เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่มัสยิดอัลอิสติกอมะห์ เขตทุ่งครุ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นำคณะลงพื้นที่พบปะผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหาการจราจรที่สะสมมานาน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อเสนอในการเพิ่ม จุดขึ้นลงทางด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในย่านถนนประชาอุทิศและพื้นที่ใกล้เคียง
ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของ "พหุวัฒนธรรม" โดยระบุว่าการลงพื้นที่พร้อมกับคุณพงศ์กวินและคุณกิตติพลในวันนี้ เพื่อยืนยันว่า "กรุงเทพมหานครคือพื้นที่ที่ทุกคนต้องสามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม ทั้งการเข้าถึงอาหารฮาลาล หรือการจัดสรรพื้นที่ในสถานที่ราชการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพี่น้องทุกกลุ่มวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้คือประเด็นที่เราตระหนักและให้ความสำคัญ" นอกจากนี้ยังย้ำในช่วงท้ายถึงการสนับสนุนการเดินทางประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แม้ไทยจะเป็นเมืองพุทธแต่ไม่ใช่ข้อจำกัดในการสร้างความเท่าเทียม พรรคเพื่อไทยพร้อมเปิดกว้างรับฟังทุกข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องมุสลิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในมิติด้านการท่องเที่ยวและประวัติศาสตร์ ศ.ดร.ยศชนัน มองเห็นโอกาสจากการที่นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมเดินทางเข้าไทยมากขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้สึกเท่าเทียมและเชื่อมโยงประวัติศาสตร์พื้นที่ โดยเฉพาะความเชื่อมโยงจากฝั่งพระประแดง พรรคจึงมีแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และหลังจากได้ชมนิทรรศการประวัติศาสตร์ในพื้นที่ ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวด้วยความประทับใจว่า "เรื่องราวอันทรงคุณค่าเหล่านี้ไม่ควรอยู่แค่ในพื้นที่ แต่ควรเผยแพร่ไปสู่พื้นที่ส่วนกลางของกรุงเทพฯ เราจะพยายามหาพื้นที่เปิดกว้างให้สังคมได้รับรู้ประวัติศาสตร์ของพี่น้องชาวมุสลิมให้มากยิ่งขึ้น"
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและการคมนาคม ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ว่าเรื่องปากท้องสัมพันธ์โดยตรงกับการท่องเที่ยว การบริหารจัดการจึงต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางคือสนามบินและการเดินทาง โดยต้องเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลายเพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก้าวแรก ด้านการลดค่าครองชีพ พรรคมีนโยบายแก้หนี้สินและนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ควบคู่กับระบบ Feeder (ขนส่งเชื่อมต่อ) เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงยาก เช่น คลองเตย หรือทุ่งครุ เดินทางได้สะดวกและประหยัดขึ้น โดยทางพรรคมีนโยบายเตรียมไว้กว่า 47 นโยบาย แต่เลือกทยอยนำเสนอเพื่อรอรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่จริง เพื่อให้มั่นใจว่าตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง
ส่วนประเด็นปัญหายาเสพติด พรรคมีแนวทางที่ชัดเจนและเป็นระบบ เริ่มจากหลักการ "ผู้เสพคือผู้ป่วย" ที่ต้องนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาเป็นอันดับแรก ซึ่งพรรคมีโมเดลศูนย์บำบัดที่พร้อมดำเนินการโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องดำเนินการควบคู่กันไปในการจัดการ "แหล่งขาย" และสืบสาวไปถึง "แหล่งผลิต" เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมไปถึงการใช้มาตรการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
การลงพื้นที่ครั้งนี้ถูกมองว่าไม่ใช่เพียงกิจกรรมหาเสียงทั่วไป แต่เป็นการนำเสนอนโยบายสาธารณะที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาการจราจรในเขตทุ่งครุ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อเมืองของกรุงเทพมหานคร ที่เผชิญผลกระทบจากการขยายตัวของที่อยู่อาศัยอย่างรวดเร็ว ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมพัฒนาไม่ทัน
ปัญหาหลักของทุ่งครุคือการเข้าถึงทางด่วนที่ยากลำบาก ชาวบ้านต้องอ้อมไปใช้ด่านสุขสวัสดิ์หรือดาวคะนอง ทำให้เกิดการสะสมของรถและภาวะจราจรติดขัดเป็นวงจรซ้ำซาก ข้อเสนอการเพิ่มจุดขึ้นลงทางด่วนใหม่ หรือเชื่อมต่อถนนเลียบทางด่วน (Frontage Road) เข้าสู่โครงข่ายทางพิเศษโดยตรง จึงถูกมองว่าเป็นแนวทางสำคัญในการระบายรถออกจากพื้นที่
ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังเสนอแนวคิดการบริหารจัดการจราจรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ระบบสัญญาณไฟอัจฉริยะและการใช้ข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของรถ พร้อมย้ำว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคม การเวนคืนที่ดิน และการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะควบคู่กัน
การลงพื้นที่ทุ่งครุครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญของวิสัยทัศน์ “ผู้นำเชิงเทคนิค” ของพรรคเพื่อไทย ในการนำความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี มาตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569.
รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและการเมืองระดับมหภาค กรณีศึกษาข้อเสนอจุดตัดทางด่วนเขตทุ่งครุและบทบาทของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
บทสรุปผู้บริหาร: การบรรจบกันของวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีและวิกฤตการณ์ระดับชุมชน
การลงพื้นที่ของศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ณ มัสยิดอัลอิสติกอมะห์ เขตทุ่งครุ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางยุทธศาสตร์การเมืองและการวางแผนผังเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกในทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเริ่มจากการสำรวจบริบททางการเมืองระดับชาติที่หล่อหลอมบทบาทของ ศ.ดร.ยศชนัน การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์และโครงสร้างทางสังคมของชุมชนมุสลิมทุ่งครุที่มีศูนย์กลางอยู่ที่มัสยิดอัลอิสติกอมะห์ เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตของพื้นที่รองรับนโยบาย และส่วนที่สำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมจราจรและผังเมือง เพื่อประเมินความเป็นไปได้ ผลกระทบ และความท้าทายของข้อเสนอในการเชื่อมต่อโครงข่ายทางด่วนเข้าสู่พื้นที่ปิดล้อม (Enclosed Urban Area) อย่างทุ่งครุ การวิเคราะห์นี้จะชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่นี้มิใช่เพียงเรื่องของการเทคอนกรีต แต่คือการรื้อระบบคิดในการจัดการเมืองมหานครของไทย
1. ภูมิทัศน์ทางการเมืองปี 2569 และกระบวนทัศน์ใหม่ของผู้นำเชิงเทคนิค
การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางความคาดหวังของสังคมไทยที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานในเขตเมืองหลวงและปริมณฑล การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของพรรคการเมืองเก่าแก่ เพื่อตอบสนองต่อภูมิทัศน์ใหม่ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญกับ "ความสามารถในการบริหารจัดการ" (Competency) มากกว่า "วาทกรรมทางการเมือง" (Political Rhetoric) เพียงอย่างเดียว
1.1 การกำเนิดของ "รัฐบุรุษนักวิชาการ": ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ "ดร.เชน" นำเสนอภาพลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่าง "รากฐานทางการเมืองที่แข็งแกร่ง" และ "ความเชี่ยวชาญทางวิชาการระดับโลก" เข้าด้วยกัน ในฐานะบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อีกทั้งยังมีศักดิ์เป็นหลานของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ตารางที่ 1: สังเขปประวัติและคุณวุฒิของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
| มิติข้อมูล | รายละเอียด | แหล่งอ้างอิง |
| ตำแหน่งทางการเมือง | แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย, กรรมการพัฒนาประธานรัฐบาลดิจิทัล | |
| ตำแหน่งทางวิชาการ | ศาสตราจารย์ ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล | |
| การศึกษาระดับปริญญาเอก | Ph.D. in Electrical Engineering, University of Texas at Arlington, USA | |
| ความเชี่ยวชาญพิเศษ | Brain-Computer Interface (BCI), การประมวลผลสัญญาณสมอง, AI Strategy | |
| ผลงานนวัตกรรม | รางวัล Best Innovation Award (2008), สิทธิบัตรกว่า 160 ชิ้น | |
| วิสัยทัศน์หลัก | "From Research to Real World Impact" (เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นคุณภาพชีวิต) |
