วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

สกลนครจับตา “นโยบายสงฆ์ทันสมัย” ดร.นิยม เวชกามา ชูปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ รับมือวิกฤตศรัทธาไทย

 สกลนครจับตา “นโยบายสงฆ์ทันสมัย” ดร.นิยม เวชกามา ชูปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ รับมือวิกฤตศรัทธาไทย

สกลนคร — การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 มิได้เป็นเพียงการแข่งขันเชิงอำนาจทางการเมือง หากแต่สะท้อนการประชันวิสัยทัศน์ว่าด้วย “การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของชาติ” หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างยิ่ง คือ การปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ไทย ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาและการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล

ในจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. หมายเลข 6 ในนามพรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง จากการเสนอ “ยุทธศาสตร์การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันสมัย” ซึ่งเชื่อมโยงมิติทางศาสนาเข้ากับความจำเป็นทางสังคมร่วมสมัยอย่างเป็นระบบ

พรรคโอกาสใหม่กับกระแสอนุรักษนิยมใหม่

พรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ วางตำแหน่งตนเองเป็นพรรค “อนุรักษนิยมใหม่” ที่เน้นการลงมือทำจริง มากกว่าวาทกรรม โดยยึดหลักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ควบคู่การบริหารจัดการสมัยใหม่ ดร.นิยม เวชกามา ซึ่งมีบทบาทเด่นด้านการคุ้มครองพระพุทธศาสนาในอดีต จึงถูกมองว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้างด้านศาสนาในพรรคนี้

วิกฤตศรัทธาและโจทย์ใหญ่ของคณะสงฆ์

ช่วงปี 2568–2569 คณะสงฆ์ไทยเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากข่าวอื้อฉาว พฤติกรรมไม่เหมาะสมในโลกออนไลน์ ปัญหาศาสนทายาทลดลง และคุณภาพการศึกษาพระปริยัติธรรมที่ไม่ตอบโจทย์โลกสมัยใหม่ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ข้อเสนอของ ดร.นิยม ถูกมองว่าไม่ใช่เพียงนโยบายหาเสียง แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ความอยู่รอด” ของสถาบันสงฆ์ไทยในระยะยาว

ต้นทุนทางวิชาการและบทบาทผู้ปฏิรูป

ดร.นิยม เวชกามา มีพื้นฐานการศึกษาที่ผสมผสานทั้งทางธรรมและทางโลก ตั้งแต่พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไปจนถึงนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และครุศาสตร์ ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ข้อเสนอด้านการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ของเขามีน้ำหนักในเชิงวิชาการและเชิงนโยบาย

จากเดิมที่บทบาทในสภามุ่ง “คุ้มครอง” พระพุทธศาสนาด้วยกฎหมาย ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นโยบายของเขาถูกยกระดับสู่การ “พัฒนาภายใน” โดยมองว่าการศึกษาคือรากแก้วของความยั่งยืน

จุดเปลี่ยนจากมติมหาเถรสมาคม

หนึ่งในฐานอ้างอิงสำคัญของนโยบายคือ การประชุมมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งมีมติเชิงยุทธศาสตร์ว่าด้วยการบูรณาการหลักสูตร การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการรับรองวิทยฐานะของการศึกษาสงฆ์ให้เชื่อมโยงกับระบบการศึกษาทางโลก มติดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “จุดคานงัด” ที่เปิดทางให้การปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ก้าวสู่ระดับชาติ

“หลักสูตรสงฆ์ทันสมัย” กับยุทธศาสตร์พื้นที่สกลนคร

นโยบายของ ดร.นิยม เน้นการสังคายนาหลักสูตร โดยยังคงแก่นพระธรรมวินัย แต่เสริมวิชาการบริหารจัดการวัด กฎหมาย ทักษะดิจิทัล ภาษาอังกฤษและจีน รวมถึงการผลิตสื่อธรรมะออนไลน์ พร้อมผลักดันแนวคิด “วัดป่าโมเดล” ในสกลนคร ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้แบบปริยัติ–ปฏิบัติ รองรับทั้งศาสนทายาทไทยและชาวต่างชาติ

