วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

ชำแหละ “โพลเลือกตั้ง 2569” เตือนสังคมไทยอย่าหลงตัวเลข ชี้ระเบียบวิธีคือหัวใจความจริง


รายงานวิจัยเชิงวิพากษ์เรื่อง “ปรากฏการณ์วิทยาแห่งมติมหาชน: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ต่อระเบียบวิธีวิจัยและพฤติกรรมของสำนักโพลไทยในการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2569” ถูกเผยแพร่ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เข้มข้น ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยตั้งคำถามสำคัญต่อบทบาทและความน่าเชื่อถือของ “โพลการเมือง” ในฐานะเครื่องมือชี้นำสังคม มากกว่าจะเป็นเพียงการสะท้อนความเห็นของประชาชน



รายงานฉบับนี้ยึดกรอบวิเคราะห์จากข้อสังเกตของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เชิงระเบียบวิธีวิจัยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 อันเป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่ระยะเวลางดเผยแพร่ผลโพลตามกฎหมายเลือกตั้ง โดยชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขผลสำรวจมิได้เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง หากแต่เป็น “ผลผลิตของวิธีการ” ที่เต็มไปด้วยอคติ ข้อจำกัด และการออกแบบที่แตกต่างกันของแต่ละสำนัก

โพลไม่ใช่ตัวเลขลอยตัว แต่คืออาวุธทางการเมือง

รายงานชี้ว่า ในบริบทการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งเกิดขึ้นหลังการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วและการยุบสภาปลายปี 2568 “ข้อมูล” ได้กลายเป็นทรัพยากรเชิงอำนาจ และ “โพลการเมือง” ถูกยกระดับเป็นเครื่องมือกำหนดวาระสังคม (Agenda Setting) ที่สามารถชี้นำพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผ่านปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา เช่น Bandwagon Effect และ Underdog Effect

นายสมชัยเน้นย้ำว่า ความน่าเชื่อถือของโพลไม่ได้อยู่ที่ใครนำหรือใครตาม แต่อยู่ที่ ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) ตั้งแต่การสุ่มตัวอย่าง วิธีเก็บข้อมูล ไปจนถึงการถ่วงน้ำหนักประชากร ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ทางการเมืองในตัวเอง

แยก 4 สำนักโพลหลัก ชี้จุดแข็ง–จุดบอด

รายงานจำแนกสำนักโพลไทยออกเป็น 4 รูปแบบหลักตามระเบียบวิธีวิจัย ได้แก่

  1. สวนดุสิตโพล – ใช้โมเดลผสมผสาน ลงพื้นที่จริงร้อยละ 80 และออนไลน์ร้อยละ 20 เพื่อเก็บเสียงจากทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ แม้ให้ภาพการแข่งขันที่สมดุล แต่ยังมีความเสี่ยงจากอคติของผู้ตอบออนไลน์ที่มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงกว่าค่าเฉลี่ย

  2. นิด้าโพล – ยึดการสำรวจทางโทรศัพท์ผ่านฐานข้อมูล Master Sample ขนาดใหญ่ มีความเป็นระบบสูง แต่เผชิญปัญหา Coverage Bias จากพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ไม่รับสายเบอร์แปลก ส่งผลให้เคยประเมินพรรคการเมืองแนวใหม่ต่ำกว่าความเป็นจริงในการเลือกตั้งปี 2566

  3. สถาบันพระปกเกล้า – ใช้เครือข่ายภาคพลเมืองลงพื้นที่สัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า สร้างความไว้วางใจในชุมชนและเข้าถึง “พลังเงียบ” ได้ดี แต่มีความเสี่ยงจากอคติของผู้เก็บข้อมูลและภาพลักษณ์ความเป็นหน่วยงานรัฐ

  4. เนชั่นโพล – ใช้การสำรวจแบบสำมะโนประชากร ลงพื้นที่ตามทะเบียนบ้านด้วยตัวอย่างขนาดใหญ่ถึงหลักหมื่นหรือหลักแสน ให้ความแม่นยำระดับรายเขต แต่ถูกตั้งคำถามด้านต้นทุน ความโปร่งใส และการควบคุมคุณภาพภาคสนาม

วิกฤตโพลออนไลน์ เมื่อบอทครองเมือง

หนึ่งในประเด็นที่รายงานวิจารณ์รุนแรงที่สุดคือ โพลออนไลน์ของสื่อมวลชน ซึ่งถูกชี้ว่าแทบไม่มีคุณค่าทางวิชาการ เนื่องจากตกอยู่ภายใต้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และการปั่นคะแนนด้วยบอทอย่างเป็นระบบ

