโครงสร้างบ้านยังมั่นคง ปัญหาเกิดจาก “คนไม่ดี” ที่ฝ่าฝืนกติกา แนวทางจึงเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ปราบทุจริต ทุนสีเทา และปกป้องเสาหลักของประเทศอย่างเด็ดขาด โดยคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสำคัญ และยังคงระบบความมั่นคงแบบเดิม
กลุ่มบูรณะปฏิสังขรณ์ (Renovation Strategy)
พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่าบ้านทรุดโทรม แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องรื้อถอน แนวคิดหลักคือการ “รีโนเวท” ผ่านนโยบายเศรษฐกิจและปากท้อง พรรคภูมิใจไทยชูนโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” และโมเดลทหารอาสาสมัคร ขณะที่พรรคเพื่อไทยเน้นแก้หนี้ ลดค่าครองชีพ รถไฟฟ้า 20 บาท และการปรับค่าแรงแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ทั้งสองพรรคถูกตั้งคำถามถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ และความสามารถในการดำเนินนโยบายภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ
กลุ่มรื้อสร้างใหม่ (Rebuild Strategy)
พรรคประชาชนเสนอการ “ทุบแล้วสร้างใหม่” โดยมองว่าปัญหาอยู่ที่ฐานรากของบ้าน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 โครงสร้างกองทัพ ไปจนถึงระบบทุนผูกขาด นโยบายหลักคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ การยกเลิกเกณฑ์ทหาร ยุบ กอ.รมน. และทลายทุนผูกขาด พร้อมเพิ่มสวัสดิการและค่าแรงขั้นต่ำ แต่แนวทางนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงสูงจากนิติสงครามและการถูกสกัดโดยกลไกอำนาจเดิม
เศรษฐกิจชะลอ กับดักนโยบาย และ “เจ้าของบ้านคนใหม่”
ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า GDP ไทยปี 2569 จะโตต่ำกว่า 2% และหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า นโยบายสาย “รีโนเวท” อาจเป็นเพียงการประวิงเวลา ขณะที่แนวทาง “รื้อสร้าง” ของพรรคประชาชนก็เผชิญความเสี่ยงทางการเมืองสูง
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยถูกจับตาว่าอาจกลายเป็น “เจ้าของบ้านคนใหม่” จากการครอบครองกลไกรัฐและเครือข่ายการเมืองสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ แต่ใช้วิธีค่อย ๆ ยึดพื้นที่อำนาจภายในบ้าน
การเลือกตั้งชี้ชะตาแบบแปลนรัฐ
นักวิเคราะห์สรุปว่า การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือการลงประชามติทางอ้อมว่า คนไทยต้องการอยู่ในบ้านแบบใด ระหว่างบ้านเดิมที่เน้นความมั่นคง บ้านที่รีโนเวทให้ใช้งานได้ต่อไป หรือบ้านใหม่ที่ออกแบบจากศูนย์ ผลลัพธ์ครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางสถาปัตยกรรมอำนาจของรัฐไทยในระยะยาว และอาจชี้ขาดว่าบ้านประเทศไทยจะได้รับการซ่อมแซม เดินหน้าสู่อนาคต หรือเผชิญแรงปะทะจนสั่นคลอนยิ่งกว่าเดิม.
