เลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 : ญี่ปุ่น–ไทยบนทางแพร่งประชาธิปไตย เปิดเกมประชานิยม–ชาตินิยม ชิงกำหนดระเบียบอำนาจใหม่เอเชีย
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองเอเชีย เมื่อญี่ปุ่นและประเทศไทยเตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันเดียวกัน ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สังคมสูงวัย และความตึงเครียดด้านความมั่นคง การเลือกตั้งทั้งสองประเทศไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลตามวาระ แต่สะท้อน “จุดเปลี่ยนแห่งระบอบ” (Regime Inflection Point) และความพยายามจัดระเบียบขั้วอำนาจใหม่ของระบบการเมืองในภูมิภาคอย่างชัดเจน
รายงานการวิจัยเชิงเปรียบเทียบเรื่อง “พลวัตเชิงเปรียบเทียบแห่งอำนาจ: การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงและการปรับตัวทางการเมืองในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ของญี่ปุ่นและไทย” ชี้ว่า ทั้งสองประเทศต่างใช้นโยบายประชานิยมเชิงยุทธศาสตร์และวาทกรรมชาตินิยมเป็นเครื่องมือหลักในการระดมคะแนนเสียง แต่มีความแตกต่างเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านสถาบันการเมือง ระดับการปฏิรูป และเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย
ญี่ปุ่น: สิ้นสุดฉันทามติเดิม ก้าวสู่ขวาใหม่เต็มรูปแบบ
ในญี่ปุ่น การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการปิดฉากพันธมิตร LDP–Komeito ที่ดำรงมายาวนานกว่า 26 ปี หลังนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกและผู้นำสายอนุรักษ์นิยมขวาจัด ขึ้นนำพรรค Liberal Democratic Party (LDP) และจัดตั้งรัฐบาลผสมใหม่กับพรรค Japan Innovation Party (Ishin)
ข้อตกลงร่วมรัฐบาลเน้นการปฏิรูปรัฐธรรมนูญมาตรา 9 การเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 2% ของ GDP และการลดบทบาทรัฐสวัสดิการในระยะยาว สะท้อนการขยับตัวของญี่ปุ่นสู่ “รัฐความมั่นคงอนุรักษ์นิยม” อย่างชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านได้รวมตัวกันเป็น “กลุ่มพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง” (CRA) ระหว่างพรรค CDP และพรรค Komeito ที่แยกตัวออกมา เพื่อนำเสนอทางเลือกสายกลาง ต่อต้านการผงาดของขั้วขวาจัด และชูนโยบายการกระจายรายได้และคุ้มครองผู้บริโภค
ไทย: การเมืองสามก๊ก วิกฤตความชอบธรรม และประชามติรัฐธรรมนูญ
ฝั่งประเทศไทย การเลือกตั้งปี 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมืองจากการถอดถอนนายกรัฐมนตรีสองคนติดต่อกัน ส่งผลให้อำนาจบริหารเปลี่ยนมือสู่พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล
ภูมิทัศน์การเมืองไทยถูกอธิบายว่าเป็น “การเมืองสามก๊ก” ระหว่าง
-
ขั้วอนุรักษ์นิยมใหม่ นำโดยพรรคภูมิใจไทย ที่อาศัยเครือข่ายบ้านใหญ่และอำนาจท้องถิ่น
-
พรรคเพื่อไทย ที่พยายามฟื้นฐานเสียงเดิมหลังเผชิญวิกฤตศรัทธาจากความล้มเหลวนโยบายเศรษฐกิจ
-
พรรคประชาชน ที่ยังคงเป็นความหวังของฝ่ายปฏิรูปเชิงโครงสร้าง แม้เผชิญแรงต้านจากกติกาทางการเมือง
การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีการลงประชามติควบคู่ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสมรภูมิชี้ชะตาอนาคตประชาธิปไตยไทย ว่าจะสามารถหลุดพ้นจากมรดกรัฐประหารได้หรือไม่
ประชานิยมคนละแบบ: ญี่ปุ่นลดภาษี ไทยแจกเงิน
ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศต่างตอบสนองวิกฤตค่าครองชีพด้วยแนวทางประชานิยม แต่เลือกใช้เครื่องมือแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ญี่ปุ่นเน้น “ประชานิยมทางภาษี” โดยรัฐบาล LDP–Ishin เสนอระงับภาษีบริโภคหมวดอาหารชั่วคราว 2 ปี ขณะที่ฝ่ายค้านเสนอให้ยกเลิกถาวร พร้อมปฏิรูปภาษีทุนและกำไรส่วนเกิน นักวิเคราะห์เตือนว่าการแข่งขันลดภาษีอาจกระทบวินัยการคลังและค่าเงินเยนในระยะยาว
