วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

"ยศชนัน" รับฟังปัญหาจราจรทุ่งครุ ชุมชนเสนอเพิ่มจุดขึ้นลงทางด่วน แก้คอขวดประชาอุทิศ



เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่มัสยิดอัลอิสติกอมะห์ เขตทุ่งครุ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นำคณะลงพื้นที่พบปะผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหาการจราจรที่สะสมมานาน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อเสนอในการเพิ่ม จุดขึ้นลงทางด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในย่านถนนประชาอุทิศและพื้นที่ใกล้เคียง

ศ.ดร.ยศชนัน   ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของ "พหุวัฒนธรรม" โดยระบุว่าการลงพื้นที่พร้อมกับคุณพงศ์กวินและคุณกิตติพลในวันนี้ เพื่อยืนยันว่า "กรุงเทพมหานครคือพื้นที่ที่ทุกคนต้องสามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม ทั้งการเข้าถึงอาหารฮาลาล หรือการจัดสรรพื้นที่ในสถานที่ราชการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพี่น้องทุกกลุ่มวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้คือประเด็นที่เราตระหนักและให้ความสำคัญ" นอกจากนี้ยังย้ำในช่วงท้ายถึงการสนับสนุนการเดินทางประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แม้ไทยจะเป็นเมืองพุทธแต่ไม่ใช่ข้อจำกัดในการสร้างความเท่าเทียม พรรคเพื่อไทยพร้อมเปิดกว้างรับฟังทุกข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องมุสลิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในมิติด้านการท่องเที่ยวและประวัติศาสตร์ ศ.ดร.ยศชนัน มองเห็นโอกาสจากการที่นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมเดินทางเข้าไทยมากขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้สึกเท่าเทียมและเชื่อมโยงประวัติศาสตร์พื้นที่ โดยเฉพาะความเชื่อมโยงจากฝั่งพระประแดง พรรคจึงมีแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และหลังจากได้ชมนิทรรศการประวัติศาสตร์ในพื้นที่ ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวด้วยความประทับใจว่า "เรื่องราวอันทรงคุณค่าเหล่านี้ไม่ควรอยู่แค่ในพื้นที่ แต่ควรเผยแพร่ไปสู่พื้นที่ส่วนกลางของกรุงเทพฯ เราจะพยายามหาพื้นที่เปิดกว้างให้สังคมได้รับรู้ประวัติศาสตร์ของพี่น้องชาวมุสลิมให้มากยิ่งขึ้น"

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและการคมนาคม ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ว่าเรื่องปากท้องสัมพันธ์โดยตรงกับการท่องเที่ยว การบริหารจัดการจึงต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางคือสนามบินและการเดินทาง โดยต้องเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลายเพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก้าวแรก ด้านการลดค่าครองชีพ พรรคมีนโยบายแก้หนี้สินและนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ควบคู่กับระบบ Feeder (ขนส่งเชื่อมต่อ) เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงยาก เช่น คลองเตย หรือทุ่งครุ เดินทางได้สะดวกและประหยัดขึ้น โดยทางพรรคมีนโยบายเตรียมไว้กว่า 47 นโยบาย แต่เลือกทยอยนำเสนอเพื่อรอรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่จริง เพื่อให้มั่นใจว่าตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง

ส่วนประเด็นปัญหายาเสพติด พรรคมีแนวทางที่ชัดเจนและเป็นระบบ เริ่มจากหลักการ "ผู้เสพคือผู้ป่วย" ที่ต้องนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาเป็นอันดับแรก ซึ่งพรรคมีโมเดลศูนย์บำบัดที่พร้อมดำเนินการโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องดำเนินการควบคู่กันไปในการจัดการ "แหล่งขาย" และสืบสาวไปถึง "แหล่งผลิต" เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมไปถึงการใช้มาตรการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถูกมองว่าไม่ใช่เพียงกิจกรรมหาเสียงทั่วไป แต่เป็นการนำเสนอนโยบายสาธารณะที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาการจราจรในเขตทุ่งครุ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อเมืองของกรุงเทพมหานคร ที่เผชิญผลกระทบจากการขยายตัวของที่อยู่อาศัยอย่างรวดเร็ว ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมพัฒนาไม่ทัน