ข้อมูลจากการตรวจสอบทางเทคนิคในหลายสื่อพบว่า ผู้ตอบที่เป็นมนุษย์จริงมีเพียงราว 20–25% ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นระบบอัตโนมัติที่ถูกระดมเพื่อสร้างภาพลวงตาแห่งชัยชนะ ทำลายขวัญคู่แข่ง และบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อเอง

นายสมชัยจึงสรุปว่า โพลออนไลน์ควรถูกมองเป็นเพียงกิจกรรมสร้าง Engagement ไม่ควรถูกนำมาอ้างอิงทางการเมืองหรือการตัดสินใจเชิงนโยบาย

กฎหมายงดเผยแพร่โพล: ดาบสองคม

รายงานยังตั้งข้อสังเกตต่อกฎหมายห้ามเผยแพร่ผลโพลในช่วง 7 วันก่อนเลือกตั้งว่า แม้มีเจตนารมณ์เพื่อปกป้องเสรีภาพการตัดสินใจของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้าง “สุญญากาศข้อมูล” ที่เปิดทางให้ข่าวลือ โพลปลอม และโพลหลุดแพร่กระจาย ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองและกลุ่มทุนยังสามารถใช้โพลลับในการวางกลยุทธ์ได้อย่างไม่เท่าเทียม

ข้อเสนอ: สร้างวัฒนธรรมรู้เท่าทันโพล

ในบทสรุป รายงานเสนอให้สังคมไทยก้าวข้ามการเสพโพลแบบดูตัวเลขแพ้–ชนะ ไปสู่การมี Poll Literacy หรือความฉลาดรู้ด้านโพล โดยต้องตั้งคำถามต่อระเบียบวิธี แหล่งทุน และความโปร่งใสของข้อมูล พร้อมเสนอให้หน่วยงานวิชาชีพและสื่อร่วมกันกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการเผยแพร่ผลสำรวจ

รายงานย้ำว่า โพลการเมืองควรทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” ที่สะท้อนความจริงของสังคม ไม่ใช่ “กระจกวิเศษ” ที่ถูกใช้เพื่อหลอกลวงและชี้นำประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล

ปรากฏการณ์วิทยาแห่งมติมหาชน: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ต่อระเบียบวิธีวิจัยและพฤติกรรมของสำนักโพลไทยในการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2569

บทคัดย่อ

รายงานฉบับนี้มุ่งสำรวจและวิเคราะห์ภูมิทัศน์ของ "โพลการเมือง" (Political Polling) ในประเทศไทย ในบริบทของการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยยึดโยงกรอบการวิเคราะห์หลักจากทัศนะของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้งและนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ที่ได้นำเสนอข้อสังเกตเชิงระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) ไว้เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญก่อนเข้าสู่ช่วงเวลา "งดเผยแพร่ผลโพล" ตามกฎหมายเลือกตั้ง การศึกษานี้ไม่ได้เพียงมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ทางตัวเลขของแต่ละสำนัก แต่เจาะลึกถึง "ญาณวิทยา" (Epistemology) ของการได้มาซึ่งข้อมูล ความน่าเชื่อถือของกลุ่มตัวอย่าง และผลกระทบของการแทรกแซงทางเทคโนโลยีผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายงานจะจำแนกประเภทสำนักโพลออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามระเบียบวิธีวิจัย ได้แก่ รูปแบบผสมผสานของสวนดุสิตโพล รูปแบบบัญชีรายชื่อหลักทางโทรศัพท์ของนิด้าโพล รูปแบบเครือข่ายภาคพลเมืองของสถาบันพระปกเกล้า และรูปแบบสำมะโนประชากรของเนชั่นโพล พร้อมทั้งนำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความล้มเหลวของโพลออนไลน์และการบิดเบือนข้อมูลด้วยบอท (Bots) เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงวิกฤตความน่าเชื่อถือและความท้าทายของประชาธิปไตยไทยในยุคดิจิทัล


1. บทนำ: บริบททางการเมืองและสงครามข้อมูลข่าวสารในการเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มิได้เป็นเพียงกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจตามวาระปกติ แต่เป็นสมรภูมิที่สะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างและอุดมการณ์ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี 2566 ที่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วและการยุบสภาในช่วงปลายปี 2568 บรรยากาศทางการเมืองในปี 2569 จึงเต็มไปด้วยความตื่นตัวและความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นทิศทางที่ชัดเจนของประเทศ ในสภาวะเช่นนี้ "ข้อมูล" (Data) ได้กลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด และ "โพลการเมือง" ได้ถูกยกระดับจากการเป็นเครื่องมือทางสถิติสู่การเป็น "อาวุธทางการเมือง" (Political Weaponry) ที่ทรงอานุภาพในการกำหนดวาระทางสังคม (Agenda Setting) และชี้นำพฤติกรรมของผู้ลงคะแนนเสียง

