พรรคโอกาสใหม่ชู “ถอนรากถอนโคน” ปราบยาเสพติด ดัน “ดร.นิยม เวชกามา” สู้ศึกสกลนคร เขต 2 ผสานอำนาจรัฐ–อำนาจธรรม แก้วิกฤตเรื้อรัง
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังกลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองที่เข้มข้น โดยเฉพาะในจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงจากปัญหายาเสพติด ท่ามกลางการแข่งขันของพรรคการเมืองใหญ่ การปรากฏตัวของ พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง ด้วยการชูนโยบายปราบปรามยาเสพติดแบบ “เด็ดขาด ถอนรากถอนโคน” เป็นวาระเร่งด่วนสูงสุดของประเทศ
ยาเสพติดจากปัญหาสังคม สู่ภัยความมั่นคง
พรรคโอกาสใหม่มองว่าวิกฤตยาเสพติดของไทยได้พัฒนาเกินกว่าจะเป็นเพียงปัญหาสังคม แต่กลายเป็นภัยความมั่นคงที่กัดกร่อนเศรษฐกิจ ชุมชน และสถาบันทางสังคม โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ จังหวัดสกลนครถูกจัดวางบทบาทเป็น “พื้นที่แนวที่สอง” ของขบวนการค้ายา มีทั้งจุดพักยาและเครือข่ายนักบินฝังตัวในชุมชน
สถิติการจับกุมในช่วงปี 2568–2569 ที่สามารถตรวจยึดยาบ้ารวมกว่า 2.8 ล้านเม็ด สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ และชี้ให้เห็นข้อจำกัดของมาตรการเดิมที่เน้นการบำบัดผู้เสพ แต่ยังไม่สามารถจัดการกับต้นตอของเครือข่ายผู้ค้าได้อย่างเด็ดขาด
“ถอนรากถอนโคน” ตัดเงิน ตัดสาธารณูปโภค ล้างบางระบบอุปถัมภ์
นโยบายปราบปรามยาเสพติดของพรรคโอกาสใหม่ถูกออกแบบในลักษณะเชิงรุกและครบวงจร ภายใต้ปฏิบัติการ “ถอนรากถอนโคน” โดยมีหัวใจสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
-
ตัดวงจรการเงิน ของเครือข่ายยาเสพติด ด้วยการจัดการบัญชีม้าและธุรกรรมดิจิทัลอย่างถาวร พร้อมยึดทรัพย์ย้อนหลัง
-
ตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณสื่อสาร ฐานปฏิบัติการที่พิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพื่อทำลายสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่ออาชญากรรม
-
ล้างบางเจ้าหน้าที่รัฐกังฉิน ด้วยมาตรการ “ตัดหัว” ลงโทษขั้นเด็ดขาด ไม่มีการโยกย้ายหรือประนีประนอม
-
เสริมเกราะเศรษฐกิจฐานราก ผ่านนโยบายพักหนี้ 3 ปี และการยกระดับรายได้ เพื่อลดแรงผลักให้ประชาชนเข้าสู่วงจรยาเสพติด
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากนโยบายในอดีตที่เน้นมิติสิทธิมนุษยชนหรือการเยียวยาเพียงด้านเดียว โดยพรรคโอกาสใหม่ย้ำว่า การปราบผู้ค้าและตัดโครงสร้างอาชญากรรมต้องเดินควบคู่กับการดูแลผู้เสพและแก้ปัญหาปากท้อง
“ดร.นิยม เวชกามา” ตัวแปรสำคัญในสนามสกลนคร
ในพื้นที่สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ส่ง ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครหมายเลข 6 ลงชิงชัย โดยวางบทบาทเป็นกลไกเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติสู่การปฏิบัติระดับชุมชน ดร.นิยม เป็นอดีต ส.ส. สกลนคร 4 สมัย ได้รับการยอมรับในฐานะ “ดาวสภา” จากสถิติการอภิปรายกว่า 270 ครั้ง และมีภูมิหลังด้านพุทธจิตวิทยา ซึ่งหล่อหลอมแนวทางการเมืองที่ผสมผสานเหตุผลทางนโยบายกับมิติศีลธรรม
