การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางการเมืองเชิงอำนาจ แต่กำลังกลายเป็นเวทีปะทะของแนวคิดการบริหารรัฐสมัยใหม่กับสถาบันจารีต โดยเฉพาะในประเด็นการปฏิรูประบบราชการด้านศาสนา ล่าสุด ชื่อของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด จากบทบาทและจุดยืนต่อมติสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่เห็นชอบแผนปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และแนวคิดการปรับโครงสร้างการบริหาร “พุทธมณฑล” ครั้งใหญ่
รายงานการวิเคราะห์เชิงนโยบายระบุว่า การปฏิรูปดังกล่าวถือเป็น “การผ่าตัดโครงสร้าง” กิจการพุทธศาสนาไทย เพื่อตอบโจทย์วิกฤตศรัทธา ปัญหาการทุจริต และความล้าหลังของระบบราชการเดิม โดยเฉพาะการจัดตั้ง 4 กองงานใหม่ ได้แก่ กองกิจการในพระดำริและกิจการสนองพระราชดำริ กองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัด กองพุทธศาสนาดิจิทัล และกองคุ้มครองและส่งเสริมจริยธรรม เพื่อยกระดับการกำกับดูแลกิจการสงฆ์ให้ทันต่อโลกยุคดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุด คือแผนการ ยุบโครงสร้างราชการของสำนักงานพุทธมณฑล และถ่ายโอนภารกิจการบริหารจัดการพื้นที่ไปสู่ภาคเอกชน ภายใต้แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management – NPM) ซึ่งมุ่งลดภาระงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดทางให้การบริหารเชิงมืออาชีพเข้ามาดูแลพื้นที่ที่ถูกวางเป้าหมายให้เป็น “ศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก”
นักการเมืองสายพุทธ กับโจทย์ดาบสองคม
ดร.นิยม เวชกามา ซึ่งมีภูมิหลังทั้งด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และพุทธจิตวิทยา ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองที่เข้าใจ “ภาษาราชการ” ควบคู่กับ “ภาษาพุทธศาสนิกชน” การย้ายจากพรรคเพื่อไทย มาสังกัดพรรคโอกาสใหม่ในช่วงปลายปี 2568 ถูกวิเคราะห์ว่าเปิดพื้นที่ให้ท่านผลักดันแนวคิดปฏิรูปกิจการพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบมากขึ้น สอดรับกับภาพลักษณ์พรรคที่วางตัวเป็นพรรคเทคโนแครต เน้นธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพการบริหาร
อย่างไรก็ดี นักวิชาการชี้ว่า แนวคิดการนำเอกชนเข้ามาบริหารพุทธมณฑลเป็น “ดาบสองคม” ด้านหนึ่งอาจช่วยแก้ปัญหาความเสื่อมโทรม งบประมาณไม่เพียงพอ และการใช้พื้นที่ไม่เต็มศักยภาพ แต่อีกด้านหนึ่งกลับเสี่ยงต่อการถูกโจมตีในประเด็น “พุทธพาณิชย์” หรือการทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นสินค้าเชิงธุรกิจ
สื่อสารศรัทธาในสนามอีสาน
สำหรับสนามเลือกตั้งสกลนคร เขต 2 ซึ่งมีประชากรที่ยึดโยงกับศรัทธาสายวัดป่าและความสมถะเป็นหลัก ประเด็นนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของ ดร.นิยม เวชกามา นักวิเคราะห์มองว่า ยุทธศาสตร์การสื่อสารของท่านจำเป็นต้อง “รีเฟรม” แนวคิดการแปรรูป ให้เป็นการ “ยกระดับมาตรฐาน” และ “การปกป้องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จากความเสื่อมโทรม” โดยเน้นย้ำว่า เอกชนจะดูแลเพียงโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการพื้นที่ ขณะที่กิจกรรมทางศาสนาและสาระทางธรรมยังคงอยู่ภายใต้การกำกับของคณะสงฆ์
นอกจากนี้ แนวคิด “ธนาคารพระพุทธศาสนา” ที่ ดร.นิยม ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง ยังอาจถูกเชื่อมโยงกับการจัดตั้งกองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัด เพื่อแก้ปัญหาการเงินวัดและยกระดับความโปร่งใส ซึ่งอาจกลายเป็นจุดแข็งในการอธิบายว่า การปฏิรูปครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาศรัทธา ไม่ใช่บ่อนทำลาย
บททดสอบมากกว่าเก้าอี้ สส.
รายงานสรุปว่า การเลือกตั้งปี 2569 สำหรับ ดร.นิยม เวชกามา ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันชิงที่นั่ง สส. แต่เป็นการพิสูจน์แนวคิด “ธรรมมาภิบาล” ในการบริหารกิจการพุทธศาสนาไทย ว่าจะสามารถประสานระหว่างประสิทธิภาพแบบการจัดการสมัยใหม่ กับศรัทธาและจิตวิญญาณของพุทธศาสนาได้หรือไม่
หากการปฏิรูปโครงสร้างพุทธมณฑลและ พศ. เดินหน้าอย่างโปร่งใส มีการกำกับดูแลเข้มงวด และเปิดพื้นที่ให้คณะสงฆ์กับภาคประชาชนมีส่วนร่วม นักวิชาการเห็นว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานใหม่ให้พุทธศาสนาไทยยืนหยัดอย่างสง่างามในโลกยุคดิจิทัล ท่ามกลางการเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน.
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองและวิสัยทัศน์ทางนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ในบริบทของการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีจุดเน้นสำคัญอยู่ที่ปฏิกิริยาและจุดยืนต่อนโยบายการปฏิรูประบบราชการด้านศาสนา ตามมติที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569
สาระสำคัญของการวิเคราะห์ครอบคลุมถึงการปรับโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่ของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งประกอบด้วยการจัดตั้ง 4 กองงานใหม่เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายในยุคดิจิทัลและวิกฤตศรัทธา รวมถึงข้อเสนอที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการพุทธศาสนาไทยมากที่สุด คือ แผนการยุบรวมส่วนงานพุทธมณฑล เพื่อถ่ายโอนภารกิจการบริหารจัดการพื้นที่พุทธมณฑลให้แก่ภาคเอกชน (Privatization/Outsourcing) ภายใต้แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management - NPM)
การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ดร.นิยม เวชกามา ในฐานะนักการเมืองที่มีพื้นฐานความเชี่ยวชาญด้านพุทธจิตวิทยาและกฎหมาย กำลังเผชิญกับความท้าทายในการประนีประนอมระหว่างอุดมการณ์ "ปกป้องพุทธศาสนา" กับนโยบาย "ปฏิรูประบบราชการ" ของพรรคโอกาสใหม่ การแปรรูปการบริหารพุทธมณฑลอาจเป็นดาบสองคมที่ช่วยแก้ปัญหาประสิทธิภาพและงบประมาณ แต่ในขณะเดียวกันก็เสี่ยงต่อการถูกโจมตีในประเด็น "พุทธพาณิชย์" (Commercialization of Buddhism)
1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองและวิกฤตศรัทธาในการเลือกตั้ง 2569
1.1 บริบททางการเมืองไทยช่วงรอยต่อปี 2569
เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2569 บรรยากาศทางการเมืองเต็มไปด้วยความตื่นตัวจากการประกาศจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ในภูมิทัศน์นี้ พรรคการเมืองใหม่ๆ ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกข้ามพ้นความขัดแย้งเดิม หนึ่งในนั้นคือ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
1.2 วิกฤตศรัทธาและโจทย์ใหญ่ของกิจการพุทธศาสนา
คู่ขนานไปกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สถาบันสงฆ์และองค์กรกำกับดูแลกิจการพุทธศาสนาของไทยได้เผชิญกับวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาที่เกิดขึ้นมิใช่เพียงเรื่องปัจเจกบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังปรากฏในกรณีข่าวฉาวรายวัน ทั้งกรณี "เงินทอนวัด" (Temple Fund Embezzlement) การฟอกเงินของขบวนการค้ายาเสพติดผ่านบัญชีวัด และพฤติกรรมมิชอบของพระเถระชั้นผู้ใหญ่