ในวันที่ 30 มกราคม 2569 หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันหย่อนบัตร นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้คุมกฎและนักวิชาการ ได้เผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่เปรียบเสมือน "คำเตือนครั้งสุดท้าย" แก่สังคมไทย ข้อความดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ว่าพรรคใดจะมีคะแนนนำ แต่กลับมุ่งเน้นไปที่การ "รื้อสร้าง" (Deconstruct) ความน่าเชื่อถือของตัวเลขผ่านการวิเคราะห์ "ระเบียบวิธีวิจัย" (Research Methodology) นายสมชัยชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าสื่อไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลผลิตของการออกแบบเครื่องมือ การสุ่มตัวอย่าง และการบริหารจัดการข้อมูล ซึ่งแต่ละขั้นตอนล้วนมี "อคติ" (Bias) และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

ความสำคัญของวันที่ 30 มกราคม 2569 ยังสัมพันธ์กับข้อกำหนดทางกฎหมาย ตามมาตรา 72 และ 152 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นที่มีลักษณะชี้นำในช่วง 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง ช่วงเวลานี้จึงเป็น "เส้นตาย" (Deadline) ที่สำนักโพลทุกแห่งต้องทิ้งไพ่ใบสุดท้าย และเป็นช่วงเวลาที่ข้อมูลข่าวสารจะถูกประเมินค่าอย่างเข้มข้นที่สุด รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละสำนัก และเปิดโปงกระบวนการบิดเบือนที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของโลกไซเบอร์ เพื่อให้เห็นภาพรวมของพฤติกรรมสำนักโพลไทยอย่างละเอียดและรอบด้านที่สุด


2. ทฤษฎีและกรอบแนวคิด: ว่าด้วยระเบียบวิธีวิจัยในฐานะพื้นที่ทางการเมือง

ก่อนที่จะเข้าสู่การวิเคราะห์รายสำนักโพล จำเป็นต้องวางกรอบแนวคิดทางทฤษฎีเพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใด "ระเบียบวิธีวิจัย" จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดความน่าเชื่อถือ ดังที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้กล่าวไว้ว่า "ระเบียบวิธีการวิจัย (Research Methodology) เป็นปัจจัยชี้ขาดสูงสุดของความน่าเชื่อถือของโพล"

2.1 ปัญหาของตัวแทนและความเที่ยงตรง (Representation and Validity)

หัวใจสำคัญของการทำโพลคือการสร้าง "ภาพจำลอง" ของประชากรทั้งประเทศผ่านกลุ่มตัวอย่างจำนวนจำกัด (Sampling) ความท้าทายในการเลือกตั้งปี 2569 คือโครงสร้างประชากรไทยที่มีความซับซ้อนและแตกแยก (Fragmented) มากขึ้น ทั้งในมิติของช่วงวัย (Generational Divide) ระหว่างกลุ่ม Gen Z ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัลและมีแนวโน้มสนับสนุนพรรคการเมืองแนวใหม่ กับกลุ่มผู้สูงอายุในชนบทที่ยังคงยึดโยงกับระบบอุปถัมภ์และนโยบายประชานิยม หากระเบียบวิธีวิจัยไม่สามารถเกลี่ยน้ำหนัก (Weighting) ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม ผลโพลนั้นย่อมสูญเสียความเที่ยงตรงและกลายเป็นเพียงเสียงสะท้อนของคนบางกลุ่มเท่านั้น

2.2 ญาณวิทยาของข้อมูล: โทรศัพท์ vs เผชิญหน้า (Epistemology of Data Collection)

ข้อถกเถียงสำคัญในปีนี้คือ "วิธีการเข้าถึง" (Mode of Administration) ระหว่างการโทรศัพท์ (Telephone Interview) และการลงพื้นที่สัมภาษณ์ (Face-to-Face Interview) งานวิจัยทางวิชาการชี้ให้เห็นว่า การสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้ามักให้คุณภาพข้อมูลที่ดีกว่าในบริบทของสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและภาษา เช่น กลุ่มชาติพันธุ์หรือพื้นที่ห่างไกล ในขณะที่การสำรวจทางโทรศัพท์ แม้จะรวดเร็วและประหยัดงบประมาณ แต่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องอัตราการตอบรับ (Response Rate) และการที่คนรุ่นใหม่ไม่นิยมรับสายเบอร์แปลก ซึ่งอาจนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนจากการไม่ตอบแบบสอบถาม (Non-response Error)

