วิเคราะห์การเมืองศรัทธา 2569 : “ดร.นิยม เวชกามา” ชูนโยบายปฏิรูปคณะสงฆ์ เขย่าโครงสร้างอำนาจศาสนจักรไทยบนเวทีเลือกตั้ง
โดย คณะทำงานวิจัยและวิเคราะห์นโยบายสาธารณะด้านศาสนาและการเมือง
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเชิงนโยบายเศรษฐกิจหรือปากท้อง หากแต่กำลังกลายเป็นสมรภูมิทางอุดมการณ์ที่ “ศาสนา” โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะอย่างเด่นชัด สะท้อนพลวัตใหม่ของการเมืองไทยในยุคดิจิทัล
หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 เมื่อ ดร.นิยม เวชกามา อดีต ส.ส. หลายสมัย ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) หมายเลข 6 พร้อมเสนอแนวนโยบายที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจจารีตเดิมอย่างชัดเจน คือ “การส่งเสริมการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรคณะสงฆ์ให้กระชับและมีประสิทธิภาพ”
วิกฤตโครงสร้างสงฆ์ไทย: ปัญหาเชิงระบบที่สั่งสมยาวนาน
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และพุทธศาสนาระบุว่า โครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน ซึ่งดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มีลักษณะ รวมศูนย์อำนาจสูง ลำดับชั้นยาว และขาดความคล่องตัว อันเป็นมรดกจากรัฐราชการสมัยใหม่
ปัญหาหลักที่ถูกวิพากษ์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่
-
การตัดสินใจจากส่วนกลางที่ล่าช้า ไม่สอดคล้องบริบทพื้นที่
-
ความซ้ำซ้อนของบทบาท โดยเฉพาะตำแหน่ง “เจ้าคณะภาค” กับ “เจ้าคณะจังหวัด”
-
ระบบอุปถัมภ์และการแต่งตั้งที่ยึดอาวุโสและงบก่อสร้าง มากกว่าศักยภาพเชิงบริหาร
-
วิกฤตศรัทธาจากกรณีทุจริตและข่าวฉาวที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในสื่อออนไลน์
“ดร.นิยม เวชกามา” กับภาพนักการเมืองสายพุทธเชิงวิชาการ
ดร.นิยม เวชกามา ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองไม่กี่รายที่มีพื้นฐานทางวิชาการครบทั้ง นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และพุทธจิตวิทยา โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านพุทธจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทำให้ข้อเสนอของเขาไม่ใช่เพียงวาทกรรมหาเสียง แต่มีฐานคิดเชิงโครงสร้างและจิตวิทยาองค์กรศาสนารองรับ
ผลงานในอดีต เช่น การผลักดันกฎหมายคุ้มครองพระพุทธศาสนา แนวคิด “ธนาคารพระพุทธศาสนา” และบทบาทในการอภิปรายคดีเงินทอนวัด ล้วนสร้างภาพลักษณ์ “ผู้พิทักษ์ศาสนาเชิงเหตุผล” ให้กับเขาอย่างต่อเนื่อง
การประชุม มส. 9 มกราคม 2569: ตัวเร่งนโยบายปฏิรูป
จุดเปลี่ยนสำคัญของการรณรงค์หาเสียง คือ การประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งมีสัญญาณสะท้อนความกังวลต่อวิกฤตศรัทธาและประสิทธิภาพการบริหารกิจการสงฆ์
เพียงหนึ่งวันหลังจากนั้น ดร.นิยม ได้ออกมาขยายประเด็น “การปฏิรูปคณะสงฆ์ไทยยุคดิจิทัล” โดยเชื่อมโยงกับพระสังฆราโชบาย และวางตำแหน่งตนเองเป็น “กลไกฝ่ายนิติบัญญัติ” ที่พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า กลยุทธ์นี้ช่วย
-
สร้างความชอบธรรมทางศาสนา
-
สะท้อนภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์
-
ระดมฐานเสียงชาวพุทธและพระสงฆ์ในพื้นที่
นโยบาย “โครงสร้างกระชับ–มีประสิทธิภาพ” กับโจทย์ใหญ่การเมืองไทย
สาระสำคัญของนโยบายปฏิรูป ประกอบด้วย
-
การลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้างอำนาจ กระจายอำนาจสู่ระดับจังหวัด
