วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569

พิมพ์เขียวแก้ปัญหาเครนถล่ม ชี้ความล้มเหลวเชิงระบบ ดัน "สมุดพกผู้รับเหมา" คุมเข้มความปลอดภัยงานก่อสร้าง


ประเทศไทยเผชิญวิกฤตความปลอดภัยในงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง และทางยกระดับ เหตุอุบัติเหตุจากเครนและโครงสร้างติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตถล่มเกิดซ้ำซาก สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จนสะท้อนชัดถึง “ความล้มเหลวเชิงระบบ” ในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย


รายงานวิเคราะห์ฉบับสมบูรณ์ว่าด้วยพิมพ์เขียวกระบวนการแก้ปัญหาเครนถล่ม ระบุว่าในช่วงปี 2560–2568 มีอุบัติเหตุรุนแรงเกี่ยวกับเครนและโครงสร้างถล่มเกิดขึ้นนับร้อยครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ถนนพระราม 2 ที่มีผู้เสียชีวิตสะสมกว่า 132 รายใน 7 ปี และเหตุล่าสุดเดือนมกราคม 2569 ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีนถล่มทับขบวนรถไฟ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและบาดเจ็บอีกหลายสิบราย สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในระบบขนส่งและมาตรฐานวิศวกรรมของประเทศ


ชี้เหตุซ้ำซาก–ป้องกันได้

การวิเคราะห์พบลักษณะร่วมของอุบัติเหตุที่ “ป้องกันได้” ได้แก่ การทำงานเหนือพื้นที่สาธารณะโดยไม่ปิดกั้นพื้นที่อย่างเพียงพอ การใช้เครื่องจักรเก่าขาดการตรวจสอบความล้าของวัสดุ และความผิดพลาดจากการควบคุมงานที่ขาดวิศวกรผู้เชี่ยวชาญอยู่หน้างานจริง โดยเฉพาะเครื่องจักรซับซ้อนอย่าง Launching Gantry ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในช่วงยกชิ้นงานและช่วงเคลื่อนตัว หากจุดยึดหรือฐานรองรับบกพร่องอาจเกิดการวิบัติฉับพลัน

รายงานยังชี้ว่าประเทศไทยขาดมาตรฐานเฉพาะสำหรับ Launching Gantry เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีกฎเกณฑ์เข้มงวด ทั้งการคำนวณแรงลม เสถียรภาพ และการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย (NDT) ขณะที่การตรวจสอบในไทยยังเน้นเอกสารมากกว่าการตรวจสอบเชิงวิศวกรรมเชิงลึก

ช่องโหว่กฎหมาย–ภาระตกที่วิศวกรหน้างาน

แม้มีกฎหมายควบคุมความปลอดภัย แต่การบังคับใช้ยังอ่อนแอ การตรวจสอบปั้นจั่นมักเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน หลักสูตรอบรมบุคลากรยังไม่ตอบโจทย์เครื่องจักรซับซ้อน และแรงงานข้ามชาติมีอุปสรรคด้านการสื่อสาร

นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 227 ทำให้ “วิศวกรแต่ในนาม” กลายเป็นผู้รับผิดทางอาญาเมื่อเกิดเหตุ ตามบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาที่กำหนดให้ต้องควบคุมงานจริงทุกวัน ขณะที่ผู้บริหารหรือเจ้าของบริษัทผู้รับเหมามักหลุดพ้นความรับผิด เนื่องจากไม่มีชื่อในเอกสารควบคุมงาน

เสนอ 4 ระดับความรับผิด–ดึงผู้มีอำนาจเข้ารับผิดชอบ

รายงานเสนอกรอบ “4 ระดับความรับผิดชอบ” ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ ระดับวิชาชีพ ระดับบริหารจัดการ ไปจนถึงระดับกำกับดูแล เพื่อยุติวัฒนธรรมผลักภาระลงล่าง โดยเน้นให้ผู้บริหารโครงการ ผู้รับเหมา เจ้าของโครงการ และที่ปรึกษา ต้องร่วมรับผิดทั้งทางอาญา แพ่ง และมาตรการทางปกครอง