ส่วนไทยยังคงวนเวียนอยู่กับ “ประชานิยมแจกเงิน” ตั้งแต่การปรับสูตรคนละครึ่ง โครงการอุดหนุน 70:30 ไปจนถึงนโยบายลักษณะเสี่ยงโชค ขณะที่พรรคประชาชนเสนอทางเลือกเชิงโครงสร้าง ด้วยรัฐสวัสดิการ ค่าแรงขั้นต่ำแบบผันแปร และการลดชั่วโมงทำงาน
ความมั่นคงและชาตินิยม: ตัวเร่งคะแนนเสียง
มิติความมั่นคงกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในทั้งสองประเทศ ญี่ปุ่นใช้ภัยคุกคามจากจีนและไต้หวันเป็นเหตุผลเร่งเสริมกำลังทหาร ขณะที่ไทยใช้ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาเป็นเครื่องมือปลุกกระแสชาตินิยม และตอกย้ำภาพผู้นำที่ “ปกป้องอธิปไตย”
บรรยากาศดังกล่าวทำให้ข้อเสนอปฏิรูปกองทัพหรือการลดงบกลาโหมในไทยตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบ ขณะเดียวกันก็สะท้อนการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัวและความไม่มั่นคงมากกว่าฉันทามติทางนโยบาย
จุดเปลี่ยนประชาธิปไตยเอเชีย
รายงานสรุปว่า การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ของญี่ปุ่นและไทย คือภาพสะท้อนประชาธิปไตยเอเชียที่กำลังเผชิญทางแพร่ง ญี่ปุ่นกำลังเลือกเส้นทางความมั่นคงและวินัยทางสังคมที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้น ขณะที่ไทยยังติดอยู่ในวงจรความขัดแย้งระหว่างอำนาจเก่ากับพลังใหม่
ผลการเลือกตั้งและประชามติจะไม่เพียงกำหนดรัฐบาลชุดถัดไป แต่จะชี้ทิศทางว่าเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะก้าวไปสู่ระเบียบการเมืองที่มั่นคงขึ้น หรือเผชิญความผันผวนรอบใหม่ในทศวรรษหน้า
พลวัตเชิงเปรียบเทียบแห่งอำนาจ: การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงและการปรับตัวทางการเมืองในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ของญี่ปุ่นและไทย
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกและเปรียบเทียบยุทธศาสตร์ทางการเมือง นโยบายสาธารณะ และบริบททางสังคมเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในประเทศญี่ปุ่นและราชอาณาจักรไทย การศึกษานี้พิจารณาปรากฏการณ์ทางการเมืองผ่านกรอบคิดเรื่อง "จุดเปลี่ยนแห่งระบอบ" (Regime Inflection Point) และ "ประชานิยมเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Populism) ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ในญี่ปุ่น การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคพันธมิตร LDP-Komeito และการก้าวเข้าสู่ยุคขวาใหม่อย่างเต็มตัวภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ และพันธมิตรใหม่อย่างพรรค Japan Innovation Party (Ishin) ขณะที่ประเทศไทย การเลือกตั้งเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และความพยายามในการรื้อฟื้นอำนาจของกลุ่มอนุรักษ์นิยมผ่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล การวิจัยพบว่าทั้งสองประเทศต่างใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวและวาทกรรมชาตินิยมเป็นเครื่องมือหลักในการระดมเสียงสนับสนุน แต่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้านโครงสร้างสถาบันทางการเมืองและระดับของการปฏิรูปโครงสร้างสังคม
1. บทนำ: สองนคราประชาธิปไตยบนทางแพร่งแห่งเอเชีย
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของเอเชีย เมื่อสองประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาคอย่างญี่ปุ่นและไทย มีกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันเดียวกัน
ในญี่ปุ่น การยุบสภาผู้แทนราษฎรโดยนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ซานาเอะ ทาคาอิจิ ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองครั้งสำคัญเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลผสมชุดใหม่ระหว่างพรรค Liberal Democratic Party (LDP) และพรรค Japan Innovation Party (JIP หรือ Ishin) ภายหลังจากการถอนตัวของพันธมิตรดั้งเดิมอย่างพรรค Komeito ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพันธมิตรทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในรอบ 26 ปี
ในขณะที่ประเทศไทย การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้สภาวะ "อุบัติเหตุทางการเมือง" ที่ต่อเนื่องมาจากการถอดถอนนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และตามด้วยนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่งโดยศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ขั้วอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนมือไปสู่พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล
รายงานฉบับนี้จะทำการวิเคราะห์เจาะลึกใน 4 มิติหลัก ได้แก่ พลวัตทางการเมืองและโครงสร้างพันธมิตร นโยบายเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาค่าครองชีพ นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ และนโยบายสังคมและการปฏิรูปโครงสร้าง โดยมุ่งเน้นการเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างของยุทธศาสตร์ที่พรรคการเมืองในทั้งสองประเทศเลือกใช้ เพื่อฉายภาพอนาคตของเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางนโยบายสาธารณะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
2. พลวัตทางการเมืองและการจัดตั้งพันธมิตร: การล่มสลายของฉันทามติเดิม
การเลือกตั้งปี 2569 ในทั้งสองประเทศไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลลัพธ์ของการสะสมความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจภายในโครงสร้างพรรคการเมือง การทำความเข้าใจบริบทเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวิเคราะห์นโยบายหาเสียง
2.1 ญี่ปุ่น: การสิ้นสุดของระบบ 1999 และกำเนิดขั้วขวาใหม่
ภูมิทัศน์การเมืองญี่ปุ่นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างครั้งใหญ่ เมื่อพรรค LDP ซึ่งครองอำนาจมายาวนาน ตัดสินใจยุติความสัมพันธ์พันธมิตร 26 ปีกับพรรค Komeito ซึ่งเป็นพรรคที่มีฐานเสียงจากกลุ่มชาวพุทธ Soka Gakkai และมักจะมีจุดยืนสายกลางที่คอยประนีประนอมนโยบายความมั่นคงของ LDP การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากชัยชนะของนางซานาเอะ ทาคาอิจิ ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค LDP เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยทาคาอิจิเป็นตัวแทนของกลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัด (Ultra-conservative) ที่สืบทอดอุดมการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ
การก้าวขึ้นสู่อำนาจของทาคาอิจิ นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่กับพรรค Japan Innovation Party (Nippon Ishin no Kai) ซึ่งเป็นพรรคที่มีฐานที่มั่นในโอซาก้าและมีจุดยืนแบบขวาประชานิยม (Right-wing Populism) ผสมผสานกับแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)
ในฝั่งตรงข้าม การรวมตัวกันของพรรคฝ่ายค้านได้ก่อให้เกิดนวัตกรรมทางการเมืองใหม่ในรูปของ "กลุ่มพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง" (Centrist Reform Alliance - CRA) ซึ่งเป็นการควบรวมทางการเมืองระหว่างพรรค Constitutional Democratic Party of Japan (CDP) นำโดยนายโยชิฮิโกะ โนดะ และพรรค Komeito ที่แปรพักตร์มาร่วมกับฝ่ายค้าน
2.2 ไทย: ไตรภาคีแห่งอำนาจและการเมืองแบบบ้านใหญ่
สถานการณ์การเมืองไทยมีความซับซ้อนในลักษณะของ "การเมืองสามก๊ก" (Triangular Politics) ที่ประกอบด้วยสามขั้วอำนาจหลัก ได้แก่ กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ กลุ่มชินวัตร และกลุ่มก้าวหน้า