2.3 ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์และอิทธิพลของโพล (Symbolic Violence)

Pierre Bourdieu นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส เคยเสนอว่า "มติมหาชนไม่มีอยู่จริง" (Public Opinion Does Not Exist) แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการทำโพล เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ในบริบทของการเลือกตั้งไทย โพลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ "สะท้อน" ความเห็น แต่ทำหน้าที่ "ชี้นำ" และ "กดดัน" สังคม หากผลโพลระบุว่าพรรคใดพรรคหนึ่งมีคะแนนนำโด่ง สิ่งนี้จะสร้าง "ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์" ที่ทำให้ผู้เห็นต่างรู้สึกโดดเดี่ยวและอาจเปลี่ยนใจไปเลือกผู้ชนะตามกระแส (Bandwagon Effect) หรือในทางกลับกัน อาจกระตุ้นให้เกิดความสงสารและเทคะแนนให้มวยรอง (Underdog Effect)


3. การจำแนกประเภทและวิเคราะห์พฤติกรรมสำนักโพลไทย: สี่จตุรเทพแห่งข้อมูล

จากการวิเคราะห์โพสต์ของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร เราสามารถจำแนกภูมิทัศน์ของสำนักโพลไทยในปี 2569 ออกเป็น 4 รูปแบบหลักที่มีเอกลักษณ์และระเบียบวิธีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้คือกุญแจสำคัญในการอ่านเกมการเลือกตั้ง

3.1 สวนดุสิตโพล: ยุทธศาสตร์ลูกผสม (The Hybrid Methodology)

ระเบียบวิธีวิจัย: นายสมชัยระบุว่า สวนดุสิตโพลใช้โมเดล "การเก็บข้อมูลจริง ผสมกับ การสอบถาม Online ในสัดส่วนประมาณ 80 : 20" โดยมีกลุ่มตัวอย่างประมาณ 2,000 คน

การวิเคราะห์เชิงลึก:

วิธีการของสวนดุสิตโพลสะท้อนถึงความพยายามในการปรับตัว (Adaptation) เข้ากับยุคสมัย การคงสัดส่วนการลงพื้นที่จริงไว้ที่ 80% แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับฐานเสียงดั้งเดิมและกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ซึ่งมักเป็นกลุ่ม Swing Voters หรือฐานเสียงจัดตั้งในต่างจังหวัด ในขณะเดียวกัน การเปิดพื้นที่ 20% ให้กับช่องทางออนไลน์ ช่วยให้สำนักโพลสามารถจับ "ชีพจร" ของคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมืองที่มักจะปฏิเสธการให้สัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า

ผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง: ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลในช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 ชี้ว่า "พรรคประชาชน" (People's Party) มีคะแนนนิยมนำในด้านนโยบายการเมือง การศึกษา และการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ในขณะที่ "พรรคเพื่อไทย" (Pheu Thai) นำในด้านปากท้อง ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับระเบียบวิธีแบบลูกผสมที่เปิดรับเสียงจากคนรุ่นใหม่ (ผ่านช่องทางออนไลน์ 20%) เข้ามาผสมกับเสียงจากฐานราก ผลที่ได้จึงดูมีความสมดุลและสะท้อนภาพการแข่งขันที่สูสี แต่อาจมีความเสี่ยงเรื่องการถ่วงน้ำหนัก (Weighting) หากผู้ตอบแบบออนไลน์มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงเกินจริง (Over-represented)

ตารางที่ 1: การวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของสวนดุสิตโพล

มิติการวิเคราะห์รายละเอียด
รูปแบบMixed-Mode (Face-to-Face 80% + Online 20%)
ขนาดตัวอย่าง

ประมาณ 2,000 - 2,586 คน

จุดแข็งครอบคลุมทั้งกลุ่ม Digital Native และ Digital Migrant/Offline, ลดต้นทุนบางส่วน
จุดอ่อนความซับซ้อนในการรวมข้อมูล (Data Integration), ความเสี่ยงจาก Online Bias ในสัดส่วน 20%
ความแม่นยำในอดีต

ปี 2566 ทำนายคะแนนเพื่อไทยและก้าวไกลได้ใกล้เคียงกว่าหลายสำนัก แต่ยังมีความคลาดเคลื่อนในระดับหนึ่ง

3.2 นิด้าโพล: ป้อมปราการแห่งฐานข้อมูล (The Master Sample Fortress)

ระเบียบวิธีวิจัย: นิด้าโพล หรือ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ยึดมั่นในระเบียบวิธี "การสุ่มตัวอย่างทางโทรศัพท์" (Telephone Survey) โดยอาศัยฐานข้อมูล "Master Sample" ขนาดใหญ่ที่มีเบอร์โทรศัพท์กว่า 350,000 เลขหมาย โดยทำการสุ่มครั้งละประมาณ 2,500 ตัวอย่าง