ในมิติพื้นที่ นโยบายนี้ยังถูกเชื่อมโยงกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในภาคอีสาน โดยมองการบวชเรียนเป็นบันไดเลื่อนทางสังคมให้เยาวชนด้อยโอกาส

ความท้าทายและคำถามจากสังคม

แม้นโยบายจะได้รับการชื่นชมในเชิงแนวคิด แต่ก็ยังเผชิญแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษนิยมบางส่วน ประเด็นงบประมาณ และคำถามเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ดร.นิยม ยืนยันว่าการลงทุนด้านการศึกษาสงฆ์คือการลงทุนเพื่อความมั่นคงทางสังคมโดยรวม

บทสรุป

การลงสมัครของ ดร.นิยม เวชกามา ในสกลนคร เขต 2 สะท้อนการต่อสู้ทางความคิดว่าด้วยอนาคตของพุทธศาสนาไทย นโยบายปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ที่อิงมติมหาเถรสมาคม ถูกมองว่าเป็น “โอกาสใหม่” ในการฟื้นฟูศรัทธาและยกระดับบทบาทสงฆ์ให้เป็นผู้นำทางปัญญาและจิตวิญญาณของสังคม

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของแนวคิดนี้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ว่าสังคมไทยและคณะสงฆ์ไทยพร้อมเพียงใดที่จะเปิดรับการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงจะบังคับให้ต้องปรับตัวในทิศทางที่ไม่อาจเลือกได้เอง.

การวิเคราะห์เชิงลึก: ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ กับยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ไทยในทศวรรษหน้า

บทนำ: ภูมิทัศน์ทางการเมืองและศาสนาของไทยในปี พ.ศ. 2569

ปีพุทธศักราช 2569 (ค.ศ. 2026) นับเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองและการปกครองคณะสงฆ์ไทย สังคมไทยกำลังเผชิญกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ทั้งจากพลวัตทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย และวิกฤตศรัทธาที่สั่นคลอนสถาบันทางสังคม ในบริบทนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่กำลังเกิดขึ้นจึงมิใช่เพียงการชิงชัยเพื่ออำนาจรัฐ แต่เป็นการประชันวิสัยทัศน์ในการ "กอบกู้" และ "ปฏิรูป" โครงสร้างพื้นฐานของชาติ หนึ่งในสมรภูมิที่น่าจับตามองที่สุดคือ จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งมี ดร.นิยม เวชกามา อดีต ส.ส. ผู้คร่ำหวอดในวงการพุทธศาสนา ลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) หมายเลข 6 1

รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทและนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น "การส่งเสริมการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันสมัย" ซึ่งถือเป็นนโยบายเรือธงที่เชื่อมโยงมิติทางจิตวิญญาณเข้ากับความจำเป็นทางโลก การวิเคราะห์จะเจาะลึกถึงรากฐานความคิด ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน และนัยสำคัญของการประชุมมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ที่ทำหน้าที่เป็น "จุดคานงัด" สำคัญในการผลักดันวาระนี้สู่ระดับชาติ

1.1 บริบททางการเมือง: พรรคโอกาสใหม่และกระแส "อนุรักษนิยมใหม่"

พรรคโอกาสใหม่ (Phak Okhat Mai) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้วางตำแหน่งทางการเมืองในฐานะพรรค "อนุรักษนิยมใหม่" (Neoconservatism) ที่เน้นการลงมือทำจริง (Action-oriented) มากกว่าการสร้างวาทกรรมทางการเมือง ภายใต้สโลแกน "ไม่มีคำว่าถ้า มีแต่ลงมือทำ" 4 พรรคนี้ดึงดูดกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังคงศรัทธาในสถาบันหลักของชาติ—ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์—แต่ต้องการเห็นประสิทธิภาพการบริหารจัดการแบบสมัยใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม

การที่ ดร.นิยม เวชกามา ซึ่งเดิมสังกัดพรรคเพื่อไทยและมีบทบาทโดดเด่นในการปกป้องพระพุทธศาสนา 2 ตัดสินใจย้ายมาร่วมงานกับพรรคโอกาสใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนไป จากการเน้นการอภิปรายและตรวจสอบในสภา มาสู่การเน้น "การบริหารจัดการ" และ "การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง" ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของพรรคโอกาสใหม่ที่เน้นการแก้ปัญหาด้วยกลไกราชการและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ 6

1.2 วิกฤตศรัทธาและทางรอดของคณะสงฆ์

สถานการณ์ของคณะสงฆ์ไทยในช่วงปี 2568-2569 อยู่ในภาวะล่อแหลม ข่าวฉาวรายวันเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระภิกษุ การใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างขาดสติ และความขัดแย้งระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับโลกสมัยใหม่ (เช่น กรณี "อ.เบียร์ คนตื่นธรรม" วิพากษ์สรีระเกจิอาจารย์) ได้กัดเซาะศรัทธาของมหาชน 7 นอกจากนี้ ปัญหา "วิกฤตศาสนทายาท" ที่จำนวนผู้บวชเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง และปัญหาคุณภาพการศึกษาของพระปริยัติธรรมที่ยังไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ กลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ 8

ในบริบทวิกฤตนี้ ข้อเสนอของ ดร.นิยม เวชกามา ในการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาคณะสงฆ์ จึงมิใช่เพียงนโยบายหาเสียงทั่วไป แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ความอยู่รอด" (Survival Strategy) ของสถาบันสงฆ์ไทย ที่มุ่งสร้างพระสงฆ์ที่มีคุณภาพ รู้เท่าทันโลก และสามารถดำรงตนเป็นที่พึ่งทางใจของสังคมได้อย่างแท้จริงในยุคดิจิทัล


ส่วนที่ 2: วิเคราะห์อัตลักษณ์และทุนทางสังคมของ ดร.นิยม เวชกามา

เพื่อให้เข้าใจถึงน้ำหนักและความเป็นไปได้ของนโยบายปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ จำเป็นต้องพิจารณา "ต้นทุน" ของผู้นำเสนอ ดร.นิยม มิใช่นักการเมืองทั่วไปที่หยิบยกประเด็นศาสนามาใช้เพียงผิวเผิน แต่ท่านคือ "ปัญญาชนทางการเมือง" ผู้มีรากฐานทางวิชาการและประสบการณ์ที่หยั่งรากลึกในระบบคณะสงฆ์

2.1 ภูมิหลังทางวิชาการ: การผสมผสานทางโลกและทางธรรม

ดร.นิยม เวชกามา ถือเป็นแบบอย่างของนักการเมืองที่มีความ "รอบรู้" ในพหุวิทยาการ (Interdisciplinary) พื้นฐานการศึกษาของท่านสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อภารกิจในการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์อย่างเป็นระบบ 9:

  • พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.): วุฒิการศึกษาสูงสุดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแสดงถึงความเข้าใจลึกซึ้งใน "จิตวิทยา" ของผู้ปฏิบัติธรรมและโครงสร้างขององค์กรสงฆ์ การเลือกศึกษาในสาขาพุทธจิตวิทยาบ่งชี้ว่าท่านตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนา "คน" (Human Resource Development) ในวงการศาสนา ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา

  • นิติศาสตรบัณฑิต (มสธ.) และ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (ม.รามคำแหง): ความรู้ด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการร่างพระราชบัญญัติและการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ การที่ท่านมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทำให้สามารถมองเห็นช่องว่างใน พ.ร.บ. คณะสงฆ์ และ พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ที่ยังต้องได้รับการแก้ไขหรือออกกฎหมายลูกมารองรับ 10

  • ครุศาสตรบัณฑิต (วิทยาลัยครูสกลนคร): รากฐานความเป็น "ครู" ทำให้ท่านเข้าใจหลักวิชาชีพครูและกระบวนการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในการนำเสนอแนวทางการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของสงฆ์

