วิเคราะห์ยุทธศาสตร์เลือกตั้ง 2569 : “ดร.นิยม เวชกามา” ชูปฏิรูปโครงสร้าง พศ. รับมติมหาเถรสมาคม ผ่าทางตันศรัทธาพุทธศาสนาไทย
ท่ามกลางบริบทวิกฤตศรัทธาของพระพุทธศาสนาไทยในทศวรรษ 2020 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 มิได้เป็นเพียงสนามแข่งขันทางการเมือง หากยังกลายเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะด้านศาสนาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
หนึ่งในผู้สมัครที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ซึ่งเสนอแนวนโยบาย “การปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)” เพื่อสนองมติมหาเถรสมาคม (มส.) วันที่ 9 มกราคม 2569 ที่ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย
วิกฤตซ้อนวิกฤตของสถาบันสงฆ์ไทย
นักวิชาการด้านพุทธศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ประเมินตรงกันว่า สถาบันสงฆ์ไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งจากกระแสเทคโนโลยีดิจิทัล ความเสื่อมศรัทธาจากกรณีพระภิกษุบางกลุ่มละเมิดพระธรรมวินัย ปัญหาพุทธพาณิชย์ และความไม่โปร่งใสในการจัดการศาสนสมบัติ
ปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของระบบกำกับดูแล ที่ยังคงติดอยู่กับระบบราชการแบบดั้งเดิมและโครงสร้างอำนาจที่ยึดความอาวุโสเป็นศูนย์กลาง ขณะที่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่สนองงานคณะสงฆ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ขาดอำนาจเชิงรุก เครื่องมือทางกฎหมาย และบุคลากรที่มีทักษะรองรับวิกฤตยุคใหม่
“ดร.มหานิยม” กับบทบาทเทคโนแครตทางศาสนา
ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักในนาม “ดร.มหานิยม” มิใช่นักการเมืองที่หยิบยกศาสนามาเป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง หากแต่มีพื้นฐานทางวิชาการระดับดุษฎีบัณฑิตด้านพุทธจิตวิทยา และเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล พศ. โดยตรง
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขาได้รับการมองว่าเป็น “เทคโนแครตทางศาสนา” ที่เข้าใจทั้งกลไกภายในคณะสงฆ์และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐ การตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสู่พรรคโอกาสใหม่ สะท้อนความพยายามหาพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดกว้างและคล่องตัวต่อการผลักดันวาระปฏิรูปที่อาจกระทบต่อกลุ่มอำนาจเดิม
มติมหาเถรสมาคม 9 มกราคม 2569 : เข็มทิศการปฏิรูป
มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งน้อมรับ “พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ” ของสมเด็จพระสังฆราช ถูกยกให้เป็นคำสั่งเชิงนโยบายที่ต้องการการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสาระสำคัญ 3 มิติ ได้แก่
-
การหวนคืนสู่แก่นแท้พระธรรมวินัย
-
การปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลสงฆ์ โดยยกเลิกเกณฑ์ผลงานด้านถาวรวัตถุ
-
การสร้างกลไกคัดกรองและตรวจสอบพระสังฆาธิการอย่างเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างสำคัญคือ ความไม่พร้อมของ พศ. ในการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นโจทย์หลักที่ ดร.นิยม นำมาเป็นหัวใจของการหาเสียง
4 เสาหลักปฏิรูป พศ. : จากแนวคิดสู่โครงสร้าง
ข้อเสนอเชิงนโยบายของ ดร.นิยม สามารถสังเคราะห์ออกเป็น 4 เสาหลัก ได้แก่
-
การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระ เพื่อยกระดับความโปร่งใสด้านบัญชีวัด
-
พุทธศาสนาดิจิทัล ด้วยระบบทะเบียนพระสงฆ์ดิจิทัลและการใช้ AI คัดกรองข้อมูล
-
การจัดการที่ดินและศาสนสมบัติ ผลักดันวาระโฉนดที่ดินวัดเป็นวาระแห่งชาติ
-