สถาปัตยกรรมอำนาจและการออกแบบรัฐ: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบยุทธศาสตร์และนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ผ่านกรอบแนวคิด "บ้านประเทศไทย"
บทคัดย่อ
การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน แต่ยังเป็นการปะทะกันของอุดมการณ์ทางความคิดที่เปรียบเสมือนพิมพ์เขียว (Blueprint) ในการจัดการกับโครงสร้างของ "บ้าน" ที่ชื่อว่าประเทศไทย รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์นโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองหลักผ่านกรอบแนวคิดเชิงเปรียบเทียบ 3 รูปแบบ ได้แก่ กลุ่มที่มองว่าโครงสร้างเดิมดีอยู่แล้วและเน้นการบำรุงรักษา (Maintenance), กลุ่มที่ต้องการการปรับปรุงและต่อเติมโครงสร้างเดิม (Renovation), และกลุ่มที่ต้องการรื้อถอนเพื่อสร้างรากฐานใหม่ (Rebuild) โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์จากพัฒนาการทางการเมืองช่วงปี 2566-2569 วิกฤตการณ์ผู้นำที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนในระยะเวลาสั้น และบริบททางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพื่อฉายภาพอนาคตของรัฐไทยภายใต้สถาปัตยกรรมทางอำนาจที่แตกต่างกัน
1. บทนำ: สภาวะความเสื่อมโทรมและวิกฤตโครงสร้างของ "บ้านประเทศไทย"
1.1 บริบทความไร้เสถียรภาพทางการเมือง (2566-2569)
ภูมิทัศน์การเมืองไทยในช่วงรอยต่อระหว่างการเลือกตั้งปี 2566 ถึง 2569 เปรียบเสมือนบ้านที่เผชิญกับพายุและแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว (Grand Compromise) ระหว่างพรรคเพื่อไทยและกลุ่มอำนาจเก่า ไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับผู้อยู่อาศัยได้ตามสัญญา
นายเศรษฐา ทวีสิน ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนในเดือนสิงหาคม 2567 จากประเด็นจริยธรรม ตามมาด้วยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ถูกถอดถอนในลักษณะคล้ายคลึงกันในเดือนสิงหาคม 2568 ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจที่เปิดทางให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในเดือนกันยายน 2568
1.2 กรอบแนวคิดการวิเคราะห์: สามสถาปัตยกรรมรัฐ
รายงานฉบับนี้จำแนกจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามวิธีการที่แต่ละกลุ่มเสนอเพื่อจัดการกับปัญหาโครงสร้างของประเทศ:
กลุ่มอนุรักษ์โครงสร้าง (Maintenance Strategy): "บ้านนี้ดีอยู่แล้ว" ตัวแทนคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มองว่าเสาหลักของบ้าน (ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์) และโครงสร้างรัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์ศักดิ์สิทธิ์ ปัญหาเกิดจากผู้อยู่อาศัยที่ไม่ปฏิบัติตามกฎ หรือ "ปลวก" ที่กัดกินเนื้อไม้
5 กลุ่มบูรณะปฏิสังขรณ์ (Renovation Strategy): "รีโนเวทใหม่ให้น่าอยู่" ตัวแทนคือ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ยอมรับว่าบ้านมีความทรุดโทรมและล้าสมัย จำเป็นต้องทาสีใหม่ ติดตั้งระบบไฟฟ้าใหม่ (ดิจิทัลวอลเล็ต) หรือต่อเติมห้องใหม่ แต่ต้องไม่กระทบกระเทือนต่อเสาเข็มและคานหลักของบ้าน เพราะเกรงว่าบ้านจะถล่ม
3 กลุ่มรื้อสร้างใหม่ (Rebuild Strategy): "ทุบแล้วสร้างใหม่" ตัวแทนคือ พรรคประชาชน (ปชช.) ที่สืบทอดอุดมการณ์จากพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล โดยมองว่าฐานรากของบ้าน (รัฐธรรมนูญ 2560 และโครงสร้างอำนาจกองทัพ) ผุพังและเอียงกะเท่เร่ การซ่อมแซมเพียงผิวเผินไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จำเป็นต้องร่างแบบแปลนใหม่ทั้งหมด
8