ปัญหาหลักของทุ่งครุคือการเข้าถึงทางด่วนที่ยากลำบาก ชาวบ้านต้องอ้อมไปใช้ด่านสุขสวัสดิ์หรือดาวคะนอง ทำให้เกิดการสะสมของรถและภาวะจราจรติดขัดเป็นวงจรซ้ำซาก ข้อเสนอการเพิ่มจุดขึ้นลงทางด่วนใหม่ หรือเชื่อมต่อถนนเลียบทางด่วน (Frontage Road) เข้าสู่โครงข่ายทางพิเศษโดยตรง จึงถูกมองว่าเป็นแนวทางสำคัญในการระบายรถออกจากพื้นที่

ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังเสนอแนวคิดการบริหารจัดการจราจรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ระบบสัญญาณไฟอัจฉริยะและการใช้ข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของรถ พร้อมย้ำว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคม การเวนคืนที่ดิน และการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะควบคู่กัน

การลงพื้นที่ทุ่งครุครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญของวิสัยทัศน์ “ผู้นำเชิงเทคนิค” ของพรรคเพื่อไทย ในการนำความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี มาตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569.

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและการเมืองระดับมหภาค กรณีศึกษาข้อเสนอจุดตัดทางด่วนเขตทุ่งครุและบทบาทของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

บทสรุปผู้บริหาร: การบรรจบกันของวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีและวิกฤตการณ์ระดับชุมชน

การลงพื้นที่ของศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ณ มัสยิดอัลอิสติกอมะห์ เขตทุ่งครุ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางยุทธศาสตร์การเมืองและการวางแผนผังเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 1 เหตุการณ์นี้มิใช่เพียงการหาเสียงระดับท้องถิ่นตามประเพณีปฏิบัติ หากแต่เป็นการนำเสนอนโยบายสาธารณะที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) ในพื้นที่ที่มีความซับซ้อนทางกายภาพและสังคมวัฒนธรรมอย่างเขตทุ่งครุ ข้อเสนอในการ "เพิ่มจุดขึ้นลงทางด่วน" เพื่อบรรเทาวิกฤตจราจรบนถนนประชาอุทิศ สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการบริหารจัดการเมืองแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ (Result-Oriented Urban Management) ซึ่งสอดคล้องกับภูมิหลังทางวิชาการด้านวิศวกรรมระดับสูงของแคนดิเดตผู้นี้

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกในทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเริ่มจากการสำรวจบริบททางการเมืองระดับชาติที่หล่อหลอมบทบาทของ ศ.ดร.ยศชนัน การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์และโครงสร้างทางสังคมของชุมชนมุสลิมทุ่งครุที่มีศูนย์กลางอยู่ที่มัสยิดอัลอิสติกอมะห์ เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตของพื้นที่รองรับนโยบาย และส่วนที่สำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมจราจรและผังเมือง เพื่อประเมินความเป็นไปได้ ผลกระทบ และความท้าทายของข้อเสนอในการเชื่อมต่อโครงข่ายทางด่วนเข้าสู่พื้นที่ปิดล้อม (Enclosed Urban Area) อย่างทุ่งครุ การวิเคราะห์นี้จะชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่นี้มิใช่เพียงเรื่องของการเทคอนกรีต แต่คือการรื้อระบบคิดในการจัดการเมืองมหานครของไทย


1. ภูมิทัศน์ทางการเมืองปี 2569 และกระบวนทัศน์ใหม่ของผู้นำเชิงเทคนิค

การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางความคาดหวังของสังคมไทยที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานในเขตเมืองหลวงและปริมณฑล การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของพรรคการเมืองเก่าแก่ เพื่อตอบสนองต่อภูมิทัศน์ใหม่ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญกับ "ความสามารถในการบริหารจัดการ" (Competency) มากกว่า "วาทกรรมทางการเมือง" (Political Rhetoric) เพียงอย่างเดียว 2