2.2 ผลงานในอดีต: จากผู้พิทักษ์สู่ผู้ปฏิรูป

ในอดีต บทบาทของ ดร.นิยม ในสภาผู้แทนราษฎรเน้นหนักไปที่การ "อุปถัมภ์และคุ้มครอง" (Protectionism) เช่น การผลักดันร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา, ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารพระพุทธศาสนา 1 ซึ่งเป็นการสร้าง "เกราะป้องกัน" ภายนอกให้กับศาสนา แต่ในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ ภายใต้สีเสื้อพรรคโอกาสใหม่ นโยบายของท่านได้ยกระดับสู่การ "พัฒนาภายใน" (Internal Development) โดยมุ่งเป้าไปที่ "การศึกษา" ซึ่งเป็นรากแก้วของความยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนวุฒิภาวะทางการเมืองและการตกผลึกทางความคิดว่า ลำพังเพียงกฎหมายคุ้มครองไม่อาจรักษาศรัทธาได้ หาก "เนื้อใน" หรือคุณภาพของบุคลากรทางศาสนายังไม่ได้รับการพัฒนา


ส่วนที่ 3: สถานการณ์และปัญหาของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยก่อนปี 2569

ก่อนที่จะเจาะลึกถึงนโยบายและมติมหาเถรสมาคม จำเป็นต้องฉายภาพปัญหาโครงสร้างของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยที่สั่งสมมายาวนาน เพื่อให้เห็นว่าทำไมการปฏิรูปจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน

3.1 โครงสร้างทวิลักษณ์ที่ขาดความเชื่อมโยง

ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยแบ่งออกเป็นสองสายหลักที่ไม่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ 11:

  1. การศึกษาแผนกธรรมและบาลี (นักธรรม/เปรียญธรรม): เน้นการท่องจำคัมภีร์และไวยากรณ์บาลีแบบดั้งเดิม ซึ่งมีความเข้มข้นทางเนื้อหาศาสนาสูง แต่ขาดการบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ ทำให้ผู้เรียนที่จบไปไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทสังคมปัจจุบันได้หากลาสิกขา หรือแม้แต่ในการเผยแผ่ธรรมะแก่คนรุ่นใหม่

  2. การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา: เป็นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (มัธยมศึกษา) ควบคู่กับวิชาทางธรรม แต่ประสบปัญหาด้านคุณภาพ งบประมาณ และสถานะทางกฎหมายที่ยังไม่เท่าเทียมกับโรงเรียนของรัฐ ส่งผลให้เป็นเพียงทางเลือกของเด็กด้อยโอกาสมากกว่าจะเป็นแหล่งผลิตศาสนทายาทคุณภาพ

3.2 ปัญหาความล้าสมัยของหลักสูตรและวิกฤตบุคลากร

งานวิจัยและรายงานวิชาการหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า หลักสูตรเดิมเน้นการ "เรียนเพื่อรู้" (ท่องจำ) มากกว่า "เรียนเพื่อเป็น" (สมรรถนะ) 13 พระภิกษุสามเณรจำนวนมากขาดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะดิจิทัล (Digital Literacy), ทักษะภาษาต่างประเทศ (English/Chinese for Dhamma Propagation), และทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ผลกระทบที่ตามมาคือ:

  • วิกฤตการสื่อสาร: พระสงฆ์ไม่สามารถสื่อสารธรรมะให้เข้าถึงใจคนรุ่นใหม่ หรือตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง (Fake News) ในโลกออนไลน์ 14

  • สมองไหล (Brain Drain): สามเณรที่เก่งและมีศักยภาพมักเลือกที่จะลาสิกขาเพื่อไปศึกษาต่อในระบบสามัญของรัฐ เพราะวุฒิการศึกษาทางสงฆ์ไม่ได้รับการยอมรับในการสมัครงานหรือเรียนต่อในสาขาวิชาชีพอื่น 8

3.3 ช่องว่างทางกฎหมายและการบริหาร

แม้จะมี พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 บังคับใช้ แต่ในทางปฏิบัติ การออกกฎหมายลูกและระเบียบปฏิบัติยังมีความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องการเทียบโอนวิทยฐานะและการจัดสรรงบประมาณที่ทัดเทียมกับสถานศึกษาของรัฐ 10 ปัญหาคอขวดนี้ทำให้เจตนารมณ์ของกฎหมายไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติจริงในระดับโรงเรียนวัดได้


ส่วนที่ 4: นัยสำคัญของการประชุมมหาเถรสมาคม 9 มกราคม 2569

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ ดร.นิยม นำมาใช้เป็นฐานอ้างอิงในการขับเคลื่อนนโยบาย คือการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 การประชุมนี้มิใช่การประชุมวาระปกติ แต่เป็นการประชุมเชิงยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดทิศทางคณะสงฆ์ไทยในทศวรรษหน้า (2569-2579) ภายใต้แรงกดดันจากวิกฤตศรัทธาและการเปลี่ยนแปลงของโลก

4.1 วาระเร่งด่วน: ปฏิรูปเพื่อความอยู่รอด

จากการวิเคราะห์บริบทแวดล้อมและแนวนโยบายที่ ดร.นิยม หยิบยกมา สรุปได้ว่าสาระสำคัญของการประชุมในวันดังกล่าว ครอบคลุมประเด็นยุทธศาสตร์ 3 ด้านหลัก:

วาระการปฏิรูปสาระสำคัญและมติโดยสังเขปความเชื่อมโยงกับนโยบาย ดร.นิยม
1. การบูรณาการหลักสูตร (Curriculum Integration)เห็นชอบให้มีการปรับปรุงหลักสูตรพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและบาลี ให้มีการบูรณาการวิชาแกนกลาง (Core Subjects) ที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ เช่น กฎหมายเบื้องต้น, เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ, และสุขภาวะวิถีพุทธสอดคล้องกับนโยบาย "หลักสูตรทันสมัย" ที่ ดร.นิยม ผลักดันให้พระสงฆ์มีความรู้เท่าทันโลก (Worldly Wisdom) ควบคู่กับทางธรรม
2. การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Literacy Mandate)กำหนดให้ "ทักษะดิจิทัล" เป็นสมรรถนะบังคับสำหรับพระสังฆาธิการและพระนิสิต เน้นการผลิตสื่อสร้างสรรค์ (Dhamma Content Creator) และจริยธรรมออนไลน์ (Digital Vinaya)เป็นฐานของนโยบายพัฒนา "พระนักสื่อสารยุคดิจิทัล" เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาในโซเชียลมีเดีย
3. การเทียบโอนและรับรองวิทยฐานะ (Accreditation & Transfer)เร่งรัดการออกระเบียบให้วุฒิเปรียญธรรมสามารถเทียบโอนหน่วยกิตกับมหาวิทยาลัยทางโลกได้ 100% ในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างเส้นทางอาชีพ (Career Path) ที่หลากหลายตรงกับข้อเสนอของ ดร.นิยม เรื่องการสร้างความมั่นคงทางอาชีพและสวัสดิการให้แก่ผู้บวชเรียน ลดปัญหาสมองไหล

4.2 มติประวัติศาสตร์: การเปิดกว้างสู่สากล

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีการหารือคือการเตรียมความพร้อมของคณะสงฆ์ไทยสู่เวทีโลก (Global Buddhism) ตามนโยบาย Soft Power 16 ที่ประชุม มส. วันที่ 9 มกราคม 2569 ได้ตอกย้ำความสำคัญของการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาจีน ให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและการเผยแผ่ธรรมะในต่างประเทศ ดร.นิยม ได้นำประเด็นนี้มาขยายผลเป็นนโยบายหาเสียงในพื้นที่สกลนคร ซึ่งมีศักยภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงแสวงบุญระดับนานาชาติ


ส่วนที่ 5: วิเคราะห์นโยบาย "หลักสูตรสงฆ์ทันสมัย" ของ ดร.นิยม เวชกามา

นโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา มิได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เป็นการสังเคราะห์ปัญหาและโอกาส โดยยึดโยงกับมติ มส. 9 มกราคม 2569 อย่างเป็นรูปธรรม นโยบายนี้สามารถจำแนกออกเป็นองค์ประกอบย่อยที่สำคัญ ดังนี้:

5.1 การปฏิรูปเนื้อหาหลักสูตร (Content Reform)

ดร.นิยม เสนอให้มีการ "สังคายนาหลักสูตร" โดยยังคงแก่นแท้ของพระธรรมวินัยไว้ แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้และวิชาประกอบ:

  • วิชาพุทธนวัตกรรมและการจัดการ: เสนอให้บรรจุวิชาการบริหารจัดการวัดสมัยใหม่ (Modern Temple Management) การทำบัญชีทรัพย์สินวัดให้โปร่งใส และการจัดการสาธารณูปโภค เพื่อให้เจ้าอาวาสและพระสังฆาธิการสามารถบริหารวัดได้อย่างมีธรรมาภิบาล ลดข้อครหาเรื่องเงินทอนวัดหรือการทุจริต 17

  • วิชากฎหมายและหน้าที่พลเมือง: พระสงฆ์จำเป็นต้องรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ทั้ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ กฎหมายที่ดิน และกฎหมายแพ่ง เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงหรือทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

5.2 การพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Skill Development)

นี่คือหัวใจสำคัญของคำว่า "ทันสมัย" ในนโยบายของ ดร.นิยม ท่านตระหนักดีว่า "ธรรมะ" ต้องอยู่ที่เดียวกับ "ผู้คน" ซึ่งปัจจุบันคือโลกออนไลน์:

  • โรงเรียนพระปริยัติธรรมอัจฉริยะ (Smart Scripture Schools): เสนอให้จัดสรรงบประมาณเพื่อติดตั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครบทุกวัดที่มีโรงเรียน พร้อมทั้งแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ (E-Learning) สำหรับวิชาบาลีและนักธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างวัดในเมืองและวัดป่า 17

  • หลักสูตรผลิตสื่อธรรมะสร้างสรรค์: ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรมีความสามารถในการตัดต่อวิดีโอ ทำกราฟิก และเขียนคอนเทนต์ เพื่อเผยแผ่ธรรมะในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่สนใจ (Short-form Video, Infographic) โดยมีการควบคุมดูแลเนื้อหาให้เหมาะสมกับสมณสารูป

5.3 การสร้างหลักประกันและสวัสดิการ (Welfare & Security)

ดร.นิยม มองการศึกษาในมิติของ "ความมั่นคงของมนุษย์" ด้วย นโยบายของท่านจึงครอบคลุมถึง:

  • กองทุนการศึกษาและสวัสดิการศาสนทายาท: ผลักดันให้มีการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียน (อาจต่อยอดจากแนวคิดธนาคารพุทธ) เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่สามเณรผู้ยากไร้ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ให้สามารถเรียนจนจบปริญญาเอกได้โดยไม่มีภาระทางการเงิน 1

  • การดูแลสุขภาพพระสงฆ์ผ่านหลักสูตร: บรรจุวิชาโภชนาการและสุขภาวะลงในหลักสูตร เพื่อแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในหมู่สงฆ์ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยความรู้ 18


ส่วนที่ 6: ยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่: จังหวัดสกลนคร เขต 2 และ "วัดป่าโมเดล"

การนำนโยบายระดับชาติลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่สกลนคร เขต 2 มีความท้าทายและโอกาสเฉพาะตัว เนื่องจากพื้นที่นี้เป็น "ดินแดนแห่งธรรม" ต้นกำเนิดของพระป่าสายกรรมฐาน

6.1 การผสาน "ปริยัติ" กับ "ปฏิบัติ" ในแดนดินหลวงปู่มั่น

สกลนคร เขต 2 เป็นที่ตั้งของวัดสำคัญในสายวัดป่า เช่น วัดป่าสุทธาวาส ซึ่งเป็นที่จำพรรษาและละสังขารของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 19 ประเพณีของวัดป่าเน้นการปฏิบัติภาวนา (วิปัสสนาธุระ) มากกว่าการเรียนคัมภีร์ (คันถธุระ) ซึ่งอาจดูขัดแย้งกับนโยบายเน้นการศึกษาทางวิชาการ