2. กลุ่มอนุรักษ์โครงสร้าง (The Maintenance Faction): ผู้พิทักษ์มรดกและกฎระเบียบ
กลุ่มนี้ประกอบด้วยพรรคการเมืองที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับเครือข่ายอำนาจเก่า กองทัพ และกลุ่มจารีตนิยม โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการรักษาเสถียรภาพของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในรูปแบบที่ตีความอย่างเคร่งครัดตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
2.1 พรรครวมไทยสร้างชาติ: ป้อมปราการแห่งความมั่นคง
แม้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะวางมือทางการเมืองไปแล้ว แต่พรรครวมไทยสร้างชาติภายใต้การนำของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังคงดำรงสถานะเป็น "หน่วยรักษาความปลอดภัย" ของบ้าน
ยุทธการ "เด็ดหัวเสือ รื้อความชั่ว": นโยบายหาเสียงหลักในปี 2569 คือการปราบปรามการทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะกลุ่มทุนสีเทาและแก๊งคอลเซ็นเตอร์
10 การเลือกใช้วาทกรรมที่ดุดันสะท้อนมุมมองว่า โครงสร้างของบ้านไม่ได้มีปัญหา ปัญหาอยู่ที่ "คนชั่ว" ที่ต้องถูกกำจัดออกไป เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยที่ดีอยู่อย่างสงบสุขการปกป้องสถาบันหลัก: จุดยืนที่แข็งกร้าวที่สุดของกลุ่มนี้คือการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และ 2 รวมถึงการต่อต้านการนิรโทษกรรมคดีความผิดตามมาตรา 112 อย่างถึงที่สุด
5 สำหรับพวกเขา การแก้ไขเสาหลักเหล่านี้เทียบเท่ากับการทำลายความมั่นคงของบ้าน
2.2 พรรคพลังประชารัฐ: เจ้าของบ้านที่กำลังเสื่อมถอย
สถานะของพรรคพลังประชารัฐในปี 2569 อยู่ในภาวะถดถอยอย่างเห็นได้ชัด การสูญเสียแกนนำคนสำคัญและ ส.ส. จำนวนมากที่ย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทย
3. กลุ่มบูรณะปฏิสังขรณ์ (The Renovation Strategy): ปฏิบัตินิยมและการประนีประนอม
กลุ่มนี้คือผู้เล่นหลักในรัฐบาลผสมชุดปัจจุบัน (2568-2569) โดยมีพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ แนวทางของกลุ่มนี้คือการยอมรับข้อจำกัดของโครงสร้างอำนาจเดิม แต่พยายามสร้างผลงานผ่านนโยบายเศรษฐกิจและปากท้อง เพื่อพิสูจน์ว่า "บ้านหลังเก่า" ยังสามารถอยู่อาศัยได้อย่างสุขสบายหากมีการตกแต่งภายในที่ดีพอ
3.1 พรรคภูมิใจไทย: ผู้รับเหมามือทองแห่งยุคสมัย
ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของอำนาจรัฐ โดยใช้ยุทธศาสตร์ "พูดแล้วทำ" และความเป็นกลางทางการเมือง (Non-conflict) เพื่อดึงดูดความสนับสนุนจากทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายประชาธิปไตยบางส่วน
ยุทธศาสตร์ "คนละครึ่ง พลัส" (Khon La Khrueng Plus)
นโยบายเศรษฐกิจเรือธงของภูมิใจไทยในการเลือกตั้งปี 2569 คือการรื้อฟื้นโครงการ "คนละครึ่ง" ที่เคยประสบความสำเร็จในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ แต่ยกระดับให้เป็นฉบับ "พลัส"
วาทกรรม "ใช้หนี้ประชาชน": นายอนุทินใช้วาทกรรมทางการเมืองที่แหลมคม โดยระบุว่า "ผมติดหนี้ประชาชนอยู่ 2,400 บาท" เพื่อสื่อถึงวงเงินสวัสดิการที่ประชาชนควรได้รับ การนำเสนอนโยบายในรูปแบบของการ "ชดใช้หนี้" เป็นกลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่สร้างพันธะสัญญาโดยตรงระหว่างผู้นำกับประชาชน
6 ความเป็นไปได้ทางการคลัง: โครงการนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้วงเงินงบประมาณราว 44,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของเพื่อไทยอย่างมาก ทำให้สามารถดำเนินการได้จริงภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และสามารถเริ่มได้ทันทีโดยใช้งบประมาณปี 2569 ที่เตรียมไว้แล้ว
