วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569

มองสนามการเมืองไทย พลวัตเลือกตั้ง 2569 ใต้เงาวิกฤตซ้อนทับ ผ่านพุทธสันติวิธีและธรรมาธิปไตย


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ถูกจับตามองว่าไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งตามวาระ หากแต่เป็น “จุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์” ของการเมืองไทย ท่ามกลางวิกฤตซ้อนทับทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง ศรัทธาต่อสถาบันทางการเมือง และความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ที่แหลมคมที่สุดในรอบทศวรรษ



การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งจากกรณีคลิปเสียงสนทนากับผู้นำกัมพูชาหลุดรั่ว ส่งผลให้รัฐบาลเพื่อไทยสิ้นสุดลง และเปิดทางให้พรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลรักษาการ ก่อนตัดสินใจ “ล้างกระดาน” คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินอีกครั้ง



เลือกตั้งไร้เงา ส.ว. และประชามติ 3 ใบ

ความสำคัญของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่การเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่สมาชิกวุฒิสภาไม่มีอำนาจร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี ทำให้เสียงประชาชนมีผลโดยตรงต่อการจัดตั้งรัฐบาล อีกทั้งยังมีการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการเลือก สส.เขตและบัญชีรายชื่อ รวมเป็นการหย่อนบัตร 3 ใบ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเดิมพันใหญ่ในการรื้อถอนโครงสร้างอำนาจเดิมจากยุค คสช.

วิเคราะห์ผ่านเลนส์ “พุทธสันติวิธี”

รายงานวิเคราะห์การเลือกตั้งครั้งนี้นำกรอบคิด “พุทธสันติวิธี” และ “ธรรมาธิปไตย” มาเป็นเครื่องมือวิพากษ์พฤติกรรมทางการเมือง โดยชี้ว่าการแข่งขันหาเสียงจำนวนมากยังถูกครอบงำด้วย “อกุศลมูล 3” ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ

โลภะ ปรากฏชัดผ่านการแข่งขันนโยบายประชานิยมและการแจกเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งแม้ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สร้างความกังวลต่อวินัยการคลังและการบริโภคเกินตัว

โทสะ แสดงออกผ่านการปลุกกระแสชาตินิยมจากความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา และการใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังทางการเมือง โดยเฉพาะการโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อกล่าวหาเชิงอุดมการณ์

โมหะ คือสงครามข่าวสารในยุคดิจิทัล ตั้งแต่ข่าวปลอม ปฏิบัติการ IO ไปจนถึงภัยคุกคามจาก Deepfake และ AI ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแยกแยะความจริงได้ยากขึ้น

สมรภูมิ 3 ขั้วอำนาจ

สนามเลือกตั้ง 2569 มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัคร 57 พรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 94 คน แต่การแข่งขันหลักอยู่ที่ 3 ขั้วใหญ่

พรรคภูมิใจไทย (หมายเลข 37) ใช้ความได้เปรียบจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ ชูยุทธศาสตร์ “พูดแล้วทำ Plus” และเครือข่ายบ้านใหญ่ เน้นนโยบายแก้หนี้

พรรคประชาชน (หมายเลข 46) ตัวแทนขั้วเสรีนิยมก้าวหน้า เสนอนโยบายเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า แต่เผชิญแรงกดดันจากนิติสงครามและวาทกรรมโจมตีเรื่องความมั่นคง

พรรคเพื่อไทย (หมายเลข 9) และ พรรคประชาธิปัตย์ (หมายเลข 27) อยู่ในภาวะฟื้นศรัทธา พยายามทวงคืนฐานเสียงเดิมด้วยจุดขายด้านเศรษฐกิจและการเมืองสุจริต

เสียงเตือนจากภาคศาสนาและประชาสังคม

พระพยอม กัลยาโณ และพระสงฆ์นักพัฒนาหลายรูปออกมาเตือนสติสังคมถึงบาปของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ขณะที่ภาคประชาสังคม เช่น We Watch, P-Net และโครงการตรวจสอบข่าวเท็จ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังการเลือกตั้งและส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อ

บททดสอบประชาธิปไตยไทย

นักวิชาการประเมินว่า การเลือกตั้ง 2569 คือบททดสอบว่าสังคมไทยจะสามารถก้าวข้ามวัฏจักรความขัดแย้ง และลดอิทธิพลของโลภะ โทสะ และโมหะ ในการเมืองได้หรือไม่ ความหวังยังอยู่ที่การตื่นตัวของคนรุ่นใหม่และการยึดหลัก “ธรรมาธิปไตย” คือถือความถูกต้องและประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่เหนืออามิสและกระแสอารมณ์

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดจบของปัญหาการเมืองไทย แต่ถูกมองว่าเป็น “มรรควิถี” สำคัญ หากทุกฝ่ายเคารพกติกา ใช้สันติวิธี และยึดศีลธรรมประชาธิปไตยเป็นเข็มทิศนำทางประเทศต่อไป.


พลวัตการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ผ่านกรอบทฤษฎีพุทธสันติวิธีและธรรมาธิปไตย

บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยภายใต้วิกฤตการณ์ซ้อนทับและเดิมพันแห่งอำนาจ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ที่กำหนดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 1 มิใช่เพียงกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจตามวาระปกติของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน แต่ถือเป็น "จุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์" (Historical Junction) ที่อุบัติขึ้นท่ามกลางวิกฤตการณ์ซ้อนทับ (Polycrisis) ซึ่งกัดกร่อนเสถียรภาพของรัฐชาติไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบทของ "อุบัติเหตุทางการเมือง" (Political Accident) อันสืบเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 3 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผู้ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจภายหลังการถอดถอนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่งโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 5

บริบทแวดล้อมการเลือกตั้งครั้งนี้มีความซับซ้อนและเปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากดำเนินไปพร้อมกับ "สงครามชายแดน" ระลอกใหม่ระหว่างไทยและกัมพูชา 7 วิกฤตศรัทธาต่อองค์กรอิสระ และการต่อสู้ทางความคิดระหว่างขั้วอนุรักษนิยมใหม่ (Neo-Conservatism) กับขั้วเสรีนิยมก้าวหน้า (Progressive Liberalism) ที่แหลมคมที่สุดในรอบทศวรรษ รายงานฉบับนี้จึงมุ่งเน้นการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยนำกรอบคิด "พุทธสันติวิธี" (Buddhist Peaceful Means) มาใช้เป็นเลนส์ในการตรวจสอบพฤติกรรมทางการเมือง ยุทธศาสตร์การหาเสียง และนัยทางจริยธรรมของตัวแสดงทางการเมืองต่าง ๆ เพื่อแสวงหาคำตอบว่า ท่ามกลางกระแสแห่งโลภะ โทสะ และโมหะ ที่ครอบงำปริมณฑลทางการเมือง สังคมไทยจะสามารถค้นพบวิถีทางแห่ง "สันติประชาธรรม" ได้หรือไม่

1.1 ที่มาของความขัดแย้งและปฐมบทสู่การเลือกตั้ง 2569

สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เต็มไปด้วยความผันผวนอย่างรุนแรง เริ่มต้นจากการสิ้นสุดลงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 6 สืบเนื่องจากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชาหลุดรั่วไหล นำไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง 10 เหตุการณ์นี้ได้ทำลายความชอบธรรมของตระกูลชินวัตรและพรรคเพื่อไทยอย่างหนัก เปิดทางให้พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลลำดับสอง ก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโหวตเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง 11 โดยได้รับเสียงสนับสนุนสำคัญจาก "พรรคประชาชน" (People’s Party - พรรคสืบทอดอุดมการณ์ของพรรคก้าวไกล) ภายใต้ข้อตกลง (MOU) ทางการเมืองที่เปราะบาง ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการยุบสภาภายใน 4 เดือน 12 อย่างไรก็ตาม เมื่อพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถผลักดันการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามกรอบเวลา และเกิดความขัดแย้งในสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินจึงตัดสินใจ "ชิงความได้เปรียบ" ด้วยการยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เพื่อล้างกระดานและเข้าสู่สนามเลือกตั้งในฐานะผู้กุมอำนาจรัฐ 4

1.2 ความสำคัญของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป 2 ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์หลายประการ:

  1. การเลือกตั้งไร้เงา สว. โหวตนายกฯ: เป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่มีอำนาจในการร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 15 ทำให้เสียงของประชาชนมีความหมายโดยตรงในการกำหนดผู้นำประเทศ

  2. การทำประชามติควบคู่: การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการหย่อนบัตร 3 ใบ (สส.เขต, สส.บัญชีรายชื่อ, และประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ) 16 ซึ่งเป็นเดิมพันครั้งสำคัญในการรื้อถอนโครงสร้างอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ยังหลงเหลืออยู่

  3. การเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจ: เป็นบททดสอบว่า "ขั้วสีน้ำเงิน" (ภูมิใจไทย) จะสามารถสถาปนาตนเองเป็นแกนนำอนุรักษนิยมใหม่แทนที่ "ขั้ว 3 ป." เดิมได้หรือไม่ และ "ขั้วสีส้ม" (พรรคประชาชน) จะสามารถฝ่าด่านนิติสงครามเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้จริงหรือไม่


2. กรอบแนวคิดทฤษฎี: พุทธสันติวิธีกับรัฐศาสตร์การเลือกตั้ง

การนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์การเมือง (Political Analysis) มิใช่เพียงการมองผ่านมิติทางศีลธรรมจรรยา (Moralistic Approach) แต่เป็นการทำความเข้าใจ "สมุฏฐาน" (Root Causes) ของพฤติกรรมทางการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยกิเลสและตัณหา เพื่อแสวงหาทางออกเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน

2.1 นิยามและขอบเขตของ "พุทธสันติวิธี" (Buddhist Peaceful Means)

จากการทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง 18 "สันติ" (Peace) ในทางพุทธศาสนาหมายถึงภาวะที่ปราศจากความรุนแรงทั้งทางตรง (Direct Violence) และทางอ้อม/เชิงโครงสร้าง (Structural Violence) พุทธสันติวิธีจึงจำแนกออกเป็น 3 มิติหลักที่สัมพันธ์กับการเมืองการเลือกตั้ง:

มิติของพุทธสันติวิธีคำอธิบายและนัยทางการเมือง

1. สันติวิธีในการต่อสู้และเรียกร้อง


(Peaceful Struggle)

การรณรงค์หาเสียง (Campaigning) ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "สัจจะ" (ความจริง) และ "อหิงสา" (การไม่เบียดเบียน) ปราศจากการใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) หรือการใส่ร้ายป้ายสี (Smear Campaigns)

2. สันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง


(Conflict Resolution)

การใช้กลไกรัฐสภาและการเจรจา (Dialogue) เพื่อหาทางออกร่วมกัน (Consensus) โดยยึดหลัก "สาราณียธรรม" (ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน) มากกว่าการใช้ความรุนแรงทางทหารหรือมวลชนกดดัน

3. สันติวิธีในการดำเนินชีวิต


(Peaceful Way of Life)

จริยธรรมของนักการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประกอบด้วย "สัมมาอาชีวะ" (การเมืองสุจริต) และการงดเว้นจาก "อกุศลกรรมบถ 10" (เช่น การไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง, การไม่โกหกหลอกลวงประชาชน)

2.2 โครงสร้างการวิเคราะห์ผ่าน "อกุศลมูล 3" (The Three Poisons)

เพื่อให้เห็นภาพความขัดแย้งในสนามเลือกตั้ง 2569 อย่างชัดเจน รายงานฉบับนี้จะใช้องค์ธรรม "อกุศลมูล 3" เป็นกรอบในการจำแนกยุทธศาสตร์หาเสียงที่เบี่ยงเบนไปจากวิถีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์:

  1. โลภะ (Greed/Raga): การขับเคลื่อนด้วยความอยากได้ใคร่มี สะท้อนผ่านนโยบายประชานิยมสุดโต่ง (Populism) การทุจริตเชิงนโยบาย และการซื้อสิทธิ์ขายเสียง (Vote Buying)

  2. โทสะ (Hatred/Dosa): การขับเคลื่อนด้วยความโกรธเกลียด สะท้อนผ่านการปลุกระดมลัทธิชาตินิยม (Nationalism) ความขัดแย้งชายแดน และการสร้างศัตรูทางการเมือง (Demonization)

  3. โมหะ (Delusion/Moha): การขับเคลื่อนด้วยความหลงผิด สะท้อนผ่านสงครามข่าวสาร (Information Warfare) ข่าวปลอม (Fake News) และปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง


3. ภูมิทัศน์พรรคการเมืองและยุทธศาสตร์ "ยุทธหัตถี" ในสนามเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้ง 2569 มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครทั้งสิ้น 57 พรรค และมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีรวม 94 คน 19 แต่สมรภูมิหลักเป็นการต่อสู้ระหว่าง 3 ขั้วอำนาจใหญ่ที่มีฐานทรัพยากรและอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน

3.1 พรรคภูมิใจไทย (หมายเลข 37): ยุทธศาสตร์ "พูดแล้วทำ Plus" และเครือข่ายบ้านใหญ่

ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลรักษาการ พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบสูงสุดในการเข้าถึงทรัพยากรรัฐ

  • แคนดิเดตนายกฯ: นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ลำดับ 1) และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (ลำดับ 2) 21 การเสนอนายสีหศักดิ์ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ สะท้อนความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์ความเชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศท่ามกลางวิกฤตชายแดน

  • ยุทธศาสตร์หาเสียง: นายอนุทินประกาศใช้ยุทธศาสตร์ "Organic Campaign" 22 คือการหลีกเลี่ยงเวทีปราศรัยใหญ่ที่อาจถูกจับผิดหรือเกิดความรุนแรง แต่เน้นการ "เจาะพื้นที่" ผ่านเครือข่าย สส. เขต และ "บ้านใหญ่" (Political Dynasties) ที่ถูกดึงตัวมาจากพรรคเพื่อไทยและพลังประชารัฐ 14

  • นโยบายหลัก: ชูสโลแกน "พูดแล้วทำ Plus" นำเสนอนโยบายแก้หนี้และเติมเงินแบบพุ่งเป้า เช่น กองทุนกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท (ไม่ต้องมีคนค้ำ), พักหนี้ 3 ปี (ต้นและดอก) วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท 23 และการสานต่อนโยบายกัญชาทางการแพทย์

  • มุมมองวิพากษ์: ยุทธศาสตร์นี้สะท้อนการเมืองแบบ "อุปถัมภ์นิยม" (Patronage Politics) ที่เน้นการตอบสนองความต้องการทางวัตถุ (โลภะ) ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเฉพาะหน้า มากกว่าการปฏิรูปโครงสร้าง

3.2 พรรคประชาชน (หมายเลข 46): ยุทธศาสตร์ "Change" ท่ามกลางนิติสงคราม

พรรคประชาชน (People’s Party) ซึ่งสืบทอดอุดมการณ์จากพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล ยังคงเป็นความหวังของกลุ่มคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมือง

  • แคนดิเดตนายกฯ: นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล, และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร 21 สะท้อนทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

  • ยุทธศาสตร์หาเสียง: เน้นการนำเสนอ "ความจริง" และ "การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง" ผ่านนโยบาย "Orange Megaprojects" 24 มูลค่า 6.3 แสนล้านบาท (น้ำประปาดื่มได้, ขนส่งสาธารณะ, รัฐสวัสดิการ) พร้อมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปกองทัพ

  • ความท้าทาย: พรรคเผชิญกับ "นิติสงคราม" (Lawfare) อย่างหนัก โดย สส. 44 คน ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนจริยธรรมร้ายแรงจากกรณีลงชื่อแก้ไข ม.112 25 ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังตกเป็นเป้าของวาทกรรม "พรรคประชาชนเขมร" 26 เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ

  • มุมมองวิพากษ์: พรรคพยายามใช้ "ปัญญา" (Wisdom) ในการนำเสนอนโยบาย แต่ต้องใช้ "ขันติ" (Patience) อย่างสูงในการอดทนต่อการยั่วยุและการกลั่นแกล้งทางการเมือง

3.3 พรรคเพื่อไทย (หมายเลข 9) และพรรคประชาธิปัตย์ (หมายเลข 27): การดิ้นรนของยักษ์หลับ

  • พรรคเพื่อไทย: ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (แคนดิเดตนายกฯ) 19 พรรคอยู่ในสภาวะถดถอยจากวิกฤตศรัทธาและความล้มเหลวในการผลักดัน Digital Wallet ให้สำเร็จตามเป้าหมาย พยายามชูนโยบาย "สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน" 28 แต่ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่แย่งฐานเสียงเดิมอย่างภูมิใจไทยและพรรคประชาชน

  • พรรคประชาธิปัตย์: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หวนคืนสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคพร้อมแคนดิเดตทีมเศรษฐกิจอย่าง นายกรณ์ จาติกวณิช 29 ชูจุดขาย "การเมืองสุจริต" และ "ไม่เอาประชานิยมสุดโต่ง" เพื่อดึงฐานเสียงอนุรักษนิยมในภาคใต้และ กทม. กลับคืนมา 23


4. วิเคราะห์ "โลภะ" (Greed): มหกรรมประชานิยมและเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องการแจก

ในทางพุทธเศรษฐศาสตร์ (Buddhist Economics) การบริโภคควรเป็นไปเพื่อ "คุณค่าแท้" (ประโยชน์ต่อชีวิต) มิใช่ "คุณค่าเทียม" (การสนองตัณหา) แต่ในการเลือกตั้ง 2569 พบว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ใช้นโยบายที่กระตุ้น "โลภะ" เพื่อหวังผลคะแนนเสียงระยะสั้น

4.1 เมนูประชานิยม (Menu of Populism) และภาระทางการคลัง

จากการรวบรวมข้อมูลนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองหลัก 28 พบการแข่งขันกัน "แจก" อย่างดุเดือด ซึ่งสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ:

พรรคการเมืองนโยบายหลัก (Flagship Policies)วงเงินงบประมาณโดยประมาณนัยทางพุทธและเศรษฐศาสตร์
พรรคภูมิใจไทยกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท, พักหนี้ 3 ปี, Landbridge1.86 ล้านล้านบาทเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Patchwork) อาจกระตุ้นการบริโภคเกินตัว (Over-consumption)
พรรคเพื่อไทยDigital Wallet (เฟสเก็บตก), จัดการน้ำ, ล้างหนี้1.77 ล้านล้านบาทเป็นนโยบายที่เน้นวัตถุนิยม (Materialism) แต่มีความเสี่ยงสูงเรื่องวินัยการคลัง
พรรคประชาชนสวัสดิการถ้วนหน้า, Orange Megaprojects, ปรับโครงสร้างหนี้1.28 ล้านล้านบาทเน้นการกระจายรายได้ (Wealth Redistribution) และโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องตอบคำถามเรื่องที่มาของรายได้

วิเคราะห์เชิงลึก: การแข่งขันกันนำเสนอนโยบายที่ใช้เงินมหาศาลเช่นนี้ สะท้อนภาวะ "ตัณหาธิปไตย" (Tanha-cracy) ที่ระบบการเมืองถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่ไม่สิ้นสุด การขาดนโยบายที่มุ่งเน้นการ "ลด ละ เลิก" หรือการสร้างวินัยทางการเงิน (Self-discipline) แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องในการนำหลัก "มัชฌิมาปฏิปทา" (ทางสายกลาง) มาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน

4.2 โรคระบาดแห่งการซื้อสิทธิ์ขายเสียง (Vote Buying Epidemic)

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แสดงความกังวลอย่างเปิดเผยต่อสถานการณ์การซื้อเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีรายงานว่ารุนแรงและแพร่ระบาดอย่างหนัก ("หนาหู") ในการเลือกตั้งครั้งนี้ 23 แม้กฎหมายเลือกตั้งจะมีบทลงโทษรุนแรง (จำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิ 20 ปี) 33 แต่ "อามิสทาน" (การให้สิ่งของ) ยังคงเป็นเครื่องมือทรงพลัง

  • กลไกการทำงาน: การซื้อเสียงในยุค 2569 พัฒนาไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การจ่ายผ่านระบบ E-Banking, การช่วยเหลือผ่านเครือข่าย อสม. หรือผู้นำชุมชน และการใช้นโยบายรัฐบังหน้า

  • มุมมองพุทธธรรม: การซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นการละเมิด "อทินนาทาน" ในระดับจิตวิญญาณประชาธิปไตย เพราะเป็นการขโมย "เจตจำนงเสรี" (Free Will) ของประชาชน และทำลายความชอบธรรมของผู้แทนที่ได้มา พระพยอม กัลยาโณ ได้ออกมาเตือนสติชาวพุทธให้ตระหนักถึงบาปของการขายเสียง ซึ่งเปรียบเสมือนการขายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 35


5. วิเคราะห์ "โทสะ" (Hatred): กับดักชาตินิยมและวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง

"โทสะ" หรือความโกรธ เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสูงในการระดมมวลชน (Mobilization) โดยเฉพาะเมื่อถูกผูกโยงกับประเด็นเรื่อง "ความมั่นคง" และ "อธิปไตย"

5.1 การเมืองเรื่องพรมแดน: วิกฤตการณ์ไทย-กัมพูชา

การปะทะกันทางทหารบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี และพื้นที่ทับซ้อนอื่น ๆ ในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องปี 2569 4 ได้กลายเป็นปัจจัยแทรกซ้อนสำคัญ (Intervening Variable) ในการเลือกตั้ง

  • การแปลงความขัดแย้งเป็นทุน: รัฐบาลรักษาการของนายอนุทินใช้ท่าทีแข็งกร้าวในการตอบโต้กัมพูชา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่เข้มแข็ง (Strongman) และปลุกกระแสชาตินิยม (Nationalism) ให้ประชาชนลืมความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ 8

  • ผลกระทบต่อฝ่ายค้าน: พรรคประชาชนและพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) หากเรียกร้องให้เจรจาสันติภาพ อาจถูกโจมตีว่า "ขายชาติ" หรือ "เข้าข้างศัตรู"

5.2 วาทกรรม "พรรคประชาชนเขมร" และการสร้างปีศาจ (Demonization)

รายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชน 26 ระบุถึงปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ที่เป็นระบบในการสร้างความเกลียดชังต่อพรรคประชาชน โดยเฉพาะกรณีของ สส. ธิษะณา ชุณหะวัณ ที่อภิปรายเรื่องสิทธิแรงงานเมียนมา แต่ถูกบิดเบือนและตัดต่อคลิปเพื่อสร้างวาทกรรมว่าพรรคประชาชนเป็น "พรรคประชาชนพม่า" หรือ "พรรคประชาชนเขมร"

  • กลไกทางจิตวิทยา: การสร้างวาทกรรมเหล่านี้มุ่งกระตุ้น "ความกลัว" (Fear) และ "ความรังเกียจ" (Disgust) ต่อคนต่างด้าว (Xenophobia) และโยนความผิด (Scapegoating) ให้กับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม

  • การละเมิดหลักพุทธสันติวิธี: การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลัก "เมตตา" และ "สัมมาวาจา" (เจรจาชอบ) อย่างรุนแรง เป็นการใช้ "วาจาส่อเสียด" (Pisuna-vaca) เพื่อให้เกิดความแตกแยก และ "วาจาหยาบคาย" (Pharusa-vaca) เพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์ของคู่แข่ง


6. วิเคราะห์ "โมหะ" (Delusion): สงครามข่าวสารและความจริงเสมือนในยุค AI

ในยุคดิจิทัล "โมหะ" หรือความหลงผิด ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการ "สร้างความไม่รู้" (Agnotology) อย่างจงใจผ่านเทคโนโลยี

6.1 ภัยคุกคามจาก Deepfakes และ AI Disinformation

การเลือกตั้ง 2569 เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของไทยที่เผชิญกับภัยคุกคามจาก AI อย่างเต็มรูปแบบ 38

  • รูปแบบการโจมตี: มีการใช้ AI สร้างภาพและคลิปเสียงปลอมของนักการเมืองเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง เช่น การสร้างคลิปเสียงตัดต่อของนางสาวแพทองธาร หรือแกนนำพรรคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจผิดในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง

  • ผลกระทบ: ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถแยกแยะ "ความจริง" (Truth) ออกจาก "ความเท็จ" (Falsehood) นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด (Miccha-ditthi)

6.2 บทบาทของภาคประชาสังคม: แสงสว่างแห่งปัญญา

ท่ามกลางความมืดมนของข้อมูลเท็จ องค์กรภาคประชาสังคมได้ลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็น "ผู้ให้แสงสว่าง" (Dipa):

  • We Watch และ P-Net: องค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ระดมอาสาสมัครเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสในหน่วยเลือกตั้งและรณรงค์เรื่องการไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง 40

  • Fact-Check Thailand 2026: โครงการความร่วมมือระหว่างสื่อและภาควิชาการ เพื่อตรวจสอบข่าวลวงและให้ความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) แก่ประชาชน 38 โดยมีการมอบรางวัลให้กับผู้ตรวจสอบข่าวดีเด่น เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความจริง

  • iLaw: มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์เรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการจับตากระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา รวมถึงการให้ความรู้เรื่องบัตรเลือกตั้ง 3 ใบ 21


7. มิติทางจิตวิญญาณ: บทบาทของคณะสงฆ์และพุทธจริยธรรม

แม้กฎหมายจะห้ามพระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ในทางพฤติตินัย พระสงฆ์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการชี้นำทางความคิดและจริยธรรม

7.1 เสียงสะท้อนจากอาราม

  • พระพยอม กัลยาโณ: พระราชาคณะนักพัฒนา ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การเมืองอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ท่านเตือนว่า "รับเงินหมากากาทรราช" เป็นการสร้างเวรกรรมให้กับประเทศ และเรียกร้องให้ชาวพุทธใช้ "โยนิโสมนสิการ" ในการเลือกคนดีเข้าสภา 35

  • ขบวนการพระสงฆ์กับการเมือง: แม้จะถูกกดทับด้วยกฎมหาเถรสมาคม แต่ยังมีพระสงฆ์จำนวนมากที่มีความตื่นตัวทางการเมือง และพยายามเรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย 43

7.2 ข้อเสนอเชิงพุทธสันติวิธีสำหรับการเลือกตั้ง

เพื่อเปลี่ยนสนามเลือกตั้งจาก "สงคราม" ให้เป็น "พื้นที่แห่งปัญญา" หลักพุทธธรรมสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดังนี้:

  1. สาราณียธรรม 6: พรรคการเมืองควรหาเสียงด้วยความเมตตาทางกาย วาจา และใจ (Metta-kamma) มองคู่แข่งเป็น "กัลยาณมิตร" ในการพัฒนาชาติ มิใช่ศัตรูที่ต้องกำจัด

  2. อปริหานิยธรรม 7: สังคมควรหมั่นประชุมปรึกษาหารือกัน เน้นกระบวนการรัฐสภาและการทำประชามติเพื่อหาฉันทามติ (Consensus) มากกว่าการใช้อำนาจนอกระบบ

  3. อธิปไตย 3: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรยึด "ธรรมาธิปไตย" (ถือความถูกต้องเป็นใหญ่) มากกว่า "โลกาธิปไตย" (ถือกระแสสังคม/อามิสสินจ้างเป็นใหญ่) หรือ "อัตตาธิปไตย" (ถือความชอบส่วนตัว/พรรคพวกเป็นใหญ่)


8. บทสรุปและข้อเสนอแนะ: ก้าวข้ามวัฏจักรความขัดแย้งสู่อนาคตใหม่

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือบททดสอบครั้งสำคัญว่าสังคมไทยจะสามารถ "ตื่นรู้" (Awaken) จากมายาคติทางการเมืองที่ถูกครอบงำด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ ได้หรือไม่

8.1 บทสรุปเชิงวิเคราะห์

จากการประมวลข้อมูลทั้งหมด พบว่า:

  • ปัจจัยเร่ง: ความขัดแย้งชายแดนและวิกฤตเศรษฐกิจเป็นตัวเร่งให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น

  • จุดเปราะบาง: การใช้นิติสงคราม (Lawfare) จัดการกับพรรคประชาชน และการใช้ Deepfakes โจมตีคู่แข่ง เป็นภัยคุกคามสูงสุดต่อความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

  • ความหวัง: การตื่นตัวของภาคประชาสังคมและการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ผ่านโซเชียลมีเดียและการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นเกราะป้องกันสำคัญที่อาจช่วยยับยั้งความรุนแรงได้

8.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและปฏิบัติ

  1. การนิรโทษกรรมทางความคิด: รัฐบาลใหม่ควรพิจารณานิรโทษกรรมคดีทางการเมือง (ยกเว้นคดีทุจริตและอาญาร้ายแรง) เพื่อล้าง "โทสะ" และเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ด้วยความปรองดอง

  2. การปฏิรูปสื่อและ AI: กกต. ต้องมีมาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบและลงโทษผู้ใช้ AI บิดเบือนข้อมูลเลือกตั้ง โดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มระดับโลก

  3. การส่งเสริมพุทธสันติวิธีในหลักสูตร: สถาบันการศึกษาควรบรรจุหลักสูตร "หน้าที่พลเมืองวิถีพุทธ" ที่เน้นการเคารพความเห็นต่างและการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมในระยะยาว

การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดจบของปัญหา แต่เป็น "มรรควิถี" (Path) ที่จะนำพาสังคมไทยออกจากหล่มความขัดแย้ง หากทุกฝ่ายยึดมั่นในกติกาและศีลธรรมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง


ตารางสรุปข้อมูลพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้ง 2569

หมายเลขพรรคชื่อพรรคการเมืองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี (ลำดับที่ 1-3)จุดยืน/นโยบายเด่น
37พรรคภูมิใจไทย

1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล


2. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

อนุรักษนิยมใหม่, "พูดแล้วทำ Plus", แก้หนี้, กัญชาทางการแพทย์
46พรรคประชาชน

1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ


2. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล


3. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

เสรีนิยมก้าวหน้า, "Change", สวัสดิการถ้วนหน้า, แก้ ม.112, ปฏิรูปกองทัพ
9พรรคเพื่อไทย

1. ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์


2. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์


3. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ประชานิยม, "สร้างโอกาส ล้างหนี้", Digital Wallet, บริหารจัดการน้ำ
27พรรคประชาธิปัตย์

1. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


2. นายกรณ์ จาติกวณิช


3. ดร.การดี เลียวไพโรจน์

อนุรักษนิยมเสรี, "การเมืองสุจริต", "ไทยหายจน", ประกันรายได้
6พรรครวมไทยสร้างชาติ

1. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค


2. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

ขวาจัด/อนุรักษนิยม, ปกป้องสถาบันฯ, พลังงานราคาถูก
42พรรคกล้าธรรม1. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าการเมืองท้องถิ่น, เครือข่ายบ้านใหญ่ภาคเหนือ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ชำแหละ “โพลเลือกตั้ง 2569” เตือนสังคมไทยอย่าหลงตัวเลข ชี้ระเบียบวิธีคือหัวใจความจริง

รายงานวิจัยเชิงวิพากษ์เรื่อง “ปรากฏการณ์วิทยาแห่งมติมหาชน: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ต่อระเบียบวิธีวิจัยและพฤติกรรมของสำนักโพลไทยในการเลือกตั้ง...