ภูมิหลังด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยเฉพาะงานวิจัยเรื่องการใช้สัญญาณสมอง (Brain Waves) เพื่อควบคุมอุปกรณ์
1.2 นัยยะของการลงพื้นที่ทุ่งครุในเชิงยุทธศาสตร์
การเลือกเขตทุ่งครุเป็นพื้นที่เป้าหมายในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง มีความหมายมากกว่าการรักษาฐานเสียงเดิม เขตทุ่งครุเป็นตัวแทนของพื้นที่ "รอยต่อเมือง" (Urban Fringe) ของกรุงเทพมหานคร ที่ประสบปัญหาจากการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง (Urban Sprawl) พื้นที่นี้เปลี่ยนสภาพจากสวนส้มและพื้นที่เกษตรกรรมมาเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหนาแน่น โดยที่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมไม่ได้ถูกพัฒนาตามทัน
2. บริบททางสังคม-ประวัติศาสตร์: รากเหง้าของชุมชนมัสยิดอัลอิสติกอมะห์
เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของสถานที่ที่ใช้ในการประกาศนโยบาย จำเป็นต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของชุมชนแห่งนี้ มัสยิดอัลอิสติกอมะห์มิใช่เพียงศาสนสถาน แต่เป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณและการปกครองท้องถิ่นอย่างไม่เป็นทางการของชาวมุสลิมในย่านทุ่งครุมายาวนาน
2.1 จาก "บ้านปากลัด" สู่ "บ้านสูง": การเคลื่อนย้ายของประชากรและวัฒนธรรม
ประวัติศาสตร์ของชุมชนมัสยิดอัลอิสติกอมะห์เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับชุมชนมุสลิมเชื้อสายมลายูจาก "บ้านปากลัด" (พระประแดง) ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อประชากรในบ้านปากลัดหนาแน่นขึ้น ครอบครัวมุสลิมจำนวนมากได้ขยายถิ่นฐานออกมายังพื้นที่ทุ่งครุและบางมด ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นพื้นที่ป่าและทุ่งนา เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม
พัฒนาการของสถาบันมัสยิด
จุดกำเนิด: มัสยิดเริ่มก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีบุคคลสำคัญอย่าง "ต่วนฮัจยีสุโกร" (พ่อโต) ผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่ 1 ทุ่งครุ และ "ฮัจยะห์ซาบี" เป็นผู้นำชุมชนในยุคบุกเบิก
9 ชื่อและความหมาย: ชื่อ "อัลอิสติกอมะห์" (Al-Istiqamah) มีความหมายในภาษาอาหรับว่า "การยืนหยัด" หรือ "ความมั่นคงสม่ำเสมอ" ในการปฏิบัติศาสนกิจ ซึ่งสะท้อนถึงอัตลักษณ์ของชุมชนที่ยึดมั่นในศรัทธาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
11 การวางรากฐานถาวร: อาคารมัสยิดถาวรได้รับการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2512 โดยได้รับเกียรติจาก นายแช่ม พรหมยงค์ อดีตจุฬาราชมนตรี มาเป็นประธาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของมัสยิดแห่งนี้ในหน้าประวัติศาสตร์ศาสนาอิสลามของไทย
9
2.2 พลวัตทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอาหารฮาลาล
ในปัจจุบัน พื้นที่รอบมัสยิดอัลอิสติกอมะห์ โดยเฉพาะซอยประชาอุทิศ 69 ได้เปลี่ยนโฉมจากพื้นที่เกษตรกรรมมาเป็นย่านพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่น โดยมี "อาหาร" เป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ
เศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม: การเปลี่ยนแปลงจากวิถีริมคลองมาสู่วิถีริมถนน ทำให้เกิดร้านค้าอาหารฮาลาลจำนวนมากรายล้อมมัสยิด เพื่อรองรับสัปปุรุษและผู้มาเยือน