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะหน่วยงานเลขาธิการของมหาเถรสมาคม (มส.) และหน่วยงานสนองงานคณะสงฆ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความไร้ประสิทธิภาพในการตรวจสอบและป้องกันปัญหาเหล่านี้
1.3 ความสำคัญของมติ ก.พ.ร. 21 มกราคม 2569
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในการประชุมสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ซึ่งได้มีมติรับรองแผนการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาต่อไป สาระสำคัญของมตินี้คือการจัดตั้ง 4 กองงานใหม่เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการยุบเลิกโครงสร้างการบริหารงานแบบเดิมของ "พุทธมณฑล" เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารจัดการ
รายงานฉบับนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างตัวแสดงทางการเมือง คือ ดร.นิยม เวชกามา กับนโยบายสาธารณะขนาดใหญ่นี้ โดยเชื่อมโยงข้อมูลเชิงประจักษ์จากเอกสารราชการ ข่าวสาร และทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อฉายภาพอนาคตของกิจการพุทธศาสนาไทยภายใต้การบริหารจัดการแนวใหม่
2. วิเคราะห์ตัวตนและยุทธศาสตร์: ดร.นิยม เวชกามา ในสมรภูมิเลือกตั้ง 2569
2.1 ภูมิหลังทางวิชาการและการเมือง: จาก "เพื่อไทย" สู่ "โอกาสใหม่"
ดร.นิยม เวชกามา (เกิด 28 พฤษภาคม 2494) เป็นนักการเมืองอาวุโสแห่งจังหวัดสกลนคร ผู้ซึ่งมิได้มีเพียงฐานเสียงที่เข้มแข็งในพื้นที่เขต 2 (อำเภอโพนนาแก้ว, อำเภอโคกศรีสุพรรณ ฯลฯ) แต่ยังมีสถานะเป็น "ปัญญาชนทางการเมือง" ด้านกิจการพุทธศาสนา
การศึกษาของท่านสะท้อนถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการบริหารกิจการคณะสงฆ์และกฎหมายอย่างลึกซึ้ง:
นิติศาสตรบัณฑิต (มสธ.) และ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (ม.รามคำแหง) ทำให้มีความแม่นยำในข้อกฎหมายและกระบวนการทางปกครอง
พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาพุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)
10 วุฒิการศึกษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะบ่งชี้ว่า ดร.นิยม มีความเข้าใจใน "จิตวิทยาชาวพุทธ" (Buddhist Psychology) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยกระบวนการคิด ความเชื่อ และศรัทธาของพุทธศาสนิกชน
ในทางการเมือง การย้ายสังกัดจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งท่านเคยสังกัดมายาวนานกว่า 17 ปี มาสู่ พรรคโอกาสใหม่ ในช่วงปลายปี 2568
2.2 อุดมการณ์ "ประชาชนคือหัวใจ พระพุทธศาสนาอยู่ในจิตวิญญาณ"
สโลแกนหาเสียงของ ดร.นิยม ในการเลือกตั้ง 2569 คือ "ประชาชนคือหัวใจ พระพุทธศาสนาอยู่ในจิตวิญญาณ"
ขาประชานิยม (Populism): ตอบสนองความต้องการปากท้องของชาวบ้านผ่านนโยบายพรรคโอกาสใหม่ เช่น การเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี, การล้างหนี้ กยศ., และการยกเลิกค่าไฟสำหรับครัวเรือนที่ใช้น้อย
12 ขาอนุรักษนิยมทางศาสนา (Religious Conservatism): การวางตัวเป็น "ผู้พิทักษ์พุทธศาสนา" (Guardian of Buddhism) โดยใช้ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายผลักดัน พ.ร.บ. สำคัญ เช่น พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และ พ.ร.บ.ธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
11
2.3 บทบาทในการผลักดัน "ธนาคารพุทธ" กับการเชื่อมโยงสู่การปฏิรูป พศ.
หนึ่งในนโยบายเรือธงที่ ดร.นิยม ผลักดันมาตลอดคือการจัดตั้ง "ธนาคารพระพุทธศาสนา" เพื่อแก้ปัญหาการเงินวัดที่ไม่โปร่งใส แนวคิดนี้สอดรับกับมติ ก.พ.ร. วันที่ 21 มกราคม 2569 ในส่วนของการจัดตั้ง "กองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติ" อย่างมีนัยสำคัญ ดร.นิยม มองว่าการบริหารจัดการทรัพย์สินวัดต้องใช้ระบบธรรมาภิบาลแบบสถาบันการเงิน เข้ามาแทนที่ระบบ "ย่ามพระ" แบบดั้งเดิม เพื่อแยกทรัพย์สินส่วนตัวของพระสงฆ์ออกจากทรัพย์สินของวัดอย่างเด็ดขาด
3. การวิเคราะห์มติ ก.พ.ร. 21 มกราคม 2569: การผ่าตัดโครงสร้างครั้งประวัติศาสตร์
การประชุม ก.พ.ร. เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูประบบราชการด้านศาสนา โดยมีสาระสำคัญที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ดังรายละเอียดในตารางที่ 1
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบโครงสร้างเดิมและโครงสร้างใหม่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
| โครงสร้างเดิม (Functional-Based) | โครงสร้างใหม่ (Agenda-Based Reform) | วัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ |
| สำนักงานเลขานุการกรม | 1. กองกิจการในพระดำริและกิจการสนองพระราชดำริ | ยกระดับการสนองงานสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมศูนย์โครงการพระราชดำริด้านศาสนาเพื่อให้เกิดเอกภาพและประสิทธิภาพสูงสุด |
| กองพุทธศาสนศึกษา | 2. กองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัด | ปฏิรูประบบบัญชีและการเงินของวัดทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมสู่การจัดตั้งระบบธนาคารพุทธ และบริหารจัดการที่ดินธรณีสงฆ์เชิงรุก |
| ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ (ระดับกลุ่มงาน) | 3. กองพุทธศาสนาดิจิทัล (Digital Buddhism) | พัฒนาระบบฐานข้อมูลพระภิกษุ (Smart Monk ID) เชื่อมโยงทะเบียนราษฎร์ ตรวจสอบพฤติกรรมออนไลน์ด้วย AI และป้องกันพระปลอม |
| กลุ่มคุ้มครองพระพุทธศาสนา | 4. กองคุ้มครองและส่งเสริมจริยธรรม | แยกอำนาจการ "ตรวจสอบ" ออกจากการ "ส่งเสริม" เพื่อให้มีหน่วยงานกึ่งตุลาการภายใน พศ. ที่ทำหน้าที่สืบสวนข้อร้องเรียนทางวินัยและกฎหมายอย่างเข้มข้น |
| สำนักงานพุทธมณฑล | (ยุบเลิกโครงสร้างราชการ) -> ถ่ายโอนสู่เอกชน | ลดภาระงบประมาณบุคลากรภาครัฐ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารพื้นที่ด้วยระบบเอกชน (Outsourcing/PPP) |
3.1 วิเคราะห์เจาะลึก 4 กองงานใหม่
การจัดตั้ง 4 กองงานใหม่สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลและ ก.พ.ร. ตระหนักถึง "จุดอ่อน" (Pain Points) ของ พศ. ในอดีต:
กองกิจการในพระดำริฯ: เป็นการตอบสนองต่อนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ที่เน้นความจงรักภักดี
2 การแยกกองนี้ออกมาจะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ มีความคล่องตัวและตรวจสอบได้ง่ายขึ้นกองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติ: เป็นกลไกสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหา "เงินทอนวัด" หากกองนี้ทำงานสำเร็จ จะสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์มหาศาลของวัด (Land Bank) ให้กลายเป็นทุนทางสังคมที่ตรวจสอบได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ดร.นิยม เรื่องการจัดทำบัญชีทรัพย์สินวัด
8 กองพุทธศาสนาดิจิทัล: ในยุคที่พระสงฆ์ใช้โซเชียลมีเดียและเกิดกรณี "อลัชชีออนไลน์" การมีหน่วยงานที่ใช้ AI คัดกรองข้อมูลและตรวจสอบ Fake News ด้านศาสนาเป็นสิ่งจำเป็น
8 กองคุ้มครองและส่งเสริมจริยธรรม: การยกระดับหน่วยงานนี้เป็น "กอง" แสดงถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายพระราชบัญญัติคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรการลงโทษผู้ละเมิดพระธรรมวินัยที่เป็นคดีความ
4. กรณีศึกษา: การยุบรวมและแปรรูป "พุทธมณฑล" สู่มือเอกชน
ประเด็นที่แหลมคมและท้าทายที่สุดจากมติ ก.พ.ร. คือการเปลี่ยนแปลงสถานะของ พุทธมณฑล จากหน่วยงานราชการ สู่การบริหารจัดการโดยภาคเอกชน
4.1 สภาพปัญหาของพุทธมณฑลในปัจจุบัน
พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม บนเนื้อที่ 2,500 ไร่ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก แต่ในทางปฏิบัติกลับประสบปัญหาเรื้อรัง:
งบประมาณไม่เพียงพอ: การดูแลภูมิทัศน์ขนาดใหญ่ต้องใช้งบประมาณบำรุงรักษามหาศาล แต่งบประมาณจากภาครัฐมักถูกตัดทอน
14 ความเสื่อมโทรม: อาคารและสถานที่หลายแห่งทรุดโทรมเนื่องจากขาดการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องและทันท่วงทีตามระเบียบราชการที่ล่าช้า
การใช้ประโยชน์ไม่เต็มศักยภาพ: พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปล่อยว่าง ไม่สามารถสร้างรายได้หรือกิจกรรมที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้ กลายเป็น "อนุสาวรีย์ที่ไร้ชีวิต" (Dead Monument)
15
4.2 แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management - NPM)
หากพรรคโอกาสใหม่และ ก.พ.ร. นำแนวคิด New Public Management (NPM) มาใช้เป็นฐานคิดในการปฏิรูปครั้งนี้
เน้นผลสัมฤทธิ์ (Results-Oriented): วัดผลความสำเร็จที่ความสะอาด ความสวยงาม และจำนวนผู้เข้าใช้งาน ไม่ใช่การทำตามระเบียบราชการ
การแข่งขันและกลไกตลาด (Market Mechanism): การเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาบริหาร (Outsourcing) จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพการให้บริการ
การลดขนาดภาครัฐ (Downsizing): การยุบ "สำนักงานพุทธมณฑล" จะช่วยลดจำนวนข้าราชการและลูกจ้างประจำ ลดภาระงบผูกพันระยะยาวด้านบำเหน็จบำนาญ
4.3 โมเดลการบริหารจัดการใหม่ (Privatization Model)
ตามแผนงาน การบริหารพุทธมณฑลจะเปลี่ยนไปใช้รูปแบบ สัญญาจ้างบริหาร (Management Contract) หรือ สัมปทาน (Concession) ในบางส่วน:
บทบาทภาครัฐ (พศ.): ลดบทบาทเหลือเพียง "ผู้กำกับดูแล" (Regulator) และเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน กำหนดตัวชี้วัด (KPIs) และมาตรฐานทางศาสนา
บทบาทเอกชน: รับผิดชอบงานบริหารจัดการอาคารสถานที่ (Facility Management), การรักษาความปลอดภัย, การดูแลสวน, และการบริหารจัดการขยะ รวมถึงอาจได้รับสิทธิ์ในการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์บางส่วนเพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเอง (เช่น ศูนย์อาหาร, ลานจอดรถ, การจัดงานอีเวนต์ทางศาสนา)
5. การวิเคราะห์ผลกระทบและความเสี่ยง: พุทธพาณิชย์ vs. ความยั่งยืน
แม้หลักการ NPM จะดูสมเหตุสมผลในทางเศรษฐศาสตร์ แต่ในทางสังคมวิทยาศาสนา นโยบายนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง
5.1 ข้อวิจารณ์เรื่อง "พุทธพาณิชย์" (Phuttha Phanit)
นักวิชาการและกลุ่มอนุรักษนิยมทางศาสนามักวิพากษ์วิจารณ์การนำกลไกตลาดเข้ามาในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นการส่งเสริม "พุทธพาณิชย์"
การทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นสินค้า (Commodification of Sacred Space): หากเอกชนมุ่งเน้นกำไร อาจมีการจัดกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือมีการเก็บค่าธรรมเนียมที่กีดกันผู้มีรายได้น้อย
21 การสูญเสียจิตวิญญาณ: การบริหารแบบเอกชนอาจทำให้พุทธมณฑลกลายเป็นเพียง "สวนสนุกทางศาสนา" (Religious Theme Park) ที่ขาดความขลังและความสงบ
ความขัดแย้งเชิงพื้นที่: การจัดโซนนิ่ง (Zoning) ระหว่างพื้นที่ปฏิบัติธรรมกับพื้นที่เชิงพาณิชย์อาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ และอาจนำไปสู่การประท้วงจากกลุ่มชาวพุทธที่เคร่งครัด
15
5.2 ความท้าทายต่อ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่
สำหรับ ดร.นิยม ผู้ซึ่งมีฐานเสียงในภาคอีสานและชูจุดยืนปกป้องพุทธศาสนา ประเด็นนี้ถือเป็น "เผือกร้อน" ทางการเมือง:
ความเสี่ยง: หากพรรคโอกาสใหม่ผลักดันเรื่องนี้โดยไม่อธิบายให้ชัดเจน คู่แข่งทางการเมืองอาจโจมตีว่า "พรรคโอกาสใหม่ขายพุทธมณฑลให้นายทุน" ซึ่งจะกระทบต่อคะแนนเสียงของ ดร.นิยม อย่างรุนแรง
โอกาส: หาก ดร.นิยม สามารถนำเสนอโมเดลนี้ในมุมมองของการ "จัดระเบียบ" (Systematization) และการ "รักษาความสะอาด" เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยเน้นย้ำว่าเอกชนมีหน้าที่เพียงดูแล "ฮาร์ดแวร์" (สถานที่) ส่วน "ซอฟต์แวร์" (กิจกรรมทางศาสนา) ยังคงเป็นอำนาจของคณะสงฆ์ ท่านจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการแสดงวิสัยทัศน์ที่ทันสมัย
6. พลวัตในสนามเลือกตั้งสกลนคร เขต 2
6.1 ข้อมูลพื้นที่และการแข่งขัน
เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร (อำเภอโพนนาแก้ว, โคกศรีสุพรรณ ฯลฯ) มีลักษณะประชากรที่ผสมผสานระหว่างเกษตรกรและผู้ศรัทธาในสายวัดป่า (กัมมัฏฐาน) ซึ่งมีจริตที่เน้นความสมถะและต่อต้านพุทธพาณิชย์
คู่แข่ง: พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน (People's Party) ซึ่งมีนโยบายตรวจสอบงบประมาณกองทัพและงบประมาณศาสนาอย่างเข้มข้น
14 จุดแข็งของ ดร.นิยม: ความเป็น "ลูกหม้อ" พื้นที่ และภาพลักษณ์ "มหา" ที่เข้าใจภาษาพระและภาษาชาวบ้าน การลงพื้นที่แบบ "เคาะประตู"
12 ช่วยให้ท่านสามารถอธิบายความซับซ้อนของมติ ก.พ.ร. ให้ชาวบ้านเข้าใจได้โดยตรง
6.2 ยุทธศาสตร์การสื่อสาร "ผ่าทางตันศรัทธา"
ดร.นิยม จำเป็นต้องใช้ทักษะ "พุทธจิตวิทยา" ในการสื่อสารนโยบายนี้:
Re-framing (การสร้างกรอบคิดใหม่): ไม่เรียกว่า "การแปรรูป" (Privatization) แต่เรียกว่า "การยกระดับมาตรฐานพุทธมณฑลสู่สากล" หรือ "การคืนความสง่างามให้พุทธมณฑล"
Pain Point Solution: ชี้ให้เห็นว่าระบบราชการเดิมทำให้พุทธมณฑลทรุดโทรม การดึงมืออาชีพเข้ามาดูแลคือการ "ปกป้อง" ไม่ให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เสื่อมโทรมไปกว่านี้
การเชื่อมโยงกับนโยบายพรรค: เชื่อมโยงการลดงบประมาณบริหารจัดการพุทธมณฑล (จากการจ้างเอกชนที่มีประสิทธิภาพกว่า) ไปสู่การนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปใช้ในนโยบายสวัสดิการอื่นๆ ของพรรค เช่น การศึกษาฟรีและการล้างหนี้
12
7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
มติ ก.พ.ร. วันที่ 21 มกราคม 2569 เรื่องการปฏิรูปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และการถ่ายโอนภารกิจพุทธมณฑลสู่ภาคเอกชน นับเป็นก้าวกล้าหาญที่สะท้อนถึงความพยายามในการนำหลักการบริหารจัดการสมัยใหม่มาใช้กับสถาบันจารีต
สำหรับ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคโอกาสใหม่ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการต่อสู้เพื่อเก้าอี้ สส. แต่เป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์แนวคิด "ธรรมมาภิบาล" (Dhammocracy) ในการบริหารกิจการสงฆ์ ความสำเร็จของท่านจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการประสมประสานระหว่าง "ประสิทธิภาพแบบตะวันตก" (NPM) กับ "ศรัทธาแบบตะวันออก" (Buddhism) ให้ลงตัว
ข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินนโยบายในอนาคต:
การกำกับดูแลสัญญา (Contract Governance): หากมีการจ้างเอกชนบริหารพุทธมณฑล รัฐบาล (โดยการผลักดันของ ดร.นิยม) ต้องกำหนด TOR ที่เข้มงวด ห้ามกิจกรรมที่ขัดต่อสมณสารูป และต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบที่มีตัวแทนคณะสงฆ์และภาคประชาสังคมร่วมด้วย
การแบ่งโซนที่ชัดเจน (Strict Zoning): ต้องประกาศเขต "พุทธาวาส" (เขตปฏิบัติธรรม) ที่ห้ามกิจกรรมเชิงพาณิชย์เด็ดขาด และเขต "สังฆาวาส/บริการ" ที่อนุญาตให้มีการบริหารจัดการเชิงธุรกิจเพื่อหารายได้
ความโปร่งใสทางดิจิทัล: ใช้กองงานใหม่ "พุทธศาสนาดิจิทัล" ในการเปิดเผยข้อมูลสัญญาจ้างและการบริหารจัดการรายได้ของพุทธมณฑลให้สาธารณชนตรวจสอบได้แบบ Real-time เพื่อสร้างความไว้วางใจ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แม้จะดูเหมือนการ "ทุบหม้อข้าว" ของระบบราชการเดิม แต่หากทำสำเร็จ จะเป็นการวางรากฐานใหม่ให้พุทธศาสนาไทยสามารถดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามและยั่งยืนในโลกยุคทุนนิยมดิจิทัล สอดคล้องกับปณิธานของ ดร.นิยม ที่ว่า "ประชาชนคือหัวใจ พระพุทธศาสนาอยู่ในจิตวิญญาณ" อย่างแท้จริง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น