1.1 การกำเนิดของ "รัฐบุรุษนักวิชาการ": ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ "ดร.เชน" นำเสนอภาพลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่าง "รากฐานทางการเมืองที่แข็งแกร่ง" และ "ความเชี่ยวชาญทางวิชาการระดับโลก" เข้าด้วยกัน ในฐานะบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อีกทั้งยังมีศักดิ์เป็นหลานของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 4 เขาปฏิเสธไม่ได้ถึงต้นทุนทางการเมืองที่ได้รับสืบทอดมา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นและแตกต่างจากทายาททางการเมืองทั่วไปคือเส้นทางอาชีพและผลงานทางวิชาการที่เป็นที่ประจักษ์

ตารางที่ 1: สังเขปประวัติและคุณวุฒิของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

มิติข้อมูลรายละเอียดแหล่งอ้างอิง
ตำแหน่งทางการเมืองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย, กรรมการพัฒนาประธานรัฐบาลดิจิทัล5
ตำแหน่งทางวิชาการศาสตราจารย์ ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล5
การศึกษาระดับปริญญาเอกPh.D. in Electrical Engineering, University of Texas at Arlington, USA4
ความเชี่ยวชาญพิเศษBrain-Computer Interface (BCI), การประมวลผลสัญญาณสมอง, AI Strategy5
ผลงานนวัตกรรมรางวัล Best Innovation Award (2008), สิทธิบัตรกว่า 160 ชิ้น5
วิสัยทัศน์หลัก"From Research to Real World Impact" (เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นคุณภาพชีวิต)6

ภูมิหลังด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยเฉพาะงานวิจัยเรื่องการใช้สัญญาณสมอง (Brain Waves) เพื่อควบคุมอุปกรณ์ 5 บ่งชี้ถึงกระบวนการคิดที่เป็นระบบ (Systematic Thinking) และความเข้าใจในเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาเมืองที่มีความซับซ้อน การที่เขาได้รับแต่งตั้งเป็น "คณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ" และ "กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล" ในปี 2568 ก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้งเต็มตัว 5 ยิ่งตอกย้ำจุดยืนในการเป็น "Technocrat" ที่พร้อมจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารประเทศ

1.2 นัยยะของการลงพื้นที่ทุ่งครุในเชิงยุทธศาสตร์

การเลือกเขตทุ่งครุเป็นพื้นที่เป้าหมายในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง มีความหมายมากกว่าการรักษาฐานเสียงเดิม เขตทุ่งครุเป็นตัวแทนของพื้นที่ "รอยต่อเมือง" (Urban Fringe) ของกรุงเทพมหานคร ที่ประสบปัญหาจากการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง (Urban Sprawl) พื้นที่นี้เปลี่ยนสภาพจากสวนส้มและพื้นที่เกษตรกรรมมาเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหนาแน่น โดยที่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมไม่ได้ถูกพัฒนาตามทัน 8 การแก้ปัญหาในพื้นที่นี้จึงเป็น "บททดสอบ" (Litmus Test) ที่สำคัญสำหรับวิสัยทัศน์ของ ศ.ดร.ยศชนัน หากเขาสามารถนำเสนอโซลูชันทางวิศวกรรมที่จับต้องได้ เช่น การเพิ่มจุดขึ้นลงทางด่วน ย่อมเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า "งานวิจัย" และ "หลักการวิศวกรรม" สามารถแก้ปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตได้จริงตามสโลแกนของเขา 4


2. บริบททางสังคม-ประวัติศาสตร์: รากเหง้าของชุมชนมัสยิดอัลอิสติกอมะห์

เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของสถานที่ที่ใช้ในการประกาศนโยบาย จำเป็นต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของชุมชนแห่งนี้ มัสยิดอัลอิสติกอมะห์มิใช่เพียงศาสนสถาน แต่เป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณและการปกครองท้องถิ่นอย่างไม่เป็นทางการของชาวมุสลิมในย่านทุ่งครุมายาวนาน