พิมพ์เขียวแก้ปัญหา 3 ระยะ

ก่อนก่อสร้าง ยกระดับมาตรฐานเครื่องจักร ออกมาตรฐานเฉพาะ Launching Gantry กำหนดอายุการใช้งาน ตรวจ NDT 100% และบังคับใช้ “สมุดพกผู้รับเหมา” เชื่อมฐานข้อมูลอุบัติเหตุแบบเรียลไทม์ พร้อมหลัก Zero Tolerance หากมีผู้เสียชีวิตจากความประมาทร้ายแรง

ระหว่างก่อสร้าง ใช้กลไก “ตรวจผู้ตรวจ” ด้วยหน่วยตรวจสอบอิสระ บังคับปิดการจราจร 100% เมื่อทำงานเหนือพื้นที่สาธารณะ และติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดแบบเรียลไทม์ที่สามารถตัดการทำงานอัตโนมัติ

หลังเกิดเหตุ จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุอิสระ เปิดเผยรายงานต่อสาธารณะ และตั้งกองทุนหลักประกันความปลอดภัยเพื่อเยียวยาผู้เสียหายทันที

จากวัวหายล้อมคอก สู่ความปลอดภัยยั่งยืน

รายงานสรุปว่า การแก้ปัญหาแบบเดิมไม่อาจหยุดยั้งโศกนาฏกรรมได้ จำเป็นต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้าง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ “สมุดพกผู้รับเหมา” และสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับว่า “ความปลอดภัยมีต้นทุน แต่ความสูญเสียมีต้นทุนสูงกว่ามหาศาล” หากพิมพ์เขียวนี้ถูกผลักดันอย่างจริงจัง โครงการก่อสร้างของไทยอาจก้าวสู่สัญลักษณ์ของการพัฒนาที่แท้จริง ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความสูญเสียอีกต่อไป.


วิเคราะห์พิมพ์เขียวกระบวนการแก้ปัญหากรณีเครนก่อสร้างถล่มในประเทศไทยพร้อมระดับความรับผิดชอบ: รายงานฉบับสมบูรณ์

1. บทนำ: วิกฤตการณ์ความปลอดภัยในงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานไทย

ในทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) อย่างขนานใหญ่ ทั้งระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตเมือง รถไฟความเร็วสูงเชื่อมภูมิภาค และทางยกระดับเพื่อแก้ปัญหาจราจร อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการก่อสร้างนี้กลับมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่ายด้วยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จากสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำซาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพังถล่มของเครื่องจักรหนักประเภทเครน (Crane) และโครงสร้างติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีต (Launching Gantry) ซึ่งมิใช่เพียงอุบัติเหตุจากเหตุสุดวิสัย แต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึง "ความล้มเหลวเชิงระบบ" (Systemic Failure) ที่ฝังรากลึกในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย

รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงรากเหง้าของปัญหา โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากเหตุการณ์จริง ข้อกฎหมาย มาตรฐานทางวิศวกรรม และคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อนำเสนอ "พิมพ์เขียว" (Blueprint) ในการปฏิรูปกระบวนการบริหารจัดการความปลอดภัยที่ครอบคลุมและยั่งยืน พร้อมทั้งจำแนกระดับความรับผิดชอบ (Levels of Responsibility) ของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อยุติวงจรอุบัติเหตุซ้ำซากนี้

1.1 ภาพรวมสถิติและนัยสำคัญของความสูญเสีย

จากการรวบรวมข้อมูลสถิติอุบัติเหตุย้อนหลัง พบว่ากราฟความสูญเสียมีแนวโน้มแปรผันตรงกับความเร่งรีบในการส่งมอบงานและปริมาณโครงการก่อสร้าง ข้อมูลจากเครือข่ายความปลอดภัยและสื่อมวลชนระบุว่า ในช่วงปี 2560-2568 มีอุบัติเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับเครนและโครงสร้างถล่มเกิดขึ้นนับร้อยครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ก่อสร้างถนนพระราม 2 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "ถนนเจ็ดชั่วโคตร" ที่มีการสูญเสียชีวิตสะสมถึง 132 รายในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา 1

เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญาที่ 3-4 ถล่มทับขบวนรถไฟโดยสาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย และบาดเจ็บกว่า 80 ราย 2 ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่ตอกย้ำถึงความบกพร่องขั้นวิกฤต เหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่การสูญเสียชีวิต แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นในระบบการขนส่งสาธารณะและมาตรฐานวิศวกรรมของประเทศอย่างรุนแรง การหยุดชะงักของเส้นทางรถไฟสายอีสาน 5 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการความปลอดภัยที่มีอยู่ "ล้มเหลว" ในการปกป้องสาธารณชน

ปี พ.ศ.เหตุการณ์สำคัญรายละเอียดความสูญเสียและสาเหตุเบื้องต้น
2565สะพานกลับรถ ถ.พระราม 2 ถล่ม

คานปูนร่วงหล่นทับรถยนต์ประชาชน เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 2 ราย สาเหตุจากการซ่อมแซมที่ไม่ถูกหลักวิศวกรรม 6

2566Launching Gantry ถล่ม ลาดกระบังโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งทางวิ่งรถไฟฟ้าถล่มลงมากลางดึก มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สาเหตุจากความผิดพลาดในขั้นตอนการดึงลวดสลิงและฐานรากที่ไม่มั่นคง
2567เครนล้มทับคนงาน ถ.พระราม 2

สลิงยึดโยงขาดขณะยกชิ้นส่วน ทำให้เครนเสียสมดุลและล้มทับคนงาน เสียชีวิต 1 ราย 6

2568แผ่นปูนและเครนถล่ม ถ.พระราม 2

เกิดเหตุซ้ำซ้อนหลายครั้ง ทั้งเศษวัสดุร่วงหล่นและเครนล้มขวางถนน สะท้อนถึงการขาดการบำรุงรักษาเครื่องจักร 1

2569 (ม.ค.)เครนถล่มทับรถไฟ อ.สีคิ้ว

ฐานรองรับ (Support) ของ Launching Gantry ร่วงหล่นใส่ขบวนรถไฟขณะเคลื่อนที่ เสียชีวิต 32 ราย บาดเจ็บ 55+ ราย ถือเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงระดับภัยพิบัติ 4

1.2 ลักษณะร่วมของอุบัติเหตุ: "ซ้ำซาก" และ "ป้องกันได้"

จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่าอุบัติเหตุเหล่านี้มีลักษณะร่วมกัน (Commonalities) ที่ชี้ชัดว่าสามารถป้องกันได้ (Preventable):

  1. เกิดในพื้นที่สาธารณะ: อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโครงการที่ก่อสร้างเหนือหรือประชิดกับพื้นที่สัญจรของประชาชน (ถนน, ทางรถไฟ) โดยไม่มีการปิดกั้นพื้นที่ที่เพียงพอ 8

  2. เครื่องจักรเก่าและขาดการบำรุงรักษา: การนำ Launching Gantry เก่ามาหมุนเวียนใช้ซ้ำโดยไม่มีการตรวจสอบความล้าของวัสดุ (Material Fatigue) อย่างละเอียด เป็นสาเหตุหลักของการวิบัติ 9

  3. ความผิดพลาดของมนุษย์และการควบคุมงาน: การขาดวิศวกรผู้เชี่ยวชาญควบคุมหน้างานจริง (On-site Supervision) และการปล่อยให้คนงานระดับปฏิบัติการตัดสินใจในขั้นตอนวิกฤต 11


2. นิติวิทยาศาสตร์ทางวิศวกรรม: การวิเคราะห์กลไกการวิบัติของ Launching Gantry และเครน

เพื่อให้เข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหา จำเป็นต้องเจาะลึกในรายละเอียดทางเทคนิคของเครื่องจักรที่ก่อให้เกิดเหตุ โดยเฉพาะ Launching Gantry ซึ่งมีความซับซ้อนและความเสี่ยงสูงกว่าปั้นจั่นทั่วไป

2.1 สถาปัตยกรรมและความเสี่ยงของ Launching Gantry

Launching Gantry ไม่ใช่เพียงแค่ "เครน" แต่เป็นโรงงานเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ยกและติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast Segments) เพื่อประกอบเป็นทางวิ่ง (Viaduct) กลไกการทำงานของมันประกอบด้วยโครงสร้างเหล็กถัก (Truss) ที่วางพาดอยู่บนตอม่อสะพาน และสามารถ "เดิน" (Launch) ไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเองเมื่อเสร็จสิ้นแต่ละช่วงเสา

