บทวิเคราะห์ชี้ การเลือกตั้งไม่ใช่แค่เปลี่ยนรัฐบาล แต่คือบททดสอบ “อธิปไตยการตัดสินใจ” ของรัฐไทยในยุค The Age of Variable Geometry
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2569 ท่ามกลางการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางการเมืองภายใน แต่ถูกมองว่าเป็น “สมรภูมิย่อย” ของการจัดระเบียบโลกใหม่ หลังระเบียบโลกเสรีนิยมเดิมเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง
นักวิชาการและภาคประชาสังคมระบุว่า โลกปัจจุบันได้เข้าสู่สิ่งที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ เรียกว่า “The Age of Variable Geometry” หรือยุคที่อำนาจโลกไร้รูปแบบตายตัว พันธมิตรไม่ถาวร สมการอำนาจไม่เป็นเส้นตรง และเศรษฐกิจ เทคโนโลยี รวมถึงข้อมูลข่าวสาร ถูกทำให้เป็นอาวุธทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์
ภายใต้บริบทนี้ รายงานสังเคราะห์จากเวที Policy Watch Connect 2026 ซึ่งรวบรวมเสียงจากภาคประชาสังคมกว่า 40 องค์กร ชี้ตรงกันว่า การเลือกตั้ง 2569 คือจุดตัดสินว่าไทยจะรักษา “อธิปไตยในการตัดสินใจ” ไว้ได้ หรือจะตกอยู่ในภาวะ State Capture จากอิทธิพลทุนสีเทาและแรงกดดันต่างชาติ
โลกใหม่ที่ไม่รอไทย
บทวิเคราะห์ระบุว่า ความท้าทายสำคัญของโลกยุค Variable Geometry ประกอบด้วย
-
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบซ้อนทับ พันธมิตรเปลี่ยนตามประเด็น
-
การใช้อาวุธทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และห่วงโซ่อุปทาน
-
สงครามลูกผสมและสงครามทางความคิด โดยใช้ AI และข้อมูลเท็จเป็นเครื่องมือ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์วิจารณ์ว่าผู้นำพรรคการเมืองไทยจำนวนมากยังติดกับดักความคิดศตวรรษที่ 20 เน้นนโยบายประชานิยมระยะสั้น ขณะที่เวทีดีเบตแทบไม่แตะประเด็นความมั่นคงทางห่วงโซ่อุปทาน สงครามข้อมูล หรือภัยคุกคามจากทุนเทาข้ามชาติ
ภาคประชาสังคมเตือน วิกฤตศรัทธา–วิกฤตโครงสร้าง
ผลสะท้อนจาก Policy Watch Connect 2026 ชี้ชัดว่า ประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อมั่นว่านโยบายหาเสียงจะถูกนำไปปฏิบัติจริง ความต้องการหลักไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาปากท้อง แต่คือ
-
รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
-
การปฏิรูปการศึกษา
-
การเลือกตั้งที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
พร้อมข้อเรียกร้องให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและสร้างรัฐสวัสดิการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเกราะป้องกันทุนสีเทาในระยะยาว
พรรคการเมืองกับโจทย์โลกใหม่
การประเมินขีดความสามารถของพรรคการเมืองหลักพบว่า แต่ละพรรคมีจุดยืนต่างกันในสนามภูมิรัฐศาสตร์
-
พรรคแกนนำรัฐบาลเดิมถูกมองว่าเน้นความอยู่รอดทางการเมืองเฉพาะหน้า ขาดยุทธศาสตร์ระยะยาว
-
พรรคฝ่ายค้านสายปฏิรูปมีความเข้าใจโลกใหม่ แต่เผชิญแรงต้านจากโครงสร้างอำนาจเดิม
-
พรรคเก่าแก่พยายามชูภาพลักษณ์ต่อต้านทุนเทา แต่ยังต้องพิสูจน์การลงมือจริง
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งชายแดนและกระแสชาตินิยมถูกจับตาว่าอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อระดมคะแนนนิยมและเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจและการทุจริตเชิงโครงสร้าง
เศรษฐกิจไทยในกับดักมหาอำนาจ