1. ขั้วอำนาจรัฐบาลรักษาการ (พรรคภูมิใจไทย): ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีรักษาการ พรรคภูมิใจไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำขั้วอนุรักษ์นิยมแทนที่พรรคทหารเดิม ยุทธศาสตร์ของพรรคเน้นการรวบรวมกลุ่มการเมือง "บ้านใหญ่" (Local Factions) จากทั่วประเทศ โดยใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยและการจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่เพื่อสร้างฐานเสียงที่มั่นคงในระดับเขตเลือกตั้ง
2. ขั้วอำนาจเดิมที่กำลังถดถอย (พรรคเพื่อไทย): พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาครั้งรุนแรงที่สุด (Legitimacy Crisis) อันเป็นผลมาจากความล้มเหลวในการผลักดันนโยบายเรือธงอย่าง Digital Wallet และการที่ผู้นำพรรคอย่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง
3. ขั้วการเมืองใหม่ (พรรคประชาชน): พรรคประชาชน (People's Party) ซึ่งสืบทอดอุดมการณ์จากพรรคก้าวไกล ยังคงเป็นความหวังหลักของกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบภูมิทัศน์ทางการเมืองและโครงสร้างพันธมิตร (กุมภาพันธ์ 2569)
| มิติการเปรียบเทียบ | ญี่ปุ่น (LDP-Ishin Coalition) | ไทย (Bhumjaithai-led Coalition) |
| โครงสร้างผู้นำ | นายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ (ผู้นำหญิงคนแรก, สายเหยี่ยว) | นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล (สายประนีประนอม, บ้านใหญ่) |
| พันธมิตรหลัก | LDP + Japan Innovation Party (Ishin) | ภูมิใจไทย + รวมไทยสร้างชาติ + พลังประชารัฐ |
| ฝ่ายค้านหลัก | Centrist Reform Alliance (CDP + Komeito) | พรรคประชาชน (People's Party) |
| ฐานอุดมการณ์ | อนุรักษ์นิยมขวาจัด + เสรีนิยมใหม่ (Neoliberal Conservatism) | อนุรักษ์นิยมท้องถิ่นนิยม + ราชาชาตินิยม (Royalist Localism) |
| ยุทธศาสตร์เลือกตั้ง | ความมั่นคงแห่งชาติ, ลดภาษีบริโภคชั่วคราว, ปฏิรูปรัฐธรรมนูญ | ปกป้องสถาบันฯ, สานต่อนโยบายท้องถิ่น, ชาตินิยมชายแดน |
3. ยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจ: ประชานิยมในภาวะวิกฤตค่าครองชีพ
ทั้งญี่ปุ่นและไทยต่างเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกัน ทั้งภาวะเงินเฟ้อที่กัดกร่อนอำนาจซื้อของประชาชน และหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม แนวทางการตอบสนองเชิงนโยบายของทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยญี่ปุ่นมุ่งเน้นไปที่มาตรการทางภาษี ในขณะที่ไทยยังคงวนเวียนอยู่กับนโยบายการแจกเงินและการอุดหนุนราคา
3.1 ญี่ปุ่น: สงครามภาษีบริโภคและเสถียรภาพทางการคลัง
ประเด็นเศรษฐกิจที่เป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งญี่ปุ่นปี 2569 คือการถกเถียงเรื่อง "ภาษีบริโภค" (Consumption Tax) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพรรคการเมืองในการตอบสนองต่อความไม่พอใจของประชาชนเรื่องค่าครองชีพ
ข้อเสนอของรัฐบาล LDP-Ishin: รัฐบาลภายใต้การนำของทาคาอิจิ ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับพรรค Ishin ในการเสนอมาตรการ "ระงับการเก็บภาษีบริโภคสำหรับสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มเป็นการชั่วคราว" โดยจะลดอัตราภาษีจาก 8% เหลือ 0% เป็นระยะเวลา 2 ปี
ข้อเสนอของฝ่ายค้าน (CRA): กลุ่มพันธมิตรปฏิรูปสายกลางนำเสนอมาตรการที่รุนแรงกว่า โดยเสนอให้ "ยกเลิกภาษีบริโภคสำหรับอาหารอย่างถาวร" และลดเบี้ยประกันสังคมสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยมีแผนหารายได้ชดเชยจากการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคลและการเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินของบริษัทขนาดใหญ่และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (Financial Income Tax)