-
การนำหลักธรรมาภิบาลและตัวชี้วัดผลการทำงาน (KPI) มาใช้
-
การยกระดับความโปร่งใสด้านการเงินวัด
-
การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างฐานข้อมูลคณะสงฆ์ระดับชาติ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การผลักดันนโยบายดังกล่าวต้องเผชิญกับ กำแพงกฎหมาย จารีต และแรงต้านจากกลุ่มผู้เสียประโยชน์ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจถูกตีความว่าเป็นการเมืองแทรกแซงศาสนา
ศึกเลือกตั้งสกลนคร เขต 2: บทพิสูจน์การเมืองศรัทธา
สกลนครซึ่งถูกขนานนามว่า “เมืองพุทธธรรม” เป็นพื้นที่ที่ศรัทธาและการเมืองผูกโยงกันอย่างลึกซึ้ง การผสมผสานระหว่าง นโยบายปฏิรูปศาสนา กับ นโยบายปากท้อง เช่น พักหนี้ กยศ. และเรียนฟรี ทำให้ ดร.นิยม สามารถเข้าถึงทั้งฐานเสียงอนุรักษ์นิยมและคนรุ่นใหม่
ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินผู้แทนราษฎร แต่คือคำตอบสำคัญว่า สังคมไทยพร้อมหรือยังกับการปฏิรูปโครงสร้างศาสนจักรภายใต้กรอบรัฐประชาธิปไตย และเสียงจาก “มหานิยม” จะสามารถส่งแรงสะเทือนไปถึงโครงสร้างอำนาจคณะสงฆ์ได้จริงหรือไม่
การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และนัยสำคัญทางรัฐศาสตร์ของการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรคณะสงฆ์: กรณีศึกษา ดร.นิยม เวชกามา และพลวัตการเลือกตั้ง พ.ศ. 2569
โดย คณะทำงานวิจัยและวิเคราะห์นโยบายสาธารณะด้านศาสนาและการเมือง
บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยและจุดเปลี่ยนของอำนาจแห่งศรัทธาในปี 2569
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2569 นับเป็นปรากฏการณ์ทางรัฐศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง ไม่เพียงแต่เป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ยังเป็นสมรภูมิทางอุดมการณ์ที่ประเด็นทางสังคมและวัฒนธรรมถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแกนกลางในการรณรงค์หาเสียงอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่อง "การเมืองของความศักดิ์สิทธิ์" หรือบทบาทของพระพุทธศาสนาในรัฐสมัยใหม่ จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ได้กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามอง เมื่อ ดร.นิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) หมายเลข 6 พร้อมกับชูนโยบายที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจจารีตเดิมอย่าง "การส่งเสริมการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรคณะสงฆ์ให้กระชับและมีประสิทธิภาพ"
บทความวิชาการฉบับนี้ มุ่งเน้นที่จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงพัฒนาการ แนวคิด และผลกระทบของนโยบายดังกล่าว โดยวางอยู่บนบริบทของเหตุการณ์สำคัญคือการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ให้เกิดวาทกรรมว่าด้วยการสังคายนาโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ครั้งใหญ่ การวิเคราะห์จะครอบคลุมมิติทางประวัติศาสตร์กฎหมาย รัฐประศาสนศาสตร์ และพุทธจิตวิทยา เพื่อถอดรหัสว่า เหตุใดข้อเสนอของ ดร.นิยม จึงมิใช่เพียงนโยบายหาเสียงทั่วไป แต่เป็นความพยายามในการรื้อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา (State-Sangha Relations) ในยุคดิจิทัล
บทที่ 1: พัฒนาการและวิกฤตศรัทธา: รากฐานปัญหาโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ไทย