การย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสังกัดพรรคโอกาสใหม่ ถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตนเองขับเคลื่อนนโยบายที่เด็ดขาดมากขึ้น โดยใช้สโลแกน “กล้าคิด ทำเป็น เห็นผลงาน” ตอกย้ำภาพลักษณ์นักการเมืองสายทำงาน
ผสาน “อำนาจรัฐ–อำนาจธรรม” สร้างปราการชุมชน
ยุทธศาสตร์หาเสียงของ ดร.นิยม เน้นการลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน รับฟังข้อมูลยาเสพติดระดับหมู่บ้าน ควบคู่กับการใช้อัตลักษณ์ทางศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้ชุมชน ผ่านกิจกรรมทางพุทธศาสนาและการฟื้นบทบาทวัดเป็นศูนย์กลางสังคม
แนวคิดดังกล่าวสอดรับกับข้อมูลจาก “สกลนครโมเดล” ที่พบว่าผู้เสพส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสีเขียวซึ่งมีโอกาสกลับไปเสพซ้ำสูง หากไม่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเดิม พรรคโอกาสใหม่จึงเสนอให้ใช้มาตรการปราบปรามผู้ค้าอย่างเข้มข้นควบคู่กับการฟื้นฟูชุมชน เพื่อยกระดับจากการ “ควบคุม” สู่การ “ขจัด” ปัญหาอย่างยั่งยืน
ศึกชี้ชะตา: ทางเดิมหรือโอกาสใหม่
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า การเลือกตั้งในสกลนคร เขต 2 คือการตัดสินใจระหว่างแนวทางเดิมที่เน้นความประนีประนอม กับแนวทางใหม่ที่ใช้ยาแรงในการผ่าตัดโครงสร้างอาชญากรรม การผสมผสานความเด็ดขาดเชิงนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ กับทุนทางสังคมและศรัทธาของ ดร.นิยม เวชกามา อาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในสนามเลือกตั้งครั้งนี้
ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งไม่เพียงกำหนดผู้แทนราษฎร แต่ยังสะท้อนทิศทางการแก้ปัญหายาเสพติดของประเทศ ว่าประชาชนจะเลือก “ความเข้มแข็งแบบผ่าตัดโครงสร้าง” หรือยังคงเดินอยู่บนเส้นทางเดิมที่สังคมคุ้นชินมานาน
นโยบายพรรคโอกาสใหม่ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569 และพลวัตการจัดการปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2
1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยและนัยสำคัญของการเลือกตั้ง 2569
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย ภายหลังจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 เมื่อปลายปี พ.ศ. 2568 บรรยากาศทางการเมืองได้เข้าสู่สภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นและซับซ้อนยิ่งขึ้น
ในบริบทนี้ การถือกำเนิดของ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สร้างแรงกระเพื่อมที่น่าจับตามองในสนามการเลือกตั้ง
รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ โดยเฉพาะในมิติของการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และศึกษาการนำนโยบายระดับมหภาค (Macro Policy) ลงสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ (Micro Application) ผ่านกรณีศึกษาของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 หมายเลข 6
2. โครงสร้างนโยบายความมั่นคงและยาเสพติดของพรรคโอกาสใหม่: ปฏิบัติการ "ถอนรากถอนโคน"
จากการสังเคราะห์เอกสารการหาเสียงและการปราศรัยใหญ่ของพรรคโอกาสใหม่ ณ ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 พบว่าพรรคได้วางกรอบนโยบายในการจัดการปัญหายาเสพติดไว้ในระดับ "วาระเร่งด่วนสูงสุด" โดยใช้ชื่อปฏิบัติการว่า "ถอนรากถอนโคน" (Root and Branch Approach)