ความเสี่ยงสูงสุดของ Launching Gantry เกิดขึ้นใน 2 สภาวะ:

  1. สภาวะรับน้ำหนักยก (Lifting Condition): เมื่อทำการยกชิ้นส่วนคอนกรีตขึ้นจากพื้นหรือรถขนส่ง น้ำหนักทั้งหมดจะถ่ายลงสู่คานเหล็กและฐานรองรับ หากมีการคำนวณน้ำหนักผิดพลาด หรืออุปกรณ์ยก (Lifting Gear) ชำรุด จะนำไปสู่การร่วงหล่นทันที

  2. สภาวะเคลื่อนตัว (Launching Operation): เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด เนื่องจากโครงสร้างต้องมีการเปลี่ยนถ่ายจุดรองรับ (Support Relocation) จากตอม่อหนึ่งไปยังอีกตอม่อหนึ่ง เสถียรภาพของโครงสร้างจะลดลง และจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) จะมีการเคลื่อนย้าย

กรณีศึกษา: อุบัติเหตุรถไฟความเร็วสูง อ.สีคิ้ว 7

ข้อมูลจากการวิเคราะห์เบื้องต้นระบุว่า สาเหตุของการถล่มเกิดจาก "ฐานรองรับตัวกลาง" (Support) ร่วงหล่นลงมา ฐานรองรับนี้มีหน้าที่รับน้ำหนักมหาศาล (20-30 ตัน) และยึดโครงสร้างเหล็กไว้กับคานขวางสะพาน สาเหตุที่เป็นไปได้ทางวิศวกรรม ได้แก่:

  • ความบกพร่องของจุดยึดรั้ง (Connection Failure): น็อตหรือสลักเกลียว (Bolts/Pins) ที่ยึดฐานรองรับอาจเกิดการคลายตัวจากแรงสั่นสะเทือนสะสม หรือเกิดความเสียหายจากแรงเฉือน (Shear Failure) ระหว่างการติดตั้งหรือเคลื่อนย้าย

  • ความผิดพลาดในขั้นตอนการติดตั้ง (Installation Sequence Error): หากมีการปลดจุดยึดชั่วคราว (Temporary Fixation) ก่อนที่จุดยึดถาวรจะมั่นคง หรือมีการเคลื่อนย้ายฐานรองรับผิดจังหวะ จะทำให้ชิ้นส่วนหลุดร่วงลงมาได้

  • แรงกระแทก (Impact Load): การกระแทกจากการเคลื่อนที่ของโครงสร้างหลักอาจทำให้จุดยึดที่เปราะบางแตกหัก

2.2 ปัญหาความล้าของวัสดุ (Material Fatigue) ในเครื่องจักรเก่า

ประเด็นสำคัญที่ถูกมองข้ามคือ "อายุการใช้งาน" ของ Launching Gantry ผู้รับเหมาส่วนใหญ่มักใช้อุปกรณ์ชุดเดิมหมุนเวียนไปตามโครงการต่างๆ เป็นเวลานานนับสิบปี โลหะที่รับแรงดึงและแรงอัดสลับไปมา (Cyclic Loading) ตลอดเวลาจะเกิดความล้า (Fatigue) ซึ่งนำไปสู่การเกิดรอยร้าวขนาดเล็ก (Micro-cracks) ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า 9 หากไม่มีการตรวจสอบด้วยวิธีไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing - NDT) เช่น การอุตร้าโซนิก (Ultrasonic Testing) หรือการตรวจสอบอนุภาคแม่เหล็ก (Magnetic Particle Testing) รอยร้าวเหล่านี้จะขยายตัวจนถึงจุดวิกฤตและนำไปสู่การวิบัติอย่างฉับพลัน (Catastrophic Failure) โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

2.3 มาตรฐานสากลเปรียบเทียบกับบริบทไทย

ในต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง มีคู่มือ "Guidelines for Safe Use of Launching Gantry" ที่ระบุข้อกำหนดเข้มงวดเกี่ยวกับการตรวจสอบ การคำนวณแรงลม (Wind Load) และการตรวจสอบเสถียรภาพ 14 รวมถึงมาตรฐาน OSHA ของสหรัฐอเมริกาที่เน้นย้ำเรื่องการตรวจสอบ Load Chart และสภาพพื้นดิน 15