กฎหมายและสวัสดิการคุ้มครองพระสงฆ์ ผ่านร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
นักวิเคราะห์ชี้ว่า แนวคิดดังกล่าวสอดรับกับมติ มส. และหลักการบริหารภาครัฐแนวใหม่ (NPM) ควบคู่กับ “พุทธธรรมาภิบาล” ที่เน้นความโปร่งใส นิติธรรม และความบริสุทธิ์ทางศีลธรรม
สกลนคร เขต 2 : โมเดลนำร่องการปฏิรูป
จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นฐานพระป่าสายกรรมฐานและมีความเข้มแข็งทางศรัทธา ถูกวางเป็นพื้นที่นำร่องของแนวคิดปฏิรูป พศ. นักวิชาการมองว่า หาก ดร.นิยม ได้รับชัยชนะในพื้นที่นี้ จะเป็นฉันทามติสำคัญที่สะท้อนว่า ฐานรากของสังคมพุทธพร้อมเปิดรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ความท้าทายและแรงต้าน
อย่างไรก็ตาม การนำนโยบายสู่การปฏิบัติย่อมเผชิญแรงต้านจากเครือข่ายอนุรักษ์นิยม ระบบอุปถัมภ์ และข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นรัฐฆราวาสและความเสมอภาคทางศาสนา รวมถึงความพร้อมด้านบุคลากรของ พศ. ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล
บทสรุป: ศรัทธา ปัญญา และระบบ
บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา ในการเลือกตั้งปี 2569 จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามเชื่อม “เจตจำนงของมหาเถรสมาคม” เข้ากับ “กลไกบริหารรัฐสมัยใหม่” ความสำเร็จของภารกิจนี้ไม่เพียงขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง หากแต่ขึ้นอยู่กับการประสานศรัทธาเข้ากับปัญญาและระบบบริหารอย่างสมดุล เพื่อให้พระพุทธศาสนาไทยสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในโลกยุคใหม่
การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ กับการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อสนองนโยบายมหาเถรสมาคม ปี 2569
บทนำ: ภูมิทัศน์วิกฤตและความจำเป็นในการสังคายนาระบบบริหารจัดการพุทธศาสนาไทย
1.1 บริบทความท้าทายของสถาบันสงฆ์ในทศวรรษที่ 2020
สถาบันพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักทางจิตวิญญาณและสังคมมาช้านาน กำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต (Poly-crisis) ที่มีความซับซ้อนและท้าทายที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี (Digital Disruption) ได้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อวิถีชีวิตของสมณะและศรัทธาของมหาชน สถิติและข้อมูลเชิงประจักษ์บ่งชี้ถึงความเสื่อมศรัทธาที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากปัญหาการละเมิดพระธรรมวินัยของพระภิกษุบางกลุ่ม การแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบพุทธพาณิชย์ (Commercial Buddhism) และความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการศาสนสมบัติ
ในขณะที่โลกภายนอกเคลื่อนตัวด้วยความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสาร แต่กลไกการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยยังคงติดอยู่ในกับดักของระบบราชการแบบดั้งเดิม (Traditional Bureaucracy) และระบบศักดินาสงฆ์ที่เน้นความอาวุโส (Gerontocracy)
1.2 นัยสำคัญของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 และบทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2569 ได้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่ไม่ใช่เพียงการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง แต่ยังเป็นการกำหนดทิศทางของนโยบายสาธารณะด้านศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร การตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งของ ดร.นิยม เวชกามา ในนาม "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) หมายเลข 6 ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองในทางรัฐศาสตร์และพุทธศาสตร์
ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักในวงการว่า "ดร.มหานิยม" มิใช่นักการเมืองทั่วไปที่ใช้ประเด็นศาสนาเป็นเพียงเครื่องมือหาเสียง แต่เขามีสถานะเป็น "เทคโนแครตทางศาสนา" (Religious Technocrat) ด้วยพื้นฐานการศึกษาดุษฎีบัณฑิตสาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
1.3 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา
รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของนโยบายการปรับโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่นำเสนอโดย ดร.นิยม เวชกามา โดยจะพิจารณาภายใต้แสงสว่างของมติมหาเถรสมาคม (มส.) วันที่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งถือเป็น "จุดเปลี่ยน" (Turning Point) สำคัญของนโยบายสงฆ์ไทย การศึกษานี้จะประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management: NPM) และหลักธรรมาภิบาลในองค์กรศาสนา (Buddha-Dhamma Governance) เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการยกระดับ พศ. ให้เป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่สามารถรองรับภารกิจในการปกป้องและจรรโลงพระพุทธศาสนาได้อย่างยั่งยืน
2. การวิเคราะห์มติมหาเถรสมาคม 9 มกราคม 2569: ปฐมบทแห่งการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
2.1 สาระสำคัญของ "พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ"
วันที่ 9 มกราคม 2569 ได้ถูกจารึกให้เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย เมื่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569 มีมติเห็นชอบและน้อมรับ "พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ" ของสมเด็จพระสังฆราช เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ยุคใหม่
จากการวิเคราะห์เอกสารและรายงานข่าวที่เกี่ยวข้อง
มิติที่ 1: การหวนคืนสู่แก่นแท้แห่งธรรม (Back to Basic)
มส. เน้นย้ำให้พระภิกษุสามเณรยึดถือ "พระธรรมวินัย" เป็นแกนกลางในการดำเนินชีวิต โดยแบ่งภารกิจหลักออกเป็น ปริยัติ (การศึกษา), ปฏิบัติ (การฝึกฝนตนเอง), และปฏิเวธ (ผลอันเกิดจากการปฏิบัติ) ข้อนี้มีนัยสำคัญในการ "ลดทอน" กิจกรรมที่เป็นเปลือกนอก เช่น พิธีกรรมไสยศาสตร์ การปลุกเสกวัตถุมงคลเชิงพาณิชย์ หรือกิจกรรมที่บิดเบือนคำสอน เพื่อดึงศรัทธากลับคืนมาสู่ความบริสุทธิ์ของคำสอนดั้งเดิม
มิติที่ 2: การปฏิรูประบบบริหารงานบุคคล (HR Reform)
นี่คือส่วนที่มีความ "Radical" หรือถอนรากถอนโคนมากที่สุด มส. ประกาศรื้อเกณฑ์การแต่งตั้งเจ้าอาวาสและพระสังฆาธิการใหม่ โดยยกเลิกการพิจารณาจาก "ผลงานการก่อสร้างถาวรวัตถุ" ซึ่งในอดีตเป็นช่องทางให้เกิดการแข่งขันระดมทุนและการทุจริตเงินทอนวัด 2 เปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ "ความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย" และ "ผลงานด้านการสอน/เผยแผ่" แทน การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลสะเทือนต่อโครงสร้างอำนาจเดิมที่ผูกติดอยู่กับความสามารถในการหาเงิน (Fundraising Capability)
มิติที่ 3: การสร้างกลไกตรวจสอบและคัดกรอง (Screening & Monitoring Mechanism)
มส. สั่งการให้มีการตั้งกลไกตรวจสอบกลั่นกรองบุคลากรก่อนนำความขึ้นกราบบังคมทูลแต่งตั้งสมณศักดิ์ หรือก่อนเสนอให้ มส. พิจารณา โดยให้ "คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.)" เข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบประวัติ (Vetting Process) อย่างเข้มข้น นี่คือการยอมรับโดยนัยว่า กลไกการคัดกรองแบบเดิมภายในคณะสงฆ์มีความบกพร่องและไม่สามารถป้องกันพระภิกษุที่มีมลทินมัวหมองได้
2.2 ช่องว่างระหว่างนโยบาย (Policy Gap) และความพร้อมของ พศ.
