วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569

ดันวิทยาลัยอาชีวะโพนนาแก้ว “เพชรยอดมงกุฎ” ผลงาน ดร.นิยม เวชกามา เดิมพันการเมืองเชิงนโยบาย


เจาะยุทธศาสตร์ “ดร.นิยม เวชกามา” พรรคโอกาสใหม่ เดิมพันการเมืองเชิงนโยบายในสมรภูมิสกลนคร เขต 2 พบผลักดันวิทยาลัยอาชีวศึกษาโพนนาแก้ว เป็นผลงานระดับ “เพชรยอดมงกุฎ” 


 การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด 



ในบริบทดังกล่าว จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ถูกจับตามองในฐานะ “สมรภูมิชี้ขาด” หลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ให้พรรคประชาธิปัตย์ด้วยคะแนนเฉือนเพียงหลักร้อย สะท้อนว่าการเมืองท้องถิ่นเริ่มขยับจากการยึดโยงแบรนด์พรรค ไปสู่การตัดสินจาก “ตัวบุคคลและผลงานจริง”



จากเพื่อไทยสู่โอกาสใหม่ เดิมพันด้วยผลงานและความเป็นอิสระ

รายงานวิเคราะห์ว่า การตัดสินใจของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. หมายเลข 6 พรรคโอกาสใหม่ ในการย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสู่พรรคการเมืองขนาดกลาง ถือเป็นยุทธศาสตร์ความเสี่ยงสูง แต่สะท้อนความเชื่อมั่นใน “ต้นทุนทางสังคม” และผลงานในพื้นที่ โดยเปิดโอกาสให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายเฉพาะถิ่นได้อย่างคล่องตัว และหลุดพ้นจากกรอบความขัดแย้งระดับชาติ

หนึ่งในจุดขายสำคัญของแคมเปญ คือสถิติการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรถึง 277 ครั้ง ซึ่งถูกใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันบทบาท “ปากเสียงของชาวบ้าน” และตอบโต้ข้อครหาว่าไม่ทำงาน ผ่านข้อมูลที่ตรวจสอบได้

สโลแกนหาเสียง “คนจริง กล้าพูด ทำเป็น เห็นผลงาน” ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองที่สอดรับกับวัฒนธรรมการเมืองอีสาน ซึ่งให้คุณค่ากับความกล้า ความจริงใจ และความสามารถในการชนกับอำนาจรัฐเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

วิทยาลัยอาชีวศึกษาโพนนาแก้ว หลักฐานเชิงนโยบายที่จับต้องได้

รายงานชี้ว่า กรณีศึกษาการผลักดัน วิทยาลัยอาชีวศึกษาโพนนาแก้ว เป็น “เพชรยอดมงกุฎ” ของผลงาน ดร.นิยม ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลังข้อมูลระบุว่าสกลนครมีนักเรียนยากจนพิเศษสูงกว่า 35% ติดอันดับต้นของประเทศ

การใช้กลไกรัฐสภาตั้งกระทู้และติดตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท่ามกลางข้อจำกัดทางระบบราชการจำนวนมาก ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้แทนที่ “ทำเป็น” และเข้าใจกลไกเชิงเทคนิค มากกว่าการหาเสียงเชิงวาทกรรมเพียงอย่างเดียว

พรรคโอกาสใหม่ วางตัวเป็น “ทางเลือกที่สาม”

ในเชิงนโยบาย รายงานวิเคราะห์ว่า พรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ พยายามวางตำแหน่งเป็น “ทางเลือกที่สาม” ระหว่างประชานิยมแบบกระตุ้นเศรษฐกิจ และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างสุดโต่ง ผ่านนโยบายเรือธง 4 ด้าน ได้แก่ การแก้หนี้ รัฐสวัสดิการ สาธารณสุข และการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ

ดร.นิยม ได้นำนโยบายเหล่านี้มาปรับใช้กับพื้นที่สกลนคร เขต 2 ตั้งแต่การแช่แข็งหนี้เกษตรกร การศึกษาฟรีถึงปริญญาตรี บำนาญประชาชน 3,000 บาท ไปจนถึงนโยบายเฉพาะพื้นที่ เช่น การออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินรอบหนองหาร และการยกระดับสำนักสงฆ์เป็นวัด

สะท้อนการเมืองไทยจากอุปถัมภ์สู่การเมืองเชิงนโยบาย

บทสรุปของรายงานระบุว่า การเลือกตั้งในสกลนคร เขต 2 เป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเมืองระบบอุปถัมภ์ ไปสู่การเมืองเชิงนโยบายมากขึ้น โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มพิจารณาจากความน่าเชื่อถือและความเป็นไปได้ของนโยบาย มากกว่าสีเสื้อพรรคเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการแปลงนโยบายให้เป็นคะแนนเสียงจริง การรักษาฐานเสียงเดิม และการเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในช่วงโค้งสุดท้าย

ท้ายที่สุด สนามเลือกตั้งสกลนคร เขต 2 จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า ในยุควิกฤตซ้อนวิกฤต “ผลงาน” และ “การเมืองเชิงปฏิบัตินิยม” จะสามารถเอาชนะกระแสการเมืองเดิมได้มากน้อยเพียงใด โดยคำตอบจะปรากฏชัดจากคูหาเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์และนโยบายหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569: กรณีศึกษา ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ ในบริบทการเมืองท้องถิ่นจังหวัดสกลนคร เขต 2

จัดทำโดย: คณะทำงานศึกษาวิจัยนโยบายสาธารณะและการเมืองท้องถิ่น

วันที่: กุมภาพันธ์ 2569


บทคัดย่อบริหาร (Executive Summary)

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับพลวัตทางการเมือง นโยบายสาธารณะ และกลยุทธ์การหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2569 โดยเจาะจงกรณีศึกษาของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดสกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 สังกัด พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้วาทกรรมรณรงค์หาเสียง "คนจริง กล้าพูด ทำเป็น เห็นผลงาน"

การศึกษานี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการเมืองไทย ที่มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปควบคู่ไปกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อน (Polycrisis) รายงานฉบับนี้จะพาสำรวจความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การย้ายฐานที่มั่นทางการเมืองของ ดร.นิยม จากพรรคเพื่อไทยสู่พรรคโอกาสใหม่ และการนำเสนอนโยบายที่ผสมผสานระหว่าง "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" (Universal Welfare) กับ "การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระดับท้องถิ่น" (Local Structural Reform) โดยมีกรณีศึกษาสำคัญคือการผลักดันการจัดตั้ง วิทยาลัยอาชีวศึกษาโพนนาแก้ว ซึ่งถูกใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) ในการพิสูจน์ความสามารถของผู้สมัคร

ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ พยายามวางตำแหน่งเป็น "ทางเลือกที่สาม" (Third Alternative) ที่ก้าวข้ามความขัดแย้งทางอุดมการณ์แบบเดิม มุ่งเน้น "ปฏิบัตินิยม" (Pragmatism) ผ่านนโยบายเรือธง 4 ด้าน ได้แก่ การแก้หนี้เกษตรกร, รัฐสวัสดิการ, การสาธารณสุข, และการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดรับกับความต้องการเร่งด่วนของประชากรในพื้นที่เขต 2 สกลนคร ที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้สินและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา


บทที่ 1: บทนำและบริบทมหภาคของการเมืองไทยปี 2569

1.1 ภูมิทัศน์การเมืองไทยในสภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต (The Polycrisis Landscape)

การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่เพียงเพราะเป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังจากความผันผวนทางการเมืองในช่วงปี 2566-2568 แต่ยังเป็นการเลือกตั้งที่จัดขึ้นพร้อมกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สภาวะแวดล้อมทางการเมืองในปี 2569 ถูกนิยามโดยนักรัฐศาสตร์ว่าเป็นสภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" (Polycrisis) ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยกดดันหลายด้าน:

  1. วิกฤตหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ: ประเทศไทยเผชิญกับสภาวะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงแตะระดับวิกฤต ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับฐานราก โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของภาคอีสาน

  2. ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง: ช่องว่างทางรายได้และโอกาสระหว่างเมืองและชนบทยังคงถ่างกว้าง แม้จะมีการพยายามแก้ไขปัญหามาหลายทศวรรษ ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หรือ EEF ชี้ให้เห็นว่าจังหวัดในภาคอีสาน รวมถึงสกลนคร ยังคงติดอันดับจังหวัดที่มีนักเรียนยากจนพิเศษสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

  3. การเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society): โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ "นโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ" กลายเป็นประเด็นชี้ขาดในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างแข่งขันกันนำเสนอชุดนโยบายบำนาญและการดูแลสุขภาพเพื่อดึงดูดฐานเสียงกลุ่มนี้

1.2 การกำเนิดของ "พรรคโอกาสใหม่" ในฐานะทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์

ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างขั้วอำนาจเดิม (เช่น พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย) และขั้วอำนาจใหม่ (เช่น พรรคประชาชน) ได้เกิดพื้นที่ว่างทางการเมืองสำหรับพรรคทางเลือกที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้องโดยไม่ยึดติดกับกรอบความขัดแย้งเดิม พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และข้าราชการระดับสูงที่มีประสบการณ์ยาวนาน ได้ก้าวเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้วางรากฐานของพรรคโอกาสใหม่โดยเน้นภาพลักษณ์ของ "นักปฏิบัติ" (Technocrat/Doer) โดยอ้างอิงประสบการณ์ในอดีตสมัยอยู่กระทรวงพาณิชย์ในการทำโครงการ "ธงเขียว" (Green Flag) เพื่อลดค่าครองชีพ ยุทธศาสตร์ของพรรคไม่ได้เน้นการขายฝันที่ไกลเกินเอื้อม แต่เน้นนโยบายที่ "ทำได้จริง" และ "เห็นผลทันที" (Immediate Impact) เช่น การแช่แข็งหนี้ และการลดค่าสาธารณูปโภค ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในต่างจังหวัดที่ต้องการการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่ไปกับความมั่นคงระยะยาว

1.3 ความสำคัญของจังหวัดสกลนครในฐานะสมรภูมิเลือกตั้ง

จังหวัดสกลนครเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้วยประชากรจำนวนมากและประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่เข้มข้น ในอดีตพื้นที่นี้เคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ผลการเลือกตั้งปี 2566 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เมื่อพรรคเพื่อไทยสูญเสียที่นั่งในเขต 2 ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ (นายชาตรี หล้าพรหม) ด้วยคะแนนที่สูสีเพียงหลักร้อยคะแนน ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า "แบรนด์พรรค" ไม่ใช่เครื่องการันตีชัยชนะอีกต่อไป แต่ "ตัวบุคคล" และ "ผลงานในพื้นที่" เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

เขตเลือกตั้งที่ 2 ของสกลนคร (ครอบคลุมอำเภอโพนนาแก้ว อำเภอโคกศรีสุพรรณ และบางส่วนของอำเภอเมืองและเต่างอย) มีลักษณะเฉพาะทางสังคมเศรษฐกิจที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมกึ่งเมือง มีปัญหาสั่งสมเรื่องที่ดินทำกินรอบหนองหาร และการเข้าถึงการศึกษาระดับอาชีวะและอุดมศึกษา การกลับมาลงสมัครของ ดร.นิยม เวชกามา ในสีเสื้อใหม่ จึงเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีการเมืองที่ว่า "คนทำงานจริง ย่อมชนะกระแสพรรค"


บทที่ 2: การวิเคราะห์ตัวตนทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา (Political Persona Analysis)

2.1 จาก "เพื่อไทย" สู่ "โอกาสใหม่": การเดิมพันด้วยผลงาน

ดร.นิยม เวชกามา หรือ "มหานิยม" เป็นนักการเมืองที่มีรากฐานมาจากการเป็นผู้นำทางความคิดและนักวิชาการท้องถิ่น การตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรและฐานเสียงจัดตั้งมหาศาล มาสู่พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งเป็นพรรคขนาดกลางที่เพิ่งก่อตั้ง เป็นการตัดสินใจที่มีความเสี่ยงสูง (High Risk Strategy) แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความมั่นใจใน "ต้นทุนทางสังคม" (Social Capital) ของตนเอง

การวิเคราะห์แรงจูงใจและการวางตำแหน่ง (Positioning) ในการย้ายพรรค:

  1. ความเป็นอิสระในการขับเคลื่อนนโยบาย: การสังกัดพรรคใหม่เปิดโอกาสให้ ดร.นิยม สามารถนำเสนอนโยบายเฉพาะถิ่น (Localized Policies) ได้อย่างอิสระมากขึ้น โดยไม่ต้องผูกติดกับมติพรรคจากส่วนกลางที่อาจไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เช่น เรื่องการแก้ปัญหาที่ดินรอบหนองหาร หรือเรื่องสถานะของสำนักสงฆ์

  2. การหลุดพ้นจากกับดักความขัดแย้ง: ในขณะที่พรรคใหญ่ยังคงต่อสู้กันด้วยวาทกรรมทางการเมืองระดับชาติ ดร.นิยม เลือกที่จะใช้แบรนด์ "โอกาสใหม่" เพื่อสื่อสารเรื่อง "ปากท้อง" และ "โอกาส" ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านจับต้องได้มากกว่า

2.2 สถิติการทำงานในสภา: "277 ครั้ง" แห่งการอภิปราย

หัวใจสำคัญของแคมเปญหาเสียงปี 2569 ของ ดร.นิยม คือการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) จากคู่แข่งด้วย "ข้อมูลเชิงประจักษ์" (Hard Data) ทีมงานหาเสียงได้เน้นย้ำสถิติการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรของ ดร.นิยม ที่มีจำนวนสูงถึง 277 ครั้ง

นัยสำคัญทางการเมืองของตัวเลข 277:

  • Proof of Performance: ในสายตาของประชาชนต่างจังหวัด บทบาทของ ส.ส. ไม่ใช่แค่การออกกฎหมาย แต่คือการ "นำปัญหาไปฟ้องนายกฯ" ตัวเลข 277 ครั้ง ถูกตีความว่าเป็นการทำหน้าที่ "ปากเสียง" ที่ขยันขันแข็ง ไม่ทิ้งพื้นที่

  • การตอบโต้ข้อครหา: ในช่วงหาเสียง มักมีการโจมตีทางข้อมูลข่าวสาร (IO) ว่าผู้สมัครคนเก่า "หายหน้า" หรือ "ไม่ทำงาน" การนำเสนอสถิตินี้พร้อมรายละเอียดเรื่องที่อภิปราย (เช่น เรื่องโควิด-19, เรื่องงบประมาณ) เป็นการหักล้างข้อกล่าวหาด้วยหลักฐานที่ตรวจสอบได้จากบันทึกการประชุมสภา

2.3 อุดมการณ์ "คนจริง กล้าพูด" (The "Real Person" Narrative)

สโลแกน "คนจริง กล้าพูด ทำเป็น เห็นผลงาน" ไม่ใช่เพียงคำขวัญลอยๆ แต่เป็นการสร้างอัตลักษณ์ (Identity Construction) ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองของคนอีสาน ซึ่งให้คุณค่ากับความเป็น "นักเลง" ในความหมายเชิงบวก คือ "ใจถึง พึ่งได้ กล้าชนกับอำนาจรัฐ"

  • กล้าพูด: สื่อถึงการอภิปรายปัญหาที่กระทบกระเทือนผู้มีอำนาจ เช่น การจัดการโควิดที่ล้มเหลว หรือการเรียกร้องสิทธิให้คนรากหญ้า

  • ทำเป็น: สื่อถึงความเข้าใจกลไกราชการและการแปรญัตติต่างๆ

  • เห็นผลงาน: สื่อถึงโครงการที่เป็นรูปธรรม เช่น วิทยาลัยอาชีวะ


บทที่ 3: กรณีศึกษาเชิงลึก - วิทยาลัยอาชีวศึกษาโพนนาแก้ว: สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จเชิงนโยบาย

ในบรรดาผลงานทั้งหมด การผลักดัน วิทยาลัยอาชีวศึกษาโพนนาแก้ว ถือเป็น "เพชรยอดมงกุฎ" ในนโยบายหาเสียงของ ดร.นิยม การวิเคราะห์กรณีศึกษานี้จะช่วยให้เข้าใจถึงกระบวนการทำงานและผลกระทบที่มีต่อพื้นที่

3.1 ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในสกลนคร

ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2024 ระบุว่า จังหวัดสกลนครมีสัดส่วนนักเรียนยากจนพิเศษสูงถึง 35.18% ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ ปัญหาสำคัญคือ "การหลุดออกจากระบบการศึกษา" (Dropout) หลังจบการศึกษาภาคบังคับ เนื่องจากสถานศึกษาต่อในระดับอาชีวะหรืออุดมศึกษามักกระจุกตัวอยู่ในอำเภอเมือง การเดินทางไปเรียนมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง ทั้งค่าเดินทางและค่าหอพัก ทำให้นักเรียนในอำเภอรอบนอกอย่าง "โพนนาแก้ว" เสียโอกาส

3.2 การแทรกแซงเชิงนโยบายของ ดร.นิยม

ในสมัยที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดร.นิยม ได้ใช้กลไกรัฐสภาในการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เพื่อเร่งรัดและติดตามการจัดตั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษาระดับอำเภอ ในพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์และอำเภอโพนนาแก้ว

ความท้าทายทางระบบราชการ (Bureaucratic Hurdles):

คำตอบจากกระทรวงศึกษาธิการเผยให้เห็นถึงความซับซ้อนของเกณฑ์การจัดตั้งสถานศึกษาใหม่ ซึ่งมีถึง 10 ข้อที่เข้มงวด อาทิ:

  1. ต้องมีที่ดินราชพัสดุหรือที่สาธารณะไม่น้อยกว่า 40 ไร่

  2. ต้องห่างจากสถานศึกษาอาชีวะอื่นไม่น้อยกว่า 40 กิโลเมตร

  3. ต้องมีความต้องการของผู้เรียนที่เพียงพอและต่อเนื่อง

  4. ต้องได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่น

3.3 ผลลัพธ์และนัยต่อการเลือกตั้ง 2569

การที่ ดร.นิยม สามารถผลักดันเรื่องนี้ผ่านด่านหินของระบบราชการจนมีความคืบหน้า หรืออย่างน้อยคือการทำให้ประเด็นนี้เป็นวาระสำคัญ (Agenda Setting) ได้สำเร็จ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองที่มีพลัง:

  • การสร้างโอกาส (Opportunity Creation): วิทยาลัยอาชีวะในพื้นที่หมายถึงลูกหลานไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน ลดรายจ่ายผู้ปกครอง และสร้างแรงงานฝีมือ (Skilled Labor) ป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานท้องถิ่น สอดคล้องกับนโยบาย "1 จังหวัด 1 บริษัทมหาชน" ของพรรคโอกาสใหม่

  • สัญลักษณ์ของผู้แทนที่ "ทำเป็น": การรู้ช่องทางกฎหมายและกลไกสภาในการบีบให้ฝ่ายบริหารต้องตอบคำถามและจัดสรรงบประมาณ เป็นเครื่องยืนยันความสามารถทางเทคนิค (Technical Competency) ของ ดร.นิยม ที่เหนือกว่าคู่แข่งหน้าใหม่ที่อาจมีแค่อุดมการณ์แต่ขาดประสบการณ์


บทที่ 4: การวิเคราะห์นโยบายพรรคโอกาสใหม่ (Policy Analysis) และการประยุกต์ใช้ในพื้นที่

พรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้ประกาศนโยบายหลัก 4 ด้าน หรือ "4 เรือธง" เพื่อพาประเทศไทยออกจากกับดักความยากจน ดร.นิยม ได้นำนโยบายเหล่านี้มาปรับจูน (Localize) ให้เข้ากับความต้องการของชาวสกลนคร เขต 2 ดังนี้

4.1 ตารางวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจและการแก้หนี้ (Economic & Debt Policy)

ชื่อนโยบายรายละเอียดเชิงปฏิบัติผลกระทบต่อชาวสกลนครการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์
แช่แข็งหนี้ 3 ปี (Debt Freeze)

หยุดต้น หยุดดอกเบี้ย หยุดการทวงถาม เป็นเวลา 3 ปี

ลดความกดดันทางจิตใจและภาระทางการเงินของเกษตรกรที่มีหนี้สะสม ช่วยให้มีกระแสเงินสดเหลือใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นนโยบายที่ "โดนใจ" ฐานเสียงรากหญ้าที่สุด แต่มีความเสี่ยงเรื่องวินัยการเงินการคลัง และความร่วมมือจากสถาบันการเงิน
ปลดหนี้ กยศ. & Reset Credit

ล้างหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา และล้างประวัติเครดิตบูโร

คืนอิสรภาพทางการเงินให้คนรุ่นใหม่ (New Voters) ที่จบมาแล้วไม่มีงานทำ หรือมีภาระหนี้สินดึงดูดคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ปกครองที่ค้ำประกันหนี้
ธงเขียวลดต้นทุน

การลดราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และปัจจัยการผลิตเกษตร

ลดต้นทุนการทำนาและสวนยางพารา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในเขต 2อ้างอิงความสำเร็จในอดีตสมัยนายจตุพรอยู่กระทรวงพาณิชย์ สร้างความน่าเชื่อถือว่า "ทำได้จริง"

4.2 นโยบายรัฐสวัสดิการแบบ "ดูแลทุกช่วงวัย" (Holistic Welfare State)

พรรคโอกาสใหม่พยายามเสนอโมเดลรัฐสวัสดิการที่ก้าวหน้ากว่าระบบสงเคราะห์เดิม แต่ไม่สุดโต่งจนเป็นภาระงบประมาณเกินตัว (Pragmatic Welfare):

  1. วัยเด็กและการศึกษา:

    • "ท้องปุ๊บ ดูแลปั๊บ": เงินอุดหนุนมารดาตั้งแต่ตั้งครรภ์

    • "เรียนฟรีถึงปริญญาตรี": เป็นนโยบายที่กล้าหาญและตอบโจทย์ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น (Intergenerational Poverty)

    • "กระเป๋าเงินออนไลน์ 300 บาท": สนับสนุนให้นักเรียนเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ AI และ E-book นโยบายนี้แสดงวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัล (Digital Vision) ที่พยายามลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี (Digital Divide) ในชนบท

  2. วัยทำงานและเศรษฐกิจท้องถิ่น:

    • "1 จังหวัด 1 บริษัทมหาชน": แนวคิดการดึงทุนใหญ่หรือสร้างวิสาหกิจขนาดใหญ่ในพื้นที่ เพื่อจ้างงานคนในท้องถิ่น หากทำได้จริง จะแก้ปัญหา "สมองไหล" ของคนสกลนครที่ต้องไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือ EEC

    • "1 ตำบล 1 ห้างข้างถนน": ยกระดับตลาดนัดชุมชนให้เป็นแหล่งการค้าที่มีมาตรฐาน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก (Micro-economy)

  3. ผู้สูงอายุและสุขภาพ:

    • "บำนาญประชาชน 3,000 บาท": ตัวเลข 3,000 บาท/เดือน เป็นตัวเลขที่เพียงพอต่อการยังชีพพื้นฐานในชนบท และเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ชุมชนโดยตรงที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด

    • "รักษาฟรีทุกที่ บัตรเดียวจบ": ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค ให้ไร้รอยต่อ สะดวกสบาย ไม่ต้องรอคิวข้ามวัน

4.3 นโยบายเฉพาะด้าน: ที่ดินและศาสนา (Land & Religion)

ดร.นิยม มีความโดดเด่นในการนำเสนอนโยบายที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Niche Policies) ซึ่งคู่แข่งมักมองข้าม:

  • เอกสารสิทธิ์รอบหนองหาร: ปัญหาที่ดินรอบหนองหารเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้ชาวบ้านขาดความมั่นคง การประกาศจะเร่งออกเอกสารสิทธิ์คือการสัญญาว่าจะมอบ "สินทรัพย์" (Assets) ให้กับประชาชน ซึ่งมีค่ามหาศาลกว่าการแจกเงิน

  • ยกฐานะสำนักสงฆ์เป็นวัด: ในจังหวัดสกลนครที่มีสำนักสงฆ์จำนวนมากแต่ยังไม่ได้เป็นวัดตามกฎหมาย ทำให้ขาดงบประมาณบำรุงรักษา ดร.นิยม ใช้ประเด็นนี้ดึงดูดฐานเสียงชาวพุทธและพระสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชน


บทที่ 5: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบและยุทธศาสตร์การแข่งขัน (Comparative Strategy)

5.1 คู่แข่งทางการเมืองในเขต 2 สกลนคร

สนามเลือกตั้งปี 2569 ในเขต 2 สกลนคร เป็นการต่อสู้สามเส้าที่ดุเดือด:

  1. พรรคประชาธิปัตย์ (นายชาตรี หล้าพรหม): แชมป์เก่าปี 2566 ผู้ล้มช้าง จุดแข็งคือความเป็นเจ้าของพื้นที่ปัจจุบันและทรัพยากรจากการเป็นรัฐบาลหรือพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา

  2. พรรคเพื่อไทย: พรรคใหญ่ที่ครองพื้นที่ภาคอีสานมายาวนาน การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัครหน้าใหม่หรืออดีตนักการเมืองท้องถิ่นลงสู้ พร้อมนโยบายประชานิยมชุดใหญ่ เช่น "เศรษฐีเงินล้าน" (Digital Lottery Policy) ที่นำเสนอโดยแกนนำพรรค

  3. พรรคโอกาสใหม่ (ดร.นิยม เวชกามา): ผู้ท้าชิงที่มีฐานะเป็น "อดีตแชมป์" พยายามทวงคืนพื้นที่ด้วยผลงานและนโยบายใหม่

5.2 การเปรียบเทียบนโยบาย (Policy Comparison Matrix)

ประเด็นพรรคเพื่อไทยพรรคโอกาสใหม่ (ดร.นิยม)พรรคประชาชน
ปรัชญาหลักประชานิยมกระตุ้นเศรษฐกิจ (Stimulus)รัฐสวัสดิการแบบผสมผสาน (Hybrid Welfare)ปฏิรูปโครงสร้าง (Structural Reform)
การแก้หนี้พักหนี้เกษตรกร (ชั่วคราว)แช่แข็งหนี้ 3 ปี (ระบบ) + Reset Creditปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว
การศึกษาทุนการศึกษา/แท็บเล็ตเรียนฟรีถึง ป.ตรี + วิทยาลัยอาชีวะอำเภอปฏิรูปหลักสูตร + กระจายอำนาจโรงเรียน
จุดขายท้องถิ่นบารมีตระกูลชินวัตร/พรรคผลงานส่วนบุคคล (277 อภิปราย)อุดมการณ์ประชาธิปไตย

5.3 ยุทธศาสตร์การสื่อสาร (Communication Strategy)

ดร.นิยม ใช้กลยุทธ์ "On-Ground & Online Integration":

  • On-Ground: การลงพื้นที่ปูพรมในตำบลเป้าหมาย (เต่างอย, จันทร์เพ็ญ, ตองโขบ) เพื่อพบปะแกนนำชุมชนและชาวบ้านโดยตรง แก้ข่าวลือเรื่องการ "ไม่สู้" ด้วยการปรากฏตัว

  • Online: การใช้คลิปวิดีโอและอินโฟกราฟิกนำเสนอสถิติการทำงานในสภา และนโยบายพรรคที่เข้าใจง่าย เช่น "ค่าไฟฟรีมีอยู่จริง"


บทที่ 6: บทสรุปและนัยสำคัญทางรัฐศาสตร์

6.1 บทสรุป (Conclusion)

การเลือกตั้งปี 2569 ในเขต 2 จังหวัดสกลนคร เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการของการเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก "การเมืองระบบอุปถัมภ์" (Clientelism) ไปสู่ "การเมืองเชิงนโยบาย" (Programmatic Politics) มากขึ้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้ตัดสินใจจากสีเสื้อพรรคเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่พิจารณาจาก "ชุดนโยบาย" ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง และ "ความน่าเชื่อถือ" ของตัวผู้สมัคร

ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ ได้นำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจด้วยการผสมผสานนโยบายแก้ปัญหาปากท้องระยะสั้น (แช่แข็งหนี้, ค่าไฟฟรี) เข้ากับการลงทุนทางสังคมระยะยาว (การศึกษาฟรี, บำนาญประชาชน) โดยมีผลงานในอดีตอย่าง วิทยาลัยอาชีวศึกษาโพนนาแก้ว เป็นเครื่องค้ำประกันความน่าเชื่อถือ ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เบื่อหน่ายความขัดแย้งและต้องการ "โอกาสใหม่" ในชีวิต

6.2 ข้อเสนอแนะและสิ่งที่ต้องจับตามอง (Outlook)

ชัยชนะของ ดร.นิยม จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการ:

  1. แปลงนโยบายสู่คะแนนเสียง: ต้องสื่อสารให้ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าพรรคขนาดกลางอย่างโอกาสใหม่จะผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เป็นจริงได้อย่างไรในรัฐบาลผสม

  2. รักษาฐานเสียงเดิมและขยายฐานใหม่: ต้องดึงฐานเสียงเดิมที่เคยเลือกเพื่อไทยให้ย้ายตามมา พร้อมกับเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยนโยบายดิจิทัลและการศึกษา

  3. การบริหารจัดการช่วงโค้งสุดท้าย: การป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์อย่างถล่มทลายเพื่อเอาชนะกลไกอำนาจรัฐ

ท้ายที่สุด การต่อสู้ของ "คนจริง กล้าพูด" ในสนามสกลนคร เขต 2 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ในยุควิกฤตซ้อนวิกฤต "ผลงาน" จะสามารถเอาชนะ "กระแส" และ "กระสุน" ได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบจากคูหาเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางการเมืองไทยในทศวรรษหน้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"อปพส." ประกาศหนุน "ดร.นิยม เวชกามา" ชวนชาวสกลนครเขต 2 เลือกเป็นผู้แทนพิทักษ์พระพุทธศาสนา

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งใน “สมรภูมิยุทธศาส...