2.1 จาก "บ้านปากลัด" สู่ "บ้านสูง": การเคลื่อนย้ายของประชากรและวัฒนธรรม

ประวัติศาสตร์ของชุมชนมัสยิดอัลอิสติกอมะห์เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับชุมชนมุสลิมเชื้อสายมลายูจาก "บ้านปากลัด" (พระประแดง) ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อประชากรในบ้านปากลัดหนาแน่นขึ้น ครอบครัวมุสลิมจำนวนมากได้ขยายถิ่นฐานออกมายังพื้นที่ทุ่งครุและบางมด ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นพื้นที่ป่าและทุ่งนา เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม 9 ชุมชนใหม่นี้ถูกเรียกว่า "บ้านสูง" ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะภูมิประเทศหรือลักษณะการตั้งถิ่นฐานในยุคแรกเริ่ม

พัฒนาการของสถาบันมัสยิด

  • จุดกำเนิด: มัสยิดเริ่มก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีบุคคลสำคัญอย่าง "ต่วนฮัจยีสุโกร" (พ่อโต) ผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่ 1 ทุ่งครุ และ "ฮัจยะห์ซาบี" เป็นผู้นำชุมชนในยุคบุกเบิก 9

  • ชื่อและความหมาย: ชื่อ "อัลอิสติกอมะห์" (Al-Istiqamah) มีความหมายในภาษาอาหรับว่า "การยืนหยัด" หรือ "ความมั่นคงสม่ำเสมอ" ในการปฏิบัติศาสนกิจ ซึ่งสะท้อนถึงอัตลักษณ์ของชุมชนที่ยึดมั่นในศรัทธาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย 11

  • การวางรากฐานถาวร: อาคารมัสยิดถาวรได้รับการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2512 โดยได้รับเกียรติจาก นายแช่ม พรหมยงค์ อดีตจุฬาราชมนตรี มาเป็นประธาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของมัสยิดแห่งนี้ในหน้าประวัติศาสตร์ศาสนาอิสลามของไทย 9

2.2 พลวัตทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอาหารฮาลาล

ในปัจจุบัน พื้นที่รอบมัสยิดอัลอิสติกอมะห์ โดยเฉพาะซอยประชาอุทิศ 69 ได้เปลี่ยนโฉมจากพื้นที่เกษตรกรรมมาเป็นย่านพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่น โดยมี "อาหาร" เป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ

  • เศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม: การเปลี่ยนแปลงจากวิถีริมคลองมาสู่วิถีริมถนน ทำให้เกิดร้านค้าอาหารฮาลาลจำนวนมากรายล้อมมัสยิด เพื่อรองรับสัปปุรุษและผู้มาเยือน 10 ร้านอาหารเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรายได้ แต่เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนจากภายนอกเข้าสู่พื้นที่ ซึ่งในทางกลับกัน ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปริมาณจราจรในซอยประชาอุทิศเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  • ตัวอย่างร้านค้าเชิงสัญลักษณ์: ร้าน "ฮับเซาะห์" (ข้าวเหนียวมูน), "ซารีนา" (โรตี-มะตะบะ), และ "นิปรางค์" (ลูกชิ้นทอด) ได้กลายเป็นหมุดหมาย (Landmarks) ของย่านนี้ ดึงดูดนักชิมจากทั่วสารทิศ 10 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุ่งครุมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง แต่ถูกกดทับด้วยข้อจำกัดด้านการเข้าถึง (Accessibility)


3. กายวิภาคของวิกฤต: ปัญหาจราจรในพื้นที่ทุ่งครุ-ประชาอุทิศ

ประเด็นหลักที่ ศ.ดร.ยศชนัน ยกขึ้นมาพูดคุยคือ "ปัญหาการจราจร" ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่กัดกร่อนคุณภาพชีวิตของชาวทุ่งครุมานานนับทศวรรษ การวิเคราะห์ปัญหาจราจรในพื้นที่นี้จำเป็นต้องมองให้ทะลุถึงโครงสร้างทางกายภาพและพฤติกรรมการเดินทาง

3.1 สภาพทางกายภาพ: คอขวดและกับดักผังเมือง

ถนนประชาอุทิศเป็นถนนสายรองที่ต้องแบกรับภาระในฐานะถนนสายหลัก สภาพทางกายภาพของถนนมีลักษณะเป็น "คอขวด" และขาดการเชื่อมต่อ (Connectivity) ที่มีประสิทธิภาพ

  • ความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทาน: ถนนประชาอุทิศมีขนาดเขตทางที่จำกัด (ส่วนใหญ่เป็น 4 ช่องจราจร และลดลงเหลือ 2 ช่องจราจรในบางช่วง) แต่ต้องรองรับปริมาณรถยนต์จากหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในซอยย่อย เช่น ซอยประชาอุทิศ 90, ซอย 75 และพื้นที่เลียบทางด่วน 8

  • ปรากฏการณ์ "งูกินหาง": การจราจรในพื้นที่มักเกิดภาวะล็อกตัว (Gridlock) โดยเฉพาะบริเวณสามแยกนาหลวง ตลาดทุ่งครุ และทางแยกเข้าซอยประชาอุทิศ 90 13 ในชั่วโมงเร่งด่วน รถที่ต้องการเลี้ยวขวาและเลี้ยวซ้ายมักจะขวางทางกันเองจนการเคลื่อนตัวเป็นไปได้ยาก การแก้ไขปัญหาด้วยการเปิดช่องทางพิเศษ (Reversible Lane) หรือการใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจกดสัญญาณไฟด้วยมือ มักไม่เพียงพอต่อปริมาณรถที่สะสม 13

3.2 ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่ตอบโจทย์

แม้จะมีรถโดยสารประจำทางให้บริการ แต่ประสิทธิภาพยังคงต่ำเนื่องจากต้องใช้ผิวจราจรร่วมกับรถยนต์ส่วนบุคคล

  • สายรถเมล์หลัก: สาย 21 (จุฬาฯ-ทุ่งครุ), สาย 75 (หัวลำโพง-พุทธบูชา), สาย 88 (ท่าดินแดง-ทุ่งครุ) และรถตู้/สองแถว เป็นเส้นเลือดหลักในการขนคน 14

  • ข้อจำกัด: การที่รถเมล์ต้องติดอยู่ในสภาพการจราจรเดียวกับรถเก๋ง ทำให้ไม่สามารถทำเวลาได้ และไม่จูงใจให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ นอกจากนี้ การเชื่อมต่อกับระบบราง (รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ที่กำลังก่อสร้างบนถนนสุขสวัสดิ์) ยังคงเป็นเรื่องในอนาคตและเข้าถึงยากจากพื้นที่ชั้นในของประชาอุทิศ

3.3 ปัญหา "คอขวด" หน้าด่านทางด่วน

ปัญหาสำคัญที่สุดที่นำมาสู่ข้อเสนอของ ศ.ดร.ยศชนัน คือความยากลำบากในการเข้าถึงโครงข่ายทางด่วน ปัจจุบัน ชาวทุ่งครุที่ต้องการใช้ทางด่วนเฉลิมมหานคร (ด่านสุขสวัสดิ์ หรือ ดาวคะนอง) ต้องขับรถฝ่ารถติดบนถนนประชาอุทิศ ออกสู่ถนนสุขสวัสดิ์ แล้วจึงจะสามารถขึ้นทางด่วนได้ 14

  • วงจรความติดขัด: การที่รถจากทุ่งครุต้องเทออกมารวมกันที่ถนนสุขสวัสดิ์ ทำให้ถนนสุขสวัสดิ์กลายเป็นอัมพาต และส่งผลย้อนกลับ (Backlog) เข้าไปในถนนประชาอุทิศ เป็นวงจรที่ไม่จบสิ้น 13

  • ความเสี่ยงและความล่าช้า: ข้อมูลจากผู้ใช้ทางระบุว่า การเดินทางออกจากบ้านในซอยลึกเพื่อไปขึ้นทางด่วนเพียงไม่กี่กิโลเมตร อาจใช้เวลามากกว่า 1-2 ชั่วโมงในช่วงเช้า 13


4. ข้อเสนอนโยบาย: การผ่าตัดโครงข่ายด้วย "จุดขึ้นลงทางด่วนใหม่"

ข้อเสนอของ ศ.ดร.ยศชนัน ในการ "เพิ่มจุดขึ้นลงทางด่วน" ณ มัสยิดอัลอิสติกอมะห์ ถือเป็นการนำเสนอทางออกเชิงวิศวกรรม (Engineering Solution) ที่มุ่งเป้าไปที่การลดภาระของถนนสุขสวัสดิ์และเปิดประตูระบายรถออกจากพื้นที่ทุ่งครุโดยตรง