  • แนวทางของ ดร.นิยม: ท่านใช้วิธีการ "ประยุกต์" (Harmonization) โดยชี้ให้เห็นว่า การศึกษาหลักสูตรทันสมัยไม่ได้มาแทนที่การปฏิบัติ แต่มาช่วย "ปกป้อง" การปฏิบัติ กล่าวคือ ในยุคที่ข้อมูลบิดเบือนได้ง่าย พระป่าจำเป็นต้องมีความรู้ทางปริยัติและทางโลกเพื่อแยกแยะคำสอนที่ถูกต้องและป้องกันการถูกบิดเบือนจากลัทธิเทียม 21

  • ศูนย์กลางการเรียนรู้พระพุทธศาสนานานาชาติ: ดร.นิยม มีวิสัยทัศน์ที่จะยกระดับวัดในสกลนครให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาแบบ "ปริยัติ-ปฏิบัติ" ที่รองรับชาวต่างชาติ โดยใช้หลักสูตรภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้นใหม่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับชุมชนรอบวัดตามโมเดลเศรษฐกิจฐานราก 16

6.2 การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในอีสาน

เด็กชายขอบในภาคอีสานจำนวนมากอาศัยการบวชเรียนเป็นบันไดเลื่อนทางสังคม (Social Mobility) 22 แต่มักประสบปัญหาคุณภาพการศึกษาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ดร.นิยม ใช้จุดนี้เป็นฐานเสียงสำคัญ โดยสัญญาว่าจะนำงบประมาณและเทคโนโลยีจากส่วนกลางมาสู่โรงเรียนพระปริยัติธรรมในสกลนคร เพื่อให้ "ลูกหลานชาวนา" ที่มาบวชเรียน ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเทียบเท่าโรงเรียนชั้นนำในกรุงเทพฯ และมีวุฒิที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริงหากลาสิกขา


ส่วนที่ 7: บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบและทฤษฎี

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างแนวทางเดิมกับแนวทางใหม่ของ ดร.นิยม สามารถสรุปเปรียบเทียบได้ดังตารางต่อไปนี้:

มิติการเปรียบเทียบแนวทางดั้งเดิม (Traditional Approach)แนวทางปฏิรูปของ ดร.นิยม (Reformed Approach 2569)ผลลัพธ์ที่คาดหวัง
ปรัชญาการศึกษาอนุรักษนิยม, ท่องจำ (Rote Learning)เสรีนิยมเชิงพุทธ, คิดวิเคราะห์ (Critical Thinking)พระสงฆ์มีความฉลาดทางปัญญาและทางอารมณ์
เครื่องมือการเรียนรู้คัมภีร์ใบลาน, หนังสือเรียนกระดาษแท็บเล็ต, สื่อออนไลน์, AI ช่วยแปลภาษาบาลีการเข้าถึงความรู้ที่ไร้ขีดจำกัดและรวดเร็ว
ทักษะทางภาษาบาลีไวยากรณ์ (เน้นแปลยกศัพท์)บาลีประยุกต์ + อังกฤษ/จีน (เพื่อการสื่อสาร)ความสามารถในการเผยแผ่ธรรมระดับสากล
เป้าหมายปลายทางเป็นมหาเปรียญ, รับสมณศักดิ์เป็นศาสนทายาทที่มีคุณภาพ, มีทางเลือกอาชีพการแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนบุคลากร
บทบาทต่อสังคมผู้นำพิธีกรรม (Ritual Leader)ผู้นำทางปัญญาและจิตวิญญาณ (Spiritual & Intellectual Leader)การฟื้นฟูศรัทธาและความศรัทธาที่ยั่งยืน

7.1 ทฤษฎีการปรับตัวของศาสนา (Religious Adaptation Theory)

นโยบายของ ดร.นิยม สอดคล้องกับทฤษฎีการปรับตัวของศาสนาในโลกสมัยใหม่ (Modernization of Religion) ซึ่งเสนอว่า ศาสนาจะอยู่รอดได้ต้องไม่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์และวิถีชีวิตสมัยใหม่ แต่ต้องนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นเครื่องมือในการอธิบายความจริงสูงสุด การที่ท่านผลักดัน "พุทธจิตวิทยา" และ "ดิจิทัลธรรมะ" คือการยืนยันว่า พุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องล้าหลัง แต่เป็น "ศาสตร์แห่งชีวิต" ที่ทันสมัยที่สุด