2.1 ยุทธศาสตร์การตัดท่อน้ำเลี้ยงและการทำลายโครงข่ายดิจิทัล
หัวใจสำคัญของนโยบายปราบปรามยาเสพติดของพรรคโอกาสใหม่ คือการรับรู้ว่าอาชญากรรมยาเสพติดในยุคปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินสดเพียงอย่างเดียว แต่พึ่งพาระบบธุรกรรมทางการเงินดิจิทัลและบัญชีม้า (Mule Accounts) เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงองค์กรอาชญากรรม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้ประกาศนโยบายที่จะ "ตัดวงจรทางการเงิน" ของบัญชีม้าอย่างทันทีทันใดและถาวร
นัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ของมาตรการนี้คือการทำลายสภาพคล่อง (Liquidity) ของเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด การทำให้เงินที่ได้มาจากการกระทำผิดไม่สามารถหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหรือนำไปลงทุนต่อได้ เป็นการโจมตีที่จุดตายขององค์กรอาชญากรรม ซึ่งมักจะมีโครงสร้างที่ซับซ้อนและมีทรัพยากรทางการเงินมหาศาลในการติดสินบนเจ้าหน้าที่หรือจัดหาอาวุธ การมุ่งเป้าไปที่บัญชีม้ายังสะท้อนถึงความเข้าใจในพลวัตของอาชญากรรมไซเบอร์ที่มักเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศสีเทาเดียวกัน
2.2 มาตรการระงับสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Denial)
หนึ่งในข้อเสนอที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางคือ นโยบายการตัดปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพของเครือข่ายอาชญากรรม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้ระบุชัดเจนถึงมาตรการ "ตัดน้ำ ตัดไฟ และตัดสัญญาณสื่อสาร" ของกลุ่มที่พิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดและแก๊งต้มตุ๋น
ในทางทฤษฎีอาชญาวิทยา การตัดการเข้าถึงสาธารณูปโภคถือเป็นรูปแบบหนึ่งของ "Situational Crime Prevention" หรือการป้องกันอาชญากรรมโดยสภาพแวดล้อม โดยการเพิ่มความยากลำบากและความเสี่ยงในการกระทำผิด อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ นโยบายนี้ต้องอาศัยความแม่นยำของข้อมูลข่าวกรองในระดับสูงเพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง การประกาศใช้นโยบายที่ "ดุดัน" เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนของพรรคที่ต้องการตอบสนองต่อความรู้สึกโกรธแค้น (Public Sentiment) ของประชาชนที่เบื่อหน่ายกับความล่าช้าและไร้ประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมแบบเดิม
2.3 การล้างบางระบบราชการ: มาตรการ "ตัดหัว" (Administrative Purge)
พรรคโอกาสใหม่ตระหนักดีว่าปัญหายาเสพติดในประเทศไทยไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากการรู้เห็นเป็นใจหรือการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ในฐานะอดีตข้าราชการระดับปลัดกระทรวง เข้าใจกลไกและช่องโหว่ของระบบราชการเป็นอย่างดี จึงได้เสนอนโยบาย "ตัดหัว" เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับวงจรยาเสพติด
มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่การทำลาย "ระบบอุปถัมภ์" ที่ฝังรากลึกในวงการราชการ ซึ่งมักจะปกป้องพวกพ้องเมื่อเกิดการกระทำผิด การส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากผู้นำพรรคว่า "เอาจริง" กับข้าราชการทุจริต เป็นยุทธศาสตร์ในการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน และเป็นการป้องปราม (Deterrence) เจ้าหน้าที่รัฐที่คิดจะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากยาเสพติด
2.4 การบูรณาการนโยบายเศรษฐกิจเพื่อการป้องกัน (Economic Prevention)
นอกเหนือจากมาตรการปราบปรามเชิงรุก พรรคโอกาสใหม่ยังได้วางโครงสร้างนโยบายเศรษฐกิจเพื่อทำหน้าที่เป็น "กำแพงป้องกัน" ยาเสพติด โดยเฉพาะนโยบาย "พักหนี้ 3 ปี" (3-Year Debt Freeze) และการผลักดัน "ค่าแรงที่เหมาะสม"
การพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี มุ่งหวังที่จะให้เวลาแก่ประชาชนในการตั้งหลักและฟื้นฟูสถานะทางการเงิน ซึ่งจะช่วยลดแรงจูงใจในการกระทำผิดกฎหมาย ควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้ผ่านค่าแรงที่เหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว การมองปัญหายาเสพติดเชื่อมโยงกับปัญหาปากท้องนี้ เป็นจุดแข็งที่ทำให้พรรคสามารถดึงดูดฐานเสียงในกลุ่มเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีความเปราะบางต่อปัญหายาเสพติด
3. ดร.นิยม เวชกามา: อัตลักษณ์ทางการเมืองและการประยุกต์ใช้นโยบายในระดับพื้นที่
ในขณะที่พรรคโอกาสใหม่วางกรอบนโยบายระดับชาติที่แข็งกร้าว การนำนโยบายเหล่านั้นมาปรับใช้ในบริบทท้องถิ่นจำเป็นต้องอาศัยตัวกลางที่มีความเข้าใจและมีอิทธิพลต่อความคิดของประชาชน ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักกันในนาม "ดร.มหานิยม" ผู้สมัครหมายเลข 6 ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางดังกล่าวอย่างโดดเด่น ด้วยคุณลักษณะเฉพาะตัวที่ผสมผสานระหว่างความเป็นนักการเมืองอาชีพ ความเป็นปราชญ์ท้องถิ่น และความเป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด
3.1 ภูมิหลังและทุนทางการเมือง (Political Capital)
ดร.นิยม เวชกามา มิใช่นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนครถึง 4 สมัย
ภูมิหลังทางการศึกษาของ ดร.นิยม ซึ่งจบปริญญาเอกด้านพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
3.2 จาก "เพื่อไทย" สู่ "โอกาสใหม่": นัยทางการเมือง
การตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงหลักในภาคอีสาน มาสังกัดพรรคโอกาสใหม่ ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองครั้งสำคัญของ ดร.นิยม
3.3 ยุทธศาสตร์การหาเสียง: ผสานอำนาจรัฐและอำนาจธรรม
ในการเลือกตั้งปี 2569 ดร.นิยม ได้ประยุกต์ใช้นโยบายปราบปรามยาเสพติดของพรรคโอกาสใหม่ เข้ากับบริบทท้องถิ่นสกลนครผ่าน 3 ยุทธวิธีหลัก:
ยุทธการ "เคาะประตูบ้าน" (Door-to-Door Strategy): ดร.นิยม และทีมงานได้ลงพื้นที่อย่างเข้มข้นในลักษณะ "ถึงลูกถึงคน" โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลบ้านแป้น ตำบลนาโพธิ์ ตำบลโพธิไพศาล อำเภอโพนนาแก้ว และอำเภอเมืองสกลนคร