รายงานเตือนว่า ไทยกำลังติดอยู่กลางสงครามเศรษฐกิจสหรัฐ–จีน มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และการควบคุมวัตถุดิบต้นน้ำของจีน ทำให้ไทยเสี่ยงเป็นเพียง “สนามหญ้า” ในห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่การคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 ชี้ว่าอัตราการเติบโตอาจต่ำเพียง 1.6–2.0%
สงครามข้อมูลและ AI เขย่าการเลือกตั้ง
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือ สงครามทางความคิด การใช้ AI สร้าง Deepfake คลิปเสียงปลอม และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในโซเชียลมีเดีย ซึ่งมุ่งบิดเบือนการรับรู้ของประชาชน และเปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงจากต่างชาติ
ทางแพร่งของรัฐไทย
บทสรุประบุว่า ประเทศไทยไม่สามารถเดินแบบ “business as usual” ได้อีกต่อไป รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ยกระดับความรู้เท่าทันสื่อ วางตำแหน่งเชิงรุกในห่วงโซ่อุปทานโลก และปราบทุนเทาด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจัง
ท้ายที่สุด การเลือกตั้งปี 2569 ถูกมองว่าเป็นมากกว่าการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่คือการตัดสินว่าไทยจะมีที่ยืนอย่างสมศักดิ์ศรีในระเบียบโลกใหม่ หรือจะถลำลึกสู่ภาวะรัฐที่ถูกครอบงำทั้งจากภายในและภายนอก.
การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และท่าทีของประเทศไทยต่อการจัดระเบียบโลกใหม่บนสมรภูมิการเลือกตั้งปี 2569: บทสังเคราะห์จากกรอบแนวคิด The Age of Variable Geometry และข้อเสนอ Policy Watch Connect 2026
บทนำ: ประเทศไทยในรอยต่อของระเบียบโลกที่ล่มสลาย
ปีพุทธศักราช 2569 นับเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในฐานะปีแห่งการเลือกตั้งทั่วไปที่จะกำหนดทิศทางอำนาจรัฐใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่บริบทภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน (Radical Shift) ระเบียบโลกเสรีนิยม (Liberal International Order) ที่เคยวางอยู่บนกฎกติกาและสถาบันระหว่างประเทศซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรตะวันตก กำลังถูกท้าทายและกัดเซาะจนเกิดสภาวะที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรียกว่า "The Age of Variable Geometry" หรือ "ยุคสมัยแห่งสมการอำนาจที่ไร้รูปแบบตายตัว"
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกถึงสถานะและท่าทีของประเทศไทย โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากการประชุมและข้อเสนอเชิงนโยบาย "Policy Watch Connect 2026" ซึ่งเป็นเวทีระดมสมองของภาคประชาสังคมกว่า 40 องค์กร
ส่วนที่ 1: พลวัตโลกยุค Variable Geometry และความล้าหลังของยุทธศาสตร์ไทย
1.1 นิยามและสภาวะวิทยาของ The Age of Variable Geometry
ในอดีต ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักอธิบายโลกผ่านกรอบของขั้วอำนาจ (Polarity) ไม่ว่าจะเป็นโลกสองขั้ว (Bipolarity) ในยุคสงครามเย็น หรือโลกขั้วเดียว (Unipolarity) หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 โลกได้ก้าวเข้าสู่สภาวะที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้นิยาม "The Age of Variable Geometry" ว่าเป็นยุคที่อำนาจและผลประโยชน์ของรัฐต่างๆ มีความเลื่อนไหล เปลี่ยนรูปทรงได้ตลอดเวลา และไม่ยึดติดกับพันธมิตรที่ถาวร