6 เปรียบเสมือนการซ่อมแซมระบบประปาที่รั่วไหลให้ใช้งานได้ทันที แทนที่จะรอรื้อระบบท่อใหม่ทั้งบ้าน
โมเดล "ทหารอาสาสมัคร" (Volunteer Soldiers)
ในด้านความมั่นคง ภูมิใจไทยเสนอทางเลือกสายกลางเพื่อลดแรงกดดันเรื่องการเกณฑ์ทหาร โดยเสนอโครงการรับสมัคร "ทหารอาสาสมัคร" จำนวน 100,000 อัตรา
รายละเอียด: อัตราเงินเดือน 12,000 บาท สัญญาจ้าง 4 ปี พร้อมโอกาสในการสอบเลื่อนยศเป็นนายสิบและข้าราชการ
12 นัยทางการเมือง: นี่คือการ "รีโนเวท" เสาหลักกองทัพ โดยไม่ได้ทุบทำลาย (ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร) แบบที่พรรคประชาชนเสนอ แต่ใช้วิธีการทาสีใหม่และปรับปรุงสวัสดิการให้ดูทันสมัยขึ้น เพื่อลดกระแสความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ ในขณะเดียวกันก็ไม่สร้างความขัดแย้งกับผู้นำกองทัพ
15
3.2 พรรคเพื่อไทย: สถาปนิกที่สูญเสียพิมพ์เขียว
พรรคเพื่อไทยเข้าสู่การเลือกตั้งปี 2569 ในสถานะที่ยากลำบาก การสูญเสียตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง และความล้มเหลวในการผลักดันนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ได้บั่นทอนความน่าเชื่อถือในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ
นโยบายแก้หนี้และค่าครองชีพ
เพื่อไทยพยายามกอบกู้ศรัทธาด้วยชุดนโยบาย "รีโนเวท" ปัญหาปากท้องที่เรื้อรัง:
รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย: หลังจากนำร่องในรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีม่วง พรรคเพื่อไทยยืนยันที่จะขยายผลให้ครอบคลุมทุกสายทันที แม้จะติดขัดปัญหาเรื่องสัญญาสัมปทานกับเอกชน
7 นี่คือความพยายาม "ต่อเติม" ระบบขนส่งของบ้านให้เชื่อมต่อกันมาตรการแก้หนี้แบบครบวงจร: เสนอนโยบาย "1 แพ็กเกจ 5 มาตรการ" เพื่อล้างหนี้เสีย (NPLs) ให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มหนี้ไม่เกิน 200,000 บาท ที่เสนอให้ชำระเพียง 10% เพื่อปิดบัญชี รวมถึงการพักหนี้เกษตรกร
17 เปรียบเสมือนการวิดน้ำออกจากบ้านที่กำลังถูกน้ำท่วมขังค่าแรงขั้นต่ำ: เป้าหมายค่าแรง 600 บาทภายในปี 2570 ดูเหมือนจะไกลเกินเอื้อมจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว (GDP โตต่ำกว่า 2% ในปี 2569)
19 ทำให้พรรคต้องถอยมาเน้นที่การปรับขึ้นเป็น 400 บาทในบางพื้นที่และบางอาชีพแทน ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดของการรีโนเวทภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจเดิม20
วิกฤตศรัทธาและทางแพร่งของชินวัตร
การกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร และบทบาทของตระกูลชินวัตรในพรรค ยังคงเป็นดาบสองคม ในด้านหนึ่งคือแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ในอีกด้านหนึ่งคือเป้าหมายของการโจมตีทางกฎหมายและการต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคมาเป็นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และการเตรียมเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ คนใหม่
4. กลุ่มรื้อสร้างใหม่ (The Rebuild Strategy): สถาปัตยกรรมแห่งอนาคต
พรรคประชาชน (People's Party - PP) ซึ่งสืบทอดอุดมการณ์จากพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล นำเสนอยุทธศาสตร์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง พวกเขามองว่า "บ้านประเทศไทย" มีปัญหาที่ฐานราก (Foundation) การซ่อมแซมเพียงผิวเผินไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
4.1 รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน: การทุบฐานรากเดิม
หัวใจของนโยบาย "รื้อสร้างใหม่" คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ (New Constitution)
สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.): พรรคประชาชนยืนยันรูปแบบ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% เพื่อให้เจ้าของบ้านตัวจริง (ประชาชน) เป็นผู้ออกแบบแปลนบ้านใหม่ ไม่ใช่กลุ่มอภิสิทธิ์ชนหรือผู้เชี่ยวชาญที่แต่งตั้งโดยฝ่ายอำนาจ
9 ประชามติ 8 กุมภาพันธ์: การที่วันเลือกตั้งตรงกับวันทำประชามติสอบถามความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
22 ถือเป็นโอกาสทองของพรรคประชาชนในการรณรงค์ควบคู่กันไป เพื่อชี้ให้เห็นว่าการเลือกพรรคประชาชนคือการเลือก "ทุบ" โครงสร้างเดิมที่กดทับประเทศอยู่
4.2 ปฏิรูปกองทัพ: ถอดเขี้ยวเล็บผู้คุมกฎ
พรรคประชาชนมองว่ากองทัพคือ "ยาม" ที่ถือปืนข่มขู่เจ้าของบ้าน จึงเสนอนโยบาย Demilitarization ที่เข้มข้นที่สุด:
ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร: เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ 100% ทันที ไม่ใช่แค่โครงการนำร่องแบบภูมิใจไทย เพื่อตัดวงจรการใช้อำนาจเหนือพลเรือนและการนำทหารไปใช้แรงงานส่วนตัว
13 ยุบ กอ.รมน.: เสนอยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งเปรียบเสมือน "รัฐซ้อนรัฐ" ที่แทรกซึมอยู่ในโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน
15 สวัสดิการทหาร: ปรับลดงบประมาณกองทัพเพื่อนำมาสร้างรัฐสวัสดิการ และสร้างมาตรฐานทหารอาชีพที่มีเกียรติและรายได้ที่เหมาะสม ไม่ใช่นายพลล้นกองทัพ
4.3 ทลายทุนผูกขาด: รื้อระบบท่อน้ำเลี้ยง
ในเชิงเศรษฐกิจ พรรคประชาชนมุ่งเน้นการ "ทลายทุนผูกขาด" (De-monopolization) โดยเฉพาะในภาคพลังงานและสุรา
สุราก้าวหน้า: ผลักดันกฎหมายสุราก้าวหน้าเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อย สร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าเกษตร
24 ค่าแรงและสวัสดิการ: เสนอค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทต่อวัน พร้อมระบบปรับขึ้นอัตโนมัติตามเงินเฟ้อ และสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็ก 3,000 บาท/เดือน
25 ซึ่งเป็นการรื้อโครงสร้างงบประมาณใหม่ โดยดึงงบจากส่วนที่ไม่จำเป็น (เช่น กองทัพ) มาลงทุนในทรัพยากรมนุษย์
4.4 มาตรา 112: ระเบิดเวลาใต้ถุนบ้าน
ประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นสาเหตุให้พรรคก้าวไกลถูกยุบ แม้แกนนำพรรคจะยืนยันว่าไม่มีนโยบายใช้เรื่องนี้ในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักทางกฎหมาย
5. การเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์: ตารางวิเคราะห์นโยบาย 3 รูปแบบ
ตารางต่อไปนี้สรุปและเปรียบเทียบจุดยืนของพรรคการเมืองหลักในประเด็นสำคัญ โดยจำแนกตามกรอบแนวคิด "บ้านประเทศไทย":
| ประเด็นนโยบาย | กลุ่มรื้อสร้างใหม่ (People's Party) | กลุ่มบูรณะ (Pheu Thai / Bhumjaithai) | กลุ่มอนุรักษ์ (UTN / PPRP) |
| แนวคิดหลัก (Metaphor) | สถาปนิกและวิศวกร (Architect) ทุบฐานราก สร้างโครงสร้างใหม่ที่ทันสมัย | ผู้รับเหมาและมัณฑนากร (Contractor) ซ่อมแซม ตกแต่ง ต่อเติม ให้ใช้งานได้ดีขึ้น | ผู้ดูแลและรปภ. (Custodian) เฝ้าระวัง รักษาของเดิม กำจัดผู้บุกรุก |
| รัฐธรรมนูญ | ร่างใหม่ทั้งฉบับ โดย ส.ส.ร. เลือกตั้ง 100% ล้างมรดก คสช. | แก้ไขรายมาตรา / สนับสนุนประชามติ แต่ยังคงบทบาทวุฒิสภาและองค์กรอิสระบางส่วน | คัดค้านการแก้ไข ปกป้องหมวด 1-2 และอำนาจสถาบันหลัก |
| การทหาร | ยกเลิกเกณฑ์ทหาร (สมัครใจ 100%) ยุบ กอ.รมน. / ปฏิรูปกองทัพ | ทหารอาสาสมัคร (Volunteer Soldiers) เงินเดือน 12,000 บาท / ลดกำลังพลบางส่วน | คงระบบเกณฑ์ทหาร เน้นความมั่นคงและวินัยชาติ |