ผลกระทบและความเสี่ยง: นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจาก Nomura และสถาบันการเงินชั้นนำเตือนว่า การแข่งขันกันลดภาษี (Tax Cut War) อาจนำไปสู่ปัญหาวินัยทางการคลังที่รุนแรง และอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอีก เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการคลังของญี่ปุ่น ปรากฏการณ์นี้เปรียบเสมือน "ว่าวที่หลุดจากเชือก" (Kite detached from string) ซึ่งหมายถึงค่าเงินเยนที่อาจเคลื่อนไหวโดยไม่อิงกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอีกต่อไป แต่จะผันผวนตามความเสี่ยงทางการคลังแทน
3.2 ไทย: จาก Digital Wallet สู่การแจกเงินแบบใหม่
ในประเทศไทย นโยบายเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยตรรกะของประชานิยมระยะสั้น เพื่อแข่งขันกันแย่งชิงฐานเสียงระดับรากหญ้า
ความล้มเหลวของ Digital Wallet: โครงการ Digital Wallet 10,000 บาท ซึ่งเคยเป็นนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย ได้กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญทางการเมือง รัฐบาลรักษาการและพรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องประกาศเลื่อนโครงการเฟส 3 และ 4 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นการแจกเงินสดเฉพาะกลุ่มเปราะบางแทน เนื่องจากข้อจำกัดทางงบประมาณและปัญหาระบบการชำระเงิน
นวัตกรรมประชานิยมใหม่:
พรรคเพื่อไทย: เพื่อกอบกู้คะแนนนิยม พรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวนโยบายใหม่ "More Than Plus 70:30" ซึ่งเป็นโครงการอุดหนุนการใช้จ่ายคล้ายโครงการคนละครึ่ง แต่รัฐออกให้ถึง 70% และประชาชนออกเพียง 30%
นอกจากนี้ยังมีนโยบาย "9 เศรษฐีใหม่ต่อวัน" (Nine New Millionaires a Day) ซึ่งเป็นการนำใบเสร็จรับเงินจากการซื้อสินค้ามาจับฉลากชิงโชคเงินล้าน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามใช้นโยบายแบบเสี่ยงโชค (Gimmick) เพื่อกระตุ้นความหวังของประชาชน พรรคภูมิใจไทย: นำเสนอนโยบายที่มีความต่อเนื่องจากรัฐบาลเดิม เช่น การสานต่อโครงการ "คนละครึ่ง" การพักหนี้เกษตรกร และการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากผ่านเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน โดยเน้นโจมตีนโยบายของพรรคเพื่อไทยว่า "เพ้อฝัน" และขาดวินัยทางการคลัง
พรรคประชาชน: นำเสนอแนวทางที่แตกต่างด้วยการเน้น "รัฐสวัสดิการ" และการเพิ่มรายได้ที่ยั่งยืนผ่านการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบพลวัต (Dynamic Minimum Wage) ที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่ พร้อมเสนอการลดชั่วโมงทำงานเหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน
ตารางที่ 2: การเปรียบเทียบมาตรการทางเศรษฐกิจหลัก
| ประเด็นนโยบาย | ญี่ปุ่น (LDP-Ishin) | ไทย (พรรคหลัก) |
| ภาษี/รายได้ | ระงับภาษีบริโภคอาหาร (8% -> 0%) นาน 2 ปี | เพื่อไทย: รัฐอุดหนุน 70% (Co-payment), หวยใบเสร็จ ภูมิใจไทย: คนละครึ่ง, พักหนี้ |
| ค่าจ้าง/แรงงาน | เพิ่มค่าจ้างบุคลากรการแพทย์/ดูแลผู้สูงอายุ | ประชาชน: ค่าแรงขั้นต่ำตามค่าครองชีพ, 40 ชม./สัปดาห์ เพื่อไทย: ค่าแรง 600 บาท (เป้าหมายปี 2570) |
| แหล่งเงินทุน | ตัดงบประมาณรายจ่าย, ทบทวนเงินอุดหนุน, ภาษีส่วนเกิน | งบประมาณแผ่นดิน, เงินกู้, กองทุนหมุนเวียน (ขาดความชัดเจน) |
| จุดเน้น | การบรรเทาภาระภาษี (Tax Relief) | การแจกเงินและการอุดหนุนโดยตรง (Direct Handout) |
4. นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ: ชาตินิยมและภูมิรัฐศาสตร์
มิติความมั่นคงได้กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเลือกตั้งปี 2569 ของทั้งสองประเทศ โดยมีการใช้ "ภัยคุกคามจากภายนอก" เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมและระดมเสียงสนับสนุน
4.1 ญี่ปุ่น: การก้าวสู่มหาอำนาจทางการทหารเต็มตัว
ภายใต้การนำของนายกฯ ทาคาอิจิ ญี่ปุ่นกำลังดำเนินนโยบายความมั่นคงเชิงรุก (Proactive Security Policy) ที่แข็งกร้าวที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
จุดยืนต่อจีนและไต้หวัน: ทาคาอิจิประกาศชัดเจนว่า "วิกฤตการณ์ไต้หวันคือวิกฤตการณ์ของญี่ปุ่น" (Taiwan contingency is Japan's contingency) และแสดงความพร้อมที่จะใช้กองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) ในการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารหากเกิดความขัดแย้งขึ้น
ท่าทีนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากพรรค Ishin ซึ่งต้องการให้ญี่ปุ่นมีบทบาทนำในภูมิภาค การเพิ่มงบประมาณกลาโหม: รัฐบาล LDP-Ishin ตั้งเป้าเร่งรัดการเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึง 2% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ในปี 2570 เพื่อรองรับการจัดหาขีปนาวุธระยะไกลและขีดความสามารถในการโจมตีฐานที่มั่นศัตรู (Counterstrike Capabilities)
ปัจจัยสหรัฐฯ: การกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และยุทธศาสตร์ "America First" กดดันให้ญี่ปุ่นต้องรับผิดชอบความมั่นคงของตนเองมากขึ้น ซึ่งสอดรับกับนโยบายของทาคาอิจิที่ต้องการให้ญี่ปุ่น "ยืนด้วยลำแข้งตนเอง" ทางการทหาร
4.2 ไทย: วิกฤตการณ์ชายแดนกับธงชาตินิยม
ในประเทศไทย ประเด็นความมั่นคงถูกจุดชนวนด้วยความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งได้กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
ความขัดแย้งชายแดน: การปะทะกันทางทหารและการปิดด่านชายแดนในช่วงปลายปี 2568 จากข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนและเขตแดนทางทะเล ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ใช้โอกาสนี้ในการแสดงบทบาทผู้นำที่เข้มแข็งในการปกป้องอธิปไตย (Rally 'Round the Flag Effect) ซึ่งช่วยเพิ่มคะแนนนิยมให้กับพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มอนุรักษ์นิยม การโจมตีฝ่ายตรงข้าม: ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างตระกูลชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) กับตระกูลฮุนเซนของกัมพูชา ถูกนำมาโจมตีว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนและ "การขายชาติ" ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้นางสาวแพทองธารหลุดจากตำแหน่ง
ผลกระทบต่อพรรคประชาชน: บรรยากาศของความขัดแย้งและความตึงเครียดทางทหาร ทำให้ข้อเสนอปฏิรูปกองทัพและตัดงบประมาณกลาโหมของพรรคประชาชน ถูกมองว่าเป็นข้อเสนอที่สุ่มเสี่ยงและบั่นทอนความมั่นคงของชาติในช่วงวิกฤต ส่งผลให้พรรคเสียเปรียบในการรณรงค์หาเสียงในประเด็นนี้
5. นโยบายสังคมและการปฏิรูปโครงสร้าง: สังคมสูงวัยและรัฐธรรมนูญ
นอกเหนือจากประเด็นเร่งด่วนทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ทั้งสองประเทศยังต้องเผชิญกับโจทย์ระยะยาวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและกติกาของสังคม
5.1 ญี่ปุ่น: การปฏิรูปสวัสดิการสังคมที่เจ็บปวด
การเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) บีบบังคับให้ญี่ปุ่นต้องทำการปฏิรูประบบประกันสังคมอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง
การปฏิรูประบบการแพทย์: ข้อตกลงร่วมรัฐบาลระหว่าง LDP และ Ishin ระบุถึงแผนการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจ่ายเงินสมทบค่ารักษาพยาบาล (Co-payment) โดยเปลี่ยนจากเกณฑ์ "อายุ" มาเป็นเกณฑ์ "ความสามารถในการจ่าย" (Ability to pay)