ในทางกลับกัน ประเทศไทยยังขาด "มาตรฐานเฉพาะ" สำหรับ Launching Gantry โดยมักอ้างอิงรวมไปกับมาตรฐานปั้นจั่นทั่วไป ซึ่งไม่ครอบคลุมพลวัตการทำงานที่ซับซ้อนของเครื่องจักรชนิดนี้ นอกจากนี้ การตรวจสอบในไทยมักเน้นที่เอกสาร (Paper-based Inspection) มากกว่าการตรวจสอบทางวิศวกรรมเชิงลึก (Engineering Audit) ทำให้เครื่องจักรที่ไม่มีความพร้อมหลุดรอดเข้าสู่หน้างานได้


3. โครงสร้างทางกฎหมาย: ช่องโหว่และการบังคับใช้ที่ไร้ประสิทธิภาพ

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายความปลอดภัยที่ดูเหมือนจะครอบคลุม แต่ในทางปฏิบัติกลับพบช่องโหว่ (Loopholes) และอุปสรรคในการบังคับใช้ที่ทำให้กฎหมายเหล่านี้เป็นเพียง "เสือกระดาษ"

3.1 กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ เกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564

กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายหลักในการควบคุมการใช้ปั้นจั่น โดยมีสาระสำคัญที่ต้องวิเคราะห์ดังนี้:

  • การทดสอบและตรวจสอบ: กฎหมายแบ่งความถี่การตรวจสอบตามพิกัดน้ำหนัก เช่น ปั้นจั่นขนาดเกิน 3 ตัน ต้องตรวจสอบทุก 3 เดือน 17

    • ปัญหา: การตรวจสอบจริงมักทำโดยวิศวกรภายนอกที่ผู้รับเหมาจ้างมาเอง ซึ่งอาจเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) หรือการ "เซ็นผ่าน" เพื่อให้งานเดินต่อได้ โดยไม่มีการตรวจสอบเชิงลึกถึงโครงสร้างภายใน

  • คุณสมบัติบุคลากร: กำหนดให้ผู้บังคับปั้นจั่น (Operator), ผู้ให้สัญญาณ (Signaller), ผู้ยึดเกาะวัสดุ (Rigger) และผู้ควบคุมการใช้ (Supervisor) ต้องผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียน 19

    • ปัญหา: หลักสูตรอบรมมักเน้นทฤษฎีพื้นฐาน แต่ขาดการฝึกอบรมเฉพาะทางสำหรับเครื่องจักรซับซ้อนอย่าง Launching Gantry นอกจากนี้ แรงงานหน้างานมักเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีอุปสรรคด้านภาษาและการสื่อสาร ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญในการปฏิบัติงาน 14

3.2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 และกับดัก "วิศวกรแต่ในนาม"

มาตรา 227 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม หรือทำการก่อสร้าง... ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์... โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี" 21

นี่คือจุดตายของวิศวกรไทย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15335/2555 ได้วางบรรทัดฐานที่สั่นสะเทือนวงการ โดยตัดสินว่า "วิศวกรควบคุมงานต้องควบคุมงานจริงทุกวัน ไม่ใช่แค่มีชื่อในเอกสาร การไม่อยู่หน้างานถือเป็นการละเว้นหน้าที่และมีความผิดทางอาญา" 12

  • นัยสำคัญ: วิศวกรจำนวนมากรับงานโดยมีชื่อเป็นผู้ควบคุมงาน (เพื่อรับค่าตอบแทนค่าใบประกอบวิชาชีพ) แต่ไม่ได้เข้าหน้างานจริง หรือเข้าไปเพียงเดือนละครั้ง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ วิศวกรเหล่านี้จึงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ แม้จะอ้างว่าเป็นเพียงลูกจ้างหรือทำตามคำสั่งนายจ้าง

  • ความเสี่ยง: ในขณะที่วิศวกรหน้างานรับโทษจำคุก ผู้บริหารระดับสูงหรือเจ้าของบริษัทผู้รับเหมาที่แท้จริงมักรอดพ้นจากความผิดตามมาตรานี้ เนื่องจากไม่ได้มีชื่อเป็น "ผู้ควบคุมงาน" ในทางนิตินัย

