เปิดบทบาท “ดร.นิยม เวชกามา–พรรคโอกาสใหม่” ขับเคลื่อนระเบียบคุ้มครองพุทธศาสนา 2568 รับมติมหาเถรสมาคม ปฏิรูปธรรมาภิบาลคณะสงฆ์
ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาที่สถาบันสงฆ์ไทยเผชิญอย่างต่อเนื่องในทศวรรษ 2020 ทั้งจากกรณีพระประพฤติผิดพระธรรมวินัย การบริหารจัดการทรัพย์สินวัดที่ขาดความโปร่งใส และเงาของคดี “เงินทอนวัด” ที่ยังหลอกหลอนความเชื่อมั่นของพุทธศาสนิกชน การปฏิรูปโครงสร้างการกำกับดูแลคณะสงฆ์จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญในสนามนโยบายและการเมืองระดับชาติ
หนึ่งในตัวแสดงสำคัญที่ถูกจับตา คือ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันการบังคับใช้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 ควบคู่กับการขานรับ มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 เพื่อวางรากฐาน “ธรรมาภิบาลคณะสงฆ์” ในยุคใหม่
ตัวเชื่อม “อาณาจักร–พุทธจักร”
ดร.นิยม ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านพุทธจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นนักการเมืองที่ทำงานด้านกฎหมายศาสนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยสังกัดพรรคเพื่อไทย ก่อนย้ายมาร่วมงานกับ พรรคโอกาสใหม่ ที่มีจุดยืนแบบ “อนุรักษ์นิยมใหม่” เน้นการคงไว้ซึ่งสถาบันหลัก ควบคู่กับการบริหารจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ดร.นิยม คือ “ตัวเชื่อม” ระหว่างกลไกของรัฐกับองค์กรสงฆ์ โดยใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ 2568 เป็นฐานทางกฎหมายฝ่ายอาณาจักร และใช้มติมหาเถรสมาคม 1/2569 เป็นเจตจำนงฝ่ายพุทธจักร เพื่อสร้างระบบกำกับดูแลคณะสงฆ์รูปแบบใหม่
คพช. กลไกใหม่ตรวจสอบก่อนแต่งตั้ง
หัวใจสำคัญของระเบียบฯ 2568 คือการจัดตั้ง คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) ซึ่งบูรณาการอำนาจจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ง. และ ป.ป.ท. ทำหน้าที่สนับสนุนการตรวจสอบประวัติและความโปร่งใสของพระภิกษุที่จะเข้าสู่ตำแหน่งบริหารในคณะสงฆ์
มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569 โดยเฉพาะ นโยบายข้อที่ 4 ได้เปิดทางอย่างเป็นทางการให้ คพช. เข้ามามีบทบาท “สนับสนุนระบบตรวจสอบประวัติในการเสนอแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ” นับเป็นครั้งแรกที่องค์กรปกครองสงฆ์ยอมรับการตรวจสอบจากภายนอกในระดับโครงสร้าง
นักวิชาการด้านศาสนาเห็นว่า นี่คือการเปลี่ยนจากระบบอุปถัมภ์และความไว้วางใจส่วนบุคคล ไปสู่ระบบที่อาศัยข้อมูล การตรวจสอบ และความโปร่งใสเป็นหลัก
พรรคโอกาสใหม่ กับนโยบาย “วัดโปร่งใส”
พรรคโอกาสใหม่ประกาศจุดยืนชัดเจนในนโยบาย “วัดโปร่งใส เพื่อความยั่งยืนของพระพุทธศาสนา” แตกต่างจากพรรคการเมืองใหญ่ที่มักหลีกเลี่ยงการแตะโครงสร้างสงฆ์โดยตรง ด้วยเกรงผลกระทบทางการเมือง
ในพื้นที่สกลนคร เขต 2 ดร.นิยม ใช้ยุทธศาสตร์หาเสียงเชื่อมโยง “ปากท้อง–ศาสนา” ภายใต้สโลแกน “มีเรา ไม่มีมืด” โดยชูทั้งนโยบายเศรษฐกิจ สวัสดิการ และการขจัด “ความมืดบอด” ในระบบบริหารจัดการวัด ซึ่งสอดรับกับบริบทสังคมอีสานที่วัดและชุมชนผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง
ความท้าทายและเสียงวิพากษ์
อย่างไรก็ตาม การดึงหน่วยงานความมั่นคงเข้ามามีบทบาทในกิจการสงฆ์ ยังคงเผชิญคำถามเรื่องความเป็นอิสระของคณะสงฆ์ และความเสี่ยงต่อการแทรกแซงทางการเมือง ดร.นิยม ยืนยันว่า กลไก คพช. ทำหน้าที่เพียง “ตะแกรงร่อนทางโลก” เพื่อคัดกรองบุคลากรที่มีปัญหาทางกฎหมาย ขณะที่การตัดสินทางวินัยยังคงเป็นอำนาจของสงฆ์ตามพระธรรมวินัย
บทสรุป
บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ สะท้อนความพยายามสร้างโมเดลการปฏิรูปศาสนาแนวใหม่ ที่ผสานอำนาจรัฐกับอำนาจธรรม เพื่อฟื้นฟูศรัทธาและสร้างมาตรฐานธรรมาภิบาลในคณะสงฆ์ไทย
การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางการเมือง แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า สังคมไทยจะยอมรับการปฏิรูปโครงสร้างศาสนาเชิงระบบ เพื่อให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้อย่างโปร่งใส สง่างาม และเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณของประชาชนในโลกยุคใหม่หรือไม่
บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ ในการขับเคลื่อนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 เพื่อการปฏิรูปธรรมาภิบาลคณะสงฆ์ตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569
บทนำ
ภูมิทัศน์ความท้าทายของสถาบันสงฆ์ไทยในทศวรรษที่ 2020