ซึ่งหมายความว่าผู้สูงอายุที่มีรายได้หรือทรัพย์สินมาก จะต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลในอัตราที่สูงขึ้น (อาจเพิ่มจาก 10% เป็น 20-30%) เพื่อลดภาระของคนวัยทำงาน การปฏิรูปเพื่อคนรุ่นใหม่: พรรค Ishin ซึ่งมีฐานเสียงเป็นคนรุ่นใหม่ในเมือง ผลักดันนโยบายลดหย่อนเบี้ยประกันสังคมสำหรับคนหนุ่มสาว และการปฏิรูปตลาดแรงงานเพื่อยกเลิกการจ้างงานตลอดชีพแบบดั้งเดิมที่กีดกันคนรุ่นใหม่
5.2 ไทย: ประชามติรัฐธรรมนูญและ Soft Power
สังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการกำหนดกติกาใหม่และการค้นหาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่
ประชามติรัฐธรรมนูญ: การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะมีการลงประชามติพ่วงไปด้วยในคำถามที่ว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"
นี่คือประเด็นสำคัญที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยใช้ในการระดมเสียงจากฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อรื้อถอนมรดกของรัฐประหารปี 2557 และลดอำนาจขององค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้ง Soft Power (THACCA): พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบาย Soft Power ผ่านหน่วยงาน THACCA (Thailand Creative Culture Agency) โดยตั้งเป้าสร้างงาน 20 ล้านตำแหน่งและรายได้มหาศาล อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้เผชิญกับข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ ความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน และผลงานที่เป็นรูปธรรมที่ยังไม่ชัดเจน
กัญชาและยาเสพติด: ปัญหากัญชาเสรีที่นำไปสู่การใช้สันทนาการในหมู่เยาวชน กลายเป็นประเด็นที่พรรคภูมิใจไทยต้องตั้งรับอย่างหนัก ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากพรรคอื่น ๆ ให้นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดหรือควบคุมอย่างเข้มงวด
6. บทสรุปและนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ของญี่ปุ่นและไทย มิใช่เพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันโดยบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนของ "จุดเปลี่ยน" (Turning Point) ที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยในเอเชีย
สำหรับญี่ปุ่น: การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการยืนยันทิศทางของประเทศที่จะมุ่งไปสู่ความเป็น "รัฐความมั่นคงอนุรักษ์นิยม" (Conservative Security State) ภายใต้พันธมิตร LDP-Ishin การเมืองญี่ปุ่นกำลังละทิ้งฉันทามติสายกลางแบบเดิม และก้าวเข้าสู่การปฏิรูปที่เน้นความแข็งแกร่งทางทหารและความมีวินัยทางสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
สำหรับไทย: การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงสภาวะ "ประชาธิปไตยที่เปราะบางและแบ่งขั้ว" (Fragile and Polarized Democracy) การเมืองไทยยังคงติดอยู่ในกับดักของความขัดแย้งระหว่างพลังจารีตกับพลังใหม่ และระหว่างนโยบายประชานิยมแจกเงินกับการปฏิรูปโครงสร้างรัฐสวัสดิการ ผลการเลือกตั้งและประชามติจะเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งเดิม หรือจะจมดิ่งลงสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองรอบใหม่
นัยสำคัญต่ออนาคต: รัฐบาลใหม่ของทั้งสองประเทศจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและภูมิทัศน์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป ความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการของประชาชนในประเทศ กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ชาญฉลาด จะเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดชะตากรรมของทั้งญี่ปุ่นและไทยในทศวรรษหน้า

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น