การลงพื้นที่นี้ไม่ได้ทำเพียงเพื่อขอคะแนนเสียง แต่เป็นการลงไปรับฟังปัญหายาเสพติดจากปากคำของชาวบ้านโดยตรง ทำให้ท่านได้รับข้อมูลเชิงลึก (Intelligence) เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในระดับหมู่บ้าน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นฐานในการกำหนดเป้าหมายการปราบปรามตามนโยบายพรรคหากได้รับเลือกตั้ง การใช้อัตลักษณ์ทางศาสนาต่อสู้กับยาเสพติด: ดร.นิยม มักจะนำเสนอปัญหายาเสพติดในฐานะ "ภัยคุกคามต่อศาสนาและศีลธรรม" ท่านเคยอภิปรายในสภาถึงกรณีที่พระสงฆ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกทำร้ายและวัดร้างจากปัญหาความไม่สงบ
และในบริบทของสกลนคร ท่านเชื่อมโยงว่ายาเสพติดทำให้เยาวชนห่างไกลวัดและทำลายรากฐานทางวัฒนธรรม การรณรงค์หาเสียงของท่านจึงมักควบคู่ไปกับกิจกรรมทางศาสนา เช่น การทำบุญทอดผ้าป่า และการลงนะหน้าทองเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งเป็นการสร้าง "เกราะป้องกันทางจิตใจ" ให้กับชุมชน ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการทางกฎหมาย การสื่อสารนโยบาย "คนทำงาน" สู้กับข่าวลือ: ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ดร.นิยม เผชิญกับกระแสข่าวลือโจมตีว่าท่าน "ถอดใจ" หรือ "ไม่สู้"
ท่านจึงใช้ผลงานการอภิปรายในสภา 277 ครั้ง เป็นเครื่องพิสูจน์ความตั้งใจจริง และประกาศย้ำว่าท่านพร้อมที่จะนำนโยบายปราบยาเสพติดที่เด็ดขาดของพรรคโอกาสใหม่ มาใช้แก้ปัญหาให้พี่น้องชาวสกลนครอย่างจริงจัง โดยชูจุดขายว่า "เลือกคนทำงาน เลือกมหานิยม"
4. สถานการณ์ยาเสพติดในจังหวัดสกลนคร: สมรภูมิที่รอการแก้ไข
เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนของนโยบายพรรคโอกาสใหม่และบทบาทของ ดร.นิยม จำเป็นต้องวิเคราะห์สถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดสกลนครอย่างละเอียด ซึ่งถือเป็น "พื้นที่ยุทธศาสตร์" (Strategic Area) ในการสกัดกั้นยาเสพติดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
4.1 ภูมิรัฐศาสตร์ยาเสพติด: สกลนครในฐานะ "พื้นที่แนวที่สอง" (Second Line of Defense)
จังหวัดสกลนครแม้จะไม่มีพรมแดนติดแม่น้ำโขงโดยตรงเหมือนจังหวัดนครพนมหรือหนองคาย แต่มีสภาพภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่รอยต่อสำคัญ (Gateway) ที่เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดชายแดนกับพื้นที่ตอนในของประเทศ เส้นทางคมนาคมที่สะดวกสบายทำให้สกลนครกลายเป็นจุดพักยา (Resting Point) และเส้นทางลำเลียง (Transit Route) ที่สำคัญของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ
ข้อมูลจากการจับกุมในช่วงปี พ.ศ. 2568-2569 ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์อย่างชัดเจน:
มิถุนายน 2568: เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23 สามารถตรวจยึดยาบ้าจำนวน 980,000 เม็ด ในพื้นที่อำเภอเมืองสกลนคร ซึ่งลำเลียงโดยเครือข่ายนักค้ายาจากจังหวัดลพบุรีที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวในการขนส่ง
พฤศจิกายน 2568: มีการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่พร้อมของกลางยาบ้ากว่า 1.86 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 46 ล้านบาท โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่ารับยามาจากริมฝั่งโขงในอำเภอธาตุพนม เพื่อนำมาพักไว้ในสกลนครก่อนส่งกระจายต่อ