ก่อนที่จะวิเคราะห์ข้อเสนอของ ดร.นิยม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจถึง "พยาธิสภาพ" ของโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลผลิตของวิวัฒนาการทางกฎหมายและการรวมศูนย์อำนาจที่สั่งสมมายาวนานกว่าศตวรรษ
1.1 มรดกจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่รัฐราชการสมัยใหม่
โครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 และฉบับต่อมา) ซึ่งมีรากฐานความคิดมาจากความต้องการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง (Centralization) เพื่อความเป็นเอกภาพแห่งรัฐและศาสนจักร โครงสร้างนี้จำลองรูปแบบมาจากระบบราชการพลเรือน โดยแบ่งสายการบังคับบัญชาเป็นลำดับชั้น (Hierarchy) อย่างเคร่งครัด ได้แก่ มหาเถรสมาคม (ระดับนโยบายสูงสุด), เจ้าคณะใหญ่ (หน), เจ้าคณะภาค, เจ้าคณะจังหวัด, เจ้าคณะอำเภอ, เจ้าคณะตำบล, และเจ้าอาวาส
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านพุทธศาสนาและรัฐศาสตร์ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า โครงสร้างดังกล่าวมีความ "เทอะทะ" และ "ล้าหลัง" ต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ (Structural Defects) สามารถจำแนกได้ดังนี้:
1.1.1 ปัญหาคอขวดและการรวมศูนย์อำนาจ (Centralization Dilemma)
อำนาจในการวินิจฉัยสั่งการเกือบทั้งหมดถูกรวบเข้าสู่มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ส่งผลให้การแก้ปัญหาในระดับพื้นที่เกิดความล่าช้า การตัดสินใจทางนโยบายมักเป็นไปในลักษณะ "สั่งการจากบนลงล่าง" (Top-Down Approach) ซึ่งขาดความเข้าใจในบริบทเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น นอกจากนี้ โครงสร้างที่ผูกติดกับอำนาจรัฐผ่านกฎหมาย ทำให้คณะสงฆ์สูญเสียความเป็นอิสระในการปกครองตนเอง (Autonomy) และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมือง
1.1.2 ความซ้ำซ้อนของบทบาทหน้าที่ (Functional Redundancy)
หนึ่งในปัญหาที่ ดร.นิยม และนักวิชาการหลายท่านชี้ให้เห็นคือ ความซ้ำซ้อนระหว่าง "เจ้าคณะภาค" และ "เจ้าคณะจังหวัด" ในทางปฏิบัติ เจ้าคณะจังหวัดมีหน้าที่ปกครองดูแลวัดในเขตจังหวัดของตนโดยตรง ในขณะที่เจ้าคณะภาคมีหน้าที่ "กำกับดูแล" แต่ไม่มีพื้นที่ปกครองที่เป็นรูปธรรม (Territorial Jurisdiction) ทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า "เจ้าคณะลอย" คือมีอำนาจแต่ขาดความยึดโยงกับฐานราก นำไปสู่ความขัดแย้งในการบริหารงานบุคคลและการตัดสินวินิจฉัยอธิกรณ์ (คดีความสงฆ์) ที่ซับซ้อนและยืดเยื้อ
1.1.3 วิกฤตประสิทธิภาพและระบบอุปถัมภ์
ระบบการแต่งตั้งสมณศักดิ์และการเลื่อนตำแหน่งในการปกครองสงฆ์ มักถูกวิจารณ์ว่ายึดติดกับระบบอาวุโส (Seniority) และความสามารถในการหางบประมาณก่อสร้างถาวรวัตถุ (Fundraising Capability) มากกว่าความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการหรือการเผยแผ่ธรรมะ สิ่งนี้ส่งผลให้ผู้ปกครองสงฆ์จำนวนมากขาดทักษะในการบริหารงานสมัยใหม่ (Modern Management Skills) และขาดความเข้าใจในปัญหาสังคมที่ซับซ้อน ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการบริหารกิจการคณะสงฆ์โดยรวมตกต่ำลง
บทที่ 2: อัตลักษณ์และยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม เวชกามา: จากนักวิชาการสู่นักการเมืองสายพุทธ
การเสนอนโยบายปฏิรูปโครงสร้างองค์กรสงฆ์ของ ดร.นิยม เวชกามา มิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลึกทางความคิดที่สั่งสมมาจากพื้นฐานการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน
2.1 พหุวิทยาการในตัวตน: การหลอมรวมกฎหมาย รัฐศาสตร์ และพุทธจิตวิทยา
ดร.นิยม เวชกามา เป็นนักการเมืองที่มีพื้นฐานทางวิชาการที่เข้มแข็งและหลากหลาย ท่านสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านครุศาสตร์และนิติศาสตร์ ปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือ ปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ความรู้ด้านนิติศาสตร์ทำให้ท่านมองเห็นช่องโหว่ของกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ ในขณะที่ความรู้ด้านรัฐศาสตร์ช่วยให้ท่านเข้าใจกลไกอำนาจรัฐ และพุทธจิตวิทยาช่วยให้ท่านสามารถสื่อสารและเชื่อมโยงกับฐานเสียงชาวพุทธและพระสงฆ์ได้อย่างลึกซึ้ง
2.2 เส้นทางการเมืองและผลงานเชิงประจักษ์
ในฐานะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนครหลายสมัย และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.นิยม ได้สร้างแบรนด์ทางการเมืองในฐานะ "ผู้พิทักษ์พุทธศาสนา" อย่างต่อเนื่อง ผลงานที่โดดเด่นอาทิ:
การผลักดัน พ.ร.บ. อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา: เพื่อสร้างหลักประกันทางกฎหมายให้กับการดำรงอยู่ของสถาบันสงฆ์
12 ข้อเสนอจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา: เพื่อปฏิรูประบบการเงินของวัดให้โปร่งใสและเป็นระบบ
14 การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในคดีเงินทอนวัด: ท่านเป็นหนึ่งในเสียงสำคัญในสภาที่กล้าอภิปรายปกป้องพระสงฆ์ที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม โดยชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของกระบวนการตรวจสอบที่ขาดความเข้าใจในบริบททางศาสนา
15
ในปี 2569 การย้ายสังกัดมายัง "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) และลงสมัครในเขต 2 สกลนคร จึงเป็นการวางเดิมพันครั้งสำคัญ โดยใช้นโยบายปฏิรูปสงฆ์เป็น "หัวหอก" ในการเจาะฐานเสียง ควบคู่ไปกับนโยบายปากท้อง เช่น การพักหนี้ กยศ. และสวัสดิการการศึกษา
บทที่ 3: นัยสำคัญของการประชุมมหาเถรสมาคม 9 มกราคม 2569 กับการก่อรูปนโยบาย
เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรณรงค์หาเสียงครั้งนี้ คือการประชุมมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 แม้บันทึกการประชุมอย่างเป็นทางการจะมิได้ถูกเปิดเผยในรายละเอียดทั้งหมด แต่ปฏิกิริยาและความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง สามารถนำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงได้
3.1 สัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงจาก มส.
ข้อมูลจากการรณรงค์และบทสัมภาษณ์ของ ดร.นิยม บ่งชี้ว่า การประชุมในวันดังกล่าวมีวาระเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับ "วิกฤตศรัทธา" และ "ประสิทธิภาพการบริหาร" ภายหลังการประชุมเพียงหนึ่งวัน ในวันที่ 10 มกราคม 2569 ดร.นิยม ได้ออกมาขานรับและขยายความถึงความจำเป็นในการ "ปฏิรูปคณะสงฆ์ไทยยุคดิจิทัล" โดยอ้างอิงแนวทาง "ทางสายกลาง" ตามพระสังฆราโชบาย
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า มหาเถรสมาคมตระหนักถึงแรงกดดันจากสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะปัญหาข่าวฉาวในโซเชียลมีเดียและความไร้ประสิทธิภาพของการจัดการข้อมูลพระสงฆ์ การประชุมดังกล่าวน่าจะมีการหารือถึงแนวทางใหม่ๆ ในการกำกับดูแลพระสงฆ์ให้เข้มข้นขึ้น หรือการปรับลดขั้นตอนทางธุรการที่ล้าสมัย