การวิเคราะห์เชิงลึก: ระเบียบวิธีของนิด้าโพลถือว่ามี "ความเป็นระบบ" (Systematic) สูงที่สุดในบรรดาสำนักโพลไทย การมี Master Sample ช่วยให้สามารถตรวจสอบตัวตน (Verification) และควบคุมการกระจายตัวของกลุ่มตัวอย่างตามหลักสถิติ (Demographic Stratification) ได้อย่างแม่นยำ ทั้งเพศ อายุ การศึกษา และภูมิภาค สิ่งนี้ทำให้นิด้าโพลได้รับความเชื่อมั่นในแวดวงวิชาการว่าเป็นโพลที่มีความคลาดเคลื่อนจากการสุ่ม (Sampling Error) น้อย

อย่างไรก็ตาม จุดบอดสำคัญที่นายสมชัยและนักวิเคราะห์หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตคือ "อคติจากการเข้าถึง" (Coverage Bias) ในยุคที่พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์เปลี่ยนไป คนจำนวนมากโดยเฉพาะวัยรุ่นและวัยทำงานมักไม่รับสายเบอร์แปลก หรือใช้แอปพลิเคชัน Whoscall เพื่อกรองสาย ทำให้กลุ่มตัวอย่างที่นิด้าโพลเข้าถึงได้ มักจะเป็นกลุ่มที่มีเวลาว่าง หรือกลุ่มข้าราชการ/ผู้สูงอายุ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีทัศนคติทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม หรือ "พลังเงียบ" (Silent Majority) มากกว่ากลุ่มที่มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง

หลักฐานเชิงประจักษ์จากการเลือกตั้งปี 2566 ชี้ให้เห็นว่า นิด้าโพลทำนายคะแนนของพรรคก้าวไกล (บรรพบุรุษของพรรคประชาชน) ต่ำกว่าความเป็นจริง (Under-estimated) และทำนายคะแนนพรรคพลังประชารัฐสูงเกินจริงเล็กน้อย ซึ่งอาจเป็นผลมาจากข้อจำกัดของฐานข้อมูล Master Sample ที่อาจปรับปรุงไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่ (First-time Voters)

3.3 สถาบันพระปกเกล้า: พลังแห่งเครือข่ายรากหญ้า (The Civic Network Engagement)

ระเบียบวิธีวิจัย: สถาบันพระปกเกล้า (KPI) ใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง คือการใช้ "เครือข่ายศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง" (Civic Development Centers) ที่มีอยู่ครบทุกจังหวัด เป็นกลไกในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลแบบเผชิญหน้า จำนวนตัวอย่างประมาณ 2,000 ราย

การวิเคราะห์เชิงลึก: จุดเด่นที่สุดของ KPI คือ "ความไว้วางใจ" (Trust) การใช้คนในพื้นที่ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคพลเมืองในการเก็บข้อมูล ทำให้ผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกผ่อนคลายและกล้าเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงมากกว่าการคุยกับคนแปลกหน้าหรือเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่มีระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติและชุมชนเข้มแข็ง วิธีการนี้ช่วยให้ KPI สามารถเจาะลึกเข้าไปถึง "หัวคะแนนธรรมชาติ" และกระแสความนิยมในระดับจุลภาคได้ดีเยี่ยม

แต่ในทางกลับกัน ความเป็น "เครือข่าย" ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงเรื่อง "อคติของผู้เก็บข้อมูล" (Interviewer Bias) หากผู้เก็บข้อมูลในพื้นที่มีความสัมพันธ์หรือฝักใฝ่ฝ่ายการเมืองใดฝ่ายหนึ่ง อาจส่งผลต่อการเลือกสุ่มบ้านหรือวิธีการตั้งคำถามโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐสภา ซึ่งอาจถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับกลไกรัฐ ทำให้บางกลุ่มการเมืองอาจมีความระแวงในการให้ข้อมูล

ผลสำรวจล่าสุด: โพลของสถาบันพระปกเกล้าในช่วงต้นปี 2569 แสดงให้เห็นคะแนนที่สูสีระหว่าง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ในขณะที่ยังมีกลุ่ม "พลังเงียบ" ที่ยังไม่ตัดสินใจสูงถึง 26.2% ตัวเลขของนายอนุทินที่สูงขึ้นในโพลนี้ อาจสะท้อนถึงประสิทธิภาพของเครือข่าย KPI ในการเข้าถึงพื้นที่ฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยในต่างจังหวัดได้ดีกว่าโพลสำนักอื่นที่เน้นเขตเมือง