แม้เจตนารมณ์ของ มส. จะมีความชัดเจนและมุ่งมั่น แต่การนำนโยบายสู่การปฏิบัติ (Implementation) กลับเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สภาพปัจจุบันของ พศ. ยังคงเป็นหน่วยงานที่มีวัฒนธรรมองค์กรแบบ "ตั้งรับ" (Reactive) และทำหน้าที่เป็น "เสมียน" ให้กับพระผู้ใหญ่มากกว่าจะเป็น "ผู้กำกับดูแล" (Regulator)
งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า พศ. ขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้าน เช่น นักตรวจสอบบัญชี, นักกฎหมายมหาชน, และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล
ดังนั้น การที่ มส. จะบรรลุเป้าหมายตามมติวันที่ 9 มกราคม 2569 ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการ "Re-engineering" หรือรื้อปรับระบบ พศ. ใหม่ทั้งระบบ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอทางนโยบายที่ ดร.นิยม เวชกามา กำลังผลักดัน
3. กรอบแนวคิดทฤษฎี: การจัดการภาครัฐแนวใหม่และธรรมาภิบาลในบริบทพุทธศาสนา
เพื่อให้การวิเคราะห์นโยบายของ ดร.นิยม มีความลุ่มลึกและมีฐานทางวิชาการรองรับ จำเป็นต้องพิจารณาผ่านเลนส์ของทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ โดยเฉพาะแนวคิด New Public Management (NPM) และหลักธรรมาภิบาล
3.1 การประยุกต์ใช้ New Public Management (NPM) ในองค์กรศาสนา
แนวคิด NPM ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 และแพร่หลายไปทั่วโลก มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การนำหลักการบริหารจัดการของภาคเอกชนมาประยุกต์ใช้กับภาครัฐ เพื่อมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Results), ประสิทธิภาพ (Efficiency), และความคุ้มค่า (Value for Money)
ในบริบทของ พศ. ตามข้อเสนอของ ดร.นิยม การนำ NPM มาปรับใช้สามารถอธิบายได้ดังนี้:
การลดขนาดและเพิ่มความคล่องตัว (Downsizing & Agility): การปรับโครงสร้าง พศ. ไม่ใช่การขยายอาคารสถานที่ แต่คือการลดขั้นตอนการอนุมัติที่ยุ่งยากซับซ้อน (Red Tape) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัดสามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาวิกฤตศาสนาในพื้นที่ได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ที่เน้นการทำงานที่รวดเร็ว
10 การวัดผลการปฏิบัติงาน (Performance Measurement): เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จจาก "ปริมาณ" (เช่น จำนวนวัดที่สร้าง, จำนวนผู้บวช) เป็น "คุณภาพ" (เช่น ดัชนีความโปร่งใสของบัญชีวัด, ระดับความพึงพอใจของชุมชน, จำนวนคดีความที่ลดลง)
13 ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism): การบริหารจัดการศาสนสมบัติมูลค่ามหาศาลต้องอาศัยมืออาชีพ พศ. ต้องเปลี่ยนบทบาทจากเจ้าหน้าที่ธุรการ เป็น "ผู้จัดการสินทรัพย์" (Asset Manager) ที่มีความรู้ด้านการเงินและการลงทุนที่ถูกต้องตามหลักพระวินัย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของวัด
3.2 พุทธธรรมาภิบาล (Buddha-Dhamma Governance)
นอกจากการบริหารแบบตะวันตก การปฏิรูป พศ. ยังต้องอาศัยหลักการที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย นั่นคือ "พุทธธรรมาภิบาล" ซึ่งเป็นการบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนาเข้ากับหลักการบริหารจัดการที่ดี (Good Governance)
หลักความโปร่งใส (Transparency) กับ ปริสุทธิศีล: การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและการจัดการที่ดินวัด มิใช่เพียงหน้าที่ตามกฎหมาย แต่เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ (Purity) ของพระสงฆ์ ซึ่งจะช่วยเรียกศรัทธากลับคืนมา นโยบายของ ดร.นิยม เรื่องคณะกรรมการตรวจสอบอิสระ
17 คือรูปธรรมของการสร้างกลไกนี้หลักนิติธรรม (Rule of Law) กับ พระวินัย: การบังคับใช้กฎหมายต้องสอดคล้องและไม่ขัดแย้งกับพระธรรมวินัย (Dhamma-Vinaya Compatibility) ปัญหาในอดีตเกิดจากการที่กฎหมายทางโลกไปก้าวก่ายหรือขัดแย้งกับจารีตสงฆ์ การปรับโครงสร้าง พศ. ต้องทำให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ "อำนวยความสะดวก" ให้พระสงฆ์สามารถปฏิบัติตามพระวินัยได้อย่างเคร่งครัด ภายใต้กรอบกฎหมายบ้านเมือง
3.3 การจัดการแบบฆราวาสวิสัยในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ (Secular Management of Sacred Space)
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของรัฐในกิจการสงฆ์ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการแยกบทบาท (Role Separation) ระหว่าง "กิจการทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Affairs) ซึ่งเป็นอำนาจเด็ดขาดของคณะสงฆ์ และ "กิจการทางวัตถุ" (Temporal Affairs) ซึ่งควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมืออาชีพหรือฆราวาส
4. วิเคราะห์เจาะลึก: ข้อเสนอเชิงนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา กับการปรับโครงสร้าง พศ.