3.2 การตอบสนองเชิงยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม
ดร.นิยม ฉวยจังหวะนี้แปรเปลี่ยน "วาระของสงฆ์" ให้กลายเป็น "วาระของประชาชน" ท่านนำเสนอว่า การปฏิรูปโครงสร้างให้ "กระชับและมีประสิทธิภาพ" คือคำตอบของปัญหาที่ มส. กำลังเผชิญ การเชื่อมโยงนโยบายของพรรคเข้ากับผลการประชุม มส. มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ 3 ประการ:
สร้างความชอบธรรม (Legitimacy): แสดงให้เห็นว่านโยบายของท่านไม่ได้ขัดแย้งกับคณะสงฆ์ แต่เป็นการ "สนองงาน" และสนับสนุนทิศทางที่ถูกต้อง
แสดงวิสัยทัศน์ (Visionary Leadership): แสดงให้เห็นว่าท่านรู้ลึกรู้จริงและติดตามสถานการณ์กิจการคณะสงฆ์อย่างใกล้ชิด
ดึงดูดฐานเสียง (Voter Mobilization): สื่อสารไปยังพระสงฆ์และชาวพุทธว่า หากเลือกท่านเข้าไปในสภา ท่านจะเป็นกลไกนิติบัญญัติที่จะช่วยทำให้การปฏิรูปที่ มส. ต้องการ เกิดขึ้นได้จริงทางกฎหมาย
บทที่ 4: วิเคราะห์เจาะลึกนโยบาย "โครงสร้างกระชับและมีประสิทธิภาพ" (Lean and Efficient Sangha)
นโยบายหลักของ ดร.นิยม สามารถแยกแยะองค์ประกอบออกเป็น 2 มิติหลัก คือ ความกระชับ (Conciseness) และ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งแต่ละมิติมีรายละเอียดและนัยสำคัญดังนี้
4.1 "ความกระชับ": การสังคายนาโครงสร้างอำนาจที่ซ้ำซ้อน
แนวคิดเรื่องความกระชับ มุ่งเป้าไปที่การลดความซับซ้อนของสายการบังคับบัญชา (Chain of Command) ที่ยาวเหยียด จากการวิเคราะห์เอกสารและบริบทปัญหา
4.1.1 การลดบทบาท "เจ้าคณะภาค"
ดร.นิยม น่าจะผลักดันให้มีการทบทวนอำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะภาค จากเดิมที่เป็นผู้มีอำนาจซ้อนทับกับเจ้าคณะจังหวัด ให้เปลี่ยนเป็นบทบาทของ "ที่ปรึกษา" หรือ "ผู้ตรวจการ" (Inspector General) แทน เพื่อให้อำนาจการตัดสินใจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ระดับจังหวัด (Decentralization to Provincial Level) ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการขออนุมัติโครงการหรือการวินิจฉัยคดีความสงฆ์ลงได้อย่างมาก
4.1.2 การยุบรวมหน่วยงานที่ทำงานซ้ำซ้อน
ในระดับปฏิบัติการ อาจมีการเสนอให้ยุบรวมฝ่ายงานสาธารณูปการ (ก่อสร้าง) เข้ากับฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่าและมุ่งเน้นประโยชน์ชุมชนมากกว่าการสร้างวัตถุ
4.2 "ประสิทธิภาพ": การนำธรรมาภิบาลและ KPI มาใช้
คำว่า "มีประสิทธิภาพ" ในนโยบายของ ดร.นิยม สื่อถึงการนำระบบการจัดการสมัยใหม่ (New Public Management) มาประยุกต์ใช้กับองค์กรสงฆ์
4.2.1 การกำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPIs)
จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าการขาดตัวชี้วัดที่ชัดเจนเป็นปัญหาใหญ่ ดร.นิยม ในฐานะนักวิชาการ ย่อมเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการสร้าง KPIs ที่เหมาะสมกับบริบทสงฆ์ เช่น:
ด้านศาสนศึกษา: วัดจากจำนวนผู้สอบผ่านธรรมศึกษาหรือความพึงพอใจของชุมชนต่อการสอนธรรมะ ไม่ใช่แค่วัดจากจำนวนโรงเรียน
ด้านการเผยแผ่: วัดจากการเข้าถึงสื่อดิจิทัลและการมีส่วนร่วมของเยาวชน
ด้านการจัดการ: วัดจากความโปร่งใสของบัญชีวัดและการจัดการขยะภายในวัด
4.2.2 ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส (Good Governance)