3.4 เนชั่นโพล: มหายุทธศาสตร์สำมะโนประชากร (The Census-Based Approach)

ระเบียบวิธีวิจัย: เนชั่นโพลเลือกใช้เส้นทางที่ยากลำบากและใช้ต้นทุนสูงที่สุด คือ "การเก็บข้อมูลแบบเผชิญหน้า ตามทะเบียนบ้าน" (House-to-House Face-to-Face) โดยใช้กลุ่มตัวอย่างขนาดมหึมาถึง 10,000 ตัวอย่าง หรือในบางครั้งสูงถึงหลักแสนตัวอย่าง (Mega Poll)

การวิเคราะห์เชิงลึก: ในทางทฤษฎี นี่คือระเบียบวิธีที่ "แข็งแกร่ง" (Robust) ที่สุด เพราะลดความคลาดเคลื่อนจากการสุ่มตัวอย่างได้มากที่สุด และด้วยจำนวนตัวอย่างที่มหาศาล ทำให้เนชั่นโพลสามารถวิเคราะห์ผลได้ละเอียดถึงระดับ "รายเขต" (Constituency Level) ไม่ใช่แค่ภาพรวมระดับประเทศหรือรายภาคเหมือนสำนักอื่น การใช้ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ช่วยให้การกระจายตัวของกลุ่มตัวอย่างมีความสมบูรณ์แบบในเชิงประชากรศาสตร์

อย่างไรก็ตาม นายสมชัยตั้งข้อสังเกตถึง "ความคุ้มค่าและความโปร่งใส" การทำโพลสเกลระดับนี้ต้องใช้งบประมาณและกำลังคนจำนวนมหาศาล คำถามคืองบประมาณมาจากไหน? และมีความเป็นอิสระจากกลุ่มทุนการเมืองหรือไม่? นอกจากนี้ การบริหารจัดการทีมภาคสนามจำนวนมาก (Fieldwork Management) เป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการควบคุมคุณภาพ (QC) หากไม่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุม อาจเกิดกรณี "นั่งเทียนเขียนโพล" (Data Falsification) จากพนักงานเก็บข้อมูลที่ต้องการทำยอดให้ครบตามเป้า


4. วิกฤตการณ์โพลออนไลน์และปฏิบัติการ IO: เมื่อ "บอท" ครองเมือง

ประเด็นที่วิกฤตที่สุดในการเลือกตั้ง 2569 และเป็นจุดที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงที่สุด คือ "โพลออนไลน์ของสื่อมวลชน" ซึ่งได้กลายเป็นพื้นที่ของสงครามข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มรูปแบบ

4.1 การเปิดโปงขบวนการปั่นโหวต (The Bot Revelation)

นายสมชัยระบุอย่างชัดเจนว่า โพลออนไลน์ในปัจจุบัน "ล้วนโดยหน่วยจัดตั้ง ทั้งคน ทั้ง Bot (Robot) โปรแกรมหุ่นยนต์จากผู้นิยมพรรคการเมืองทุ่มคะแนนเข้ามาเป็นหมื่นเป็นแสนคะแนน" ข้อกล่าวหานี้ได้รับการยืนยันด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์จาก นายปราบต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลของเครือมติชน ที่ได้เปิดเผยความผิดปกติในการสำรวจ "โพลมติชน x เดลินิวส์" รอบปี 2569

จากการตรวจสอบทางเทคนิค พบว่าในการสำรวจรอบเดือนธันวาคม 2568 และมกราคม 2569 มีผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็น "มนุษย์จริง" (Organic Users) เพียงร้อยละ 20-25 เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกกว่า 75% คือการระดมโหวตผ่านระบบอัตโนมัติหรือ "บอท" ที่ยิงเข้ามาเพื่อปั่นตัวเลขคะแนนนิยมของพรรคการเมืองบางพรรคให้สูงเกินจริง การค้นพบนี้ถือเป็นการ "ล้มโต๊ะ" ความน่าเชื่อถือของโพลออนไลน์แบบเปิด (Open Access Polls) อย่างสิ้นเชิง และชี้ให้เห็นว่าพรรคการเมืองได้ลงทุนในทรัพยากรทางเทคโนโลยีเพื่อบิดเบือนมติมหาชน

4.2 กลไกทางเทคนิคและผลกระทบทางจิตวิทยา

กระบวนการปั่นโหวตนี้ไม่ได้ทำเพียงเพื่อความสะใจ แต่หวังผลทางจิตวิทยาการเมือง (Political Psychology) อย่างลึกซึ้ง:

  1. การสร้างภาพลวงตาแห่งชัยชนะ (Illusion of Inevitability): เมื่อผลโพลออนไลน์โชว์ตัวเลขที่ชนะขาดลอย จะสร้างบรรยากาศว่า "ใครๆ ก็เลือกพรรคนี้" ซึ่งจะไปกระตุ้น Bandwagon Effect หรือพฤติกรรมแห่ตามกระแสของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ

  2. การทำลายขวัญคู่ต่อสู้ (Demoralization): ฝ่ายตรงข้ามอาจรู้สึกหมดหวังและไม่ออกมาใช้สิทธิ เพราะคิดว่าเลือกไปก็แพ้

  3. การลดทอนความน่าเชื่อถือของสื่อ: เมื่อสื่อนำเสนอผลโพลที่ถูกปั่นโดยไม่ตรวจสอบ สื่อเองก็จะตกเป็นเครื่องมือของปฏิบัติการ IO และสูญเสียความศรัทธาจากประชาชน

นายสมชัยจึงสรุปว่า โพลออนไลน์เหล่านี้ "ไม่มีค่าทางวิชาการ" และควรถูกมองเป็นเพียงกิจกรรมสร้างความบันเทิงหรือ "Engagement Bait" ของสื่อเท่านั้น

ตารางที่ 2: เปรียบเทียบความน่าเชื่อถือระหว่างโพลวิชาการกับโพลออนไลน์

คุณลักษณะโพลวิชาการ (Academic Poll)โพลออนไลน์/สื่อ (Online Poll)
การสุ่มตัวอย่างProbability Sampling (ตามหลักสถิติ)Non-Probability / Self-Selection (ใครอยากตอบก็ตอบ)
การยืนยันตัวตนตรวจสอบได้ (โทรศัพท์/บ้านเลขที่)ตรวจสอบยาก (IP Address ปลอมแปลงได้)
ความเสี่ยงต่อ Botsต่ำ (Human Interaction)

สูงมาก (Automated Scripts)

วัตถุประสงค์หาความจริง/ทัศนคติประชากรสร้างกระแส/Engagement/โฆษณาชวนเชื่อ
การยอมรับอ้างอิงได้ในงานวิจัย/นโยบายไม่ควรใช้อ้างอิงใดๆ

5. กฎหมายและการงดเผยแพร่โพล: ดาบสองคมในช่วงโค้งสุดท้าย

บริบททางกฎหมายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กำหนดพฤติกรรมของสำนักโพล มาตรา 72 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดห้ามเผยแพร่ผลสำรวจที่มีลักษณะชี้นำในช่วง 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง (31 มกราคม - 8 กุมภาพันธ์ 2569)

5.1 นัยสำคัญของวันที่ 30 มกราคม

วันที่นายสมชัยโพสต์ข้อความ (30 มกราคม) คือ "วันสุดท้าย" ที่สาธารณชนจะได้รับรู้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ หลังจากเที่ยงคืนของวันนี้เป็นต้นไป สังคมจะเข้าสู่สภาวะ "สุญญากาศข้อมูล" (Information Vacuum) ซึ่งนายสมชัยชี้ว่า "โพลทุกโพล สื่อทุกสื่อ ยังสามารถทำโพลได้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยผลการสำรวจ"

5.2 ผลกระทบทางลบ (Unintended Consequences)

เจตนารมณ์ของกฎหมายคือเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ดุลยพินิจอย่างอิสระ แต่ในทางปฏิบัติ การปิดกั้นข้อมูลกลับสร้างผลกระทบข้างเคียง:

  • ความเหลื่อมล้ำของข้อมูล (Information Asymmetry): พรรคการเมืองและกลุ่มทุนยังคงทำ "โพลลับ" (Internal Polls) เพื่อปรับกลยุทธ์ซื้อเสียงหรือระดมหัวคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายได้ ในขณะที่ประชาชนทั่วไปถูกปิดหูปิดตา

  • ข่าวลือและโพลปลอม (Rumors & Fake Polls): เมื่อไม่มีโพลจริงเผยแพร่ จะเกิด "โพลหลุด" หรือโพลปลอมแพร่ระบาดในไลน์กลุ่มและโซเชียลมีเดีย ซึ่งตรวจสอบที่มาไม่ได้และมักถูกบิดเบือนอย่างรุนแรง กฎหมายจึงอาจกลายเป็นการส่งเสริมข่าวลวงทางอ้อม


6. บทเรียนจากอดีต: การประเมินความแม่นยำจากการเลือกตั้ง 2566

เพื่อยืนยันข้อวิจารณ์ของนายสมชัย การย้อนกลับไปดูข้อมูลเชิงประจักษ์จากการเลือกตั้งปี 2566 เป็นสิ่งที่จำเป็น ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่า "ขนาดตัวอย่าง" ไม่ใช่เครื่องการันตีความแม่นยำเสมอไป