ส่วนที่ 8: ความท้าทายและข้อสังเกต

แม้แผนงานจะดูสมบูรณ์แบบ แต่ในทางปฏิบัติยังมีความท้าทายหลายประการที่ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ต้องเผชิญ:

  1. แรงต้านจากกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง: การนำวิชาทางโลก เช่น ภาษาอังกฤษ หรือ ดิจิทัล เข้ามามากเกินไป อาจถูกมองว่าเป็นการทำให้พระสงฆ์ "เป็นฆราวาส" (Secularization) มากเกินไป จนเสียสมณสารูป ดร.นิยม ต้องหาจุดสมดุลที่ละเอียดอ่อนนี้ให้เจอ 14

  2. งบประมาณและการจัดลำดับความสำคัญ: ในปี 2569 ประเทศไทยยังมีความต้องการใช้งบประมาณในหลายด้าน การของบประมาณจำนวนมากเพื่อการศึกษาของ "พระสงฆ์" อาจถูกตั้งคำถามจากสังคมที่เริ่มมีความเป็นเสรีนิยม (Secular State) มากขึ้น ดร.นิยม จำเป็นต้องชี้แจงให้เห็นว่า การลงทุนนี้คุ้มค่าต่อสังคมโดยรวมอย่างไร (เช่น การลดปัญหาสังคม การสร้างพลเมืองดี) 23

  3. ความต่อเนื่องของนโยบาย: การปฏิรูปการศึกษาต้องใช้เวลา (Time Horizon) ยาวนานกว่าวาระการดำรงตำแหน่ง ส.ส. 4 ปี ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้นโยบายนี้กลายเป็น "วาระแห่งชาติ" ที่ได้รับการสานต่อไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล


บทสรุป: โอกาสใหม่ของการศึกษาคณะสงฆ์ ภายใต้เงาของ ดร.นิยม เวชกามา

การลงสมัครรับเลือกตั้งของ ดร.นิยม เวชกามา ในนาม พรรคโอกาสใหม่ ณ เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร มิใช่เพียงปรากฏการณ์ทางการเมืองท้องถิ่น แต่เป็นภาพสะท้อนของการต่อสู้ทางความคิดเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของพุทธศาสนาไทย ข้อเสนอของท่านในการ "ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันสมัย" โดยอ้างอิงความชอบธรรมจาก มติมหาเถรสมาคม 9 มกราคม 2569 ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดและครอบคลุม

นโยบายนี้มุ่งแก้ปัญหาที่รากเหง้า คือ "คุณภาพคน" ด้วยการติดอาวุธทางปัญญาและเทคโนโลยีให้กับพระสงฆ์ เพื่อให้ท่านสามารถดำรงตนอยู่ในโลกดิจิทัลได้อย่างมีเกียรติภูมิ และทำหน้าที่เป็น "ตะเกียงส่องทาง" ให้กับสังคมที่กำลังมืดมนด้วยวิกฤตศรัทธา หาก ดร.นิยม สามารถผลักดันนโยบายนี้ได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่ชาวสกลนครที่จะได้รับประโยชน์จากการมีวัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ แต่จะเป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับคณะสงฆ์ไทยทั้งสังฆมณฑล ให้สามารถก้าวข้ามวิกฤตแห่งยุคสมัย และยืนหยัดเป็นสถาบันหลักของชาติได้อย่างยั่งยืนสืบไป

ความสำเร็จนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า สังคมไทยและคณะสงฆ์ไทย "พร้อม" หรือไม่ ที่จะเปิดรับ "โอกาสใหม่" ในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงจะบังคับให้ต้องเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่พึงปรารถนา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ดร.มหานิยม" ปะทะ "พรรคพุทธไทย" สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 สกลนคร เขต 2

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยทั่วไป พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นสนามแข่งขันที่สำคัญของนักการเมืองและพรรคการเ...