จากการรวบรวมข้อมูลผ่าน Snippets ต่างๆ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง สามารถสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา ออกเป็น 4 เสาหลัก (Four Pillars of Reform) ที่มีความสอดคล้องโดยตรงกับมติ มส. ปี 2569 ดังนี้:
4.1 เสาหลักที่ 1: การปฏิรูปโครงสร้างและกลไกการตรวจสอบ (Structural Reform & Audit Mechanism)
ปัญหา: โครงสร้าง พศ. ปัจจุบันขาดความเป็นอิสระในการตรวจสอบ ถูกครอบงำด้วยระบบอุปถัมภ์และความเกรงใจ ทำให้การทุจริตเงินทอนวัดและการบริหารเงินวัดที่ไม่โปร่งใสยังคงดำรงอยู่
ข้อเสนอ ดร.นิยม: การจัดตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบอิสระ" (Independent Audit Committee) ภายใน พศ. หรือเป็นองค์กรคู่ขนาน 17
การวิเคราะห์เชิงลึก:
คณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจหน้าที่ในการสุ่มตรวจและรับรองบัญชีการเงินของวัดทั่วประเทศ โดยประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี กฎหมาย และตัวแทนภาคประชาชนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับวัดนั้นๆ ข้อเสนอนี้เป็นการนำหลักการ "Check and Balance" มาใช้อย่างจริงจัง ซึ่งจะตอบสนองต่อ มติ มส. ข้อที่ 2 และ 3 ที่ต้องการขจัดการพุทธพาณิชย์และการแต่งตั้งเจ้าอาวาสที่โปร่งใส หากวัดใดไม่ผ่านการตรวจสอบบัญชีจากคณะกรรมการชุดนี้ เจ้าอาวาสย่อมขาดคุณสมบัติในการเลื่อนสมณศักดิ์ตามเกณฑ์ใหม่ นี่คือการสร้าง "มาตรฐานทางบัญชี" (Accounting Standard) ให้เป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติพระสังฆาธิการ
4.2 เสาหลักที่ 2: นวัตกรรม "พุทธศาสนาดิจิทัล" (Digital Buddhism & AI Integration)
ปัญหา: การขาดฐานข้อมูลที่เป็นเอกภาพทำให้เกิดปัญหา "พระปลอม", พระที่ต้องคดีหนีไปบวชใหม่, และความล่าช้าในการตรวจสอบประวัติพระสังฆาธิการ
ข้อเสนอ ดร.นิยม: การสร้าง "ระบบทะเบียนประวัติพระสงฆ์ดิจิทัล" (Digital Monk Registry) และการนำ AI มาใช้ในการบริหารจัดการ 20
การวิเคราะห์เชิงลึก:
นี่คือนโยบายที่มีความเป็น Modernization สูงที่สุด ดร.นิยม เสนอให้ พศ. พัฒนาฐานข้อมูล Big Data ที่เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ประวัติอาชญากรรม และประวัติการบวชเรียนของพระภิกษุทุกรูปเข้าด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการแก้ไขข้อมูล 17
การประยุกต์ใช้ AI: AI จะถูกนำมาใช้ในการ "Monitor" สื่อโซเชียลมีเดียตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจจับเนื้อหาที่บิดเบือนคำสอน (Fake Dhamma) หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม (Scandal Detection) และแจ้งเตือนไปยังหน่วยงาน พศ. ในพื้นที่ทันที
ความสอดคล้องกับ มส.: ระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคัดกรอง (Screening Tool) ให้กับ มส. ตามนโยบายข้อที่ 3 ช่วยให้การแต่งตั้งบุคลากรมีความแม่นยำ รวดเร็ว และลดข้อครหาเรื่องการใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคล
4.3 เสาหลักที่ 3: การจัดการที่ดินและศาสนสมบัติ (Land & Asset Management)
ปัญหา: ความขัดแย้งเรื่องที่ดินวัดทับซ้อนกับป่าสงวนหรือที่ราชพัสดุ (Sor Por Gor issues) ทำให้วัดจำนวนมากไม่มีสถานะทางกฎหมายที่มั่นคง และกลายเป็นช่องทางให้กลุ่มอิทธิพลเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์
ข้อเสนอ ดร.นิยม: การผลักดันเรื่องการออกโฉนดที่ดินวัดเป็น "วาระแห่งชาติ" 20
การวิเคราะห์เชิงลึก:
ดร.นิยม มองว่ารากเหง้าของปัญหาพุทธพาณิชย์ส่วนหนึ่งมาจากความไม่มั่นคงทางรายได้และสถานะของวัด การจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อสะสางปัญหาที่ดินวัด 17 จะทำให้วัดมีขอบเขตที่ชัดเจน เมื่อวัดมีโฉนดถูกต้อง การบริหารจัดการพื้นที่จะโปร่งใสขึ้น สามารถแยกแยะ "เขตพุทธาวาส" (Sacred Zone) ที่ห้ามทำการค้า ออกจาก "เขตจัดประโยชน์" ได้อย่างชัดเจน ตามเจตนารมณ์ของ มส. ที่ต้องการจัดระเบียบพื้นที่วัดให้สงบเรียบร้อย
4.4 เสาหลักที่ 4: ความคุ้มครองทางกฎหมาย (Legal Protection & Welfare)
ปัญหา: พระสงฆ์มักตกเป็นจำเลยทางสังคมและกฎหมายโดยไม่มีทนายความหรือความรู้ในการต่อสู้คดี รวมถึงปัญหาพระสงฆ์อาพาธที่ขาดการดูแล
ข้อเสนอ ดร.นิยม: การผลักดัน "ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" 21
การวิเคราะห์เชิงลึก:
ร่างกฎหมายฉบับนี้มีนัยสำคัญในการสร้าง "Social Safety Net" ให้กับคณะสงฆ์ โดยเฉพาะการจัดตั้ง "กองทุนอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" 21 กองทุนนี้จะทำหน้าที่:
สนับสนุนงบประมาณให้วัดในถิ่นทุรกันดาร ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างวัดรวย-วัดจน
ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่พระสงฆ์ที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม
ดูแลรักษาพยาบาลพระสงฆ์อาพาธ
เมื่อพระสงฆ์ได้รับการดูแลปัจจัยพื้นฐานอย่างเพียงพอ แรงจูงใจในการทำพุทธพาณิชย์ก็จะลดลงโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
5. พลวัตทางการเมือง: พรรคโอกาสใหม่และยุทธศาสตร์ "สกลนครโมเดล"
5.1 อุดมการณ์ "โอกาสใหม่" กับการปฏิรูปศาสนา
การย้ายสังกัดของ ดร.นิยม มายังพรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์
ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบแนวนโยบายพรรคโอกาสใหม่กับข้อเสนอการปฏิรูป พศ.
| แนวนโยบายหลักพรรคโอกาสใหม่ | การประยุกต์ใช้ในข้อเสนอของ ดร.นิยม | ความสอดคล้องกับมติ มส. 2569 |
| ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ | การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระ / ระบบบัญชีวัดมาตรฐาน | การขจัดการทุจริต / ความโปร่งใสในการแต่งตั้งเจ้าอาวาส |
| ก้าวหน้า ทันสมัย (Modernization) | การใช้ AI และ Big Data ในทะเบียนพระสงฆ์ | การคัดกรองบุคลากรด้วยฐานข้อมูลที่แม่นยำ |
| โอกาสที่เท่าเทียม (Equality) | กองทุนอุปถัมภ์วัด ลดช่องว่างวัดรวย-วัดจน | การกระจายโอกาสทางการศึกษาพระปริยัติธรรม |
| ยั่งยืน (Sustainability) | การออกโฉนดที่ดินวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย | ความมั่นคงของศาสนสถานในระยะยาว |
5.2 นัยยะของพื้นที่สกลนคร เขต 2
จังหวัดสกลนครถือเป็น "เมืองพุทธ" ที่เข้มแข็งและเป็นฐานของ "พระป่าสายกรรมฐาน" (Forest Tradition) ซึ่งได้รับการเคารพศรัทธาในเรื่องความเคร่งครัดในพระวินัย การที่ ดร.นิยม ใช้พื้นที่นี้เป็นฐานที่มั่นในการหาเสียงด้วยนโยบายปฏิรูป พศ. ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า "การปฏิรูปต้องเริ่มจากฐานรากที่เคร่งครัด" การชนะเลือกตั้งในเขตนี้จะเป็นฉันทามติ (Mandate) สำคัญที่บ่งบอกว่า ประชาชนและคณะสงฆ์ในพื้นที่ยอมรับแนวทางการเปลี่ยนแปลงนี้
6. บทวิเคราะห์แรงเสียดทานและอุปสรรคในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ
แม้ข้อเสนอจะดูสมบูรณ์แบบในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติ (Realpolitik) ย่อมต้องเผชิญกับแรงเสียดทานมหาศาล