สถิติเหล่านี้สะท้อนว่า สกลนครไม่ได้เป็นเพียงทางผ่าน แต่มีเครือข่าย "นักบิน" (ผู้ลำเลียง) และจุดพักยาที่ฝังตัวอยู่ในพื้นที่ชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย "ตัดน้ำ ตัดไฟ" ฐานปฏิบัติการของพรรคโอกาสใหม่ ที่จะเข้ามาจัดการกับแหล่งพักยาเหล่านี้โดยเฉพาะ
4.2 บทเรียนจาก "สกลนครโมเดล" (Sakon Nakhon Model)
จังหวัดสกลนครได้ดำเนินโครงการ "สกลนครโมเดล" เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเน้นการ Re-X-Ray คัดกรองประชากรกลุ่มเสี่ยงอายุ 12-65 ปี ทั้งจังหวัด
ผลการคัดกรอง: จากการคัดกรองประชากรกลุ่มเป้าหมาย พบผู้มีสารเสพติดในร่างกายคิดเป็นร้อยละ 2.11 ของประชากรที่เข้าคัดกรอง
การจำแนกกลุ่มผู้เสพ: เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้จำแนกผู้เสพออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่:
กลุ่มสีเขียว: ผู้เสพทั่วไป (จำนวนมากที่สุด ประมาณ 10,249 ราย)
กลุ่มสีเหลือง: ผู้เสพที่มีอาการทางจิตเวชเบื้องต้น
กลุ่มสีส้ม: ผู้ป่วยที่มีความรุนแรงปานกลาง
กลุ่มสีแดง: ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงและเป็นอันตรายต่อสังคม (23 ราย)
ตารางแสดงสถิติการคัดกรองผู้เสพยาเสพติดภายใต้โครงการสกลนครโมเดล (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2568):
| ประเภทกลุ่มผู้เสพ | จำนวน (ราย) | ร้อยละ (โดยประมาณ) | มาตรการเดิม | ข้อจำกัด |
| สีเขียว (ผู้เสพทั่วไป) | 10,249 | 98.5% | บำบัดชุมชน (CBTx) | อัตราการกลับไปเสพซ้ำสูง |
| สีเหลือง (มีอาการเริ่มแรก) | 120 | 1.1% | การแพทย์/จิตเวช | ขาดแคลนบุคลากรติดตาม |
| สีส้ม (อาการปานกลาง) | 29 | 0.2% | บำบัดในโรงพยาบาล | ข้อจำกัดด้านเตียง/สถานที่ |
| สีแดง (ก้าวร้าวรุนแรง) | 23 | 0.2% | ควบคุมตัวเข้มข้น | เป็นภัยคุกคามเร่งด่วนในชุมชน |
แม้ "สกลนครโมเดล" จะประสบความสำเร็จในการค้นหาผู้เสพ แต่ยังมีช่องว่างในเรื่องของการ "ปราบปรามผู้ค้า" ที่เป็นต้นตอ และการจัดการกับ "วงจรอุบาทว์" ของการหวนกลับไปเสพซ้ำเนื่องจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ซึ่งจุดนี้เองที่นโยบาย "ถอนรากถอนโคน" และ "ตัดวงจรการเงิน" ของพรรคโอกาสใหม่ จะเข้ามาเติมเต็มเพื่อยกระดับการแก้ปัญหาจาก "การควบคุม" (Control) เป็น "การขจัด" (Eradication)
5. การสังเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: ความเป็นไปได้และผลกระทบของการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ
การนำนโยบายระดับชาติของพรรคโอกาสใหม่มาใช้ในพื้นที่สกลนคร โดยผ่านกลไกของ ดร.นิยม เวชกามา มีแนวโน้มที่จะสร้างผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ:
5.1 การยกระดับมาตรการปราบปรามในพื้นที่ (Intensified Suppression)
หากพรรคโอกาสใหม่ได้รับเลือกตั้งและ ดร.นิยม ได้เป็น สส. คาดว่าจะมีการผลักดันให้ใช้ข้อมูลจาก "สกลนครโมเดล" (โดยเฉพาะรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในระดับหมู่บ้าน) มาขยายผลสู่การใช้มาตรการ "ตัดน้ำ ตัดไฟ" และ "ยึดทรัพย์" อย่างเข้มข้นในพื้นที่เป้าหมาย เช่น บ้านห้วยยาง หรือพื้นที่รอยต่ออำเภอเมืองและอำเภอเต่างอย ที่มักเป็นจุดพักยา การมี สส. ที่มีความรู้ลึกซึ้งในพื้นที่และกล้าอภิปราย จะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ตื่นตัวและไม่กล้าเพิกเฉยต่อข้อมูลข่าวกรอง