3.3 พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานและกองทุนเงินทดแทน

ในมิติของการเยียวยา กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยกรณีลูกจ้างเสียชีวิต 70% ของค่าจ้างเป็นเวลา 10 ปี 23 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเยียวยามักต่ำกว่าความเสียหายจริง และกระบวนการเรียกร้องมักล่าช้า การที่บริษัทผู้รับเหมามักทำประกันภัยวงเงินต่ำ หรือมีข้อยกเว้นความคุ้มครอง ทำให้ภาระตกอยู่กับผู้สูญเสียและภาครัฐ

3.4 พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ: "สมุดพกผู้รับเหมา"

นี่คือเครื่องมือใหม่ที่ถูกคาดหวังว่าจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการ หรือ "สมุดพกผู้รับเหมา" มีเป้าหมายเพื่อตัดสิทธิผู้รับเหมาที่มีประวัติทิ้งงานหรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง 25

  • กลไก: หากเกิดอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิต ผู้รับเหมาจะถูก "ตัดคะแนน" หากคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์จะถูก "ลดชั้น" (Downgrade) หรือ "เพิกถอนสิทธิ" (De-list) จากบัญชีผู้รับเหมาของกรมบัญชีกลาง ทำให้ไม่สามารถรับงานภาครัฐได้

  • สถานะปัจจุบัน: มาตรการนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่มีการบังคับใช้เต็มรูปแบบที่เข้มข้นพอ การ "ขึ้นบัญชีดำ" (Blacklist) ยังทำได้ยากในทางปฏิบัติเนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายและการต่อสู้คดีทางปกครองของผู้รับเหมา


4. การจำแนกระดับความรับผิดชอบ (Levels of Responsibility Framework)

เพื่อขจัดวัฒนธรรม "ลอยตัวเหนือปัญหา" รายงานฉบับนี้ขอเสนอโครงสร้างความรับผิดชอบ 4 ระดับ (4-Tier Responsibility Matrix) ที่จำแนกหน้าที่และความรับผิดทางกฎหมายอย่างชัดเจน

ตารางที่ 1: โครงสร้างระดับความรับผิดชอบกรณีอุบัติเหตุเครนและ Launching Gantry

ระดับ (Level)ผู้รับผิดชอบ (Actor)หน้าที่หลัก (Duty of Care)ฐานความผิดทางกฎหมาย (Legal Liability)
ระดับ 1: ปฏิบัติการผู้บังคับเครน / ผู้ให้สัญญาณ / คนงาน

- ปฏิบัติตามแผนการยก (Lifting Plan) และคู่มืออย่างเคร่งครัด


- หยุดการทำงานทันทีหากพบความเสี่ยงหรือสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย


- ตรวจสอบอุปกรณ์เบื้องต้นก่อนเริ่มงาน (Pre-operation Check)

- ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ป.อาญา ม.291): โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี


- ฝ่าฝืน พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ

ระดับ 2: ควบคุมและวิชาชีพวิศวกรควบคุมงาน (Site Eng) / จป.วิชาชีพ

- ต้องอยู่หน้างานจริง ตลอดเวลาที่มีการยกของหนักหรือเคลื่อนย้าย Gantry 12


- ตรวจสอบและอนุมัติ Lifting Plan และ Method Statement


- ตรวจสอบความพร้อมของฐานรองรับและโครงสร้าง

- ป.อาญา มาตรา 227: ผู้มีวิชาชีพกระทำการประมาท (จำคุกไม่เกิน 5 ปี)


- พ.ร.บ. วิศวกร: ผิดจรรยาบรรณร้ายแรง (เพิกถอนใบอนุญาต)


- พ.ร.บ. ความปลอดภัย: ไม่ดำเนินการตามมาตรฐาน (จำคุก/ปรับ) 27

ระดับ 3: บริหารจัดการผู้จัดการโครงการ (PM) / กรรมการบริษัทผู้รับเหมา

- จัดหาเครื่องจักรที่มีคุณภาพและผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล


- จัดสรรงบประมาณด้านความปลอดภัย (Safety Budget) ให้เพียงพอ


- คัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ (Competency) และจัดอบรมเฉพาะทาง