| เศรษฐกิจ | ทลายทุนผูกขาด (สุรา/พลังงาน) ค่าแรง 450 บาท (ปรับตามเงินเฟ้อ) | กระตุ้นการบริโภค (คนละครึ่งพลัส / ดิจิทัล) แก้หนี้ / ลดค่าครองชีพ (รถไฟฟ้า 20 บาท) | บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรลุงตู่) ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง |
| จุดเสี่ยง (Risks) | ถูกยุบพรรค / ตัดสิทธิ์ (คดี 44 ส.ส.) ถูกต่อต้านจากชนชั้นนำและกองทัพ | นโยบายไม่ตรงปก (ทำไม่ได้จริง) ถูกครอบงำโดยพรรคร่วม / วิกฤตศรัทธา | เสื่อมความนิยม ขาดผู้นำที่มีบารมี (หลังยุค 3 ป.) |
6. บทวิเคราะห์เชิงลึก: อนาคตของบ้านภายใต้เงื่อนไขบังคับ
6.1 เศรษฐกิจ "กบต้ม" กับข้อจำกัดของการรีโนเวท
ภายใต้การคาดการณ์ว่า GDP ไทยในปี 2569 จะเติบโตต่ำกว่า 2%
ข้อจำกัด: การแจกเงิน (คนละครึ่งพลัส) หรือการพักหนี้ เป็นเพียงการประวิงเวลา (Buy time) ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างการผลิตที่ล้าสมัย (Low productivity) ซึ่งพรรคประชาชนพยายามชี้ให้เห็น
แนวโน้ม: หากชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลกลุ่มนี้อาจเผชิญกับภาวะ "ถังแตก" หรือไม่สามารถหางบประมาณมาสนับสนุนโครงการประชานิยมได้จริง นำไปสู่ความล้มเหลวซ้ำรอยดิจิทัลวอลเล็ต
6.2 กับดัก "นิติสงคราม" (Legal Warfare) กับชะตากรรมผู้รื้อสร้าง
พรรคประชาชนเผชิญกับความเสี่ยงสูงสุดจากการถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างบ้าน คดีจริยธรรม 44 ส.ส. เปรียบเสมือน "ระเบิดเวลา" ที่ฝังไว้ใต้เสาเข็ม หากศาลตัดสินว่ามีความผิด อาจเกิดการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต (Political Death) แก่แกนนำรุ่นใหม่ ส่งผลให้พรรคขาดบุคลากรในการขับเคลื่อนนโยบาย "รื้อสร้าง" ในสภา
นัยสำคัญ: หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับพรรคประชาชน คะแนนเสียงอาจไม่ได้หายไปไหน แต่จะยิ่งสะสมเป็น "แรงดัน" ที่รอวันระเบิด ซึ่งอาจนำไปสู่การเมืองบนท้องถนนรอบใหม่
6.3 ภูมิใจไทย: เจ้าของบ้านคนใหม่ (The New Landlord)?
ในขณะที่เพื่อไทยอ่อนแอลงและพรรคประชาชนถูกสกัดกั้น พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังก้าวขึ้นมาเป็น "เจ้าของบ้านคนใหม่" ที่แท้จริง
ยุทธศาสตร์: ด้วยการคุมกระทรวงมหาดไทย (กลไกราชการท้องถิ่น) และเครือข่ายวุฒิสภาสายสีน้ำเงิน (Blue Senate) ภูมิใจไทยได้สร้างรากฐานที่มั่นคงโดยไม่ต้องรื้อโครงสร้างเดิม แต่ใช้วิธี "ยึดครอง" พื้นที่ในบ้านทีละห้อง จนสามารถกำหนดทิศทางของบ้านได้เบ็ดเสร็จ
3
7. บทสรุป: การเลือกตั้งแห่งการกำหนดชะตากรรมสถาปัตยกรรมรัฐ
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งทั่วไป แต่เป็นการลงประชามติว่าคนไทยต้องการอาศัยอยู่ใน "บ้าน" แบบใด
หากเลือก กลุ่มอนุรักษ์ (UTN/PPRP) คือการยอมรับว่าบ้านสมบูรณ์แล้ว และพร้อมจะอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เคร่งครัดต่อไป
หากเลือก กลุ่มบูรณะ (ภท./พท.) คือการเลือกความประนีประนอม ยอมรับโครงสร้างเดิมแลกกับความสะดวกสบายระยะสั้น และความสงบสุขจอมปลอมที่ซ่อนปัญหาไว้ใต้พรม
หากเลือก กลุ่มรื้อสร้างใหม่ (PP) คือการเลือกความเปลี่ยนแปลงที่ถอนรากถอนโคน ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงสูงของการเผชิญหน้าและการถูกทำลายล้างโดยกลไกอำนาจเก่า
ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นตัวชี้วัดว่า "บ้านประเทศไทย" จะได้รับการซ่อมแซมให้ทันสมัยเพื่อรองรับโลกอนาคต หรือจะถูกปล่อยให้ทรุดโทรมลงจนยากจะเยียวยา หรือร้ายแรงที่สุดคือเกิดการพังทลายลงมาจากการปะทะกันของโครงสร้างที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น