จากการวิเคราะห์ค่าความคลาดเคลื่อน (Average Absolute Error - AAE) ในการเลือกตั้งปี 2566 พบว่า:

  • นิด้าโพล: แม้จะมีระเบียบวิธีที่เข้มแข็ง แต่กลับทำนายคะแนนของพรรคก้าวไกล (Move Forward) ต่ำกว่าความเป็นจริง และทำนายพรรคพลังประชารัฐสูงกว่าจริง สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ฐานเสียงคนรุ่นใหม่ของก้าวไกลเป็นกลุ่มที่เข้าถึงยากทางโทรศัพท์

  • สวนดุสิตโพล: ทำนายคะแนนของพรรคเพื่อไทยได้ใกล้เคียง แต่ยังประเมินกระแส "ก้าวไกลฟีเวอร์" ต่ำไปเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ด้วยระเบียบวิธีผสมผสาน ทำให้สวนดุสิตจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าโพลแบบดั้งเดิมบางสำนัก

  • เนชั่นโพล: ด้วยตัวอย่างหลักแสนคน ทำให้สามารถระบุที่นั่ง ส.ส. เขตได้แม่นยำในหลายพื้นที่ แต่ก็มีความคลาดเคลื่อนในเขตที่มีการแข่งขันสูงและมีการใช้อิทธิพลมืด (Dark Influence) หรือกระสุนดินดำในช่วงคืนหมาหอน ซึ่งโพลไม่สามารถจับได้

บทเรียนสำคัญคือ สำนักโพลไทยมักจะ "ตามหลัง" (Lagging) พลวัตทางการเมือง โดยเฉพาะการประเมินพลังของ "Swing Voters" และ "New Voters" ที่ตัดสินใจหน้าคูหาเลือกตั้ง หรือเปลี่ยนใจตามกระแสโซเชียลมีเดียใน 3 วันสุดท้าย


7. บทสรุปและข้อเสนอแนะ: ทิศทางสู่อนาคตของโพลการเมืองไทย

การเลือกตั้งปี 2569 เป็นจุดตัดสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "ระเบียบวิธีวิจัย" ไม่ใช่เรื่องของนักวิชาการบนหอคอยงาช้าง แต่เป็นเรื่องของ "ความจริง" ที่ประชาชนต้องร่วมกันตรวจสอบ การวิเคราะห์ของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้เปิดเปลือกให้เห็นถึงความหลากหลายและข้อจำกัดของเครื่องมือสำรวจความคิดเห็นในประเทศไทย

ข้อค้นพบหลัก:

  1. ไม่มีวิธีใดสมบูรณ์แบบ: ทุกระเบียบวิธีมี "จุดบอด" ของตัวเอง การเสพข่าวสารจึงต้อง "ดูโพลหลายสำนักประกอบกัน" (Methodological Pluralism) เพื่อให้เห็นภาพครบทุกมิติ

  2. ระวังโพลออนไลน์: ข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าโพลออนไลน์ถูกแทรกแซงด้วยบอทอย่างเป็นระบบ การนำผลโพลออนไลน์มาใช้อ้างอิงทางการเมืองถือเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย

  3. ความสำคัญของ Literacy: ประชาชนต้องมี "ความฉลาดรู้เรื่องโพล" (Poll Literacy) คือต้องถามหา "Methodology" ก่อนถามหา "ผลแพ้ชนะ" ตามคำแนะนำของนายสมชัย

ข้อเสนอแนะ:

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย หรือ สภาองค์กรวิชาชีพสื่อ ควรเข้ามากำกับดูแลมาตรฐานการทำโพล โดยเฉพาะการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของการเปิดเผยข้อมูล (Transparency Standards) เช่น ต้องระบุวิธีการสุ่ม ค่าความเชื่อมั่น และแหล่งทุนให้ชัดเจน เพื่อให้โพลการเมืองเป็น "กระจกเงา" ที่สะท้อนความจริง ไม่ใช่ "กระจกวิเศษ" ที่หลอกลวงสังคม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พรรคโอกาสใหม่ชู “มีเรา ไม่มีมืด” ดันโมเดล 4 ส. ผ่านบทบาท ดร.นิยม เวชกามา ในสกลนคร เขต 2

เปิดรายงานวิจัย “มีเรา ไม่มีมืด” ชำแหละยุทธศาสตร์ 4 ส. พรรคโอกาสใหม่ ชูโมเดลพัฒนา สกลนคร เขต 2 ผ่านบทบาท “ดร.นิยม เวชกามา” รายงานการวิจัยเช...