- ความรับผิดของนิติบุคคล: เป็นจำเลยร่วมในคดีอาญาและแพ่ง


- พ.ร.บ. ความปลอดภัย ม.53: นายจ้างฝ่าฝืนกฎกระทรวง (จำคุกไม่เกิน 1 ปี)


- มาตรการสมุดพก: ถูกลดชั้น/ตัดสิทธิประมูลงานรัฐ 26

ระดับ 4: กำกับดูแลเจ้าของโครงการ (รฟท./ทล.) / บริษัทที่ปรึกษา (Consultant)

- ตรวจสอบคุณสมบัติผู้รับเหมาและเครื่องจักรก่อนอนุมัติเข้าพื้นที่


- กำกับดูแลให้ผู้รับเหมาปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด


- สั่งหยุดงาน (Stop Work Order) ทันทีที่พบความไม่ปลอดภัย

- ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ป.อาญา ม.157): กรณีเจ้าหน้าที่รัฐละเลย


- ความรับผิดทางแพ่ง: ชดใช้ค่าเสียหายในฐานะผู้ว่าจ้าง


- ความรับผิดตามสัญญา: บริษัทที่ปรึกษาถูกปรับหรือเลิกจ้างหากละเลยการตรวจสอบ

ข้อสังเกต: ในอดีต ความรับผิดมักหยุดอยู่ที่ระดับ 1 และ 2 แต่แนวโน้มปัจจุบันสังคมและกฎหมายเริ่มเพ่งเล็งไปที่ระดับ 3 และ 4 มากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการ "สมุดพกผู้รับเหมา" ที่ออกแบบมาเพื่อลงโทษระดับองค์กรโดยตรง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบังคับให้ผู้บริหารต้องใส่ใจความปลอดภัยอย่างจริงจัง


5. พิมพ์เขียว (Blueprint) กระบวนการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ

จากการวิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดข้างต้น รายงานฉบับนี้ขอเสนอ "พิมพ์เขียว" การแก้ปัญหาที่ครอบคลุม 3 ระยะ เพื่อยกระดับความปลอดภัยสู่อนาคต

5.1 พิมพ์เขียวระยะเตรียมการ (Pre-Construction Phase): การคัดกรองเข้มข้น

  1. ยกระดับมาตรฐานเครื่องจักร (Machinery Standards Update):

    • กรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมกับ วสท. และสภาวิศวกร ต้องเร่งออก "มาตรฐานการตรวจสอบและใช้งาน Launching Gantry" แห่งชาติ โดยอ้างอิงมาตรฐานสากล (เช่น BS, EN, หรือ OSHA) กำหนดให้มีการคำนวณ Wind Load, Stability Check และการตรวจสอบ NDT จุดเชื่อมต่อวิกฤต 100% ก่อนนำเข้าโครงการ 14

    • กำหนดอายุการใช้งานสูงสุดของโครงสร้างหลัก (Main Truss) ของ Launching Gantry และต้องมี "สมุดประวัติเครื่องจักร" (Logbook) ที่บันทึกประวัติการซ่อมและใช้งานอย่างละเอียด

  2. การบังคับใช้ "สมุดพกผู้รับเหมา" เชิงรุก:

    • กรมบัญชีกลางต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลประวัติอุบัติเหตุจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเข้ากับระบบจัดซื้อจัดจ้าง e-GP แบบ Real-time

    • กำหนดเกณฑ์ "Zero Tolerance" หากเกิดอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตจากความประมาทเลินเล่อร้ายแรง ให้พักใบอนุญาตการประมูลงานทันที (Immediate Suspension) ระหว่างรอผลสอบสวน 26

5.2 พิมพ์เขียวระยะก่อสร้าง (Construction Phase): การควบคุมแบบ Real-time

  1. มาตรการ "Check the Checker" (ผู้ตรวจสอบผู้ตรวจ):

    • นำข้อเสนอของ วสท. มาปฏิบัติจริง โดยให้มี "หน่วยตรวจสอบอิสระ" (Third Party Auditor) ที่ได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพ ทำหน้าที่สุ่มตรวจ (Surprise Audit) การทำงานของทั้งผู้รับเหมาและบริษัทที่ปรึกษา เพื่อยืนยันว่าวิศวกรคุมงานอยู่จริงและมาตรการความปลอดภัยถูกปฏิบัติจริง 29