ประการแรก ความสัมพันธ์แบบพหุภาคีที่ซ้อนทับกัน (Overlapping Multilateralism): ประเทศหนึ่งอาจเป็นพันธมิตรทางความมั่นคงกับสหรัฐฯ แต่เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่แนบแน่นกับจีน และร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับอินเดียหรือรัสเซีย การแบ่งมิตรและศัตรูจึงไม่สามารถทำได้ด้วยเส้นแบ่งทางอุดมการณ์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ "ประเด็น" (Issue-based) ในแต่ละช่วงเวลา
ประการที่สอง การใช้อาวุธทางเศรษฐกิจและกฎหมาย (Weaponization of Interdependence): โครงสร้างพื้นฐานของโลกาภิวัตน์ที่เคยเชื่อว่าเป็นกลางและช่วยสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน เช่น ระบบการเงิน (SWIFT), ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain), อินเทอร์เน็ต และกฎหมายระหว่างประเทศ ได้ถูกมหาอำนาจนำมาใช้เป็นอาวุธเพื่อบีบบังคับรัฐอื่น สหรัฐฯ ใช้นโยบาย "America First" และมาตรการคว่ำบาตรทางเทคโนโลยี ในขณะที่จีนใช้การควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายาก (Critical Minerals) เป็นเครื่องมือต่อรอง
ประการที่สาม สงครามลูกผสมและสงครามทางปัญญา (Hybrid and Cognitive Warfare): การรุกรานอธิปไตยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้กำลังทหาร แต่ขยายไปสู่การครอบงำความคิดและการรับรู้ของประชาชน (Cognitive Domain) ผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้างความแตกแยกภายในสังคมเป้าหมาย
1.2 ความล้มเหลวในการปรับตัวของผู้นำไทย
จากการวิเคราะห์วาทกรรมและนโยบายหาเสียงของการเลือกตั้งปี 2569 พบว่าผู้นำพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่ในกรอบความคิดศตวรรษที่ 20 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า ผู้นำไทยยังคงหมกมุ่นอยู่กับนโยบายประชานิยม (Populism) และการบริหารรัฐกิจแบบเดิมๆ โดยปราศจากความเข้าใจในพลวัตใหม่ของโลก
ข้อสังเกตสำคัญคือ ในขณะที่โลกกำลังพูดถึงการรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Security) และการป้องกันสงครามทางความคิด เวทีดีเบตในไทยกลับยังวนเวียนอยู่กับการแจกเงินดิจิทัล การพักหนี้ หรือการแก้ไขปัญหาปากท้องในระยะสั้น ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งจำเป็นแต่ "ไม่เพียงพอ" ต่อการรักษาความอยู่รอดของรัฐในระยะยาว
1.3 กรอบคำถาม 10 ประการเพื่อประเมินความพร้อมของผู้นำ
เพื่อให้เห็นภาพความท้าทายที่ชัดเจนขึ้น ดร.สุวิทย์ ได้เสนอคำถาม 10 ข้อ สำหรับใช้ทดสอบวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งสามารถสังเคราะห์และจัดกลุ่มประเด็นสำคัญได้ดังนี้
ความเข้าใจต่อสนามอำนาจใหม่: ท่านรู้หรือไม่ว่าโลกไม่ได้แข่งขันกันด้วยประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เศรษฐกิจถูกทำให้เป็นอาวุธ? ท่านจะป้องกันไม่ให้ไทยกลายเป็นเพียง "ข้อต่อเล็กๆ" ในห่วงโซ่อุปทานของผู้นำอื่นได้อย่างไร?
นิยามความมั่นคงใหม่: ท่านจะนิยาม "ความมั่นคงแห่งชาติ" ในยุคที่ภัยคุกคามมาในรูปแบบ non-linear อย่างไร? การบริหารราชการแผ่นดินแบบเดิมสามารถรับมือกับภัยคุกคามจากทุนสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติได้หรือไม่?
ความสามารถในการนำ: ท่านควรถูกประเมินจากความสามารถในการแจกเงินประชานิยม หรือความสามารถในการนำพาประเทศไม่ให้เดินไป "ผิดสนาม" (Wrong Battlefield)?
คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรม แต่เป็นโจทย์ที่สอดคล้องกับข้อกังวลของภาคประชาสังคมในเวที Policy Watch Connect 2026 ที่มองว่านโยบายรัฐในปัจจุบัน "ไม่ตรงปก" และไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาหรือวิกฤตโครงสร้างได้จริง
ส่วนที่ 2: ภูมิทัศน์การเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 และข้อเสนอจากภาคประชาสังคม
การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของความไม่แน่นอนทางการเมืองสูงสุด ภายหลังการยุบสภาโดยนายกรัฐมนตรีรักษาการ อนุทิน ชาญวีรกูล
2.1 Policy Watch Connect 2026: เสียงสะท้อนจากฐานรากสู่ยอดหอคอย
โครงการ "Policy Watch Connect 2026" ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่พยายามสร้าง "พื้นที่กลาง" (Middle Ground) เพื่อเชื่อมโยงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนเข้ากับกระบวนการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-23 มกราคม 2569 ณ อาคารรัฐสภา โดยความร่วมมือของเครือข่ายองค์กรกว่า 40 แห่ง รวมถึง Thai PBS และ The Active
ข้อค้นพบและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ:
วิกฤตความเชื่อมั่น (Crisis of Trust): นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ชี้ว่ารัฐไทยกำลังเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถืออย่างรุนแรง ประชาชนมองว่านโยบายหาเสียงเป็นเพียง "คำโฆษณาชวนเชื่อ" ที่ไม่เคยถูกนำไปปฏิบัติจริง
2 ความต้องการปฏิรูปโครงสร้าง: ผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานระบุชัดเจนว่า สิ่งที่ประชาชนคาดหวังสูงสุดจากการเลือกตั้งไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาปากท้อง แต่คือ (1) รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย (2) การปฏิรูปการศึกษา และ (3) การเลือกตั้งที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
11 การกระจายอำนาจ: ข้อเสนอสำคัญคือการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและการสร้างระบบรัฐสวัสดิการที่ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมขับเคลื่อนมาอย่างยาวนานแต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากภาครัฐอย่างจริงจัง
12
2.2 การจัดวางกำลังของพรรคการเมืองและขั้วอำนาจ
ภูมิทัศน์การเมืองในปี 2569 แบ่งออกเป็นกลุ่มก้อนที่มีจุดยืนทางยุทธศาสตร์แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือทุกพรรคต่างต้องเผชิญกับข้อครหาเรื่องแหล่งที่มาของเงินทุนและการสนับสนุนจากกลุ่มผลประโยชน์ทับซ้อน
พรรคภูมิใจไทย (The Pragmatists): ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทยได้สถาปนาตนเองเป็น "แกนนำขั้วอนุรักษ์นิยมใหม่" แทนที่พรรคทหารจำแลงเดิม พรรคใช้นโยบาย "พูดแล้วทำ" และเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องความเชื่อมโยงกับ "บ้านใหญ่" และข้อครหาเรื่องทุนสีเทา
10 ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการดึงพรรคร่วมต่างๆ เข้ามาอยู่ในขั้วรัฐบาลเดิมสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบอุปถัมภ์ที่ยังคงครอบงำการเมืองไทยพรรคประชาชน (The Reformists): อดีตพรรคก้าวไกลที่ถูกยุบและกลับมาในนามพรรคประชาชน ยังคงครองใจคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมืองด้วยนโยบายปฏิรูปโครงสร้าง กองทัพ และสถาบันหลัก อย่างไรก็ตาม พรรคเผชิญกับแรงต้านมหาศาลจากกลไกอำนาจรัฐ นิติสงคราม และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่พยายามวาดภาพให้พรรคเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา
10 พรรคประชาธิปัตย์ (The Old Liberals): การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามชูจุดขายเรื่อง "ความซื่อสัตย์" และการต่อต้านทุนสีเทา (No Grey Capital) เพื่อดึงฐานเสียงอนุรักษ์นิยมคุณภาพกลับคืนมา แต่ยังต้องพิสูจน์ตนเองว่าจะสามารถเป็นทางเลือกหลักได้หรือไม่ท่ามกลางกระแสธารที่เชี่ยวกราก
14
2.3 ตัวแปรแทรกซ้อน: ชาตินิยมและชายแดน
ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง (Instrumentalization of Conflict) ที่ทรงพลัง
กระแสชาตินิยม: สถานการณ์ปะทะทางทหารช่วยสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคที่มีภาพลักษณ์ความมั่นคงและใกล้ชิดกองทัพ เช่น ภูมิใจไทย ในขณะเดียวกันก็ถูกใช้เพื่อโจมตีพรรคฝ่ายค้านที่มีท่าทีประนีประนอมหรือต้องการปฏิรูปงบประมาณกองทัพว่าเป็นพวก "ขายชาติ"
นัยยะแฝง: นักวิเคราะห์มองว่าความขัดแย้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ "Rally-round-the-flag" เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวในการบริหารงานและปัญหาเศรษฐกิจ
10
ส่วนที่ 3: เศรษฐกิจที่ถูกทำให้เป็นอาวุธ (Weaponized Economy) และกับดักภูมิรัฐศาสตร์
ในยุค Variable Geometry เศรษฐกิจไทยไม่ได้เผชิญแค่ความท้าทายจากวัฏจักรธุรกิจ แต่กำลังเผชิญกับ "สงครามเศรษฐกิจ" (Economic Warfare) ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งไทยตกอยู่ในสถานะที่เปราะบางที่สุดในฐานะ "โซ่ข้อกลาง" ของห่วงโซ่อุปทาน
3.1 ยุทธศาสตร์ De-risking และกำแพงภาษี: ภัยคุกคามจากสหรัฐฯ
ข้อมูลจากรายงานเศรษฐกิจและการค้าในปี 2568-2569 ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐฯ ภายใต้นโยบายกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น (Protectionism) ได้พุ่งเป้ามาที่ประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตที่ถูกใช้เพื่อหลบเลี่ยงภาษี (Circumvention Hub) ของจีน
ตารางที่ 1: มาตรการทางภาษีและการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อไทย (2568-2569)
| สินค้าเป้าหมาย | มาตรการของสหรัฐฯ | ผลกระทบต่อไทย |
| แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cells/Modules) | การไต่สวนและเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping/Countervailing Duties) กับผู้ผลิตในไทยที่ถูกระบุว่าใช้วัตถุดิบจีน | อุตสาหกรรมส่งออกโซลาร์เซลล์ของไทยอาจหดตัวรุนแรง ผู้ผลิตต้องย้ายฐานหรือลดกำลังการผลิต |
| ยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) | การตรวจสอบกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีหากพบว่าใช้ชิ้นส่วนสำคัญ (เช่น แบตเตอรี่) จากจีนเกินกำหนด | ความฝันในการเป็น "EV Hub of ASEAN" สะดุดลง ไทยเสี่ยงเป็นเพียงที่ประกอบรถจีนแต่ส่งออกไปตลาดตะวันตกไม่ได้ |
| ยางรถยนต์และสินค้าอุตสาหกรรม | การเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมตามมาตรา 301 และมาตรการตอบโต้การอุดหนุนข้ามพรมแดน | ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือเม็กซิโก |
3.2 การตอบโต้ของจีน: การควบคุมแร่ธาตุหายาก (Critical Minerals)
ในขณะที่สหรัฐฯ ปิดล้อมตลาด จีนได้ตอบโต้ด้วยการควบคุม "ต้นน้ำ" ของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี นั่นคือแร่ธาตุหายากและเทคโนโลยีการผลิต
Export Controls: จีนประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุสำคัญ เช่น แกลเลียม เจอร์เมเนียม และกราไฟต์ ซึ่งจำเป็นสำหรับการผลิตชิปและแบตเตอรี่ EV
6 ผลกระทบต่อไทย: นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve ของไทย หากไทยไม่สามารถเข้าถึงวัตถุดิบเหล่านี้ได้ หรือหากจีนเลือกที่จะส่งออกให้เฉพาะ "มิตรประเทศ" ที่ยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเมือง ไทยอาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อแลกกับความมั่นคงทางวัตถุดิบ
6
3.3 ภาพอนาคตเศรษฐกิจไทยปี 2569: ภาวะชะงักงัน
ด้วยแรงกดดันจากทั้งสองมหาอำนาจ การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2569 จึงดูมืดมน
GDP Growth: คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.6-2.0% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ (ไม่นับช่วงวิกฤตโควิด)
21 การส่งออก: มีความเสี่ยงที่จะหดตัวหรือเติบโตต่ำมาก เนื่องจากสงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
22 กับดักโครงสร้าง: ข้อเสนอจาก Policy Watch และบทวิเคราะห์ชี้ว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังเน้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การลดค่าครองชีพ หรือการแจกเงิน ซึ่งไม่สามารถช่วยให้ไทยหลุดพ้นจาก "กับดักภูมิรัฐศาสตร์" นี้ได้
9 หากไม่มีการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมให้สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีของตนเอง ไทยจะกลายเป็นเพียง "สนามหญ้า" ที่ถูกช้างสารชนกันจนแหลกลาญ
ส่วนที่ 4: ภัยคุกคามจาก "ทุนเทา" และสภาวะ State Capture
หนึ่งในประเด็นที่วิกฤตที่สุดและถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในเวทีสาธารณะอย่างกว้างขวางคือ การรุกรานของ "ทุนสีเทาข้ามชาติ" (Transnational Grey Capital) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสังคม แต่ได้ยกระดับเป็นภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติที่กัดเซาะโครงสร้างรัฐไทยจนเกิดสภาวะ "State Capture"
4.1 เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและฐานปฏิบัติการเพื่อนบ้าน
ทุนเทาในบริบทปี 2569 ไม่ใช่เพียงผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น แต่เป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความซับซ้อนสูง โดยมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนสีเทา (Chinese Grey Capital) ที่ใช้พื้นที่รอยตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา-ลาว-กัมพูชา เป็นฐานที่มั่น
Scam Operations: ธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ (Call Center/Hybrid Scam) ได้ขยายตัวเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท โดยใช้ไทยเป็นทางผ่านของเงิน (Money Mule) และโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต
การฟอกเงิน: เงินสกปรกจากธุรกิจเหล่านี้ถูกนำมาฟอกผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์หรูในกรุงเทพฯ การลงทุนในธุรกิจบันเทิง และการบริจาคให้องค์กรกุศลหรือวัดเพื่อสร้างภาพลักษณ์
14
4.2 State Capture: เมื่ออำนาจรัฐถูกซื้อ
ข้อมูลจากการอภิปรายและการสืบสวนชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่น่าตกใจระหว่างกลุ่มทุนเทากับนักการเมืองระดับสูง
Grey Grub Nest: สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ได้ตั้งฉายาสภาผู้แทนราษฎรว่าเป็น "รังของหนอนสีเทา" เนื่องจากมีการประเมินว่ามีเงินทุนสีเทาจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบการเมืองเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้ง
14 การซื้อเสียงในปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าจะมีความรุนแรงและใช้เม็ดเงินมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีแหล่งที่มาจากการฟอกเงินการแทรกแซงนโยบาย: ความน่ากลัวของ State Capture คือการที่กลุ่มทุนเหล่านี้สามารถกำหนดทิศทางนโยบายรัฐได้ เช่น การผลักดันให้เปิดเสรีคาสิโน (Entertainment Complex) เพื่อใช้เป็นแหล่งฟอกเงินอย่างถูกกฎหมาย หรือการโยกย้ายข้าราชการตำรวจและทหารเพื่อเอื้อต่อธุรกิจผิดกฎหมาย
14 ดร.สุวิทย์ เตือนว่านี่คือรูปแบบใหม่ของการสูญเสียอธิปไตย ที่รัฐบาลยังคงอยู่แต่ "อำนาจในการตัดสินใจเพื่อประชาชน" ได้สูญหายไปแล้ว1
ส่วนที่ 5: สงครามทางความคิด (Cognitive Warfare) และการแทรกแซงการเลือกตั้ง
ในสมรภูมิการเลือกตั้งปี 2569 การต่อสู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปราศรัยหาเสียง แต่ขยายไปสู่ "สงครามข้อมูลข่าวสาร" (Information Warfare) และ "สงครามทางความคิด" (Cognitive Warfare) ที่มุ่งเน้นการควบคุมการรับรู้และพฤติกรรมของประชาชน
5.1 AI และ Deepfakes: ความจริงที่ถูกบิดเบือน
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นอาวุธหลักในการสร้างความสับสนและโจมตีทางการเมือง
กรณีศึกษาคลิปเสียงปลอม: ศูนย์ตรวจสอบข้อเท็จจริง Thai PBS Verify ได้ตรวจพบกรณีการใช้ AI เลียนเสียง (AI Voice Cloning) สร้างบทสนทนาปลอมของผู้นำทางการเมือง เช่น กรณีคลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นบทสนทนาระหว่างอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กับ สมเด็จฮุนเซน ของกัมพูชา
26 คลิปเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อปลุกระดมกระแสชาตินิยมและทำลายความน่าเชื่อถือในประเด็นความมั่นคงIO และ Avatar: การใช้บัญชีปลอม (Avatars) และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ในโซเชียลมีเดีย มีความซับซ้อนขึ้นอย่างมาก โดยมีการใช้ AI สร้างเนื้อหาและคอมเมนต์เพื่อชี้นำกระแสสังคม (Astroturfing) ทำให้ประชาชนแยกไม่ออกระหว่างความคิดเห็นที่แท้จริงกับสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น
26
5.2 การแทรกแซงจากต่างชาติ (Foreign Interference)
ประเทศไทยตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารจากมหาอำนาจทั้งสองขั้ว
อิทธิพลของจีน: จีนใช้สื่อและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการเผยแพร่เรื่องเล่า (Narrative) ที่สนับสนุนจีน ("Tell China's Story Well") และโจมตีค่านิยมตะวันตก รวมถึงการดิสเครดิตพรรคการเมืองไทยที่มีแนวโน้มสนับสนุนสหรัฐฯ หรือวิพากษ์วิจารณ์นโยบายจีน
8 อิทธิพลของสหรัฐฯ: สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก สนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมและสื่ออิสระในการตรวจสอบและเปิดโปงการทุจริตและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งฝ่ายอนุรักษ์นิยมในไทยมักมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน
29
ส่วนที่ 6: บทสังเคราะห์ท่าทีประเทศไทยและทางแพร่งแห่งอนาคต
จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่าประเทศไทยในปี 2569 กำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่สำคัญที่สุด การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าสังคมไทยจะเลือกเดินไปในทิศทางใด ท่ามกลางแรงกดดันจาก "Variable Geometry"
6.1 การประเมินขีดความสามารถของพรรคการเมืองไทย
เมื่อพิจารณาจากนโยบายและพฤติกรรมทางการเมือง สามารถประเมินความพร้อมของพรรคการเมืองหลักในการรับมือกับระเบียบโลกใหม่ได้ดังนี้:
ตารางที่ 2: การวิเคราะห์จุดยืนและขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองไทย
| พรรคการเมือง | จุดยืนด้านภูมิรัฐศาสตร์ | การรับมือทุนเทาและ State Capture | ความพร้อมต่อโลกยุค Variable Geometry |
| ภูมิใจไทย (รัฐบาล) | Pragmatic / China-leaning: เน้นผลประโยชน์เฉพาะหน้าและการทูตแบบดั้งเดิม มีแนวโน้มเอียงเข้าหาจีนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการทหาร | Low Trust: ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสและความสัมพันธ์กับเครือข่ายอุปถัมภ์ การปราบปรามมักเป็นไปในลักษณะเลือกปฏิบัติ | ต่ำ-ปานกลาง: เน้นการอยู่รอดทางการเมืองระยะสั้น ขาด Grand Strategy ในการวางตำแหน่งประเทศระยะยาว |
| พรรคประชาชน (ฝ่ายค้าน) | Value-based / Pro-West leaning: เน้นค่านิยมสากล ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน ซึ่งสอดคล้องกับตะวันตก แต่อาจสร้างความขัดแย้งกับจีนและเพื่อนบ้านอำนาจนิยม | High Reformist: มีนโยบายแข็งกร้าวที่สุดในการปฏิรูปกองทัพและตำรวจเพื่อตัดวงจรทุนเทา แต่เผชิญอุปสรรคจากโครงสร้างอำนาจเก่า | ปานกลาง-สูง: มีความเข้าใจพลวัตโลกใหม่และเทคโนโลยี แต่ขาดประสบการณ์และอำนาจรัฐจริงในการขับเคลื่อน |
| ประชาธิปัตย์ | Conservative Liberal: พยายามรักษาสมดุลและความสัมพันธ์กับตะวันตกตามแนวทางเสรีนิยมดั้งเดิม | Zero Tolerance Campaign: ชูธงต่อต้านทุนเทาเป็นจุดขายหลัก แต่ต้องพิสูจน์ความสามารถในการปฏิบัติจริงท่ามกลางอิทธิพลการเมืองท้องถิ่น | ปานกลาง: มีประสบการณ์การทูต แต่ฐานเสียงและอำนาจต่อรองลดน้อยลง |
6.2 บทสรุปและข้อเสนอแนะ: ทางรอดของรัฐไทย
ประเทศไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายแบบ "Business as Usual" ได้อีกต่อไป ข้อเสนอจาก Policy Watch Connect 2026 และกรอบคิดของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า รัฐบาลใหม่ต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมและวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ ดังนี้:
สร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน (Inner Resilience): รัฐต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และสร้างระบบรัฐสวัสดิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและปิดช่องว่างไม่ให้ทุนเทาเข้ามาซื้อศรัทธาประชาชน
11 ยกระดับความมั่นคงทางปัญญา (Cognitive Security): ต้องมีการสร้างความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ให้กับประชาชนอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถแยกแยะข้อมูลเท็จและ Deepfakes ได้ รวมถึงการมีกลไกตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นอิสระและน่าเชื่อถือ
31 วางตำแหน่งเชิงรุกในห่วงโซ่อุปทาน (Proactive Positioning): เลิกเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตและทางผ่าน แต่ต้องสร้าง "จุดยืนทางยุทธศาสตร์" (Strategic Foothold) ในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น เกษตรอาหารสมัยใหม่ หรือบริการทางการแพทย์ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่ไม่ขึ้นอยู่กับการเลือกข้างมหาอำนาจ
18 ล้างบางทุนเทาด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ: ปัญหาทุนเทาไม่สามารถแก้ได้ด้วยกฎหมายภายในเพียงอย่างเดียว รัฐบาลไทยต้องมีความจริงใจในการร่วมมือกับนานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศในการสืบสวนเส้นทางการเงินและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยไม่เกรงใจ "หน้าอินทร์หน้าพรหม"
33
ท้ายที่สุด การเลือกตั้งปี 2569 คือบททดสอบว่าคนไทยจะเลือกผู้นำที่พาประเทศไปสู่ "รุ่งอรุณใหม่" ของการมีที่ยืนในระเบียบโลกอย่างสมศักดิ์ศรี หรือจะปล่อยให้ประเทศจมดิ่งลงสู่ "ความมืดมน" ของการเป็นรัฐที่ล้มเหลวและถูกยึดครองโดยสมบูรณ์


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น