วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

ราชบัณฑิตสัญจรชี้ทาง “รัฐบาลดิจิทัลวิถีพุทธ” ผสานเทคโนโลยีกับปรัชญา สร้างรัฐทันสมัยที่ไม่ทิ้งมนุษย์


ท่ามกลางโลกที่เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต
ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โครงการ “ราชบัณฑิตสัญจร” ของราชบัณฑิตยสภาได้ขยับบทบาทจากคลังปัญญาทางวิชาการ สู่การเป็นกลไกเชิงรุกในการสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัล


การจัดเสวนาในหัวข้อ “รัฐบาลดิจิทัล บูรณาการองค์ความรู้ปรัชญาและศาสนากับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการถกเถียงเชิงนโยบายสาธารณะ เพราะสะท้อนความพยายามเชื่อมสองมิติที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน คือ ความจำเป็นด้านเทคโนโลยี กับความจำเป็นด้านจริยธรรมและจิตวิญญาณ



รัฐบาลดิจิทัลไม่ใช่แค่ “แอปฯ” แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างรัฐ

นักวิชาการในเวทีชี้ตรงกันว่า แนวคิด “รัฐบาลดิจิทัล” ในศตวรรษที่ 21 ได้ก้าวข้ามยุค e-Government ที่เป็นเพียงการแปลงเอกสารเป็นดิจิทัล ไปสู่ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งรัฐแบบเบ็ดเสร็จ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ในบริบทไทย สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) และศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ (GDX) ถูกยกให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ที่ทำให้ข้อมูลภาครัฐไหลเวียนข้ามหน่วยงานได้อย่างปลอดภัย และนำไปสู่บริการอย่างแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ที่รวมบริการกว่า 40 รายการไว้ในจุดเดียว

อย่างไรก็ตาม รายงานวิเคราะห์ชี้ว่า ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ ทั้งปัญหาหน่วยงานหวงข้อมูล ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และความตึงเครียดระหว่าง “ความมั่นคงของรัฐ” กับ “สิทธิส่วนบุคคล” ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

“พุทธรัฐประศาสนศาสตร์” ทางเลือกใหม่ของรัฐไทย

จุดเด่นของเวทีราชบัณฑิตสัญจรครั้งนี้ คือการนำเสนอแนวคิด “พุทธรัฐประศาสนศาสตร์” ซึ่งเป็นการบูรณาการหลักรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่เข้ากับพุทธธรรม โดยมองว่าศาสนาไม่ใช่อุปสรรคของรัฐสมัยใหม่ แต่เป็น “โครงสร้างอ่อน” ที่ช่วยสร้างความชอบธรรม ความไว้วางใจ และธรรมาภิบาล

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิต ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะนักปราชญ์ที่เชื่อมโลกตะวันตกกับตะวันออก ชี้ว่า เป้าหมายสูงสุดของการบริหารราชการตามแนวพุทธ ไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือการ “ลดทุกข์” ของประชาชน ทั้งในมิติทางกายและทางใจ

การนำ อริยสัจ 4 มาประยุกต์เป็นกรอบวิเคราะห์นโยบาย ถูกเสนอเป็นเครื่องมือเชิงวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่การระบุปัญหาจริงด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ การวิเคราะห์สาเหตุเชิงโครงสร้าง การกำหนดเป้าหมายสังคมที่พึงประสงค์ ไปจนถึงการออกแบบนโยบายที่โปร่งใสและมีคุณธรรม

บทเรียนจากความมั่นคง: Link-T กับอธิปไตยทางเทคโนโลยี

หนึ่งในกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจ คือโครงการ Link-T ของกองทัพอากาศไทย ซึ่งพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีขึ้นเอง ภายใต้แนวคิดการพึ่งพาตนเอง แทนการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติแบบเบ็ดเสร็จ

นักวิชาการชี้ว่า แก่นของกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องอาวุธ แต่คือ “ปัญญา” และ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในอนาคต

สังคมสูงวัยกับโจทย์ความทั่วถึง

รายงานยังเตือนว่า หากรัฐบาลดิจิทัลเดินหน้าโดยยึดแอปพลิเคชันเป็นศูนย์กลาง อาจยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ แนวคิด “ดิจิทัลที่โอบอุ้ม” จึงถูกเสนอผ่านการใช้เทคโนโลยีเกื้อกูล ระบบอาสาสมัครดิจิทัล และการออกแบบนโยบายที่ยึดหลักกตัญญูเป็นฐาน