  2. เขตนิรภัยสีแดง (Red Zone Enforcement) และเทคโนโลยี:

    • ห้ามทำงานเหนือพื้นที่สัญจรเด็ดขาด: หากจำเป็นต้องยกชิ้นงานข้ามถนนหรือทางรถไฟ ต้องทำการปิดการจราจร 100% (Total Closure) ในช่วงเวลานั้น ไม่มีการอนุโลมให้เปิดช่องทางจราจรบางส่วน 8

    • Smart Monitoring: บังคับติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดความเอียง (Tilt Sensor), แรงลม (Anemometer), และน้ำหนัก (Load Cell) บน Launching Gantry ทุกตัว โดยข้อมูลต้องส่งแบบ Real-time ไปยังศูนย์ควบคุมและวิศวกรควบคุมงาน หากค่าเกินพิกัด ระบบต้องแจ้งเตือนและตัดการทำงานอัตโนมัติ

5.3 พิมพ์เขียวระยะหลังเกิดเหตุ (Post-Incident Phase): การเรียนรู้และเยียวยา

  1. คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุอิสระ (Independent Accident Investigation Board):

    • จัดตั้งหน่วยงานถาวรที่มีอำนาจตามกฎหมายในการสอบสวนอุบัติเหตุก่อสร้างสาธารณะ (คล้าย NTSB ของสหรัฐฯ) โดยไม่อยู่ภายใต้อาณัติของเจ้าของโครงการ เพื่อหาสาเหตุเชิงลึกและออกข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ โดยต้องเปิดเผยรายงานต่อสาธารณะ 31

  2. กองทุนประกันภัยค้ำประกันความปลอดภัย (Safety Bond):

    • กำหนดให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต้องวางหลักประกันความปลอดภัย (Safety Bond) หากเกิดอุบัติเหตุ เงินส่วนนี้จะถูกนำมาใช้เยียวยาผู้เสียหายทันทีโดยไม่ต้องรอผลคดี เพื่อความรวดเร็วและเป็นธรรม


6. บทสรุป: จาก "วัวหายล้อมคอก" สู่ "วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน"

อุบัติเหตุเครนและ Launching Gantry ถล่มในประเทศไทย เป็นบทเรียนราคาแพงที่แลกมาด้วยชีวิตของประชาชนและคนงาน การแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิมๆ เช่น การสั่งหยุดงานชั่วคราวหรือปรับเงินเพียงเล็กน้อย ได้พิสูจน์แล้วว่าไร้ผล พิมพ์เขียวที่นำเสนอในรายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยดึงความรับผิดชอบกลับมาสู่ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง และใช้เทคโนโลยีรวมถึงกลไกการตรวจสอบที่เข้มข้นเข้ามาช่วย

การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยอมรับความจริงว่า "ความปลอดภัยมีต้นทุน แต่ความสูญเสียมีต้นทุนที่สูงกว่ามหาศาล" รัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ในการบังคับใช้กฎหมาย "สมุดพกผู้รับเหมา" เพื่อคัดกรองผู้ประกอบการที่ไร้ความรับผิดชอบออกจากระบบ สภาวิศวกรต้องกล้าลงดาบสมาชิกที่ขายจรรยาบรรณ และภาคเอกชนต้องตระหนักว่าความปลอดภัยคือหัวใจของความยั่งยืนทางธุรกิจ มิใช่เพียงภาระทางบัญชี

หากพิมพ์เขียวนี้ถูกผลักดันให้เป็นนโยบายปฏิบัติอย่างจริงจัง เราอาจจะไม่สามารถลบภาพจำของโศกนาฏกรรมในอดีตได้ แต่เราจะสามารถหยุดยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอนาคต เพื่อให้โครงการก่อสร้างของไทยเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาที่แท้จริง ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความสูญเสีย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองไทยเดินเกม “ดิจิทัล–เอไอ” สอดรับยุค AI Plus จีน ท่ามกลางโจทย์อธิปไตยเทคโนโลยี

รายงานวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย เผยให้เห็นว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแ...