รายงานวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย เผยให้เห็นว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางการเมืองแบบเดิม แต่เป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ “เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)” และ “เศรษฐกิจดิจิทัล” ถูกยกระดับขึ้นเป็นแกนกลางของนโยบายพรรคการเมือง ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และการขยายอิทธิพลของยุทธศาสตร์ “AI Plus” ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
บทสรุปผู้บริหารของรายงานระบุว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลักในไทยมีทั้ง “จุดบรรจบเชิงยุทธศาสตร์” และ “รอยร้าวทางอุดมการณ์” เมื่อพิจารณาเทียบกับยุทธศาสตร์ AI Plus ของจีน ซึ่งเริ่มบังคับใช้อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2568 และมุ่งบูรณาการ AI เข้ากับเศรษฐกิจจริงทุกภาคส่วน เพื่อสร้างกำลังการผลิตใหม่และยกระดับจีนสู่มหาอำนาจเทคโนโลยีภายในปี 2578
เศรษฐกิจติดหล่ม ดัน AI เป็นเครื่องยนต์ใหม่
รายงานชี้ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ถูกประเมินไว้เพียงร้อยละ 1.6–2.1 สะท้อนข้อจำกัดของโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมที่พึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยว พรรคการเมืองจึงต้องแสวงหา “เครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่” โดยพร้อมใจกันชู AI และเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นคำตอบ เกิดปรากฏการณ์ “ประชานิยมทางเทคโนโลยี” แทนที่ประชานิยมแบบแจกเงินในอดีต
เพื่อไทย–ประชาชน–ภูมิใจไทย จุดร่วมและจุดต่าง
การวิเคราะห์นโยบายของ 3 พรรคหลักพบว่า
พรรคเพื่อไทย เน้นบทบาทรัฐนำการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และนโยบายอย่าง Digital Wallet, Smart Agriculture และโครงการ Landbridge ซึ่งมีความสอดรับสูงกับยุทธศาสตร์ AI Plus และ Digital Silk Road ของจีน
พรรคภูมิใจไทย ใช้แนวทางปฏิบัตินิยม รับแนวคิด “AI Plus” มาปรับใช้ในบริบทไทย ทั้งการบริหารรัฐ การจัดการภัยพิบัติ และเศรษฐกิจฐานราก สอดคล้องกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจีน
พรรคประชาชน วางจุดยืนต่างออกไป โดยเสนอ “รัฐแพลตฟอร์ม” Open Data และการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัว เน้นความโปร่งใสและการกระจายอำนาจ ซึ่งอาจขัดแย้งกับโมเดลการกำกับดูแลแบบรวมศูนย์ของจีน
แม้แนวคิดแตกต่าง แต่รายงานระบุว่าทั้งสามพรรคมีจุดร่วมสำคัญในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการสร้างเมืองอัจฉริยะ ซึ่งล้วนเอื้อต่อการขยายบทบาทเทคโนโลยีจีนในไทยและอาเซียน
EV–Smart City–Landbridge ตัวเร่งผูกพันจีน
รายงานชี้ว่า ไทยกำลังกลายเป็นฐานการผลิต EV และศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะของจีน จากนโยบายภาครัฐที่เอื้อการลงทุน ขณะเดียวกัน การพัฒนา Smart City และระบบความปลอดภัยสาธารณะด้วยเทคโนโลยี AI จากจีน สร้างทั้งโอกาสด้านประสิทธิภาพและความกังวลเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ส่วนโครงการ Landbridge ถูกมองว่าเป็นมากกว่าโครงการโลจิสติกส์ แต่เป็นการเชื่อมไทยเข้ากับยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงของจีนโดยตรง
ความเสี่ยงอธิปไตยข้อมูล–ตลาดแรงงาน
อย่างไรก็ดี รายงานเตือนถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีจีนมากเกินไป ทั้งปัญหาอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) การผูกขาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลกระทบต่อตลาดแรงงานจากระบบอัตโนมัติ โดยแรงงานทักษะต่ำ–กลางของไทยมีแนวโน้มถูกแทนที่ ขณะที่บุคลากร AI ระดับสูงยังขาดแคลน
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ถ่วงดุล ไม่ผูกขาด
รายงานเสนอให้รัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง 2569 ใช้ยุทธศาสตร์ “Dual-Stack” กระจายแหล่งเทคโนโลยี ไม่ผูกขาดกับประเทศใดประเทศหนึ่ง เร่งออกกฎหมาย AI และ Data Sovereignty ที่เข้มแข็ง กำหนดเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม และตั้งกองทุนรองรับการเปลี่ยนผ่านแรงงานจากผลกระทบ AI
รายงานสรุปว่า การเลือกตั้งปี 2569 คือการตัดสินใจเลือก “ระบบปฏิบัติการ” ให้อนาคตประเทศ ว่าประเทศไทยจะบูรณาการเข้ากับคลื่นเทคโนโลยีจีนอย่างลึกซึ้งเพียงใด หรือจะถ่วงดุลเพื่อรักษาอธิปไตยทางดิจิทัลและผลประโยชน์ระยะยาวของชาติ ท่ามกลางการแข่งขันทางเทคโนโลยีของมหาอำนาจโลก.
วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทยสอดรับกับการพัฒนายุคเอไอพลัสของจีน: พลวัตทางอำนาจ เศรษฐกิจดิจิทัล และอธิปไตยทางเทคโนโลยี
บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับภูมิทัศน์ทางการเมืองและนโยบายด้านดิจิทัลของพรรคการเมืองหลักในประเทศไทย ในบริบทของการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยทำการตรวจสอบความสอดคล้อง (Strategic Alignment) ความขัดแย้ง (Strategic Divergence) และนัยยะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อยุทธศาสตร์ชาติ "AI Plus" (Artificial Intelligence Plus) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการและเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเข้มข้นตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา
การศึกษาพบว่า การเลือกตั้งปี 2569 มิใช่เพียงการแข่งขันเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองแบบดั้งเดิม แต่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) และเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ถูกยกระดับขึ้นเป็น "แกนกลาง" ของนโยบายหาเสียง (Tech-centric Platforms) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ สภาวะแวดล้อมดังกล่าวบีบบังคับให้ประเทศไทยต้องกำหนดทิศทางที่ชัดเจนในการวางตำแหน่งตนเองในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก (Global Tech Supply Chain) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าและนักลงทุนรายใหญ่ที่สุด ได้ประกาศใช้แผนปฏิบัติการ "AI Plus" ที่มุ่งเน้นการบูรณาการ AI เข้ากับเศรษฐกิจจริง (Real Economy) อย่างลึกซึ้ง
ผลการวิเคราะห์นโยบายของพรรคการเมืองหลัก 3 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ชี้ให้เห็นถึง "จุดบรรจบเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Convergence) ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ซึ่งนโยบายเหล่านี้มีความสอดรับและเกื้อหนุนต่อการขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยีของจีนในภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตาม ยังคงปรากฏ "รอยร้าวทางอุดมการณ์" (Ideological Fissures) ในด้านการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) สิทธิความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพทางดิจิทัล โดยเฉพาะในนโยบายของพรรคประชาชนที่เน้นแนวทาง "รัฐแพลตฟอร์ม" (Platform State) ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งอาจขัดแย้งกับโมเดลการควบคุมแบบรวมศูนย์ของจีน
รายงานฉบับนี้ยังได้เจาะลึกถึงความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเผชิญจากการพึ่งพาเทคโนโลยีจีนมากเกินไป (Technological Over-dependence) ปัญหาการทะลักเข้ามาของสินค้าเทคโนโลยีราคาถูกที่อาจทำลายโครงสร้างการผลิตในประเทศ (Supply Glut) และผลกระทบต่อตลาดแรงงานจากการแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ พร้อมทั้งเสนอแนะกรอบนโยบายเพื่อรักษา "อธิปไตยทางดิจิทัล" (Digital Sovereignty) ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ของจีน
1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยและคลื่นสึนามิเทคโนโลยีจีน
1.1 บริบททางการเมืองและเศรษฐกิจไทยก่อนการเลือกตั้ง 2569
การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย รายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 ไว้ที่ระดับต่ำเพียงร้อยละ 1.6 ถึง 2.1
สภาวะวิกฤตนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องแสวงหา "เครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่" (New Growth Engines) มานำเสนอต่อประชาชน ซึ่งทุกพรรคต่างเล็งเห็นตรงกันว่า "เศรษฐกิจดิจิทัล" และ "ปัญญาประดิษฐ์" คือทางออกสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของประเทศ การหาเสียงในปี 2569 จึงเต็มไปด้วยคำศัพท์ทางเทคนิคและวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็น "AI for All," "Platform State," หรือ "Smart Agriculture" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางการเมืองจาก "ประชานิยมแบบแจกเงิน" สู่ "ประชานิยมทางเทคโนโลยี" (Techno-populism)
1.2 การอุบัติขึ้นของยุค "AI Plus" ในจีน
ในขณะที่ไทยกำลังดิ้นรนกับการปรับตัว สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของการพัฒนาด้วยการประกาศใช้แผนปฏิบัติการ "AI Plus" (AI+) อย่างเป็นทางการในปี 2568 แผนงานนี้มิใช่เพียงนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมทั่วไป แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ชาติ" ที่มุ่งเน้นการปฏิวัติโครงสร้างการผลิตและสังคมจีนด้วยปัญญาประดิษฐ์
ความสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ต่อประเทศไทยมิได้จำกัดอยู่เพียงมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ขยายครอบคลุมถึง "โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ" ที่ไทยกำลังพยายามสร้างขึ้น การที่จีนเร่งส่งออกเทคโนโลยี 5G, 6G, Cloud Computing และ AI Applications ผ่านโครงการ "Digital Silk Road" มายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ไทยกลายเป็น "พื้นที่ยุทธศาสตร์" (Strategic Terrain) ที่จีนต้องการเข้ามาวางรากฐานทางเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและมาตรฐานดิจิทัลเข้ากับระบบนิเวศของจีน
1.3 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา
รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงซ้อนระหว่างนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองไทยกับยุทธศาสตร์ AI Plus ของจีน โดยมุ่งเน้นตอบคำถามวิจัยสำคัญดังนี้:
นโยบายดิจิทัลของพรรคการเมืองไทยมีความสอดคล้องหรือขัดแย้งกับยุทธศาสตร์ AI Plus ของจีนในมิติใดบ้าง?
การขยายตัวของระบบนิเวศเทคโนโลยีจีนในไทยจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคมไทยในระยะยาว?
ประเทศไทยควรวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์อย่างไรเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติท่ามกลางการแข่งขันทางเทคโนโลยีของมหาอำนาจ?
2. ถอดรหัสยุทธศาสตร์ "AI Plus" ของจีน (2025-2035): พิมพ์เขียวเพื่อการครองโลกดิจิทัล
เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย จำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึง "พิมพ์เขียว" ที่จีนได้วางไว้สำหรับการพัฒนา AI ในทศวรรษหน้า แผนปฏิบัติการ "AI Plus" ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่เป็นการ "เขียนระบบปฏิบัติการใหม่" ให้กับเศรษฐกิจและสังคมโลก
2.1 วิสัยทัศน์และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์
คณะรัฐมนตรีจีน (State Council) ได้ออกเอกสาร "ความเห็นว่าด้วยการดำเนินการเชิงลึกในโครงการ AI Plus" (Opinions on Deepening the Implementation of the 'Artificial Intelligence+' Initiative) เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยกำหนดกรอบเวลาการดำเนินงานระหว่างปี 2568 ถึง 2578
เป้าหมายระยะสั้นและระยะกลาง (2570-2573):
ปี 2570: จีนตั้งเป้าหมายให้อัตราการเข้าถึง (Penetration Rate) ของอุปกรณ์อัจฉริยะรุ่นใหม่ (New-generation smart terminals) และตัวแทนอัจฉริยะ (AI Agents) เกินร้อยละ 70 ในภาคอุตสาหกรรมหลัก
4 นี่หมายความว่าภายใน 2 ปีข้างหน้า สินค้าและบริการจากจีนที่จะหลั่งไหลเข้ามาในไทยจะมี AI ฝังตัว (Embedded AI) เป็นมาตรฐานปี 2573: อัตราการเข้าถึงต้องเกินร้อยละ 90 และ "เศรษฐกิจอัจฉริยะ" (Intelligent Economy) จะต้องกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน GDP ของจีน
4 โครงสร้างพื้นฐาน: การสร้างพลังการประมวลผล (Computing Power) ระดับชาติให้ได้มากกว่า 300 EFLOPS และการสร้าง "ตลาดข้อมูลแห่งชาติ" (National Data Market) ที่เป็นเอกภาพ เพื่อให้ข้อมูลสามารถไหลเวียนและถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด
9
2.2 หกเสาหลักของการบูรณาการ (The Six Pillars of Integration)
ยุทธศาสตร์ AI Plus ระบุถึง 6 ภาคส่วนหลักที่ต้องได้รับการ "บวก" ด้วย AI อย่างเร่งด่วน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (S&T): เร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ด้วย AI (AI for Science)
อุตสาหกรรมการผลิต (Industry): ยกระดับห่วงโซ่อุปทานด้วยโรงงานอัจฉริยะและหุ่นยนต์
การบริโภค (Consumption): สร้างประสบการณ์ใหม่ผ่าน Metaverse และสินค้าอัจฉริยะ
สวัสดิการสังคม (Public Welfare): การแพทย์และการศึกษาทางไกลผ่าน AI
การกำกับดูแล (Governance): การใช้ AI ในการบริหารจัดการเมืองและความปลอดภัยสาธารณะ
ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Collaborations): การกำหนดมาตรฐาน AI โลกและการส่งออกเทคโนโลยี
2.3 กรอบการกำกับดูแลที่เข้มงวด (The Regulatory Fortress)
สิ่งที่ทำให้โมเดล AI ของจีนแตกต่างจากตะวันตกคือ "การกำกับดูแลที่นำหน้าการพัฒนา" (Regulation-led Development) จีนได้วางรากฐานกฎหมายที่ซับซ้อนเพื่อควบคุมเทคโนโลยี:
การควบคุมอัลกอริทึม (Algorithm Regulation): จีนเป็นประเทศแรกที่บังคับใช้กฎหมายควบคุมอัลกอริทึมการแนะนำเนื้อหา (Recommendation Algorithms) เพื่อป้องกันการครอบงำความคิดและการเลือกปฏิบัติ
4 เทคโนโลยีสังเคราะห์เชิงลึก (Deep Synthesis & Deepfakes): กฎหมายบังคับให้ผู้ให้บริการต้อง "ติดฉลาก" (Labeling) เนื้อหาที่สร้างโดย AI อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสนและข่าวลวง
4 ระบบการขึ้นทะเบียน (Filing System): โมเดล AI และอัลกอริทึมที่มีผลกระทบต่อสังคมต้องได้รับการตรวจสอบและขึ้นทะเบียนกับสำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซ (CAC) ก่อนให้บริการ
11
กรอบกฎหมายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ใช้ในจีน แต่กำลังถูกผลักดันให้เป็น "มาตรฐานสากล" ผ่านข้อริเริ่ม Global AI Governance Initiative ซึ่งไทยในฐานะพันธมิตรใกล้ชิดอาจได้รับอิทธิพลในการร่างกฎหมายของตนเอง
3. สมรภูมิการเมืองไทย: อุดมการณ์ดิจิทัลและนโยบายหาเสียงปี 2569
การเลือกตั้งปี 2569 ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์นโยบายจาก "ประชานิยมแบบดั้งเดิม" สู่ "ประชานิยมเชิงโครงสร้าง" (Structural Populism) โดยมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลัก พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้นำเสนอนโยบายที่สะท้อนถึงจุดยืนที่แตกต่างกันในการตอบสนองต่อกระแสโลกและอิทธิพลของจีน
3.1 พรรคเพื่อไทย: รัฐอำนวยการและโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์ (The Pragmatic Builder)
พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาลเดิม ยังคงยึดมั่นในแนวทาง "คิดใหญ่ ทำเป็น" โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega-projects) และการใช้เทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
ยุทธศาสตร์ "AI for All" และ Digital Wallet: พรรคเพื่อไทยยังคงผลักดันโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ให้เป็นรากฐานของระบบการชำระเงินและข้อมูลภาครัฐ โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสู่ "Super App" ที่รวมบริการภาครัฐทั้งหมดไว้ในจุดเดียว
3 แนวคิดนี้มีความคล้ายคลึงอย่างมากกับโมเดล WeChat ของจีน ซึ่งรวมทุกบริการในแอปเดียว และเอื้อต่อการเก็บรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อนำไปวิเคราะห์และกำหนดนโยบายเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture): นโยบาย "AI Plus Agriculture" ที่เน้นการใช้ AI พยากรณ์อากาศและราคา รวมถึงการสนับสนุนโดรนเพื่อการเกษตร
3 สอดรับโดยตรงกับความร่วมมือไทย-จีนที่ได้ลงนาม MOU กันในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่12 โครงการ Landbridge: พรรคเพื่อไทยเป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดันโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน โครงการนี้มีนัยยะสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อจีนในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องแคบมะละกา (Malacca Dilemma) และเปิดโอกาสให้บริษัทจีนเข้ามาลงทุนในระบบท่าเรืออัจฉริยะและระบบราง
13 การที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่สะท้อนถึงความพร้อมในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่แนบแน่นกับจีน
3.2 พรรคประชาชน: รัฐแพลตฟอร์มและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (The Liberal Reformist)
พรรคประชาชน (สืบทอดอุดมการณ์จากพรรคก้าวไกล) นำเสนอวิสัยทัศน์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยเน้นการกระจายอำนาจทางดิจิทัล (Digital Decentralization) ความโปร่งใส และการทลายการผูกขาด
รัฐแพลตฟอร์ม (Platform State) และ Open Data: พรรคประชาชนเสนอนโยบายเปลี่ยนรัฐให้เป็นแพลตฟอร์ม โดยเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง (Open Contracting) และบังคับใช้มาตรฐาน API First เพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลรัฐได้
3 แนวทางนี้เน้นความโปร่งใสแบบตะวันตก (Western-style Transparency) และมุ่งตรวจสอบการทุจริตด้วย AI (AI for Fraud Detection)3 ซึ่งอาจสร้างแรงเสียดทานกับวัฒนธรรมราชการเดิมและโมเดลการควบคุมข้อมูลแบบปิดของจีนOpen Commerce Network (OCN): นโยบายสร้างเครือข่ายอีคอมเมิร์ซแบบเปิดเพื่อลดอำนาจของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ (Anti-monopoly)
3 อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ รวมถึงยักษ์ใหญ่จากจีนที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงในไทยสิทธิความเป็นส่วนตัว: พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และสิทธิของพลเมืองดิจิทัล ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มการขยายตัวของระบบ Surveillance ในเมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีจีน
3.3 พรรคภูมิใจไทย: การปรับตัวแบบปฏิบัตินิยม (The Localized Adopter)
พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นำเสนอนโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น โดยมีการ "ยืม" วาทกรรมและแนวคิดจากจีนมาปรับใช้
นโยบาย "AI Plus" (Thai Version): พรรคภูมิใจไทยใช้ชื่อนโยบาย "AI Plus"
16 ซึ่งเหมือนกับชื่อยุทธศาสตร์ของจีน สะท้อนถึงการรับเอาแนวคิดมาใช้อย่างเปิดเผย โดยเน้นการนำ AI มาใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐ การแปลงเอกสารเป็นดิจิทัล และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงการจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management): นโยบายเน้นการใช้เทคโนโลยีพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วม/ภัยแล้ง
16 ซึ่งไทยมีแนวโน้มที่จะพึ่งพาเทคโนโลยีดาวเทียมและการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) จากจีนที่มีความก้าวหน้าสูงเศรษฐกิจฐานราก: นโยบาย "Made in Thailand SMEs Plus" และ "Otop Plus" มุ่งเน้นการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อขายสินค้าชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของ Social Commerce ที่จีนมีความเชี่ยวชาญ
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์ดิจิทัลของพรรคการเมืองไทยกับโมเดล AI Plus ของจีน
| มิติการวิเคราะห์ | พรรคเพื่อไทย (Pheu Thai) | พรรคประชาชน (People's Party) | พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai) | โมเดล AI Plus ของจีน (China) |
| ปรัชญาหลัก | รัฐนำการลงทุน (State-led Growth) | รัฐโปร่งใสและกระจายอำนาจ (Open State) | รัฐปฏิบัตินิยม (Pragmatic State) | รัฐควบคุมและบูรณาการ (State Capitalism) |
| นโยบายเรือธง | Digital Wallet, Landbridge, AI for All | Platform State, Open Data, OCN | AI Plus, Disaster Mgmt, SMEs Plus | Deep Integration of AI into Real Economy |
| ความสัมพันธ์กับจีน | สูงมาก: โครงสร้างพื้นฐาน, EV, 5G | ปานกลาง-ต่ำ: ห่วงโซ่อุปทานเอกชน, ตรวจสอบรัฐ | สูง: รับถ่ายทอดเทคโนโลยี, การเกษตร | ผู้ส่งออกเทคโนโลยีและมาตรฐาน (Provider) |
| จุดยืนเรื่องข้อมูล | รวมศูนย์ (Centralized) เพื่อประสิทธิภาพ | เปิดเผย (Open) เพื่อความโปร่งใส | เชื่อมโยง (Connected) เพื่อการใช้งาน | ควบคุม (Sovereign) เพื่อความมั่นคง |
| โครงการที่สอดรับ | Smart City, High-speed Rail, Data Centers | SME Digitalization, Tech Vouchers | Smart Farming, Disaster Warning | Digital Silk Road Projects |
4. จุดบรรจบเชิงยุทธศาสตร์: โครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ไฟฟ้า และเมืองอัจฉริยะ
จากการวิเคราะห์ พบว่ามี 3 ภาคส่วนหลักที่นโยบายของพรรคการเมืองไทย (โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลเดิม) สอดรับและเกื้อหนุนต่อยุทธศาสตร์ AI Plus ของจีนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้ไทยผูกพันกับระบบนิเวศเทคโนโลยีของจีนลึกซึ้งยิ่งขึ้นหลังการเลือกตั้ง 2569
4.1 ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ (The EV Ecosystem Alignment)
ประเทศไทยได้เปลี่ยนสถานะจาก "ผู้นำเข้า" มาเป็น "ฐานการผลิต" ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัวด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากจีน นโยบาย EV 3.0 และต่อเนื่องมาถึง EV 3.5 ของรัฐบาลไทย (ซึ่งพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยมีส่วนร่วมในการผลักดัน) ได้สร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อผู้ผลิตจีนอย่างมาก
การผลิตชดเชย (Offset Production): นโยบาย EV 3.5 บังคับให้ค่ายรถยนต์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต้องเริ่มผลิตรถยนต์ในไทยชดเชยการนำเข้าในอัตราส่วน 1:2 ภายในปี 2569 และเพิ่มเป็น 1:3 ในปี 2570
17 เงื่อนไขนี้บีบให้ค่ายรถจีนต้องเร่งตั้งโรงงานและนำเข้าเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติ (AI-driven Manufacturing) เข้ามาในไทย สอดรับกับเป้าหมาย AI Plus ของจีนในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมวิกฤตล้นตลาด (Supply Glut): จีนกำลังเผชิญปัญหาการผลิตล้นเกิน (Oversupply) ในประเทศ จึงใช้ไทยเป็น "ระบายสินค้า" และเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก (Export Hub) ไปยังตลาดอื่นเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ และยุโรป
18 การที่ไทยปรับแก้กติกาให้นับยอดส่งออกรวมในเงื่อนไขการผลิตชดเชยได้18 ยิ่งเป็นการเปิดทางสะดวกให้จีนใช้ไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ความสอดคล้อง: นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่เน้น "Green Economy" และการเป็นศูนย์กลางผลิต EV สอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับยุทธศาสตร์ "New Three" (EV, แบตเตอรี่, โซลาร์เซลล์) ของจีน
4.2 เมืองอัจฉริยะและระบบเฝ้าระวัง (Smart Cities & The Digital Panopticon)
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เทคโนโลยีจีนเข้ามามีบทบาทนำ ผ่านบริษัทอย่าง Huawei, ZTE, และ Dahua
โครงสร้างพื้นฐาน 5G/Cloud: Huawei ได้รับความไว้วางใจให้เป็นพันธมิตรหลักในการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน 5G และ Cloud ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น Eastern Economic Corridor (EEC) และโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น One Bangkok
21 ซึ่งใช้เทคโนโลยี Optical Network และ AI-driven Operations จากจีนระบบความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety): นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการเชื่อมโยงกล้อง CCTV ทั่วประเทศด้วย AI เพื่อป้องกันอาชญากรรม
3 สอดคล้องกับโซลูชัน "Safe City" ของจีนที่ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Facial Recognition) และการวิเคราะห์พฤติกรรม22 แม้จะมีประโยชน์ด้านความปลอดภัย แต่ก็นำมาซึ่งความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและการขยายตัวของ "อำนาจนิยมดิจิทัล" (Digital Authoritarianism) ในระบอบประชาธิปไตย
4.3 การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค: Landbridge และ Digital Silk Road
โครงการ Landbridge ที่พรรคเพื่อไทยผลักดัน ไม่ได้เป็นเพียงโครงการขุดคลองหรือสร้างถนน แต่เป็นการสร้าง "ระเบียงเศรษฐกิจดิจิทัล"
มิติดิจิทัลและโลจิสติกส์: การบริหารจัดการท่าเรือและระบบขนส่งในโครงการนี้จำเป็นต้องใช้ระบบ AI และ Automation ขั้นสูง ซึ่งจีนมีความพร้อมและประสบการณ์สูงสุด (เช่น ท่าเรืออัจฉริยะในเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น)
13 นัยทางภูมิรัฐศาสตร์: สำหรับจีน การมีส่วนร่วมใน Landbridge คือการปลดล็อก "Malacca Dilemma" ซึ่งเป็นจุดอ่อนทางยุทธศาสตร์ความมั่นคง หากไทยดำเนินโครงการนี้ด้วยเทคโนโลยีจีน จะเท่ากับไทยได้ผนวกตัวเองเข้ากับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงานของจีนอย่างแยกไม่ออก
14
5. รอยร้าวและความขัดแย้ง: อธิปไตยข้อมูลและอุดมการณ์ดิจิทัล
แม้จะมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แนบแน่น แต่ในมิติของนโยบาย การกำกับดูแล และอุดมการณ์ทางการเมือง ยังคงมีความขัดแย้งและแรงเสียดทานที่รอการปะทุ
5.1 อธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) vs. การไหลเวียนของข้อมูล
ในขณะที่แพลตฟอร์มจีนต้องการข้อมูลจากผู้ใช้งานทั่วโลกเพื่อฝึกฝนอัลกอริทึม (Data Harvesting) ภาคการเมืองและเอกชนไทยเริ่มตื่นตัวเรื่อง "อธิปไตยทางข้อมูล"
ความกังวลของภาคเอกชน: ผู้นำธุรกิจและพรรคการเมืองเริ่มเรียกร้องให้มีการออกกฎหมาย Data Sovereignty เพื่อบังคับให้ข้อมูลสำคัญของคนไทยต้องถูกจัดเก็บ (Local Storage) และประมวลผลภายในประเทศ
24 ความขัดแย้ง: กฎหมาย Data Security Law ของจีนให้อำนาจรัฐบาลจีนในการเข้าถึงข้อมูลที่บริษัทจีนถือครองอยู่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก
25 หากไทยบังคับใช้กฎหมาย Data Sovereignty อย่างเข้มงวด อาจเกิดความขัดแย้งกับผู้ให้บริการ Cloud และ Social Media จากจีน (เช่น TikTok, Temu) ที่มีฐานข้อมูลผู้ใช้ไทยจำนวนมหาศาล
5.2 พรรคประชาชนและอุดมการณ์เสรีนิยมดิจิทัล
นโยบายของพรรคประชาชนเป็นตัวแทนของแนวคิดเสรีนิยมดิจิทัลที่ท้าทายโมเดลของจีน:
การตรวจสอบอัลกอริทึม: ข้อเสนอให้เปิดเผยการทำงานของอัลกอริทึมและการใช้ AI ตรวจสอบรัฐ
3 สวนทางกับวัฒนธรรมความลับและการควบคุมข้อมูลของรัฐบาลจีนความโปร่งใส: นโยบาย Open Data และ Open Contracting มุ่งเป้าไปที่การทำลายระบบอุปถัมภ์และการฮั้วประมูล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงการขนาดใหญ่ระหว่างรัฐบาล (G2G) ที่มักขาดความโปร่งใส
จุดยืนเรื่องสิทธิมนุษยชน: พรรคประชาชนมีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามต่อการใช้เทคโนโลยี Surveillance ของจีนในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจสร้างความตึงเครียดทางการทูตหากพรรคได้เข้าร่วมรัฐบาล
6. ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการหยุดชะงักของตลาดแรงงาน (Economic & Labor Market Disruptions)
การถาโถมของคลื่นเทคโนโลยี AI Plus จากจีนจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและกว้างขวางต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของไทย
6.1 การหยุดชะงักของตลาดแรงงาน (Labor Market Disruption)
การนำเข้าหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจากจีนเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมในไทย จะส่งผลกระทบต่อแรงงานทักษะต่ำและปานกลาง
การแทนที่ด้วยเครื่องจักร: งานในสายการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะที่จีนเร่งพัฒนาและส่งออก
26 ช่องว่างทางทักษะ (Skill Gap): ประเทศไทยกำลังขาดแคลนบุคลากรด้าน AI และดิจิทัลอย่างหนัก (คาดการณ์ว่าขาดแคลนกว่า 100,000 ตำแหน่ง)
29 ในขณะที่จีนผลิตวิศวกร AI จำนวนมหาศาล ความเสี่ยงคือบริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนจะ "นำเข้า" บุคลากรระดับสูงของตนเองเข้ามา (Talent Import) แทนที่จะจ้างงานคนไทย ทำให้เกิดภาวะที่คนไทยเป็นเพียง "ผู้ใช้แรงงานราคาถูก" หรือ "ผู้บริโภค" ในระบบนิเวศนี้
6.2 ความเสี่ยงจากการพึ่งพา (Dependency Trap)
Vendor Lock-in: การที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหลักของไทย (5G, Cloud, Smart City Platform) ถูกสร้างด้วยเทคโนโลยีจีน อาจทำให้ไทยติดอยู่ในกับดักทางเทคโนโลยี ที่ไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้ระบบของค่ายอื่นได้ง่ายๆ หรือมีต้นทุนสูงมากในการเปลี่ยนแปลง