10 ร้านอาหารเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรายได้ แต่เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนจากภายนอกเข้าสู่พื้นที่ ซึ่งในทางกลับกัน ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปริมาณจราจรในซอยประชาอุทิศเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตัวอย่างร้านค้าเชิงสัญลักษณ์: ร้าน "ฮับเซาะห์" (ข้าวเหนียวมูน), "ซารีนา" (โรตี-มะตะบะ), และ "นิปรางค์" (ลูกชิ้นทอด) ได้กลายเป็นหมุดหมาย (Landmarks) ของย่านนี้ ดึงดูดนักชิมจากทั่วสารทิศ
10 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุ่งครุมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง แต่ถูกกดทับด้วยข้อจำกัดด้านการเข้าถึง (Accessibility)
3. กายวิภาคของวิกฤต: ปัญหาจราจรในพื้นที่ทุ่งครุ-ประชาอุทิศ
ประเด็นหลักที่ ศ.ดร.ยศชนัน ยกขึ้นมาพูดคุยคือ "ปัญหาการจราจร" ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่กัดกร่อนคุณภาพชีวิตของชาวทุ่งครุมานานนับทศวรรษ การวิเคราะห์ปัญหาจราจรในพื้นที่นี้จำเป็นต้องมองให้ทะลุถึงโครงสร้างทางกายภาพและพฤติกรรมการเดินทาง
3.1 สภาพทางกายภาพ: คอขวดและกับดักผังเมือง
ถนนประชาอุทิศเป็นถนนสายรองที่ต้องแบกรับภาระในฐานะถนนสายหลัก สภาพทางกายภาพของถนนมีลักษณะเป็น "คอขวด" และขาดการเชื่อมต่อ (Connectivity) ที่มีประสิทธิภาพ
ความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทาน: ถนนประชาอุทิศมีขนาดเขตทางที่จำกัด (ส่วนใหญ่เป็น 4 ช่องจราจร และลดลงเหลือ 2 ช่องจราจรในบางช่วง) แต่ต้องรองรับปริมาณรถยนต์จากหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในซอยย่อย เช่น ซอยประชาอุทิศ 90, ซอย 75 และพื้นที่เลียบทางด่วน
8 ปรากฏการณ์ "งูกินหาง": การจราจรในพื้นที่มักเกิดภาวะล็อกตัว (Gridlock) โดยเฉพาะบริเวณสามแยกนาหลวง ตลาดทุ่งครุ และทางแยกเข้าซอยประชาอุทิศ 90
13 ในชั่วโมงเร่งด่วน รถที่ต้องการเลี้ยวขวาและเลี้ยวซ้ายมักจะขวางทางกันเองจนการเคลื่อนตัวเป็นไปได้ยาก การแก้ไขปัญหาด้วยการเปิดช่องทางพิเศษ (Reversible Lane) หรือการใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจกดสัญญาณไฟด้วยมือ มักไม่เพียงพอต่อปริมาณรถที่สะสม13
3.2 ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่ตอบโจทย์
แม้จะมีรถโดยสารประจำทางให้บริการ แต่ประสิทธิภาพยังคงต่ำเนื่องจากต้องใช้ผิวจราจรร่วมกับรถยนต์ส่วนบุคคล
สายรถเมล์หลัก: สาย 21 (จุฬาฯ-ทุ่งครุ), สาย 75 (หัวลำโพง-พุทธบูชา), สาย 88 (ท่าดินแดง-ทุ่งครุ) และรถตู้/สองแถว เป็นเส้นเลือดหลักในการขนคน
14 ข้อจำกัด: การที่รถเมล์ต้องติดอยู่ในสภาพการจราจรเดียวกับรถเก๋ง ทำให้ไม่สามารถทำเวลาได้ และไม่จูงใจให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ นอกจากนี้ การเชื่อมต่อกับระบบราง (รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ที่กำลังก่อสร้างบนถนนสุขสวัสดิ์) ยังคงเป็นเรื่องในอนาคตและเข้าถึงยากจากพื้นที่ชั้นในของประชาอุทิศ
3.3 ปัญหา "คอขวด" หน้าด่านทางด่วน
ปัญหาสำคัญที่สุดที่นำมาสู่ข้อเสนอของ ศ.ดร.ยศชนัน คือความยากลำบากในการเข้าถึงโครงข่ายทางด่วน ปัจจุบัน ชาวทุ่งครุที่ต้องการใช้ทางด่วนเฉลิมมหานคร (ด่านสุขสวัสดิ์ หรือ ดาวคะนอง) ต้องขับรถฝ่ารถติดบนถนนประชาอุทิศ ออกสู่ถนนสุขสวัสดิ์ แล้วจึงจะสามารถขึ้นทางด่วนได้