นโยบายนี้มุ่งเน้นการสร้างระบบที่ "ตรวจสอบได้" โดยเฉพาะเรื่องการเงินและทรัพย์สินของวัด ดร.นิยม เคยเสนอแนวคิดธนาคารพุทธศาสนา ซึ่งสอดรับกับหลักการนี้ คือการนำระบบบัญชีมาตรฐานมาใช้ เพื่อป้องกันข้อครหาและสร้างความศรัทธาให้กลับคืนมา
4.2.3 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Digital Sangha)
เพื่อตอบสนองต่อนโยบาย "ยุคดิจิทัล" ที่สอดคล้องกับ มส. ดร.นิยม น่าจะผลักดันให้มีการสร้างฐานข้อมูลกลาง (Big Data) ของคณะสงฆ์ที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาพระปลอมและการย้ายสังกัดโดยมิชอบ รวมถึงการใช้แอปพลิเคชันในการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน
บทที่ 5: ตารางเปรียบเทียบโครงสร้างการบริหาร: สภาพปัจจุบัน vs. ข้อเสนอการปฏิรูป
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนของนโยบายที่ ดร.นิยม นำเสนอ ตารางต่อไปนี้เปรียบเทียบโครงสร้างปัจจุบันกับแนวทางการปฏิรูปที่คาดการณ์ไว้
| มิติการบริหาร (Dimensions) | โครงสร้างปัจจุบัน (Status Quo) | ปัญหา (Pain Points) | ข้อเสนอปฏิรูป (Proposed Reform) |
| โครงสร้างอำนาจ (Structure) | รวมศูนย์ (Centralized) ลำดับชั้นสูง 7 ระดับ | การตัดสินใจล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์ | กระจายอำนาจ (Decentralization) สู่จังหวัดและวัด ลดขั้นตอนอนุมัติ |
| บทบาทเจ้าคณะภาค (Regional Role) | มีอำนาจกำกับดูแลและสั่งการ (Direct Command) | ซ้ำซ้อนกับเจ้าคณะจังหวัด, เกิดภาวะ "ลอยตัว" เหนือปัญหา | ปรับบทบาท (Role Redefinition) เป็นผู้ตรวจการและที่ปรึกษา ลดอำนาจสั่งการซ้ำซ้อน |
| การวัดผลงาน (Evaluation) | เน้นปริมาณวัตถุ, อายุพรรษา, ระบบอาวุโส | ไม่สะท้อนคุณภาพงานจริง, เกิดระบบวิ่งเต้นสมณศักดิ์ | KPIs เชิงคุณภาพ (Quality-based KPIs) วัดผลสัมฤทธิ์งานเผยแผ่และสาธารณสงเคราะห์ |
| ความรับผิดรับชอบ (Accountability) | ตรวจสอบยาก ขาดระบบบัญชีมาตรฐาน | ปัญหาทุจริตเงินทอนวัด, ความไม่โปร่งใส | ธรรมาภิบาล (Good Governance) ระบบบัญชีมาตรฐาน, เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ |
| เครื่องมือบริหาร (Tools) | เอกสารกระดาษ, ระบบแอนะล็อก | ข้อมูลสูญหาย, ตรวจสอบประวัติยาก | ดิจิทัล (Digital Transformation) ฐานข้อมูล E-Monk, ระบบบริหารจัดการวัดอัจฉริยะ |
บทที่ 6: การวิเคราะห์พลวัตการเลือกตั้งในเขต 2 สกลนคร: ชัยชนะบนฐานศรัทธา?
การเลือกตั้งในเขต 2 จังหวัดสกลนคร ซึ่งประกอบด้วยอำเภอกุสุมาลย์ อำเภอโพนนาแก้ว อำเภอโคกศรีสุพรรณ และบางส่วนของอำเภอเมืองสกลนคร มีบริบทที่น่าสนใจยิ่ง
6.1 ภูมิทัศน์ศรัทธาของชาวสกลนคร
สกลนครได้รับฉายาว่า "เมืองพุทธธรรม" เป็นถิ่นกำเนิดของพระป่าสายกรรมฐานที่มีชื่อเสียง การเมืองในพื้นที่นี้จึงแยกไม่ออกจากการศาสนา ชาวบ้านมีความเคารพศรัทธาในพระสงฆ์สูงมาก แต่นั่นก็หมายความว่าพวกเขามีความคาดหวังสูงต่อ "ความบริสุทธิ์" ของพระสงฆ์เช่นกัน
6.2 กลยุทธ์ "ดาวกระจาย" และแบรนด์ "มหานิยม"
ทีมงานของ ดร.นิยม ใช้ยุทธศาสตร์ "ดาวกระจาย" และ "เคาะประตูบ้าน" (Door-to-Door) ในการลงพื้นที่อย่างหนัก
นอกจากนโยบายศาสนา ดร.นิยม ยังชูนโยบายประชานิยมของพรรคโอกาสใหม่ เช่น "พักหนี้ กยศ." และ "เรียนฟรี" ซึ่งเป็นการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และคนยากจน การผสมผสานระหว่าง "นโยบายทางธรรม" (ปฏิรูปสงฆ์) และ "นโยบายทางโลก" (แก้ปัญหาปากท้อง) ทำให้ท่านสามารถดึงดูดฐานเสียงได้กว้างขวาง ทั้งกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ห่วงใยศาสนา และกลุ่มเสรีนิยมที่ต้องการสวัสดิการ