4.1 รายละเอียดความเป็นไปได้ทางเทคนิค (Technical Feasibility Scenario)

แม้รายละเอียดเชิงลึกของข้อเสนอจะยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมดในข่าว แต่จากการวิเคราะห์โครงข่ายถนนในปัจจุบัน (ถนนเลียบทางด่วนกาญจนาภิเษก และ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร) ข้อเสนอนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับแนวทางดังต่อไปนี้:

  • การเชื่อมต่อกับถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกด้านใต้): ปัจจุบันมีถนนเลียบทางด่วน (Frontage Road) ตัดผ่านพื้นที่ทุ่งครุและประชาอุทิศ การสร้างทางลาด (Ramp) เพื่อเชื่อมต่อรถจากถนนประชาอุทิศขึ้นสู่ทางด่วนกาญจนาภิเษกโดยตรง หรือเชื่อมต่อไปยังทางด่วนบางพลี-สุขสวัสดิ์ จะช่วยให้รถที่ต้องการเดินทางข้ามโซนไม่ต้องไปออที่ด่านสุขสวัสดิ์ 16

  • การเชื่อมต่อกับโครงการทางด่วนพระราม 3 - ดาวคะนอง - วงแหวนรอบนอก: โครงการนี้กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและมีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้ 15 การเพิ่ม Feeder หรือทางเชื่อมย่อยจากพื้นที่ทุ่งครุเข้าสู่ระบบนี้ จะเป็นการใช้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ให้คุ้มค่าที่สุด

4.2 ผลกระทบที่คาดหวัง (Expected Outcomes)

  1. การระบายรถ (Traffic Dispersion): การมีจุดขึ้นลงใหม่จะทำหน้าที่เป็น "บายพาส" (Bypass) ให้กับรถในพื้นที่ทุ่งครุตอนลึก สามารถเข้าสู่ระบบทางด่วนได้โดยไม่ต้องผ่านแยกนาหลวงหรือถนนสุขสวัสดิ์

  2. ลดระยะเวลาเดินทาง: การลดระยะทางในการเข้าถึงทางด่วนจะช่วยลดเวลาการเดินทางของประชาชนได้นับชั่วโมงต่อวัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจและสุขภาพจิต

  3. การกระจายความเจริญ: เมื่อการเข้าถึงสะดวกขึ้น พื้นที่ทุ่งครุจะมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นย่านที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง (High-quality Residential Area) มากขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ศ.ดร.ยศชนัน ที่ต้องการยกระดับรายได้และ GDP ของประเทศ 4

4.3 ความท้าทายและข้อควรระวัง

  • การเวนคืนที่ดิน: พื้นที่บริเวณนี้มีความหนาแน่นของชุมชนสูง ดังปรากฏในกรณีพิพาทเรื่องที่ดินในซอยประชาอุทิศ 75 12 การก่อสร้างทางขึ้นลงใหม่ย่อมต้องใช้พื้นที่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมหากไม่มีการจัดการที่ละเอียดอ่อน

  • อุปสงค์ที่ถูกเหนี่ยวนำ (Induced Demand): ทฤษฎีการวางผังเมืองระบุว่า การเพิ่มถนนมักจะนำมาซึ่งปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น ศ.ดร.ยศชนัน ในฐานะนักคิดเชิงระบบ ย่อมต้องตระหนักว่ามาตรการนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ (Feeder Systems) เพื่อป้อนคนเข้าสู่รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ มิเช่นนั้นทางด่วนใหม่ก็จะติดขัดในไม่ช้า


5. การบูรณาการวิสัยทัศน์: จาก "สมองกล" สู่ "เมืองอัจฉริยะ"

การนำเสนอของ ศ.ดร.ยศชนัน ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องถนน แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่านั้น ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน BCI และ AI 5 แนวคิดของเขาในการแก้ปัญหาจราจรน่าจะรวมถึงการใช้เทคโนโลยี "Smart Traffic Management"

  • AI Traffic Control: การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบเรียลไทม์ แทนการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของรถในจุดตัดวิกฤตอย่างแยกนาหลวง