5.2 การตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ (Checks and Balances)
ด้วยนโยบาย "ตัดหัว" ข้าราชการกังฉิน ดร.นิยม จะมีบทบาทสำคัญในการเป็น "หูเป็นตา" สอดส่องการทำงานของข้าราชการในจังหวัดสกลนคร ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือฝ่ายปกครอง หากพบการทุจริตหรือการปล่อยปละละเลย ท่านสามารถใช้กลไกรัฐสภาและช่องทางพรรคในการกดดันให้เกิดการลงโทษอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยล้างบางระบบส่วยและอิทธิพลมืดที่เอื้อต่อการค้ายาเสพติดในท้องถิ่น
5.3 การสร้างภูมิต้านทานทางสังคมผ่านพุทธวิธี (Social Immunity via Buddhism)
ในขณะที่มาตรการทางกฎหมายดำเนินไปอย่างเข้มข้น ดร.นิยม จะยังคงบทบาทในการใช้ "Soft Power" ทางศาสนา เพื่อเยียวยาจิตใจและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน การฟื้นฟูวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนปลอดโจรและยาเสพติด จะช่วยรองรับผู้เสพที่ผ่านการบำบัด (กลุ่มสีเขียว) ให้มีที่ยืนในสังคม ลดโอกาสการกลับไปเสพซ้ำ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่าการปราบปรามเพียงอย่างเดียว
5.4 การเปรียบเทียบกับคู่แข่งทางการเมือง
ในเขตเลือกตั้งที่ 2 คู่แข่งสำคัญจากพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน พรรคเพื่อไทยอาจมีฐานเสียงจัดตั้งที่แน่นหนาและนโยบายประชานิยมที่แข็งแกร่ง แต่ต้องแบกรับความรับผิดชอบต่อปัญหายาเสพติดที่ยังแก้ไขไม่ได้เบ็ดเสร็จในช่วงที่เป็นรัฐบาล ส่วนพรรคประชาชนอาจเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนและการปฏิรูปโครงสร้าง ซึ่งอาจถูกมองว่า "อ่อนเกินไป" ในสายตาชาวบ้านที่ต้องการความเด็ดขาด
ในทางตรงกันข้าม พรรคโอกาสใหม่และ ดร.นิยม วางตำแหน่ง (Positioning) ในจุดที่ผสมผสานความเด็ดขาดแบบทหาร/ข้าราชการ (Jatuporn's Style) เข้ากับความเมตตาและเข้าถึงง่ายแบบนักบุญ (Dr. Niyom's Style) ซึ่งอาจเป็น "ส่วนผสมที่ลงตัว" สำหรับบริบทสังคมอีสานที่เคารพผู้นำที่เข้มแข็งแต่มีคุณธรรม
6. บทสรุป
การเลือกตั้งปี 2569 ในจังหวัดสกลนคร เขต 2 มิใช่เพียงการเลือกผู้แทนราษฎร แต่เป็นการเลือกระหว่าง "แนวทางเดิม" ที่เน้นการประนีประนอมและการเยียวยา กับ "โอกาสใหม่" ที่เน้นการผ่าตัดโครงสร้างและการใช้ยาแรง นโยบาย "ถอนรากถอนโคน" ของพรรคโอกาสใหม่ เมื่อถูกนำมาขับเคลื่อนโดยบุคลากรที่มีคุณภาพและประสบการณ์สูงอย่าง ดร.นิยม เวชกามา จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงสูง
ความสำเร็จของ ดร.นิยม จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสื่อสารให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า มาตรการที่เด็ดขาดของพรรคจะไม่กระทบต่อคนบริสุทธิ์ และจะนำมาซึ่งความสงบสุขที่แท้จริงของลูกหลานชาวสกลนคร การผนึกกำลังระหว่าง "อำนาจรัฐ" ที่มุ่งทำลายโครงข่ายอาชญากรรม และ "อำนาจธรรม" ที่มุ่งสร้างเกราะคุ้มกันจิตใจ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่ทางออกของวิกฤตยาเสพติดที่เรื้อรังมานานในดินแดนแห่งนี้ และทำให้สกลนครกลับมาเป็นเมืองแห่งธรรมะและอารยธรรมอย่างแท้จริง สมดังเจตนารมณ์ของ "มหานิยม" และพรรคโอกาสใหม่
.png)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น