6.1 การต่อต้านจาก "เครือข่ายอนุรักษ์นิยม" และระบบอุปถัมภ์
การนำระบบตรวจสอบอิสระและ AI เข้ามาใช้ จะไปทำลาย "พื้นที่สีเทา" (Grey Area) ที่กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มในวงการสงฆ์และข้าราชการใช้หาผลประโยชน์มาอย่างยาวนาน
นอกจากนี้ โครงสร้างการปกครองสงฆ์ไทยที่มีลักษณะ "Gerontocracy" หรือการปกครองโดยผู้สูงอายุ
6.2 กับดักทางกฎหมายและกระบวนการนิติบัญญัติ
ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ ของ ดร.นิยม ถูกจัดประเภทเป็น "กฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน" (Money Bill)
อีกประเด็นที่ละเอียดอ่อนคือ ความขัดแย้งกับหลักการ "รัฐฆราวาส" (Secular State) และความเสมอภาคทางศาสนา การออกกฎหมายที่ให้สิทธิพิเศษแก่พุทธศาสนาอาจถูกมองว่าเลือกปฏิบัติและขัดต่อรัฐธรรมนูญ
6.3 ปัญหาความพร้อมของบุคลากร พศ.
การเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Buddhism ต้องอาศัยบุคลากรที่มีทักษะทางดิจิทัล (Digital Literacy) สูง แต่โครงสร้างกำลังคนของ พศ. ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นข้าราชการแบบเดิม การ Reskill/Upskill บุคลากรเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณและเวลา ซึ่งอาจไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤต
7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์
การวิเคราะห์บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา ในบริบทของการเลือกตั้งปี 2569 และมติมหาเถรสมาคม ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งสำคัญของประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ข้อเสนอในการปรับโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติของ ดร.นิยม มิใช่เป็นเพียงนโยบายหาเสียง แต่เป็น "ความจำเป็นเชิงโครงสร้าง" (Structural Necessity) เพื่อความอยู่รอดของสถาบันสงฆ์
หาก พศ. ไม่ได้รับการ "ผ่าตัดใหญ่" ให้มีสมรรถนะสูงในการสนองงานคณะสงฆ์ มติ มส. วันที่ 9 มกราคม 2569 ที่มุ่งมั่นจะปฏิรูปวินัยและการบริหารงานบุคคล ก็จะเป็นเพียง "ความฝัน" ที่ไม่อาจเป็นจริงได้ เพราะขาดแขนขาในการปฏิบัติงาน
ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์:
ยุทธศาสตร์การสื่อสาร (Strategic Communication): ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่า การตรวจสอบและความโปร่งใส คือ "เกราะคุ้มกัน" ที่ดีที่สุดสำหรับพระพุทธศาสนาในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่การทำลายศรัทธา
การสร้างพันธมิตร (Alliance Building): ควรดึงเครือข่ายพระสงฆ์รุ่นใหม่ (Young Sangha) และนักวิชาการศาสนาเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อลดภาพลักษณ์ของการเมืองแทรกแซงศาสนา
โมเดลนำร่อง (Pilot Project): หากได้รับเลือกตั้งและมีอำนาจบริหาร ควรเริ่มทำ "Sandbox" การบริหารจัดการวัดแบบใหม่ในจังหวัดสกลนครเป็นที่แรก เพื่อให้เห็นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ
ดร.นิยม เวชกามา จึงเปรียบเสมือน "สะพาน" ที่เชื่อมโยงระหว่างเจตจำนงอันบริสุทธิ์ของมหาเถรสมาคม กับกลไกการบริหารจัดการสมัยใหม่ของโลกฆราวาส ความสำเร็จของภารกิจนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการประสาน "ศรัทธา" เข้ากับ "ปัญญา" และ "ระบบ" ได้อย่างลงตัวหรือไม่
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น