  • Data-Driven Decision Making: การใช้ข้อมูล Big Data จากกล้องวงจรปิดและเซนเซอร์ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางและวางแผนเส้นทางรถเมล์หรือรถสาธารณะใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการจริง 6

นอกจากนี้ การลงพื้นที่ยังมีการพูดคุยประเด็นอื่นๆ เช่น การจัดการขยะโฟม PU และปัญหาน้ำท่วม 19 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวคิดการพัฒนาแบบองค์รวม (Holistic Development) ที่มองปัญหาเมืองเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกัน


6. บทสรุปและก้าวต่อไป

การลงพื้นที่ของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ณ มัสยิดอัลอิสติกอมะห์ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 นับเป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นทิศทางใหม่ของการเมืองไทย ที่นโยบายหาเสียงถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data) และหลักการทางวิศวกรรม (Engineering Principles) มากกว่าประชานิยมแบบดั้งเดิม ข้อเสนอเรื่องการเพิ่มจุดขึ้นลงทางด่วนในพื้นที่ทุ่งครุ หากสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นจริง จะเป็นการปลดล็อกพันธนาการทางจราจรที่ผูกมัดศักยภาพของพื้นที่นี้มาอย่างยาวนาน

สำหรับชาวทุ่งครุ การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้นำประเทศ แต่เป็นการเลือกว่า "อนาคตของบ้านและถนนหน้าบ้าน" ของพวกเขาจะถูกจัดการด้วยวิธีใด ระหว่างการแก้ไขปัญหาแบบวันต่อวัน หรือการผ่าตัดโครงสร้างด้วยนวัตกรรมและการจัดการสมัยใหม่ ภายใต้การนำของอดีตนักวิจัยที่ผันตัวมาเป็นผู้อาสาแก้ปัญหาระดับชาติ


ภาคผนวก: ข้อมูลเชิงสถิติและบริบทประกอบรายงาน

ตารางที่ 2: เส้นทางรถโดยสารประจำทางและจุดเชื่อมต่อสำคัญในเขตทุ่งครุ

14

สายรถเส้นทางเดินรถจุดเชื่อมต่อสำคัญหมายเหตุ
21จุฬาลงกรณ์ - ทุ่งครุสยาม, วงเวียนใหญ่, มจธ., สวนธนบุรีรมย์เส้นทางหลักเข้าเมือง
75หัวลำโพง - วัดพุทธบูชาบางรัก, ถนนตก, สะพานกรุงเทพ, มจธ.เชื่อมต่อย่านธุรกิจเก่า
88ท่าดินแดง - ทุ่งครุลาดหญ้า, ราษฎร์บูรณะ, ประชาอุทิศเชื่อมต่อฝั่งธนบุรี
ปอ.พ. 20ประตูน้ำ - ทุ่งครุอนุสาวรีย์ชัยฯ, ทางด่วน, มจธ.(ข้อมูลเส้นทางในอดีต/ปรับเปลี่ยน)

ตารางที่ 3: ปัญหาจราจรและแนวทางแก้ไขตามข้อเสนอ

ปัญหา (Pain Point)สาเหตุหลักแนวทางแก้ไข (Proposed Solution)ผลลัพธ์ที่คาดหวัง
คอขวดแยกนาหลวงปริมาณรถสะสมจากซอยย่อย, ถนนแคบAI Traffic Control, จัดการจราจรลดเวลารอสัญญาณไฟ
เข้าทางด่วนยากต้องอ้อมไปถนนสุขสวัสดิ์ที่ติดขัดเพิ่มจุดขึ้นลงทางด่วนใหม่ (New Ramp)ลดปริมาณรถบน ถ.สุขสวัสดิ์
รถติดในซอยลึกหมู่บ้านจัดสรรหนาแน่น, ทางออกทางเดียวเชื่อมต่อถนนเลียบด่วน (Frontage Road)ระบายรถออกสู่ถนนวงแหวน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

“ดร.มหานิยม” ชูนโยบายแก้หนี้–ยกระดับศาสนา–พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มั่นใจการเมืองเชิงผลงานตอบโจทย์ประชาชน

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่จังหวัดสกลนคร ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 พรรคโอกาสใหม่ ได้ประชุ...