วงจรความติดขัด: การที่รถจากทุ่งครุต้องเทออกมารวมกันที่ถนนสุขสวัสดิ์ ทำให้ถนนสุขสวัสดิ์กลายเป็นอัมพาต และส่งผลย้อนกลับ (Backlog) เข้าไปในถนนประชาอุทิศ เป็นวงจรที่ไม่จบสิ้น
13 ความเสี่ยงและความล่าช้า: ข้อมูลจากผู้ใช้ทางระบุว่า การเดินทางออกจากบ้านในซอยลึกเพื่อไปขึ้นทางด่วนเพียงไม่กี่กิโลเมตร อาจใช้เวลามากกว่า 1-2 ชั่วโมงในช่วงเช้า
13
4. ข้อเสนอนโยบาย: การผ่าตัดโครงข่ายด้วย "จุดขึ้นลงทางด่วนใหม่"
ข้อเสนอของ ศ.ดร.ยศชนัน ในการ "เพิ่มจุดขึ้นลงทางด่วน" ณ มัสยิดอัลอิสติกอมะห์ ถือเป็นการนำเสนอทางออกเชิงวิศวกรรม (Engineering Solution) ที่มุ่งเป้าไปที่การลดภาระของถนนสุขสวัสดิ์และเปิดประตูระบายรถออกจากพื้นที่ทุ่งครุโดยตรง
4.1 รายละเอียดความเป็นไปได้ทางเทคนิค (Technical Feasibility Scenario)
แม้รายละเอียดเชิงลึกของข้อเสนอจะยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมดในข่าว แต่จากการวิเคราะห์โครงข่ายถนนในปัจจุบัน (ถนนเลียบทางด่วนกาญจนาภิเษก และ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร) ข้อเสนอนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับแนวทางดังต่อไปนี้:
การเชื่อมต่อกับถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกด้านใต้): ปัจจุบันมีถนนเลียบทางด่วน (Frontage Road) ตัดผ่านพื้นที่ทุ่งครุและประชาอุทิศ การสร้างทางลาด (Ramp) เพื่อเชื่อมต่อรถจากถนนประชาอุทิศขึ้นสู่ทางด่วนกาญจนาภิเษกโดยตรง หรือเชื่อมต่อไปยังทางด่วนบางพลี-สุขสวัสดิ์ จะช่วยให้รถที่ต้องการเดินทางข้ามโซนไม่ต้องไปออที่ด่านสุขสวัสดิ์
16 การเชื่อมต่อกับโครงการทางด่วนพระราม 3 - ดาวคะนอง - วงแหวนรอบนอก: โครงการนี้กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและมีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้
15 การเพิ่ม Feeder หรือทางเชื่อมย่อยจากพื้นที่ทุ่งครุเข้าสู่ระบบนี้ จะเป็นการใช้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ให้คุ้มค่าที่สุด
4.2 ผลกระทบที่คาดหวัง (Expected Outcomes)
การระบายรถ (Traffic Dispersion): การมีจุดขึ้นลงใหม่จะทำหน้าที่เป็น "บายพาส" (Bypass) ให้กับรถในพื้นที่ทุ่งครุตอนลึก สามารถเข้าสู่ระบบทางด่วนได้โดยไม่ต้องผ่านแยกนาหลวงหรือถนนสุขสวัสดิ์
ลดระยะเวลาเดินทาง: การลดระยะทางในการเข้าถึงทางด่วนจะช่วยลดเวลาการเดินทางของประชาชนได้นับชั่วโมงต่อวัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจและสุขภาพจิต
การกระจายความเจริญ: เมื่อการเข้าถึงสะดวกขึ้น พื้นที่ทุ่งครุจะมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นย่านที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง (High-quality Residential Area) มากขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ศ.ดร.ยศชนัน ที่ต้องการยกระดับรายได้และ GDP ของประเทศ
4
4.3 ความท้าทายและข้อควรระวัง
การเวนคืนที่ดิน: พื้นที่บริเวณนี้มีความหนาแน่นของชุมชนสูง ดังปรากฏในกรณีพิพาทเรื่องที่ดินในซอยประชาอุทิศ 75
12 การก่อสร้างทางขึ้นลงใหม่ย่อมต้องใช้พื้นที่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมหากไม่มีการจัดการที่ละเอียดอ่อนอุปสงค์ที่ถูกเหนี่ยวนำ (Induced Demand): ทฤษฎีการวางผังเมืองระบุว่า การเพิ่มถนนมักจะนำมาซึ่งปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น ศ.ดร.ยศชนัน ในฐานะนักคิดเชิงระบบ ย่อมต้องตระหนักว่ามาตรการนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ (Feeder Systems) เพื่อป้อนคนเข้าสู่รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ มิเช่นนั้นทางด่วนใหม่ก็จะติดขัดในไม่ช้า