ตัวอย่างจากท้องถิ่น เช่น เทศบาลนครยะลา และ อบต.ป่าหุ่ง สะท้อนว่า ความสำเร็จของรัฐบาลดิจิทัลไม่ได้อยู่ที่งบประมาณหรือเซิร์ฟเวอร์ แต่อยู่ที่การมีส่วนร่วมของประชาชน และผู้นำที่ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ในการบริหาร

ข้อเสนอถึงรัฐบาล: ทางสายกลางแห่งการพัฒนา

ราชบัณฑิตยสภาได้สังเคราะห์ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล ตั้งแต่การจัดตั้งสภาจริยธรรมดิจิทัลแห่งชาติ การออกกฎหมาย AI ที่ยึดหลักความรับผิดชอบ การส่งเสริม Open Source ในภาครัฐ ไปจนถึงการประกาศวาระแห่งชาติด้านการเข้าถึงดิจิทัลของผู้สูงอายุ

รายงานสรุปว่า อนาคตของไทยจะไม่ยั่งยืน หากเลือกสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง แต่ต้องเดินบน “ทางสายกลาง” ใช้ปัญญานำเทคโนโลยี และใช้จริยธรรมกำกับอำนาจ เพื่อก้าวสู่ “รัฐบาลดิจิทัลวิถีพุทธ” ที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และไม่ละทิ้งความเป็นมนุษย์

บทวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์: โครงการราชบัณฑิตสัญจรและพลวัตแห่งรัฐบาลดิจิทัลภายใต้กระบวนทัศน์ปรัชญาและศาสนาเพื่อความยั่งยืน

รายงานฉบับสมบูรณ์เสนอต่อที่ประชุมวิชาการและสาธารณชน


1. บทนำ: รุ่งอรุณแห่งการบูรณาการทางปัญญากับวิกฤตการณ์โลกสมัยใหม่

1.1 พันธกิจของราชบัณฑิตยสภาท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลง

ราชบัณฑิตยสภา (The Royal Society of Thailand) ในฐานะสถาบันทางวิชาการชั้นสูงสุดของราชอาณาจักรไทย มิได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อการผดุงรักษาขนบธรรมเนียมหรือบัญญัติศัพท์ทางวิชาการเท่านั้น หากแต่ยังมีพันธกิจสำคัญยิ่งในการเป็น "มันสมองของชาติ" ที่ทำหน้าที่กลั่นกรอง สังเคราะห์ และนำเสนอองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดินในยามวิกฤต 1 โครงการ "ราชบัณฑิตสัญจร" จึงถือเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญ เป็นกลไกเชิงรุกที่นำพาปราชญ์ของแผ่นดินออกไปสัมผัสกับความเป็นจริงในภูมิภาค เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนทัศนะกับภาคส่วนต่างๆ ก่อนที่จะสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendations) ที่แหลมคมต่อคณะรัฐมนตรี 2

การจัดเสวนาในหัวข้อ "รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) บูรณาการองค์ความรู้ปรัชญาและศาสนากับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน" นับเป็นการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ที่กล้าหาญและทันสมัยอย่างยิ่ง การเลือกหัวข้อนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ในสองมิติที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน (Paradox) แต่กลับต้องพึ่งพาอาศัยกันอย่างแยกไม่ออกในโลกศตวรรษที่ 21 มิติแรกคือ "ความจำเป็นทางเทคโนโลยี" ที่รัฐไทยต้องเร่งปรับตัวสู่ความเป็นดิจิทัลเพื่อความอยู่รอดและประสิทธิภาพ และมิติที่สองคือ "ความจำเป็นทางจิตวิญญาณ" ที่ต้องนำหลักปรัชญาและศาสนามากำกับทิศทางของเทคโนโลยีไม่ให้เตลิดจนทำลายความเป็นมนุษย์

1.2 วิกฤตศรัทธาและกับดักของการพัฒนาเชิงวัตถุ

สังคมโลกและสังคมไทยกำลังเผชิญกับ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" (Polycrisis) ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว 3 ในขณะที่ภาครัฐพยายามผลักดันโมเดล "Thailand 4.0" และการสร้างรัฐบาลดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่เรากลับพบร่องรอยของความเปราะบางทางสังคมที่เพิ่มขึ้น ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) และความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) 5 ปรากฏการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาที่มุ่งเน้นเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ (Hardware Efficiency) โดยละเลยมิติทางจิตใจและจริยธรรม (Spiritual and Ethical Dimensions) นั้น ไม่สามารถนำไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริงได้

การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy - SEP) และหลักธรรมทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ จึงไม่ใช่การถอยหลังลงคลอง แต่เป็นการ "เติมเต็ม" ส่วนที่ขาดหายไปของระบบทุนนิยมดิจิทัล เป็นการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ให้กับสังคมไทยท่ามกลางความผันผวนของโลกไซเบอร์ 4

1.3 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ: สะพานเชื่อมโลกตะวันตกและตะวันออก

ในบริบทของการเสวนาครั้งนี้ บทบาทของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิต มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะ "ผู้นำทางความคิด" (Intellectual Leader) ท่านเป็นนักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญทั้งในทางคันถธุระ (Pali Scripture) และการประยุกต์หลักธรรมเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ 7 ประวัติการศึกษาและการทำงานของท่านสะท้อนให้เห็นถึงการเดินทางข้ามพรมแดนความรู้ จากเปรียญธรรม 9 ประโยค สู่ปริญญาเอกทางปรัชญา และการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ 8 แนวคิดของท่านในการนำ "จิต" (Mind/Consciousness) และ "กรรม" (Action/Karma) มาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ช่วยให้เรามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง "ข้อมูล" (Data) ในฐานะสิ่งสมมติทางโลก กับ "สัจธรรม" ในทางศาสนา

รายงานฉบับนี้จะทำการวิเคราะห์เจาะลึกเนื้อหาจากการเสวนา โดยแบ่งออกเป็นส่วนสำคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์โครงสร้างรัฐบาลดิจิทัลของไทยในปัจจุบัน การถอดรหัสปรัชญาพุทธศาสตร์เพื่อการบริหารงานภาครัฐ การศึกษาบทเรียนจากกรณีศึกษาด้านความมั่นคงและเทคโนโลยี และท้ายที่สุดคือการสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล โดยมุ่งหวังให้รายงานฉบับนี้เป็นเอกสารอ้างอิงที่สมบูรณ์และครอบคลุมที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่สมดุล


2. ภูมิทัศน์ของรัฐบาลดิจิทัล: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติในบริบทประเทศไทย

2.1 พลวัตของนิยาม: จาก e-Government สู่ Digital Government

ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงความสำเร็จหรือล้มเหลว จำเป็นต้องทำความเข้าใจนิยามศัพท์ที่มีความซับซ้อนและมีวิวัฒนาการ ในเวทีวิชาการระดับโลกและเอกสารของสหภาพยุโรป (EU) ได้จำแนกความแตกต่างระหว่าง "รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์" (e-Government) และ "รัฐบาลดิจิทัล" (Digital Government) ไว้อย่างชัดเจน

  • e-Government (ยุคที่ 1): มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มาใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานที่มีอยู่เดิม (Digitization) เช่น การเปลี่ยนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ PDF หรือการสร้างเว็บไซต์หน่วยงานเพื่อให้ข้อมูลทางเดียว 9 ข้อจำกัดของยุคนี้คือ "ไซโลของข้อมูล" (Information Silos) ที่แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ขาดการเชื่อมโยง

  • Digital Government (ยุคปัจจุบัน): เป็นแนวคิดที่ก้าวหน้ากว่าและมีความเป็นองค์รวม (Holistic) มากกว่า หมายถึงระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ (Interconnected Ecosystem) โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-centric) ข้อมูลไม่ได้ถูกเก็บไว้ในที่เดียวแต่สามารถไหลเวียนระหว่างหน่วยงานได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างบริการแบบเบ็ดเสร็จ 5

องค์การสหประชาชาติ (UN) และคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ได้เน้นย้ำถึงแนวคิด "Whole-of-Government Approach" (WGA) ซึ่งเป็นการระดมสรรพกำลังของทุกภาคส่วนในรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Wicked Problems) ร่วมกัน 10 ในบริบทนี้ รัฐบาลดิจิทัลจึงไม่ใช่เรื่องของแผนกไอที แต่เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรอย่างถอนรากถอนโคน

2.2 สถาปัตยกรรมรัฐบาลดิจิทัลไทย: บทบาทของ DGA และ GDX

รัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ และได้จัดตั้งกลไกหลักในการขับเคลื่อน คือ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เพื่อทำหน้าที่เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" และ "ผู้กำหนดมาตรฐาน" 12 หัวใจสำคัญของความพยายามนี้คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เรียกว่า ศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ (Government Data Exchange Center: GDX)

GDX: เส้นเลือดใหญ่ของการบูรณาการข้อมูล

GDX ถูกออกแบบมาให้เป็นแพลตฟอร์มกลาง (Centralized Platform) ตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ. การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 14 ระบบนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Gateway) ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลและทะเบียนดิจิทัลระหว่างหน่วยงานรัฐ โดยมีคุณลักษณะสำคัญดังนี้:

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูล (Data Exchange): GDX ทำหน้าที่รับคำขอข้อมูลจาก "ผู้ใช้ข้อมูล" (Data Consumer) เช่น แอปพลิเคชันทางรัฐ และส่งต่อไปยัง "ผู้สร้างข้อมูล" (Data Producer) เช่น กรมการปกครอง เพื่อดึงข้อมูลแบบ Real-time โดยที่ GDX ไม่ได้เก็บข้อมูลไว้เอง เพื่อความปลอดภัย 14

  • มาตรฐานและธรรมาภิบาล (Standard & Governance): การมี GDX ช่วยแก้ปัญหาเรื่องมาตรฐานข้อมูลที่ไม่ตรงกัน (Data Standard) และช่วยให้การยืนยันตัวตน (Digital ID) เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน 15

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดของโครงสร้างพื้นฐานนี้คือ "Citizen Portal" (แอปพลิเคชันทางรัฐ) ซึ่งเปรียบเสมือน "หน้าบ้าน" (Front-end) ที่รวบรวมบริการภาครัฐกว่า 45 บริการจาก 29 หน่วยงาน มาไว้ในจุดเดียว 15 นี่คือก้าวสำคัญในการเปลี่ยนจากรัฐบาลที่เน้นกรมกอง (Agency-centric) มาเป็นรัฐบาลที่เน้นบริการ (Service-centric)

2.3 ตารางเปรียบเทียบ: สถานะความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลของไทย

มิติการประเมิน (Dimensions)สถานะปัจจุบัน (Current State)ความท้าทาย (Challenges)เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Goals)
โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)มี GDX, Government Cloud, Digital IDความเสถียรของระบบในพื้นที่ห่างไกล, ความปลอดภัยไซเบอร์

ขยายโครงข่าย 5G ครอบคลุมทั่วประเทศ, ยกระดับ Cloud Security 14

การบริการ (Service Delivery)แอปฯ "ทางรัฐ", Biz Portal, ระบบ e-Visaผู้สูงอายุเข้าไม่ถึง (Digital Exclusion), UX/UI ยังซับซ้อน

One-Stop Service สมบูรณ์แบบ, Universal Design สำหรับทุกคน 15

การบูรณาการข้อมูล (Data Integration)เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎร์, นิติบุคคลหน่วยงานยังหวงข้อมูล (Data Silos), กฎหมาย PDPA ตีความต่างกัน

Open Data 100%, วัฒนธรรม Data Sharing 9

กฎหมายและระเบียบ (Legal Framework)พ.ร.บ. รัฐบาลดิจิทัลฯ 2562, PDPAการบังคับใช้ยังไม่เข้มข้น, กฎหมายลูกยังออกไม่ครบ

ปรับปรุงกฎระเบียบให้ยืดหยุ่น (Regulatory Guillotine) 18

2.4 ความท้าทายด้านธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance Challenges)

แม้โครงสร้างพื้นฐานจะดูเข้มแข็ง แต่รายงานจาก LIRNEasia 17 ชี้ให้เห็นถึง "แรงเสียดทานเชิงนโยบาย" (Policy Frictions) ที่สำคัญของไทย นั่นคือความขัดแย้งระหว่าง "ความมั่นคงของชาติ" กับ "สิทธิส่วนบุคคล" รัฐไทยมักอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงในการเข้าถึงข้อมูลพลเมือง ในขณะที่ภาคประชาสังคมเรียกร้องความโปร่งใส (Transparency) และการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว

การบูรณาการปรัชญาและศาสนาเข้ามาในจุดนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง "อำนาจรัฐ" และ "สิทธิมนุษยชน" โดยใช้หลักธรรมาภิบาลที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ (Human-centric Governance) เป็นตัวกำกับ ไม่ใช่ใช้กฎหมายเพื่อควบคุมเพียงอย่างเดียว


3. พุทธรัฐประศาสนศาสตร์ (Buddhist Public Administration): รากฐานปรัชญาเพื่อการกำกับดูแล

3.1 การรื้อฟื้นภูมิปัญญา: จากพุทธธรรมสู่รัฐศาสตร์

การเสวนาของราชบัณฑิตยสภาได้เปิดมิติใหม่ทางวิชาการด้วยการนำเสนอแนวคิด "พุทธรัฐประศาสนศาสตร์" (Buddhist Public Administration) ซึ่งเป็นการผสานองค์ความรู้ทางรัฐประศาสนศาสตร์ตะวันตกเข้ากับหลักพุทธธรรมเถรวาท 20 แนวคิดนี้ท้าทายกระบวนทัศน์เดิมที่มองว่าศาสนาเป็นเรื่องส่วนบุคคลและควรแยกออกจากรัฐ (Secularism) โดยเสนอว่า ในสังคมไทยที่มีรากฐานวัฒนธรรมพุทธ ศาสนาสามารถเป็น "Soft Infrastructure" ที่ทรงพลังในการสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) และความไว้วางใจ (Trust) ในการบริหารงานภาครัฐ 23

งานวิจัยของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ และนักวิชาการท่านอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่า เป้าหมายสูงสุดของการบริหารราชการตามแนวพุทธไม่ใช่เพียงความมั่งคั่งทางวัตถุ แต่คือ "วิมุตติ" (Emancipation) หรือการปลดปล่อยประชาชนจากความทุกข์ (Suffering/Dukkha) ทั้งความทุกข์ทางกาย (ความยากจน โรคภัย) และความทุกข์ทางใจ (ความเครียด ความไม่ปลอดภัย) 24

3.2 ทฤษฎีจักกวัตติราช: โมเดลผู้นำดิจิทัลผู้ทรงธรรม

ในคัมภีร์ทีฆนิกาย พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงอุดมคติของผู้นำสูงสุด คือ "พระเจ้าจักรพรรดิ" (Cakkavatti) ผู้ปกครองโดยธรรม 25 หากนำมาตีความใหม่ในบริบทศตวรรษที่ 21 พระเจ้าจักรพรรดิเปรียบได้กับ "รัฐบาล" ที่มีเทคโนโลยีอันทรงพลัง (เปรียบเสมือนรัตนะ 7 ประการ)

  • จักกแก้ว (Wheel Treasure): เปรียบได้กับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบาย หากหมุนไปในทางที่ถูก (สัมมาทิฏฐิ) ย่อมนำความเจริญมาสู่แว่นแคว้น แต่หากหมุนผิด ย่อมบดขยี้ประชาชน

  • ปริณายกแก้ว (Counsellor Treasure): เปรียบได้กับ AI หรือระบบที่ปรึกษาอัจฉริยะ ที่ต้องมีความแม่นยำ เที่ยงตรง และปราศจากอคติ (Bias)

  • คฤหัสถ์แก้ว (Householder Treasure): เปรียบได้กับภาคเอกชนและประชาชนที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐต้องสนับสนุนให้พวกเขามีทรัพยากรเพียงพอ (Economic Justice) ไม่ใช่ขูดรีดภาษีจนเกินกำลัง 25

หลักการสำคัญที่สุดของจักกวัตติวัตร คือ "ธรรมคุ้มครอง" (Dhamma-based Protection) รัฐบาลดิจิทัลต้องให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนเสมือนสมบัติล้ำค่า และต้องดูแลกลุ่มเปราะบาง (อโคปกะ) ไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน

3.3 การประยุกต์อริยสัจ 4 ในวงจรนโยบายสาธารณะ (Public Policy Cycle)

ศ.พิเศษ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ได้เน้นย้ำเสมอถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ของพุทธศาสนา 7 เราสามารถนำหลัก อริยสัจ 4 มาประยุกต์ใช้เป็นกระบวนการวิเคราะห์และแก้ปัญหาเชิงนโยบาย (Problem-solving Framework) ได้อย่างเป็นระบบ:

  1. ทุกข์ (Suffering/Problem): การระบุปัญหาที่แท้จริงของประชาชน (Problem Identification) ผ่านการวิเคราะห์ Big Data อย่างแม่นยำ ไม่ใช่การมโนเอาเอง เช่น การใช้ข้อมูล GDX ระบุพื้นที่ที่มีความยากจนซ้ำซาก

  2. สมุทัย (Cause of Suffering): การวิเคราะห์สาเหตุแห่งปัญหา (Root Cause Analysis) ว่าเกิดจากโครงสร้าง กฎระเบียบ หรือพฤติกรรม โดยใช้ปัญญาและข้อมูลเชิงลึก (Insights)

  3. นิโรธ (Cessation of Suffering): การกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจน (Goal Setting) ว่าต้องการเห็นสังคมไทยเป็นอย่างไร เช่น สังคมที่ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้

  4. มรรค (Path to Cessation): การกำหนดกลยุทธ์และวิธีการ (Strategic Planning) เพื่อไปสู่เป้าหมาย ซึ่งต้องประกอบด้วย มรรคมีองค์ 8 เช่น สัมมาวาจา (การสื่อสารนโยบายที่โปร่งใส), สัมมากัมมันตะ (การปฏิบัติราชการที่สุจริต), และ สัมมาอาชีวะ (การจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส)


4. บูรณาการภาคปฏิบัติ: กรณีศึกษาด้านความมั่นคงและการพึ่งพาตนเอง

4.1 ความจำเป็นของ "อธิปไตยทางเทคโนโลยี" (Technological Sovereignty)

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่ยุคสงครามไซเบอร์และสงครามข้อมูลข่าวสาร ความสามารถในการ "พึ่งพาตนเอง" (Self-Reliance) ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กลายเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่สำคัญที่สุด การพึ่งพาแพลตฟอร์มหรือเทคโนโลยีต่างชาติเพียงอย่างเดียว (Vendor Lock-in) เปรียบเสมือนการยืมจมูกคนอื่นหายใจ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงเมื่อเกิดวิกฤตความขัดแย้ง 26

4.2 กรณีศึกษาเชิงลึก: โครงการ Gripen และ Link-T ของกองทัพอากาศไทย

หนึ่งในความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมที่สุดของการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับหลักการพึ่งพาตนเอง คือโครงการจัดหาเครื่องบินรบ Gripen และการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี Link-T (Link-Thailand) 26

  • บริบทและที่มา: ในอดีต กองทัพไทยพึ่งพาระบบ Data Link แบบ Link-16 ของสหรัฐฯ ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงรหัสต้นฉบับ (Source Code) และไม่สามารถเชื่อมโยงกับระบบอาวุธอื่นที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ ได้อย่างอิสระ นี่คือ "ทุกข์" ของความไม่เป็นอิสระทางเทคโนโลยี 26

  • การแก้ปัญหา (มรรค): กองทัพอากาศไทยตัดสินใจเลือกเครื่องบิน Gripen จากสวีเดน (Saab) ไม่ใช่เพียงเพราะสมรรถนะเครื่องบิน แต่เพราะข้อเสนอ "การถ่ายทอดเทคโนโลยี" (Technology Transfer) และการให้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (IP Rights) ในการพัฒนา Data Link เป็นของตนเอง 29

  • ผลลัพธ์ (Link-T): ไทยสามารถพัฒนาระบบ Link-T ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเครื่องบินรบ (Gripen, F-5TH, Alpha Jet) เรือรบ และสถานีเรดาร์ภาคพื้นดิน ได้อย่างสมบูรณ์ 32 ทำให้เกิด "Network Centric Warfare" ที่ออกแบบโดยคนไทย เพื่อคนไทย

  • บทพิสูจน์ในสนามจริง: ข้อมูลจากรายงานความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 27 ระบุว่าการใช้ระบบเครือข่ายข้อมูลที่แม่นยำ ช่วยให้กองทัพไทยสามารถปฏิบัติการเพื่อป้องกันอธิปไตยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดความเสี่ยงต่อพลเรือนและความเสียหายที่ไม่จำเป็น ซึ่งสอดคล้องกับหลัก "อหิงสา" ในการจำกัดวงความขัดแย้งให้แคบที่สุด

นัยยะสำคัญของกรณีศึกษานี้ไม่ได้อยู่ที่ "อาวุธ" แต่อยู่ที่ "ปัญญา" การที่ไทยสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ความมั่นคงระดับสูงได้เอง คือการยืนยันว่าหลัก "อัตตา หิ อัตตโน นาโถ" (ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน) สามารถเป็นจริงได้ในโลกเทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (S-Curve 11) 36


5. การประยุกต์ใช้เพื่อสังคม: สังคมสูงวัยและความเหลื่อมล้ำในยุคดิจิทัล

5.1 สึนามิประชากร: ความท้าทายของสังคมสูงวัยระดับสุดยอด

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" (Aged Society) และกำลังมุ่งหน้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) 3 นี่คือโจทย์ที่ท้าทายที่สุดของรัฐบาลดิจิทัล หากเรามุ่งเน้นแต่การผลักดันบริการผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟน เราอาจกำลังทิ้งประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศไว้ข้างหลัง

สถิติและความจริง:

  • ผู้สูงอายุจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในเขตชนบท (Non-municipal areas) 6

  • ปัญหาสุขภาพและข้อจำกัดทางกายภาพทำให้การใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเรื่องยาก

  • ความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงทางไซเบอร์ (Call Center Scams) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ผู้สูงอายุที่มีเงินออม 27

5.2 บูรณาการ "กตัญญุตาธรรม" เข้ากับนวัตกรรมดิจิทัล

ราชบัณฑิตยสภาและกรมกิจการผู้สูงอายุ ได้เสนอแนวทางที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและจริยธรรม 37:

  1. เทคโนโลยีที่เกื้อกูล (Assistive Technology): รัฐต้องสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) เพื่อดูแลผู้สูงอายุ เช่น เซนเซอร์ตรวจจับการหกล้ม (Fall Detection) หรือระบบ Telemedicine ที่เชื่อมต่อกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยอัตโนมัติ 37

  2. ระบบอาสาสมัครดิจิทัล (Digital Volunteers): ใช้กลไกทางสังคมที่ไทยแข็งแกร่ง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยติดอาวุธทางปัญญาและเครื่องมือดิจิทัลให้ อสม. ทำหน้าที่เป็น "สะพาน" เชื่อมผู้สูงอายุเข้ากับบริการรัฐ (Human Interface) แทนที่จะบังคับให้ผู้สูงอายุใช้แอปฯ ด้วยตนเอง

  3. หลักกตัญญูในนโยบาย: การออกแบบนโยบายภาษีหรือสวัสดิการที่เอื้อให้ลูกหลานดูแลบุพการี (Tax Incentives for Home Care) โดยใช้ฐานข้อมูล GDX ในการตรวจสอบความสัมพันธ์ครอบครัว เพื่อลดภาระการพิสูจน์สิทธิที่ยุ่งยาก

5.3 กรณีศึกษาท้องถิ่น: พลังแห่งการกระจายอำนาจ

ความสำเร็จของการบูรณาการมักเกิดขึ้นในระดับท้องถิ่นที่ใกล้ชิดประชาชน ตัวอย่างเช่น เทศบาลนครยะลา (Yala Resilience City) และ อบต.ป่าหุ่ง (E-Smart Pa Hung) 39 ที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมท้องถิ่นดิจิทัล

  • ปัจจัยความสำเร็จ: ไม่ใช่แค่การมีงบประมาณซื้อเซิร์ฟเวอร์ แต่คือการที่ผู้นำท้องถิ่นใช้หลัก "สังคหวัตถุ 4" (ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตา) ในการดึงการมีส่วนร่วมของชุมชน (Public Participation) ให้ชาวบ้านรู้สึกเป็นเจ้าของระบบ (Ownership) 39

  • บทเรียน: รัฐบาลดิจิทัลที่ดีที่สุดคือรัฐบาลที่ "ฟัง" เสียงของประชาชน และใช้เทคโนโลยีเพื่อ "รับใช้" ความต้องการนั้น ไม่ใช่ยัดเยียดเทคโนโลยีจากส่วนกลาง (Top-down)


6. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Recommendations)

6.1 บทสรุป: ทางสายกลางแห่งการพัฒนา (The Middle Way of Development)

การวิเคราะห์ราชบัณฑิตสัญจรในครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "รัฐบาลดิจิทัล" และ "ปรัชญาศาสนา" ไม่ใช่เส้นขนาน แต่เป็นเกลียวเชือกที่ฟั่นรวมกันเพื่อดึงสังคมไทยขึ้นจากหล่มของวิกฤตการณ์ การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ตามเป้าหมาย SDGs และยุทธศาสตร์ชาติ จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเรายึดหลัก "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง

  • ไม่สุดโต่งไปทางทุนนิยมดิจิทัลที่ไร้หัวใจ (Heartless Capitalism)

  • ไม่สุดโต่งไปทางอนุรักษนิยมที่ปฏิเสธโลก (World-renouncing Conservatism)

    แต่คือการใช้ "ปัญญา" นำทาง "เทคโนโลยี" และใช้ "จริยธรรม" กำกับ "อำนาจ"

6.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี

เพื่อให้การบูรณาการนี้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติ ราชบัณฑิตยสภาขอนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ ดังนี้:

1. ยุทธศาสตร์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (Ethical AI Strategy):

  • จัดตั้ง "สภาจริยธรรมดิจิทัลแห่งชาติ" ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญสหวิทยาการ (นักเทคโนโลยี นักปรัชญา ผู้นำศาสนา นักกฎหมาย) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและกำกับดูแลอัลกอริทึมของภาครัฐ (Algorithmic Auditing) ให้ปราศจากอคติและเป็นธรรมตามหลักมนุษยธรรม 19

  • ร่างกฎหมาย AI Act ของไทย โดยนำหลัก "กฎแห่งกรรม" (Accountability) มาเป็นรากฐาน ผู้สร้างและผู้ใช้ AI ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น

2. ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบพึ่งพาตนเอง (Self-Reliant Security):

  • ขยายผลโมเดล Link-T ไปสู่เหล่าทัพอื่นและหน่วยงานความมั่นคงพลเรือน สนับสนุนงบประมาณวิจัยและพัฒนา (R&D) แก่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศในไทย เพื่อลดการนำเข้าและสร้างองค์ความรู้ของคนไทย 26

  • ส่งเสริม Open Source Software ในภาครัฐ เพื่อลดการผูกขาดของบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ และสร้างความโปร่งใสของโค้ด

3. ยุทธศาสตร์สังคมดิจิทัลที่โอบอุ้ม (Inclusive Digital Society):

  • ประกาศวาระแห่งชาติเรื่อง "Digital Inclusion for the Elderly" โดยกำหนดให้ทุกบริการดิจิทัลของรัฐต้องมีช่องทางทางเลือก (Non-digital alternatives) หรือระบบผู้ช่วย (Assisted Service) สำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ 37

  • ใช้กลไก "วัด" และ "โรงเรียน" เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ดิจิทัลชุมชน (Community Digital Hubs) เพื่อลดช่องว่างความรู้

4. ยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรภาครัฐ (HR Development):

  • บรรจุหลักสูตร "พุทธรัฐประศาสนศาสตร์และจริยธรรมดิจิทัล" ในการอบรมข้าราชการทุกระดับ เพื่อปลูกฝัง Mindset ของการเป็น "ข้าราชการผู้ให้บริการ" (Public Servant) ที่มีเมตตาธรรม ไม่ใช่เจ้านายประชาชน 21

การขับเคลื่อนข้อเสนอเหล่านี้ จะเป็นการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจาก "รัฐราชการ" สู่ "รัฐบาลดิจิทัลวิถีพุทธ" (Buddhist-inspired Digital Government) ที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเปี่ยมไปด้วยความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะเป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับประชาคมโลกต่อไป


7. ตารางสรุปข้อมูลสำคัญ

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบแนวคิดการพัฒนา (Development Paradigms Comparison)

หัวข้อ (Topic)การพัฒนาแบบเดิม (Traditional Development)การพัฒนาเชิงพุทธบูรณาการ (Buddhist-Integrated Development)
เป้าหมายสูงสุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth), ความมั่งคั่งทางวัตถุ

ความผาสุกมวลรวม (GNH), ดุลยภาพ 4 ด้าน (กาย ศีล จิต ปัญญา) 24

มุมมองต่อเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพิ่มผลผลิตและกำไรเป็นเครื่องมือลดความทุกข์และพัฒนาคุณภาพชีวิต (Upaya)
ศูนย์กลางการพัฒนารัฐ หรือ ทุน (State/Capital-centric)มนุษย์ และ ธรรม (Human/Dhamma-centric)
ตัวชี้วัดความสำเร็จประสิทธิภาพ, ความเร็ว, ปริมาณธุรกรรมความทั่วถึง (Inclusiveness), ความยั่งยืน, ความสุขของประชาชน
บทบาทของข้อมูลข้อมูลคืออำนาจและสินทรัพย์ (Data as Asset)ข้อมูลคือความจริงเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง (Data as Truth/Sacca)

ตารางที่ 2: สรุปโครงการ Link-T และนัยยะทางยุทธศาสตร์

องค์ประกอบ (Component)รายละเอียด (Details)นัยยะทางยุทธศาสตร์/ปรัชญา (Strategic/Philosophical Implication)
Platform

เครื่องบินรบ Gripen C/D/E, F-5TH Super Tigris 32

การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Sappaya) และคุ้มค่า (Sufficiency)
TechnologyTactical Data Link (Link-T) พัฒนาโดยคนไทยร่วมกับ Saabการพึ่งพาตนเอง (Self-Reliance/Attahi Attano Natho)
Integratorกองทัพอากาศไทย, บริษัท อาวีเอ แซทคอม, Saabการร่วมมือกัน (Samaggi) เพื่อเป้าหมายความมั่นคงแห่งชาติ
Operational Impact

Network Centric Warfare, ความแม่นยำในการระบุเป้าหมาย 27

การลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็น (Ahimsa), การปกป้องอธิปไตยอย่างมีสติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พระสงฆ์เดินเพื่อสันติภาพ กระแสฟีเวอร์กับสัจธรรมที่ยั่งยืน บริบทสังคมไทยและเวทีโลก

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยและสังคมโลกต่างประจักษ์ต่อภาพพระสงฆ์เดินเท้าเป็นระยะทางไกลนับร้อยนับพันกิโลเมตร ตั้งแต่ถนนสายหลักใจกลางกรุงเทพม...