Supply Chain Vulnerability: อุตสาหกรรม EV และ AI ของไทยต้องพึ่งพาวัตถุดิบต้นน้ำ (เช่น แบตเตอรี่, แร่ธาตุหายาก, ชิปประมวลผล) จากจีนเกือบ 100%
32 หากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หรือจีนระงับการส่งออก (Export Control) เศรษฐกิจไทยจะหยุดชะงักทันที
7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ทิศทางสู่อนาคต
การเลือกตั้งปี 2569 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดชะตากรรมทางดิจิทัลของประเทศไทย นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI แต่ยังขาดความชัดเจนในยุทธศาสตร์ระยะยาวที่จะรับมือกับอิทธิพลของจีน
7.1 บทสรุป (Conclusion)
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ "Digital Sphere of Influence" ของจีนอย่างรวดเร็ว ผ่านนโยบาย EV, Smart City และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สอดรับกัน (Convergence) ระหว่างพรรคการเมืองไทยและยุทธศาสตร์ AI Plus ของจีน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเรื่องอธิปไตยทางข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และผลกระทบต่อตลาดแรงงาน เป็นประเด็นท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า ชัยชนะของพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้งจะกำหนดระดับความเข้มข้นของการบูรณาการกับจีน:
หาก พรรคเพื่อไทย หรือ ภูมิใจไทย เป็นแกนนำ ไทยจะมุ่งสู่การบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานกับจีนอย่างลึกซึ้ง (Deep Integration)
หาก พรรคประชาชน มีบทบาทนำ ไทยอาจพยายามถ่วงดุลและเน้นกติกาที่เป็นสากลมากขึ้น (Balanced Approach) แต่ยังคงต้องพึ่งพาเศรษฐกิจจีน
7.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Recommendations)
เพื่อให้ประเทศไทยรักษาดุลยภาพและผลประโยชน์แห่งชาติ รัฐบาลใหม่ควรพิจารณา:
ยุทธศาสตร์ "Dual-Stack" Diversification: ไม่ควรผูกขาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไว้กับผู้ให้บริการชาติใดชาติหนึ่ง ควรส่งเสริมการลงทุนจากหลายแหล่ง (Multi-vendor strategy) ทั้งจีน สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและความมั่นคง
กฎหมาย AI และ Data Sovereignty ที่เข้มแข็ง: เร่งตรา พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ และปรับปรุงกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลให้ทันสมัย บังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ที่เข้มงวดสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อปกป้องข้อมูลพลเมืองและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
33 การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่วัดผลได้ (Conditionality on Tech Transfer): ในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (BOI) แก่บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ ต้องกำหนดเงื่อนไขการถ่ายทอดทักษะขั้นสูง (Deep Skilling) ให้แก่แรงงานไทย และสนับสนุนการวิจัยร่วม (Joint R&D) กับมหาวิทยาลัยไทยอย่างเป็นรูปธรรม
35 กองทุนเปลี่ยนผ่านแรงงาน (AI Transition Fund): จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการ Reskill/Upskill แรงงานที่ถูกกระทบจาก AI โดยเฉพาะ โดยดึงงบประมาณส่วนหนึ่งมาจากภาษีธุรกิจดิจิทัลหรือรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่
การทูตดิจิทัลเชิงรุก (Proactive Digital Diplomacy): ไทยควรเป็นผู้นำในอาเซียนในการกำหนดมาตรฐานจริยธรรม AI และการกำกับดูแลข้อมูล เพื่อสร้างอำนาจต่อรองระดับภูมิภาคต่อมหาอำนาจเทคโนโลยี
การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้นำประเทศ แต่คือการเลือก "ระบบปฏิบัติการ" ให้กับอนาคตของประเทศไทย ว่าจะเป็นระบบเปิดที่เชื่อมโยงกับโลกอย่างสมดุล หรือระบบปิดที่ผูกติดกับมหาอำนาจเพียงขั้วเดียว

.png)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น