การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ถูกจับตามองว่าไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งตามวาระ หากแต่เป็น “จุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์” ของการเมืองไทย ท่ามกลางวิกฤตซ้อนทับทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง ศรัทธาต่อสถาบันทางการเมือง และความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ที่แหลมคมที่สุดในรอบทศวรรษ
การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งจากกรณีคลิปเสียงสนทนากับผู้นำกัมพูชาหลุดรั่ว ส่งผลให้รัฐบาลเพื่อไทยสิ้นสุดลง และเปิดทางให้พรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลรักษาการ ก่อนตัดสินใจ “ล้างกระดาน” คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินอีกครั้ง
เลือกตั้งไร้เงา ส.ว. และประชามติ 3 ใบ
ความสำคัญของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่การเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่สมาชิกวุฒิสภาไม่มีอำนาจร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี ทำให้เสียงประชาชนมีผลโดยตรงต่อการจัดตั้งรัฐบาล อีกทั้งยังมีการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการเลือก สส.เขตและบัญชีรายชื่อ รวมเป็นการหย่อนบัตร 3 ใบ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเดิมพันใหญ่ในการรื้อถอนโครงสร้างอำนาจเดิมจากยุค คสช.
วิเคราะห์ผ่านเลนส์ “พุทธสันติวิธี”
รายงานวิเคราะห์การเลือกตั้งครั้งนี้นำกรอบคิด “พุทธสันติวิธี” และ “ธรรมาธิปไตย” มาเป็นเครื่องมือวิพากษ์พฤติกรรมทางการเมือง โดยชี้ว่าการแข่งขันหาเสียงจำนวนมากยังถูกครอบงำด้วย “อกุศลมูล 3” ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ
โลภะ ปรากฏชัดผ่านการแข่งขันนโยบายประชานิยมและการแจกเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งแม้ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สร้างความกังวลต่อวินัยการคลังและการบริโภคเกินตัว
โทสะ แสดงออกผ่านการปลุกกระแสชาตินิยมจากความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา และการใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังทางการเมือง โดยเฉพาะการโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อกล่าวหาเชิงอุดมการณ์
โมหะ คือสงครามข่าวสารในยุคดิจิทัล ตั้งแต่ข่าวปลอม ปฏิบัติการ IO ไปจนถึงภัยคุกคามจาก Deepfake และ AI ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแยกแยะความจริงได้ยากขึ้น
สมรภูมิ 3 ขั้วอำนาจ
สนามเลือกตั้ง 2569 มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัคร 57 พรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 94 คน แต่การแข่งขันหลักอยู่ที่ 3 ขั้วใหญ่
พรรคภูมิใจไทย (หมายเลข 37) ใช้ความได้เปรียบจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ ชูยุทธศาสตร์ “พูดแล้วทำ Plus” และเครือข่ายบ้านใหญ่ เน้นนโยบายแก้หนี้
พรรคประชาชน (หมายเลข 46) ตัวแทนขั้วเสรีนิยมก้าวหน้า เสนอนโยบายเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า แต่เผชิญแรงกดดันจากนิติสงครามและวาทกรรมโจมตีเรื่องความมั่นคง
พรรคเพื่อไทย (หมายเลข 9) และ พรรคประชาธิปัตย์ (หมายเลข 27) อยู่ในภาวะฟื้นศรัทธา พยายามทวงคืนฐานเสียงเดิมด้วยจุดขายด้านเศรษฐกิจและการเมืองสุจริต
เสียงเตือนจากภาคศาสนาและประชาสังคม
พระพยอม กัลยาโณ และพระสงฆ์นักพัฒนาหลายรูปออกมาเตือนสติสังคมถึงบาปของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ขณะที่ภาคประชาสังคม เช่น We Watch, P-Net และโครงการตรวจสอบข่าวเท็จ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังการเลือกตั้งและส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อ
บททดสอบประชาธิปไตยไทย
นักวิชาการประเมินว่า การเลือกตั้ง 2569 คือบททดสอบว่าสังคมไทยจะสามารถก้าวข้ามวัฏจักรความขัดแย้ง และลดอิทธิพลของโลภะ โทสะ และโมหะ ในการเมืองได้หรือไม่ ความหวังยังอยู่ที่การตื่นตัวของคนรุ่นใหม่และการยึดหลัก “ธรรมาธิปไตย” คือถือความถูกต้องและประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่เหนืออามิสและกระแสอารมณ์
ท้ายที่สุด การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดจบของปัญหาการเมืองไทย แต่ถูกมองว่าเป็น “มรรควิถี” สำคัญ หากทุกฝ่ายเคารพกติกา ใช้สันติวิธี และยึดศีลธรรมประชาธิปไตยเป็นเข็มทิศนำทางประเทศต่อไป.
พลวัตการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ผ่านกรอบทฤษฎีพุทธสันติวิธีและธรรมาธิปไตย
บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยภายใต้วิกฤตการณ์ซ้อนทับและเดิมพันแห่งอำนาจ
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ที่กำหนดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
บริบทแวดล้อมการเลือกตั้งครั้งนี้มีความซับซ้อนและเปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากดำเนินไปพร้อมกับ "สงครามชายแดน" ระลอกใหม่ระหว่างไทยและกัมพูชา
1.1 ที่มาของความขัดแย้งและปฐมบทสู่การเลือกตั้ง 2569
สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เต็มไปด้วยความผันผวนอย่างรุนแรง เริ่มต้นจากการสิ้นสุดลงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโหวตเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง
1.2 ความสำคัญของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป
การเลือกตั้งไร้เงา สว. โหวตนายกฯ: เป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่มีอำนาจในการร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
15 ทำให้เสียงของประชาชนมีความหมายโดยตรงในการกำหนดผู้นำประเทศการทำประชามติควบคู่: การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการหย่อนบัตร 3 ใบ (สส.เขต, สส.บัญชีรายชื่อ, และประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ)
16 ซึ่งเป็นเดิมพันครั้งสำคัญในการรื้อถอนโครงสร้างอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ยังหลงเหลืออยู่การเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจ: เป็นบททดสอบว่า "ขั้วสีน้ำเงิน" (ภูมิใจไทย) จะสามารถสถาปนาตนเองเป็นแกนนำอนุรักษนิยมใหม่แทนที่ "ขั้ว 3 ป." เดิมได้หรือไม่ และ "ขั้วสีส้ม" (พรรคประชาชน) จะสามารถฝ่าด่านนิติสงครามเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้จริงหรือไม่
2. กรอบแนวคิดทฤษฎี: พุทธสันติวิธีกับรัฐศาสตร์การเลือกตั้ง
การนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์การเมือง (Political Analysis) มิใช่เพียงการมองผ่านมิติทางศีลธรรมจรรยา (Moralistic Approach) แต่เป็นการทำความเข้าใจ "สมุฏฐาน" (Root Causes) ของพฤติกรรมทางการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยกิเลสและตัณหา เพื่อแสวงหาทางออกเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน
2.1 นิยามและขอบเขตของ "พุทธสันติวิธี" (Buddhist Peaceful Means)
จากการทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง
| มิติของพุทธสันติวิธี | คำอธิบายและนัยทางการเมือง |
1. สันติวิธีในการต่อสู้และเรียกร้อง (Peaceful Struggle) | การรณรงค์หาเสียง (Campaigning) ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "สัจจะ" (ความจริง) และ "อหิงสา" (การไม่เบียดเบียน) ปราศจากการใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) หรือการใส่ร้ายป้ายสี (Smear Campaigns) |
2. สันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง (Conflict Resolution) | การใช้กลไกรัฐสภาและการเจรจา (Dialogue) เพื่อหาทางออกร่วมกัน (Consensus) โดยยึดหลัก "สาราณียธรรม" (ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน) มากกว่าการใช้ความรุนแรงทางทหารหรือมวลชนกดดัน |
3. สันติวิธีในการดำเนินชีวิต (Peaceful Way of Life) | จริยธรรมของนักการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประกอบด้วย "สัมมาอาชีวะ" (การเมืองสุจริต) และการงดเว้นจาก "อกุศลกรรมบถ 10" (เช่น การไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง, การไม่โกหกหลอกลวงประชาชน) |
2.2 โครงสร้างการวิเคราะห์ผ่าน "อกุศลมูล 3" (The Three Poisons)
เพื่อให้เห็นภาพความขัดแย้งในสนามเลือกตั้ง 2569 อย่างชัดเจน รายงานฉบับนี้จะใช้องค์ธรรม "อกุศลมูล 3" เป็นกรอบในการจำแนกยุทธศาสตร์หาเสียงที่เบี่ยงเบนไปจากวิถีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์:
โลภะ (Greed/Raga): การขับเคลื่อนด้วยความอยากได้ใคร่มี สะท้อนผ่านนโยบายประชานิยมสุดโต่ง (Populism) การทุจริตเชิงนโยบาย และการซื้อสิทธิ์ขายเสียง (Vote Buying)
โทสะ (Hatred/Dosa): การขับเคลื่อนด้วยความโกรธเกลียด สะท้อนผ่านการปลุกระดมลัทธิชาตินิยม (Nationalism) ความขัดแย้งชายแดน และการสร้างศัตรูทางการเมือง (Demonization)
โมหะ (Delusion/Moha): การขับเคลื่อนด้วยความหลงผิด สะท้อนผ่านสงครามข่าวสาร (Information Warfare) ข่าวปลอม (Fake News) และปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง
3. ภูมิทัศน์พรรคการเมืองและยุทธศาสตร์ "ยุทธหัตถี" ในสนามเลือกตั้ง 2569
การเลือกตั้ง 2569 มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครทั้งสิ้น 57 พรรค และมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีรวม 94 คน
3.1 พรรคภูมิใจไทย (หมายเลข 37): ยุทธศาสตร์ "พูดแล้วทำ Plus" และเครือข่ายบ้านใหญ่
ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลรักษาการ พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบสูงสุดในการเข้าถึงทรัพยากรรัฐ
แคนดิเดตนายกฯ: นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ลำดับ 1) และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (ลำดับ 2)
21 การเสนอนายสีหศักดิ์ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ สะท้อนความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์ความเชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศท่ามกลางวิกฤตชายแดนยุทธศาสตร์หาเสียง: นายอนุทินประกาศใช้ยุทธศาสตร์ "Organic Campaign"
22 คือการหลีกเลี่ยงเวทีปราศรัยใหญ่ที่อาจถูกจับผิดหรือเกิดความรุนแรง แต่เน้นการ "เจาะพื้นที่" ผ่านเครือข่าย สส. เขต และ "บ้านใหญ่" (Political Dynasties) ที่ถูกดึงตัวมาจากพรรคเพื่อไทยและพลังประชารัฐ14 นโยบายหลัก: ชูสโลแกน "พูดแล้วทำ Plus" นำเสนอนโยบายแก้หนี้และเติมเงินแบบพุ่งเป้า เช่น กองทุนกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท (ไม่ต้องมีคนค้ำ), พักหนี้ 3 ปี (ต้นและดอก) วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท
23 และการสานต่อนโยบายกัญชาทางการแพทย์มุมมองวิพากษ์: ยุทธศาสตร์นี้สะท้อนการเมืองแบบ "อุปถัมภ์นิยม" (Patronage Politics) ที่เน้นการตอบสนองความต้องการทางวัตถุ (โลภะ) ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเฉพาะหน้า มากกว่าการปฏิรูปโครงสร้าง
3.2 พรรคประชาชน (หมายเลข 46): ยุทธศาสตร์ "Change" ท่ามกลางนิติสงคราม
พรรคประชาชน (People’s Party) ซึ่งสืบทอดอุดมการณ์จากพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล ยังคงเป็นความหวังของกลุ่มคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมือง
แคนดิเดตนายกฯ: นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล, และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
21 สะท้อนทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งยุทธศาสตร์หาเสียง: เน้นการนำเสนอ "ความจริง" และ "การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง" ผ่านนโยบาย "Orange Megaprojects"
24 มูลค่า 6.3 แสนล้านบาท (น้ำประปาดื่มได้, ขนส่งสาธารณะ, รัฐสวัสดิการ) พร้อมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปกองทัพความท้าทาย: พรรคเผชิญกับ "นิติสงคราม" (Lawfare) อย่างหนัก โดย สส. 44 คน ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนจริยธรรมร้ายแรงจากกรณีลงชื่อแก้ไข ม.112
25 ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังตกเป็นเป้าของวาทกรรม "พรรคประชาชนเขมร"26 เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือมุมมองวิพากษ์: พรรคพยายามใช้ "ปัญญา" (Wisdom) ในการนำเสนอนโยบาย แต่ต้องใช้ "ขันติ" (Patience) อย่างสูงในการอดทนต่อการยั่วยุและการกลั่นแกล้งทางการเมือง
3.3 พรรคเพื่อไทย (หมายเลข 9) และพรรคประชาธิปัตย์ (หมายเลข 27): การดิ้นรนของยักษ์หลับ
พรรคเพื่อไทย: ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (แคนดิเดตนายกฯ)
19 พรรคอยู่ในสภาวะถดถอยจากวิกฤตศรัทธาและความล้มเหลวในการผลักดัน Digital Wallet ให้สำเร็จตามเป้าหมาย พยายามชูนโยบาย "สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน"28 แต่ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่แย่งฐานเสียงเดิมอย่างภูมิใจไทยและพรรคประชาชนพรรคประชาธิปัตย์: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หวนคืนสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคพร้อมแคนดิเดตทีมเศรษฐกิจอย่าง นายกรณ์ จาติกวณิช
29 ชูจุดขาย "การเมืองสุจริต" และ "ไม่เอาประชานิยมสุดโต่ง" เพื่อดึงฐานเสียงอนุรักษนิยมในภาคใต้และ กทม. กลับคืนมา23
4. วิเคราะห์ "โลภะ" (Greed): มหกรรมประชานิยมและเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องการแจก
ในทางพุทธเศรษฐศาสตร์ (Buddhist Economics) การบริโภคควรเป็นไปเพื่อ "คุณค่าแท้" (ประโยชน์ต่อชีวิต) มิใช่ "คุณค่าเทียม" (การสนองตัณหา) แต่ในการเลือกตั้ง 2569 พบว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ใช้นโยบายที่กระตุ้น "โลภะ" เพื่อหวังผลคะแนนเสียงระยะสั้น
4.1 เมนูประชานิยม (Menu of Populism) และภาระทางการคลัง
จากการรวบรวมข้อมูลนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองหลัก
| พรรคการเมือง | นโยบายหลัก (Flagship Policies) | วงเงินงบประมาณโดยประมาณ | นัยทางพุทธและเศรษฐศาสตร์ |
| พรรคภูมิใจไทย | กู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท, พักหนี้ 3 ปี, Landbridge | 1.86 ล้านล้านบาท | เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Patchwork) อาจกระตุ้นการบริโภคเกินตัว (Over-consumption) |
| พรรคเพื่อไทย | Digital Wallet (เฟสเก็บตก), จัดการน้ำ, ล้างหนี้ | 1.77 ล้านล้านบาท | เป็นนโยบายที่เน้นวัตถุนิยม (Materialism) แต่มีความเสี่ยงสูงเรื่องวินัยการคลัง |
| พรรคประชาชน | สวัสดิการถ้วนหน้า, Orange Megaprojects, ปรับโครงสร้างหนี้ | 1.28 ล้านล้านบาท | เน้นการกระจายรายได้ (Wealth Redistribution) และโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องตอบคำถามเรื่องที่มาของรายได้ |
วิเคราะห์เชิงลึก: การแข่งขันกันนำเสนอนโยบายที่ใช้เงินมหาศาลเช่นนี้ สะท้อนภาวะ "ตัณหาธิปไตย" (Tanha-cracy) ที่ระบบการเมืองถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่ไม่สิ้นสุด การขาดนโยบายที่มุ่งเน้นการ "ลด ละ เลิก" หรือการสร้างวินัยทางการเงิน (Self-discipline) แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องในการนำหลัก "มัชฌิมาปฏิปทา" (ทางสายกลาง) มาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน
4.2 โรคระบาดแห่งการซื้อสิทธิ์ขายเสียง (Vote Buying Epidemic)
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แสดงความกังวลอย่างเปิดเผยต่อสถานการณ์การซื้อเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีรายงานว่ารุนแรงและแพร่ระบาดอย่างหนัก ("หนาหู") ในการเลือกตั้งครั้งนี้
กลไกการทำงาน: การซื้อเสียงในยุค 2569 พัฒนาไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การจ่ายผ่านระบบ E-Banking, การช่วยเหลือผ่านเครือข่าย อสม. หรือผู้นำชุมชน และการใช้นโยบายรัฐบังหน้า
มุมมองพุทธธรรม: การซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นการละเมิด "อทินนาทาน" ในระดับจิตวิญญาณประชาธิปไตย เพราะเป็นการขโมย "เจตจำนงเสรี" (Free Will) ของประชาชน และทำลายความชอบธรรมของผู้แทนที่ได้มา พระพยอม กัลยาโณ ได้ออกมาเตือนสติชาวพุทธให้ตระหนักถึงบาปของการขายเสียง ซึ่งเปรียบเสมือนการขายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
35
5. วิเคราะห์ "โทสะ" (Hatred): กับดักชาตินิยมและวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง
"โทสะ" หรือความโกรธ เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสูงในการระดมมวลชน (Mobilization) โดยเฉพาะเมื่อถูกผูกโยงกับประเด็นเรื่อง "ความมั่นคง" และ "อธิปไตย"
5.1 การเมืองเรื่องพรมแดน: วิกฤตการณ์ไทย-กัมพูชา
การปะทะกันทางทหารบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี และพื้นที่ทับซ้อนอื่น ๆ ในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องปี 2569
การแปลงความขัดแย้งเป็นทุน: รัฐบาลรักษาการของนายอนุทินใช้ท่าทีแข็งกร้าวในการตอบโต้กัมพูชา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่เข้มแข็ง (Strongman) และปลุกกระแสชาตินิยม (Nationalism) ให้ประชาชนลืมความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ
8 ผลกระทบต่อฝ่ายค้าน: พรรคประชาชนและพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) หากเรียกร้องให้เจรจาสันติภาพ อาจถูกโจมตีว่า "ขายชาติ" หรือ "เข้าข้างศัตรู"
5.2 วาทกรรม "พรรคประชาชนเขมร" และการสร้างปีศาจ (Demonization)
รายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชน
กลไกทางจิตวิทยา: การสร้างวาทกรรมเหล่านี้มุ่งกระตุ้น "ความกลัว" (Fear) และ "ความรังเกียจ" (Disgust) ต่อคนต่างด้าว (Xenophobia) และโยนความผิด (Scapegoating) ให้กับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม
การละเมิดหลักพุทธสันติวิธี: การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลัก "เมตตา" และ "สัมมาวาจา" (เจรจาชอบ) อย่างรุนแรง เป็นการใช้ "วาจาส่อเสียด" (Pisuna-vaca) เพื่อให้เกิดความแตกแยก และ "วาจาหยาบคาย" (Pharusa-vaca) เพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์ของคู่แข่ง
6. วิเคราะห์ "โมหะ" (Delusion): สงครามข่าวสารและความจริงเสมือนในยุค AI
ในยุคดิจิทัล "โมหะ" หรือความหลงผิด ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการ "สร้างความไม่รู้" (Agnotology) อย่างจงใจผ่านเทคโนโลยี
6.1 ภัยคุกคามจาก Deepfakes และ AI Disinformation
การเลือกตั้ง 2569 เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของไทยที่เผชิญกับภัยคุกคามจาก AI อย่างเต็มรูปแบบ
รูปแบบการโจมตี: มีการใช้ AI สร้างภาพและคลิปเสียงปลอมของนักการเมืองเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง เช่น การสร้างคลิปเสียงตัดต่อของนางสาวแพทองธาร หรือแกนนำพรรคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจผิดในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง
ผลกระทบ: ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถแยกแยะ "ความจริง" (Truth) ออกจาก "ความเท็จ" (Falsehood) นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด (Miccha-ditthi)
6.2 บทบาทของภาคประชาสังคม: แสงสว่างแห่งปัญญา
ท่ามกลางความมืดมนของข้อมูลเท็จ องค์กรภาคประชาสังคมได้ลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็น "ผู้ให้แสงสว่าง" (Dipa):
We Watch และ P-Net: องค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ระดมอาสาสมัครเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสในหน่วยเลือกตั้งและรณรงค์เรื่องการไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง
40 Fact-Check Thailand 2026: โครงการความร่วมมือระหว่างสื่อและภาควิชาการ เพื่อตรวจสอบข่าวลวงและให้ความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) แก่ประชาชน
38 โดยมีการมอบรางวัลให้กับผู้ตรวจสอบข่าวดีเด่น เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความจริงiLaw: มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์เรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการจับตากระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา รวมถึงการให้ความรู้เรื่องบัตรเลือกตั้ง 3 ใบ
21
7. มิติทางจิตวิญญาณ: บทบาทของคณะสงฆ์และพุทธจริยธรรม
แม้กฎหมายจะห้ามพระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ในทางพฤติตินัย พระสงฆ์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการชี้นำทางความคิดและจริยธรรม
7.1 เสียงสะท้อนจากอาราม
พระพยอม กัลยาโณ: พระราชาคณะนักพัฒนา ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การเมืองอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ท่านเตือนว่า "รับเงินหมากากาทรราช" เป็นการสร้างเวรกรรมให้กับประเทศ และเรียกร้องให้ชาวพุทธใช้ "โยนิโสมนสิการ" ในการเลือกคนดีเข้าสภา
35 ขบวนการพระสงฆ์กับการเมือง: แม้จะถูกกดทับด้วยกฎมหาเถรสมาคม แต่ยังมีพระสงฆ์จำนวนมากที่มีความตื่นตัวทางการเมือง และพยายามเรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย
43
7.2 ข้อเสนอเชิงพุทธสันติวิธีสำหรับการเลือกตั้ง
เพื่อเปลี่ยนสนามเลือกตั้งจาก "สงคราม" ให้เป็น "พื้นที่แห่งปัญญา" หลักพุทธธรรมสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดังนี้:
สาราณียธรรม 6: พรรคการเมืองควรหาเสียงด้วยความเมตตาทางกาย วาจา และใจ (Metta-kamma) มองคู่แข่งเป็น "กัลยาณมิตร" ในการพัฒนาชาติ มิใช่ศัตรูที่ต้องกำจัด
อปริหานิยธรรม 7: สังคมควรหมั่นประชุมปรึกษาหารือกัน เน้นกระบวนการรัฐสภาและการทำประชามติเพื่อหาฉันทามติ (Consensus) มากกว่าการใช้อำนาจนอกระบบ
อธิปไตย 3: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรยึด "ธรรมาธิปไตย" (ถือความถูกต้องเป็นใหญ่) มากกว่า "โลกาธิปไตย" (ถือกระแสสังคม/อามิสสินจ้างเป็นใหญ่) หรือ "อัตตาธิปไตย" (ถือความชอบส่วนตัว/พรรคพวกเป็นใหญ่)
8. บทสรุปและข้อเสนอแนะ: ก้าวข้ามวัฏจักรความขัดแย้งสู่อนาคตใหม่
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือบททดสอบครั้งสำคัญว่าสังคมไทยจะสามารถ "ตื่นรู้" (Awaken) จากมายาคติทางการเมืองที่ถูกครอบงำด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ ได้หรือไม่
8.1 บทสรุปเชิงวิเคราะห์
จากการประมวลข้อมูลทั้งหมด พบว่า:
ปัจจัยเร่ง: ความขัดแย้งชายแดนและวิกฤตเศรษฐกิจเป็นตัวเร่งให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น
จุดเปราะบาง: การใช้นิติสงคราม (Lawfare) จัดการกับพรรคประชาชน และการใช้ Deepfakes โจมตีคู่แข่ง เป็นภัยคุกคามสูงสุดต่อความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง
ความหวัง: การตื่นตัวของภาคประชาสังคมและการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ผ่านโซเชียลมีเดียและการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นเกราะป้องกันสำคัญที่อาจช่วยยับยั้งความรุนแรงได้
8.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและปฏิบัติ
การนิรโทษกรรมทางความคิด: รัฐบาลใหม่ควรพิจารณานิรโทษกรรมคดีทางการเมือง (ยกเว้นคดีทุจริตและอาญาร้ายแรง) เพื่อล้าง "โทสะ" และเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ด้วยความปรองดอง
การปฏิรูปสื่อและ AI: กกต. ต้องมีมาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบและลงโทษผู้ใช้ AI บิดเบือนข้อมูลเลือกตั้ง โดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มระดับโลก
การส่งเสริมพุทธสันติวิธีในหลักสูตร: สถาบันการศึกษาควรบรรจุหลักสูตร "หน้าที่พลเมืองวิถีพุทธ" ที่เน้นการเคารพความเห็นต่างและการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมในระยะยาว
การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดจบของปัญหา แต่เป็น "มรรควิถี" (Path) ที่จะนำพาสังคมไทยออกจากหล่มความขัดแย้ง หากทุกฝ่ายยึดมั่นในกติกาและศีลธรรมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ตารางสรุปข้อมูลพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้ง 2569
| หมายเลขพรรค | ชื่อพรรคการเมือง | แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี (ลำดับที่ 1-3) | จุดยืน/นโยบายเด่น |
| 37 | พรรคภูมิใจไทย | 1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล 2. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว | อนุรักษนิยมใหม่, "พูดแล้วทำ Plus", แก้หนี้, กัญชาทางการแพทย์ |
| 46 | พรรคประชาชน | 1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 2. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล 3. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร | เสรีนิยมก้าวหน้า, "Change", สวัสดิการถ้วนหน้า, แก้ ม.112, ปฏิรูปกองทัพ |
| 9 | พรรคเพื่อไทย | 1. ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 2. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ 3. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ | ประชานิยม, "สร้างโอกาส ล้างหนี้", Digital Wallet, บริหารจัดการน้ำ |
| 27 | พรรคประชาธิปัตย์ | 1. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 2. นายกรณ์ จาติกวณิช 3. ดร.การดี เลียวไพโรจน์ | อนุรักษนิยมเสรี, "การเมืองสุจริต", "ไทยหายจน", ประกันรายได้ |
| 6 | พรรครวมไทยสร้างชาติ | 1. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 2. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี | ขวาจัด/อนุรักษนิยม, ปกป้องสถาบันฯ, พลังงานราคาถูก |
| 42 | พรรคกล้าธรรม | 1. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า | การเมืองท้องถิ่น, เครือข่ายบ้านใหญ่ภาคเหนือ |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น