6.3 คู่แข่งและความท้าทาย
ความท้าทายสำคัญคือ ดร.นิยม ย้ายมาจากพรรคใหญ่เดิม (เพื่อไทย/พลังประชารัฐ) มาสังกัดพรรคโอกาสใหม่ ซึ่งอาจเป็นพรรคขนาดกลางหรือเล็ก การไม่มีฐานเสียงจัดตั้งของพรรคใหญ่อาจเป็นข้อเสียเปรียบ แต่ในทางกลับกัน การเป็นพรรคใหม่ก็เปิดโอกาสให้ท่านนำเสนอนโยบายที่ "กล้า" และ "สดใหม่" ได้มากกว่า โดยไม่ต้องเกรงใจกลุ่มอำนาจเก่าในพรรคเดิม
บทที่ 7: อุปสรรคและทิศทางในอนาคต: จากนโยบายสู่การปฏิบัติจริง
แม้ข้อเสนอของ ดร.นิยม จะดูสมเหตุสมผลและตอบโจทย์ แต่การนำไปปฏิบัติจริง (Implementation) จะต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามมหาศาล
7.1 กำแพงกฎหมายและจารีตประเพณี
การแก้ไขโครงสร้างสงฆ์จำเป็นต้องมีการแก้ไข พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีความศักดิ์สิทธิ์และแตะต้องยาก กระบวนการทางนิติบัญญัติจะต้องผ่านความเห็นชอบจากหลายฝ่าย ทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และที่สำคัญที่สุดคือ มหาเถรสมาคม หากฝ่ายสงฆ์ไม่เห็นด้วย การแก้ไขกฎหมายก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
7.2 แรงต้านจากผู้เสียประโยชน์
การลดอำนาจเจ้าคณะภาคและการนำระบบตรวจสอบมาใช้ ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มพระผู้ใหญ่ที่เคยชินกับอำนาจและผลประโยชน์เดิม ดร.นิยม จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานทั้งในสภาและนอกสภา การบริหารจัดการความขัดแย้งนี้ต้องใช้ศิลปะทางการทูตขั้นสูง
7.3 ความเสี่ยงของการนำการเมืองแทรกแซงศาสนา (Politicization Risk)
มีความเสี่ยงที่ความพยายามปฏิรูปจะถูกมองว่าเป็นการที่ฝ่ายการเมืองพยายามเข้าไปครอบงำกิจการสงฆ์ ซึ่งอาจถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามว่าเป็น "ภัยต่อศาสนา" ดร.นิยม ต้องระมัดระวังในการสื่อสาร โดยเน้นย้ำจุดยืนของการเป็น "ผู้อุปถัมภ์" (Patron) ไม่ใช่ "ผู้ปกครอง" (Ruler)
บทสรุป
การวิเคราะห์นโยบาย "การส่งเสริมการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรคณะสงฆ์ให้กระชับและมีประสิทธิภาพ" ของ ดร.นิยม เวชกามา ในบริบทของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 และการเชื่อมโยงกับการประชุมมหาเถรสมาคม 9 มกราคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตใหม่ของการเมืองไทยที่ "ศาสนา" มิได้เป็นเพียงเรื่องของพิธีกรรม แต่เป็นประเด็นสาธารณะ (Public Issue) ที่ส่งผลต่อคะแนนเสียงและความชอบธรรมทางการเมือง
ดร.นิยม ได้ใช้ความเชี่ยวชาญทางวิชาการและประสบการณ์ทางการเมือง สังเคราะห์ข้อเสนอที่พยายามหาจุดสมดุลระหว่าง "ศรัทธา" กับ "เหตุผล" ระหว่าง "จารีต" กับ "ความทันสมัย" หากท่านสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและผลักดันนโยบายนี้ได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของคณะสงฆ์ไทย แต่ยังจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการบริหารจัดการองค์กรศาสนาในโลกยุคใหม่ ที่ซึ่งธรรมาภิบาลและศรัทธาต้องเดินไปด้วยกัน
ผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดสกลนคร เขต 2 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ประชาชนชาวไทยพร้อมแล้วหรือยัง สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในร่มเงาแห่งกาสาวพัสตร์ และเสียงสะท้อนจาก "มหานิยม" จะดังก้องไปถึงที่ประชุมมหาเถรสมาคมหรือไม่ เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น