5. การบูรณาการวิสัยทัศน์: จาก "สมองกล" สู่ "เมืองอัจฉริยะ"
การนำเสนอของ ศ.ดร.ยศชนัน ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องถนน แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่านั้น ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน BCI และ AI
AI Traffic Control: การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบเรียลไทม์ แทนการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของรถในจุดตัดวิกฤตอย่างแยกนาหลวง
Data-Driven Decision Making: การใช้ข้อมูล Big Data จากกล้องวงจรปิดและเซนเซอร์ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางและวางแผนเส้นทางรถเมล์หรือรถสาธารณะใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการจริง
6
นอกจากนี้ การลงพื้นที่ยังมีการพูดคุยประเด็นอื่นๆ เช่น การจัดการขยะโฟม PU และปัญหาน้ำท่วม
6. บทสรุปและก้าวต่อไป
การลงพื้นที่ของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ณ มัสยิดอัลอิสติกอมะห์ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 นับเป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นทิศทางใหม่ของการเมืองไทย ที่นโยบายหาเสียงถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data) และหลักการทางวิศวกรรม (Engineering Principles) มากกว่าประชานิยมแบบดั้งเดิม ข้อเสนอเรื่องการเพิ่มจุดขึ้นลงทางด่วนในพื้นที่ทุ่งครุ หากสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นจริง จะเป็นการปลดล็อกพันธนาการทางจราจรที่ผูกมัดศักยภาพของพื้นที่นี้มาอย่างยาวนาน
สำหรับชาวทุ่งครุ การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้นำประเทศ แต่เป็นการเลือกว่า "อนาคตของบ้านและถนนหน้าบ้าน" ของพวกเขาจะถูกจัดการด้วยวิธีใด ระหว่างการแก้ไขปัญหาแบบวันต่อวัน หรือการผ่าตัดโครงสร้างด้วยนวัตกรรมและการจัดการสมัยใหม่ ภายใต้การนำของอดีตนักวิจัยที่ผันตัวมาเป็นผู้อาสาแก้ปัญหาระดับชาติ
ภาคผนวก: ข้อมูลเชิงสถิติและบริบทประกอบรายงาน
ตารางที่ 2: เส้นทางรถโดยสารประจำทางและจุดเชื่อมต่อสำคัญในเขตทุ่งครุ
| สายรถ | เส้นทางเดินรถ | จุดเชื่อมต่อสำคัญ | หมายเหตุ |
| 21 | จุฬาลงกรณ์ - ทุ่งครุ | สยาม, วงเวียนใหญ่, มจธ., สวนธนบุรีรมย์ | เส้นทางหลักเข้าเมือง |
| 75 | หัวลำโพง - วัดพุทธบูชา | บางรัก, ถนนตก, สะพานกรุงเทพ, มจธ. | เชื่อมต่อย่านธุรกิจเก่า |
| 88 | ท่าดินแดง - ทุ่งครุ | ลาดหญ้า, ราษฎร์บูรณะ, ประชาอุทิศ | เชื่อมต่อฝั่งธนบุรี |
| ปอ.พ. 20 | ประตูน้ำ - ทุ่งครุ | อนุสาวรีย์ชัยฯ, ทางด่วน, มจธ. | (ข้อมูลเส้นทางในอดีต/ปรับเปลี่ยน) |
ตารางที่ 3: ปัญหาจราจรและแนวทางแก้ไขตามข้อเสนอ
| ปัญหา (Pain Point) | สาเหตุหลัก | แนวทางแก้ไข (Proposed Solution) | ผลลัพธ์ที่คาดหวัง |
| คอขวดแยกนาหลวง | ปริมาณรถสะสมจากซอยย่อย, ถนนแคบ | AI Traffic Control, จัดการจราจร | ลดเวลารอสัญญาณไฟ |
| เข้าทางด่วนยาก | ต้องอ้อมไปถนนสุขสวัสดิ์ที่ติดขัด | เพิ่มจุดขึ้นลงทางด่วนใหม่ (New Ramp) | ลดปริมาณรถบน ถ.สุขสวัสดิ์ |
| รถติดในซอยลึก | หมู่บ้านจัดสรรหนาแน่น, ทางออกทางเดียว | เชื่อมต่อถนนเลียบด่วน (Frontage Road) | ระบายรถออกสู่ถนนวงแหวน |

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น