วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์เลือกตั้ง 2569 : “ดร.นิยม เวชกามา” ชูปฏิรูปโครงสร้าง พศ. รับมติมหาเถรสมาคม ผ่าทางตันศรัทธาพุทธศาสนาไทย

 

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์เลือกตั้ง 2569 : “ดร.นิยม เวชกามา” ชูปฏิรูปโครงสร้าง พศ. รับมติมหาเถรสมาคม ผ่าทางตันศรัทธาพุทธศาสนาไทย

ท่ามกลางบริบทวิกฤตศรัทธาของพระพุทธศาสนาไทยในทศวรรษ 2020 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 มิได้เป็นเพียงสนามแข่งขันทางการเมือง หากยังกลายเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะด้านศาสนาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หนึ่งในผู้สมัครที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ซึ่งเสนอแนวนโยบาย “การปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)” เพื่อสนองมติมหาเถรสมาคม (มส.) วันที่ 9 มกราคม 2569 ที่ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย

วิกฤตซ้อนวิกฤตของสถาบันสงฆ์ไทย

นักวิชาการด้านพุทธศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ประเมินตรงกันว่า สถาบันสงฆ์ไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งจากกระแสเทคโนโลยีดิจิทัล ความเสื่อมศรัทธาจากกรณีพระภิกษุบางกลุ่มละเมิดพระธรรมวินัย ปัญหาพุทธพาณิชย์ และความไม่โปร่งใสในการจัดการศาสนสมบัติ

ปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของระบบกำกับดูแล ที่ยังคงติดอยู่กับระบบราชการแบบดั้งเดิมและโครงสร้างอำนาจที่ยึดความอาวุโสเป็นศูนย์กลาง ขณะที่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่สนองงานคณะสงฆ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ขาดอำนาจเชิงรุก เครื่องมือทางกฎหมาย และบุคลากรที่มีทักษะรองรับวิกฤตยุคใหม่

“ดร.มหานิยม” กับบทบาทเทคโนแครตทางศาสนา

ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักในนาม “ดร.มหานิยม” มิใช่นักการเมืองที่หยิบยกศาสนามาเป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง หากแต่มีพื้นฐานทางวิชาการระดับดุษฎีบัณฑิตด้านพุทธจิตวิทยา และเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล พศ. โดยตรง

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขาได้รับการมองว่าเป็น “เทคโนแครตทางศาสนา” ที่เข้าใจทั้งกลไกภายในคณะสงฆ์และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐ การตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสู่พรรคโอกาสใหม่ สะท้อนความพยายามหาพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดกว้างและคล่องตัวต่อการผลักดันวาระปฏิรูปที่อาจกระทบต่อกลุ่มอำนาจเดิม

มติมหาเถรสมาคม 9 มกราคม 2569 : เข็มทิศการปฏิรูป

มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งน้อมรับ “พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ” ของสมเด็จพระสังฆราช ถูกยกให้เป็นคำสั่งเชิงนโยบายที่ต้องการการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสาระสำคัญ 3 มิติ ได้แก่

  1. การหวนคืนสู่แก่นแท้พระธรรมวินัย

  2. การปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลสงฆ์ โดยยกเลิกเกณฑ์ผลงานด้านถาวรวัตถุ

  3. การสร้างกลไกคัดกรองและตรวจสอบพระสังฆาธิการอย่างเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างสำคัญคือ ความไม่พร้อมของ พศ. ในการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นโจทย์หลักที่ ดร.นิยม นำมาเป็นหัวใจของการหาเสียง

4 เสาหลักปฏิรูป พศ. : จากแนวคิดสู่โครงสร้าง

ข้อเสนอเชิงนโยบายของ ดร.นิยม สามารถสังเคราะห์ออกเป็น 4 เสาหลัก ได้แก่

  1. การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระ เพื่อยกระดับความโปร่งใสด้านบัญชีวัด

  2. พุทธศาสนาดิจิทัล ด้วยระบบทะเบียนพระสงฆ์ดิจิทัลและการใช้ AI คัดกรองข้อมูล

  3. การจัดการที่ดินและศาสนสมบัติ ผลักดันวาระโฉนดที่ดินวัดเป็นวาระแห่งชาติ

  4. กฎหมายและสวัสดิการคุ้มครองพระสงฆ์ ผ่านร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แนวคิดดังกล่าวสอดรับกับมติ มส. และหลักการบริหารภาครัฐแนวใหม่ (NPM) ควบคู่กับ “พุทธธรรมาภิบาล” ที่เน้นความโปร่งใส นิติธรรม และความบริสุทธิ์ทางศีลธรรม

สกลนคร เขต 2 : โมเดลนำร่องการปฏิรูป

จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นฐานพระป่าสายกรรมฐานและมีความเข้มแข็งทางศรัทธา ถูกวางเป็นพื้นที่นำร่องของแนวคิดปฏิรูป พศ. นักวิชาการมองว่า หาก ดร.นิยม ได้รับชัยชนะในพื้นที่นี้ จะเป็นฉันทามติสำคัญที่สะท้อนว่า ฐานรากของสังคมพุทธพร้อมเปิดรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

ความท้าทายและแรงต้าน

อย่างไรก็ตาม การนำนโยบายสู่การปฏิบัติย่อมเผชิญแรงต้านจากเครือข่ายอนุรักษ์นิยม ระบบอุปถัมภ์ และข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นรัฐฆราวาสและความเสมอภาคทางศาสนา รวมถึงความพร้อมด้านบุคลากรของ พศ. ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล

บทสรุป: ศรัทธา ปัญญา และระบบ

บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา ในการเลือกตั้งปี 2569 จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามเชื่อม “เจตจำนงของมหาเถรสมาคม” เข้ากับ “กลไกบริหารรัฐสมัยใหม่” ความสำเร็จของภารกิจนี้ไม่เพียงขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง หากแต่ขึ้นอยู่กับการประสานศรัทธาเข้ากับปัญญาและระบบบริหารอย่างสมดุล เพื่อให้พระพุทธศาสนาไทยสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในโลกยุคใหม่

การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ กับการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อสนองนโยบายมหาเถรสมาคม ปี 2569

บทนำ: ภูมิทัศน์วิกฤตและความจำเป็นในการสังคายนาระบบบริหารจัดการพุทธศาสนาไทย

1.1 บริบทความท้าทายของสถาบันสงฆ์ในทศวรรษที่ 2020

สถาบันพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักทางจิตวิญญาณและสังคมมาช้านาน กำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต (Poly-crisis) ที่มีความซับซ้อนและท้าทายที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี (Digital Disruption) ได้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อวิถีชีวิตของสมณะและศรัทธาของมหาชน สถิติและข้อมูลเชิงประจักษ์บ่งชี้ถึงความเสื่อมศรัทธาที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากปัญหาการละเมิดพระธรรมวินัยของพระภิกษุบางกลุ่ม การแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบพุทธพาณิชย์ (Commercial Buddhism) และความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการศาสนสมบัติ 1 ปัญหาเหล่านี้มิใช่เพียงเรื่องของปัจเจกบุคคล แต่สะท้อนถึงความอ่อนแอของ "โครงสร้างการกำกับดูแล" (Governance Structure) ที่ไม่สามารถปรับตัวให้เท่าทันกับพลวัตของโลกสมัยใหม่ได้

ในขณะที่โลกภายนอกเคลื่อนตัวด้วยความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสาร แต่กลไกการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยยังคงติดอยู่ในกับดักของระบบราชการแบบดั้งเดิม (Traditional Bureaucracy) และระบบศักดินาสงฆ์ที่เน้นความอาวุโส (Gerontocracy) 3 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งมีสถานะเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่สนองงานคณะสงฆ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพียง "เสือกระดาษ" ที่ขาดอำนาจในการตรวจสอบเชิงรุก ขาดเครื่องมือทางกฎหมายที่ทันสมัย และขาดบุคลากรที่มีทักษะในการจัดการปัญหาวิกฤต 4 ส่งผลให้ช่องว่างระหว่าง "นโยบายของมหาเถรสมาคม" และ "การปฏิบัติจริงในพื้นที่" ถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

1.2 นัยสำคัญของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 และบทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2569 ได้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่ไม่ใช่เพียงการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง แต่ยังเป็นการกำหนดทิศทางของนโยบายสาธารณะด้านศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร การตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งของ ดร.นิยม เวชกามา ในนาม "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) หมายเลข 6 ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองในทางรัฐศาสตร์และพุทธศาสตร์ 6

ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักในวงการว่า "ดร.มหานิยม" มิใช่นักการเมืองทั่วไปที่ใช้ประเด็นศาสนาเป็นเพียงเครื่องมือหาเสียง แต่เขามีสถานะเป็น "เทคโนแครตทางศาสนา" (Religious Technocrat) ด้วยพื้นฐานการศึกษาดุษฎีบัณฑิตสาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 8 และประสบการณ์การทำงานในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล พศ. โดยตรง ทำให้เขามีความเข้าใจลึกซึ้งถึง "จุดตาย" และ "โอกาส" ในการปฏิรูป การย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสู่พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งชูนโยบายความก้าวหน้าและความโปร่งใส 10 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการพื้นที่ทางการเมืองที่อิสระและคล่องตัวมากขึ้นในการผลักดันวาระการปฏิรูปที่อาจกระทบต่อกลุ่มผลประโยชน์เก่า

1.3 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา

รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของนโยบายการปรับโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่นำเสนอโดย ดร.นิยม เวชกามา โดยจะพิจารณาภายใต้แสงสว่างของมติมหาเถรสมาคม (มส.) วันที่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งถือเป็น "จุดเปลี่ยน" (Turning Point) สำคัญของนโยบายสงฆ์ไทย การศึกษานี้จะประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management: NPM) และหลักธรรมาภิบาลในองค์กรศาสนา (Buddha-Dhamma Governance) เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการยกระดับ พศ. ให้เป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่สามารถรองรับภารกิจในการปกป้องและจรรโลงพระพุทธศาสนาได้อย่างยั่งยืน


2. การวิเคราะห์มติมหาเถรสมาคม 9 มกราคม 2569: ปฐมบทแห่งการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

2.1 สาระสำคัญของ "พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ"

วันที่ 9 มกราคม 2569 ได้ถูกจารึกให้เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย เมื่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569 มีมติเห็นชอบและน้อมรับ "พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ" ของสมเด็จพระสังฆราช เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ยุคใหม่ 11 มตินี้มิใช่เป็นเพียงคำแนะนำทางจริยธรรม แต่มีสถานะเป็น "คำสั่งทางนโยบาย" (Policy Directive) ที่ต้องการการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

จากการวิเคราะห์เอกสารและรายงานข่าวที่เกี่ยวข้อง 11 สามารถจำแนกสาระสำคัญของพระสังฆราโชบายออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้:

มิติที่ 1: การหวนคืนสู่แก่นแท้แห่งธรรม (Back to Basic)

มส. เน้นย้ำให้พระภิกษุสามเณรยึดถือ "พระธรรมวินัย" เป็นแกนกลางในการดำเนินชีวิต โดยแบ่งภารกิจหลักออกเป็น ปริยัติ (การศึกษา), ปฏิบัติ (การฝึกฝนตนเอง), และปฏิเวธ (ผลอันเกิดจากการปฏิบัติ) ข้อนี้มีนัยสำคัญในการ "ลดทอน" กิจกรรมที่เป็นเปลือกนอก เช่น พิธีกรรมไสยศาสตร์ การปลุกเสกวัตถุมงคลเชิงพาณิชย์ หรือกิจกรรมที่บิดเบือนคำสอน เพื่อดึงศรัทธากลับคืนมาสู่ความบริสุทธิ์ของคำสอนดั้งเดิม

มิติที่ 2: การปฏิรูประบบบริหารงานบุคคล (HR Reform)

นี่คือส่วนที่มีความ "Radical" หรือถอนรากถอนโคนมากที่สุด มส. ประกาศรื้อเกณฑ์การแต่งตั้งเจ้าอาวาสและพระสังฆาธิการใหม่ โดยยกเลิกการพิจารณาจาก "ผลงานการก่อสร้างถาวรวัตถุ" ซึ่งในอดีตเป็นช่องทางให้เกิดการแข่งขันระดมทุนและการทุจริตเงินทอนวัด 2 เปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ "ความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย" และ "ผลงานด้านการสอน/เผยแผ่" แทน การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลสะเทือนต่อโครงสร้างอำนาจเดิมที่ผูกติดอยู่กับความสามารถในการหาเงิน (Fundraising Capability)

มิติที่ 3: การสร้างกลไกตรวจสอบและคัดกรอง (Screening & Monitoring Mechanism)

มส. สั่งการให้มีการตั้งกลไกตรวจสอบกลั่นกรองบุคลากรก่อนนำความขึ้นกราบบังคมทูลแต่งตั้งสมณศักดิ์ หรือก่อนเสนอให้ มส. พิจารณา โดยให้ "คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.)" เข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบประวัติ (Vetting Process) อย่างเข้มข้น นี่คือการยอมรับโดยนัยว่า กลไกการคัดกรองแบบเดิมภายในคณะสงฆ์มีความบกพร่องและไม่สามารถป้องกันพระภิกษุที่มีมลทินมัวหมองได้

2.2 ช่องว่างระหว่างนโยบาย (Policy Gap) และความพร้อมของ พศ.

แม้เจตนารมณ์ของ มส. จะมีความชัดเจนและมุ่งมั่น แต่การนำนโยบายสู่การปฏิบัติ (Implementation) กลับเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สภาพปัจจุบันของ พศ. ยังคงเป็นหน่วยงานที่มีวัฒนธรรมองค์กรแบบ "ตั้งรับ" (Reactive) และทำหน้าที่เป็น "เสมียน" ให้กับพระผู้ใหญ่มากกว่าจะเป็น "ผู้กำกับดูแล" (Regulator) 4

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า พศ. ขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้าน เช่น นักตรวจสอบบัญชี, นักกฎหมายมหาชน, และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล 5 ส่งผลให้การตรวจสอบทรัพย์สินวัดทำได้เพียงการรับรายงานเอกสาร (Self-Reporting) โดยไม่มีการตรวจสอบยืนยันความถูกต้อง (Verification) นอกจากนี้ โครงสร้างการบังคับบัญชาที่ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ต้องทำงานภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ทำให้เกิดความลักลั่นในอำนาจหน้าที่ (Authority Dilemma) ระหว่างอำนาจทางโลกและอำนาจทางธรรม

ดังนั้น การที่ มส. จะบรรลุเป้าหมายตามมติวันที่ 9 มกราคม 2569 ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการ "Re-engineering" หรือรื้อปรับระบบ พศ. ใหม่ทั้งระบบ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอทางนโยบายที่ ดร.นิยม เวชกามา กำลังผลักดัน


3. กรอบแนวคิดทฤษฎี: การจัดการภาครัฐแนวใหม่และธรรมาภิบาลในบริบทพุทธศาสนา

เพื่อให้การวิเคราะห์นโยบายของ ดร.นิยม มีความลุ่มลึกและมีฐานทางวิชาการรองรับ จำเป็นต้องพิจารณาผ่านเลนส์ของทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ โดยเฉพาะแนวคิด New Public Management (NPM) และหลักธรรมาภิบาล

3.1 การประยุกต์ใช้ New Public Management (NPM) ในองค์กรศาสนา

แนวคิด NPM ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 และแพร่หลายไปทั่วโลก มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การนำหลักการบริหารจัดการของภาคเอกชนมาประยุกต์ใช้กับภาครัฐ เพื่อมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Results), ประสิทธิภาพ (Efficiency), และความคุ้มค่า (Value for Money) 13

ในบริบทของ พศ. ตามข้อเสนอของ ดร.นิยม การนำ NPM มาปรับใช้สามารถอธิบายได้ดังนี้:

  • การลดขนาดและเพิ่มความคล่องตัว (Downsizing & Agility): การปรับโครงสร้าง พศ. ไม่ใช่การขยายอาคารสถานที่ แต่คือการลดขั้นตอนการอนุมัติที่ยุ่งยากซับซ้อน (Red Tape) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัดสามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาวิกฤตศาสนาในพื้นที่ได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ที่เน้นการทำงานที่รวดเร็ว 10

  • การวัดผลการปฏิบัติงาน (Performance Measurement): เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จจาก "ปริมาณ" (เช่น จำนวนวัดที่สร้าง, จำนวนผู้บวช) เป็น "คุณภาพ" (เช่น ดัชนีความโปร่งใสของบัญชีวัด, ระดับความพึงพอใจของชุมชน, จำนวนคดีความที่ลดลง) 13

  • ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism): การบริหารจัดการศาสนสมบัติมูลค่ามหาศาลต้องอาศัยมืออาชีพ พศ. ต้องเปลี่ยนบทบาทจากเจ้าหน้าที่ธุรการ เป็น "ผู้จัดการสินทรัพย์" (Asset Manager) ที่มีความรู้ด้านการเงินและการลงทุนที่ถูกต้องตามหลักพระวินัย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของวัด

3.2 พุทธธรรมาภิบาล (Buddha-Dhamma Governance)

นอกจากการบริหารแบบตะวันตก การปฏิรูป พศ. ยังต้องอาศัยหลักการที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย นั่นคือ "พุทธธรรมาภิบาล" ซึ่งเป็นการบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนาเข้ากับหลักการบริหารจัดการที่ดี (Good Governance) 15

  • หลักความโปร่งใส (Transparency) กับ ปริสุทธิศีล: การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและการจัดการที่ดินวัด มิใช่เพียงหน้าที่ตามกฎหมาย แต่เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ (Purity) ของพระสงฆ์ ซึ่งจะช่วยเรียกศรัทธากลับคืนมา นโยบายของ ดร.นิยม เรื่องคณะกรรมการตรวจสอบอิสระ 17 คือรูปธรรมของการสร้างกลไกนี้

  • หลักนิติธรรม (Rule of Law) กับ พระวินัย: การบังคับใช้กฎหมายต้องสอดคล้องและไม่ขัดแย้งกับพระธรรมวินัย (Dhamma-Vinaya Compatibility) ปัญหาในอดีตเกิดจากการที่กฎหมายทางโลกไปก้าวก่ายหรือขัดแย้งกับจารีตสงฆ์ การปรับโครงสร้าง พศ. ต้องทำให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ "อำนวยความสะดวก" ให้พระสงฆ์สามารถปฏิบัติตามพระวินัยได้อย่างเคร่งครัด ภายใต้กรอบกฎหมายบ้านเมือง

3.3 การจัดการแบบฆราวาสวิสัยในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ (Secular Management of Sacred Space)

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของรัฐในกิจการสงฆ์ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการแยกบทบาท (Role Separation) ระหว่าง "กิจการทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Affairs) ซึ่งเป็นอำนาจเด็ดขาดของคณะสงฆ์ และ "กิจการทางวัตถุ" (Temporal Affairs) ซึ่งควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมืออาชีพหรือฆราวาส 18 ข้อเสนอของ ดร.นิยม ในการจัดตั้งกองทุนอุปถัมภ์ฯ และการจัดการที่ดินวัด คือความพยายามที่จะดึงภาระทางโลกออกจากบ่าของพระสงฆ์ เพื่อให้พระสงฆ์มีเวลาทุ่มเทให้กับการศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ตามมติ มส. ข้อที่ 1


4. วิเคราะห์เจาะลึก: ข้อเสนอเชิงนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา กับการปรับโครงสร้าง พศ.

จากการรวบรวมข้อมูลผ่าน Snippets ต่างๆ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง สามารถสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา ออกเป็น 4 เสาหลัก (Four Pillars of Reform) ที่มีความสอดคล้องโดยตรงกับมติ มส. ปี 2569 ดังนี้:

4.1 เสาหลักที่ 1: การปฏิรูปโครงสร้างและกลไกการตรวจสอบ (Structural Reform & Audit Mechanism)

ปัญหา: โครงสร้าง พศ. ปัจจุบันขาดความเป็นอิสระในการตรวจสอบ ถูกครอบงำด้วยระบบอุปถัมภ์และความเกรงใจ ทำให้การทุจริตเงินทอนวัดและการบริหารเงินวัดที่ไม่โปร่งใสยังคงดำรงอยู่

ข้อเสนอ ดร.นิยม: การจัดตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบอิสระ" (Independent Audit Committee) ภายใน พศ. หรือเป็นองค์กรคู่ขนาน 17

การวิเคราะห์เชิงลึก:

คณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจหน้าที่ในการสุ่มตรวจและรับรองบัญชีการเงินของวัดทั่วประเทศ โดยประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี กฎหมาย และตัวแทนภาคประชาชนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับวัดนั้นๆ ข้อเสนอนี้เป็นการนำหลักการ "Check and Balance" มาใช้อย่างจริงจัง ซึ่งจะตอบสนองต่อ มติ มส. ข้อที่ 2 และ 3 ที่ต้องการขจัดการพุทธพาณิชย์และการแต่งตั้งเจ้าอาวาสที่โปร่งใส หากวัดใดไม่ผ่านการตรวจสอบบัญชีจากคณะกรรมการชุดนี้ เจ้าอาวาสย่อมขาดคุณสมบัติในการเลื่อนสมณศักดิ์ตามเกณฑ์ใหม่ นี่คือการสร้าง "มาตรฐานทางบัญชี" (Accounting Standard) ให้เป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติพระสังฆาธิการ

4.2 เสาหลักที่ 2: นวัตกรรม "พุทธศาสนาดิจิทัล" (Digital Buddhism & AI Integration)

ปัญหา: การขาดฐานข้อมูลที่เป็นเอกภาพทำให้เกิดปัญหา "พระปลอม", พระที่ต้องคดีหนีไปบวชใหม่, และความล่าช้าในการตรวจสอบประวัติพระสังฆาธิการ

ข้อเสนอ ดร.นิยม: การสร้าง "ระบบทะเบียนประวัติพระสงฆ์ดิจิทัล" (Digital Monk Registry) และการนำ AI มาใช้ในการบริหารจัดการ 20

การวิเคราะห์เชิงลึก:

นี่คือนโยบายที่มีความเป็น Modernization สูงที่สุด ดร.นิยม เสนอให้ พศ. พัฒนาฐานข้อมูล Big Data ที่เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ประวัติอาชญากรรม และประวัติการบวชเรียนของพระภิกษุทุกรูปเข้าด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการแก้ไขข้อมูล 17

  • การประยุกต์ใช้ AI: AI จะถูกนำมาใช้ในการ "Monitor" สื่อโซเชียลมีเดียตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจจับเนื้อหาที่บิดเบือนคำสอน (Fake Dhamma) หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม (Scandal Detection) และแจ้งเตือนไปยังหน่วยงาน พศ. ในพื้นที่ทันที

  • ความสอดคล้องกับ มส.: ระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคัดกรอง (Screening Tool) ให้กับ มส. ตามนโยบายข้อที่ 3 ช่วยให้การแต่งตั้งบุคลากรมีความแม่นยำ รวดเร็ว และลดข้อครหาเรื่องการใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคล

4.3 เสาหลักที่ 3: การจัดการที่ดินและศาสนสมบัติ (Land & Asset Management)

ปัญหา: ความขัดแย้งเรื่องที่ดินวัดทับซ้อนกับป่าสงวนหรือที่ราชพัสดุ (Sor Por Gor issues) ทำให้วัดจำนวนมากไม่มีสถานะทางกฎหมายที่มั่นคง และกลายเป็นช่องทางให้กลุ่มอิทธิพลเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

ข้อเสนอ ดร.นิยม: การผลักดันเรื่องการออกโฉนดที่ดินวัดเป็น "วาระแห่งชาติ" 20

การวิเคราะห์เชิงลึก:

ดร.นิยม มองว่ารากเหง้าของปัญหาพุทธพาณิชย์ส่วนหนึ่งมาจากความไม่มั่นคงทางรายได้และสถานะของวัด การจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อสะสางปัญหาที่ดินวัด 17 จะทำให้วัดมีขอบเขตที่ชัดเจน เมื่อวัดมีโฉนดถูกต้อง การบริหารจัดการพื้นที่จะโปร่งใสขึ้น สามารถแยกแยะ "เขตพุทธาวาส" (Sacred Zone) ที่ห้ามทำการค้า ออกจาก "เขตจัดประโยชน์" ได้อย่างชัดเจน ตามเจตนารมณ์ของ มส. ที่ต้องการจัดระเบียบพื้นที่วัดให้สงบเรียบร้อย

4.4 เสาหลักที่ 4: ความคุ้มครองทางกฎหมาย (Legal Protection & Welfare)

ปัญหา: พระสงฆ์มักตกเป็นจำเลยทางสังคมและกฎหมายโดยไม่มีทนายความหรือความรู้ในการต่อสู้คดี รวมถึงปัญหาพระสงฆ์อาพาธที่ขาดการดูแล

ข้อเสนอ ดร.นิยม: การผลักดัน "ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" 21

การวิเคราะห์เชิงลึก:

ร่างกฎหมายฉบับนี้มีนัยสำคัญในการสร้าง "Social Safety Net" ให้กับคณะสงฆ์ โดยเฉพาะการจัดตั้ง "กองทุนอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" 21 กองทุนนี้จะทำหน้าที่:

  1. สนับสนุนงบประมาณให้วัดในถิ่นทุรกันดาร ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างวัดรวย-วัดจน

  2. ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่พระสงฆ์ที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม

  3. ดูแลรักษาพยาบาลพระสงฆ์อาพาธ

    เมื่อพระสงฆ์ได้รับการดูแลปัจจัยพื้นฐานอย่างเพียงพอ แรงจูงใจในการทำพุทธพาณิชย์ก็จะลดลงโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ


5. พลวัตทางการเมือง: พรรคโอกาสใหม่และยุทธศาสตร์ "สกลนครโมเดล"

5.1 อุดมการณ์ "โอกาสใหม่" กับการปฏิรูปศาสนา

การย้ายสังกัดของ ดร.นิยม มายังพรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ 23 มิใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นการวางตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ (Strategic Positioning) พรรคโอกาสใหม่ประกาศนโยบาย "ก้าวหน้า โปร่งใส ตรวจสอบได้" 10 ซึ่งเป็น Brand DNA ที่สอดรับกับแนวทางการปฏิรูป พศ. ของ ดร.นิยม อย่างแนบเนียน

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบแนวนโยบายพรรคโอกาสใหม่กับข้อเสนอการปฏิรูป พศ.

แนวนโยบายหลักพรรคโอกาสใหม่ การประยุกต์ใช้ในข้อเสนอของ ดร.นิยมความสอดคล้องกับมติ มส. 2569
ความโปร่งใสและตรวจสอบได้การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระ / ระบบบัญชีวัดมาตรฐานการขจัดการทุจริต / ความโปร่งใสในการแต่งตั้งเจ้าอาวาส
ก้าวหน้า ทันสมัย (Modernization)การใช้ AI และ Big Data ในทะเบียนพระสงฆ์การคัดกรองบุคลากรด้วยฐานข้อมูลที่แม่นยำ
โอกาสที่เท่าเทียม (Equality)กองทุนอุปถัมภ์วัด ลดช่องว่างวัดรวย-วัดจนการกระจายโอกาสทางการศึกษาพระปริยัติธรรม
ยั่งยืน (Sustainability)การออกโฉนดที่ดินวัดให้ถูกต้องตามกฎหมายความมั่นคงของศาสนสถานในระยะยาว

5.2 นัยยะของพื้นที่สกลนคร เขต 2

จังหวัดสกลนครถือเป็น "เมืองพุทธ" ที่เข้มแข็งและเป็นฐานของ "พระป่าสายกรรมฐาน" (Forest Tradition) ซึ่งได้รับการเคารพศรัทธาในเรื่องความเคร่งครัดในพระวินัย การที่ ดร.นิยม ใช้พื้นที่นี้เป็นฐานที่มั่นในการหาเสียงด้วยนโยบายปฏิรูป พศ. ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า "การปฏิรูปต้องเริ่มจากฐานรากที่เคร่งครัด" การชนะเลือกตั้งในเขตนี้จะเป็นฉันทามติ (Mandate) สำคัญที่บ่งบอกว่า ประชาชนและคณะสงฆ์ในพื้นที่ยอมรับแนวทางการเปลี่ยนแปลงนี้


6. บทวิเคราะห์แรงเสียดทานและอุปสรรคในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ

แม้ข้อเสนอจะดูสมบูรณ์แบบในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติ (Realpolitik) ย่อมต้องเผชิญกับแรงเสียดทานมหาศาล

6.1 การต่อต้านจาก "เครือข่ายอนุรักษ์นิยม" และระบบอุปถัมภ์

การนำระบบตรวจสอบอิสระและ AI เข้ามาใช้ จะไปทำลาย "พื้นที่สีเทา" (Grey Area) ที่กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มในวงการสงฆ์และข้าราชการใช้หาผลประโยชน์มาอย่างยาวนาน 2 กลุ่มเหล่านี้อาจใช้ข้ออ้างเรื่อง "อำนาจของศาสนจักร" (Ecclesiastical Authority) เพื่อต่อต้านการตรวจสอบจากภาครัฐ โดยอ้างว่าเป็นการก้าวก่ายกิจการสงฆ์ 24

นอกจากนี้ โครงสร้างการปกครองสงฆ์ไทยที่มีลักษณะ "Gerontocracy" หรือการปกครองโดยผู้สูงอายุ 3 มักมีแนวโน้มที่จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (Resistance to Change) และมองเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วยความหวาดระแวง ดร.นิยม จำเป็นต้องใช้ศิลปะในการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่เห็นว่า เครื่องมือเหล่านี้มีไว้เพื่อ "ปกป้อง" ท่านจากบริวารที่เป็นพิษ ไม่ใช่เพื่อจับผิด

6.2 กับดักทางกฎหมายและกระบวนการนิติบัญญัติ

ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ ของ ดร.นิยม ถูกจัดประเภทเป็น "กฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน" (Money Bill) 22 ซึ่งต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนเสนอสภาฯ ขั้นตอนนี้มักเป็น "คอขวด" ที่ทำให้กฎหมายดีๆ ตกไป นอกจากนี้ การกำหนดให้มีกองทุนและการลดหย่อนภาษี อาจถูกทักท้วงจากกระทรวงการคลังในเรื่องวินัยการเงินการคลัง

อีกประเด็นที่ละเอียดอ่อนคือ ความขัดแย้งกับหลักการ "รัฐฆราวาส" (Secular State) และความเสมอภาคทางศาสนา การออกกฎหมายที่ให้สิทธิพิเศษแก่พุทธศาสนาอาจถูกมองว่าเลือกปฏิบัติและขัดต่อรัฐธรรมนูญ 26 ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องในศาลรัฐธรรมนูญได้

6.3 ปัญหาความพร้อมของบุคลากร พศ.

การเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Buddhism ต้องอาศัยบุคลากรที่มีทักษะทางดิจิทัล (Digital Literacy) สูง แต่โครงสร้างกำลังคนของ พศ. ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นข้าราชการแบบเดิม การ Reskill/Upskill บุคลากรเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณและเวลา ซึ่งอาจไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤต 5


7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์

การวิเคราะห์บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา ในบริบทของการเลือกตั้งปี 2569 และมติมหาเถรสมาคม ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งสำคัญของประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ข้อเสนอในการปรับโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติของ ดร.นิยม มิใช่เป็นเพียงนโยบายหาเสียง แต่เป็น "ความจำเป็นเชิงโครงสร้าง" (Structural Necessity) เพื่อความอยู่รอดของสถาบันสงฆ์

หาก พศ. ไม่ได้รับการ "ผ่าตัดใหญ่" ให้มีสมรรถนะสูงในการสนองงานคณะสงฆ์ มติ มส. วันที่ 9 มกราคม 2569 ที่มุ่งมั่นจะปฏิรูปวินัยและการบริหารงานบุคคล ก็จะเป็นเพียง "ความฝัน" ที่ไม่อาจเป็นจริงได้ เพราะขาดแขนขาในการปฏิบัติงาน

ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์:

  1. ยุทธศาสตร์การสื่อสาร (Strategic Communication): ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่า การตรวจสอบและความโปร่งใส คือ "เกราะคุ้มกัน" ที่ดีที่สุดสำหรับพระพุทธศาสนาในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่การทำลายศรัทธา

  2. การสร้างพันธมิตร (Alliance Building): ควรดึงเครือข่ายพระสงฆ์รุ่นใหม่ (Young Sangha) และนักวิชาการศาสนาเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อลดภาพลักษณ์ของการเมืองแทรกแซงศาสนา

  3. โมเดลนำร่อง (Pilot Project): หากได้รับเลือกตั้งและมีอำนาจบริหาร ควรเริ่มทำ "Sandbox" การบริหารจัดการวัดแบบใหม่ในจังหวัดสกลนครเป็นที่แรก เพื่อให้เห็นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ

ดร.นิยม เวชกามา จึงเปรียบเสมือน "สะพาน" ที่เชื่อมโยงระหว่างเจตจำนงอันบริสุทธิ์ของมหาเถรสมาคม กับกลไกการบริหารจัดการสมัยใหม่ของโลกฆราวาส ความสำเร็จของภารกิจนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการประสาน "ศรัทธา" เข้ากับ "ปัญญา" และ "ระบบ" ได้อย่างลงตัวหรือไม่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ดร.มหานิยม" ปะทะ "พรรคพุทธไทย" สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 สกลนคร เขต 2

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยทั่วไป พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นสนามแข่งขันที่สำคัญของนักการเมืองและพรรคการเ...