สังคมไทยในช่วงกลางทศวรรษที่ 2020 กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญยิ่งในมิติทางศาสนาและวัฒนธรรม แม้ว่าพระพุทธศาสนาเถรวาทจะเป็นรากฐานทางจิตวิญญาณที่หยั่งรากลึกในโครงสร้างสังคมไทยมานานนับศตวรรษ แต่ในระยะหลัง สถาบันสงฆ์ต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาที่ท้าทายความชอบธรรม (Legitimacy) ขององค์กรปกครองคณะสงฆ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ปรากฏการณ์ข่าวฉาวโฉ่เกี่ยวกับพฤติกรรมของสมณะบางรูปที่ละเมิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง (Alajji) ทั้งในเรื่องเพศ ยาเสพติด และการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดที่ไม่โปร่งใส ได้กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่กัดเซาะความเชื่อมั่นของพุทธศาสนิกชน ปัญหา "เงินทอนวัด" ที่เคยเป็นคดีความใหญ่โตในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยังคงทิ้งร่องรอยความหวาดระแวงในระบบการจัดสรรงบประมาณและการบริหารศาสนสมบัติ
ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การตรวจสอบจากภาคประชาชนเข้มข้นขึ้น ข่าวสารเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อ มหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ ให้ต้องปรับตัวและแสวงหากลไกใหม่ในการกำกับดูแลบุคลากร ในบริบทเช่นนี้ การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2569 จึงมิใช่เพียงการแข่งขันเพื่อช่วงชิงอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินในมิติทางเศรษฐกิจหรือสังคมสงเคราะห์เท่านั้น แต่ยังเป็นสมรภูมิทางความคิดที่ว่าด้วยเรื่อง "ความมั่นคงทางจิตวิญญาณ" และ "การปฏิรูปศาสนา" ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มเล็งเห็นถึงความสำคัญของฐานเสียงชาวพุทธ (Buddhist Vote) ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรม
ดร.นิยม เวชกามา: ตัวแทนแห่งจุดตัดระหว่างพุทธจักรและอาณาจักร
ท่ามกลางกระแสเรียกร้องการปฏิรูปนี้ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวละครทางการเมืองที่มีความโดดเด่นและมีนัยสำคัญยิ่ง ดร.นิยม มิใช่นักการเมืองหน้าใหม่ในแวดวงศาสนา แต่เป็นบุคคลที่มีประวัติการทำงานยาวนานในการผลักดันกฎหมายเพื่อคุ้มครองและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ท่านมีพื้นฐานทางวิชาการที่เข้มแข็ง โดยจบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ซึ่งทำให้ท่านมีความเข้าใจลึกซึ้งทั้งในมิติของ "นิติศาสตร์" และ "พุทธศาสตร์"
การย้ายสังกัดจากพรรคเพื่อไทยมาสู่ พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการปรับยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามอง พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งนำโดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ และเลขาธิการพรรค ธงชัย ลืออดุลย์ มีอุดมการณ์แบบ "อนุรักษ์นิยมใหม่" (Neoconservatism) ที่มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพของสถาบันหลักควบคู่ไปกับการบริหารจัดการที่ทันสมัยและโปร่งใส
ความสำคัญของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ และมติ มส. 1/2569
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์บทบาทของ ดร.นิยม ในการเชื่อมโยงกลไกทางกฎหมายฝ่ายอาณาจักร คือ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 เข้ากับเจตจำนงของฝ่ายพุทธจักร คือ มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569 (9 มกราคม 2569) เพื่อสร้างระบบนิเวศการบริหารจัดการคณะสงฆ์รูปแบบใหม่ การเกิดขึ้นของ คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) ตามระเบียบฯ ดังกล่าว ถือเป็นนวัตกรรมทางรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดึงเอาอำนาจรัฐ (State Power) เข้ามาหนุนเสริมอำนาจธรรม (Ecclesiastical Authority) ในการ "ตรวจสอบประวัติ" (Vetting) และคัดกรองบุคลากรที่จะเข้าสู่ตำแหน่งบริหารในคณะสงฆ์ รายงานจะเจาะลึกถึงกลไกการทำงาน ผลกระทบ และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในสนามเลือกตั้งและในสภาผู้แทนราษฎร
ส่วนที่ 1: พัฒนาการทางประวัติศาสตร์และกรอบแนวคิดในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา
1.1 วิวัฒนาการความสัมพันธ์รัฐ-สงฆ์ในบริบทกฎหมายไทย
เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของข้อเสนอทางนโยบายของ ดร.นิยม จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาพัฒนาการของกฎหมายคณะสงฆ์ไทย ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสงฆ์ในไทยมีลักษณะเป็น "อุปถัมภ์และกำกับดูแล" (Patronage and Control) มาตั้งแต่อดีต เริ่มตั้งแต่พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เริ่มรวมศูนย์อำนาจการปกครองสงฆ์เข้าสู่ส่วนกลาง เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการและการศึกษา
ต่อมา พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ได้นำรูปแบบประชาธิปไตยมาใช้ในวงการสงฆ์ โดยมีการแบ่งอำนาจเป็น สังฆสภา (นิติบัญญัติ) คณะสังฆมนตรี (บริหาร) และคณะวินัยธร (ตุลาการ)
1.2 ความพยายามในการปฏิรูปและบทบาทของ ดร.นิยม ในอดีต
ดร.นิยม เวชกามา เป็นหนึ่งในนักการเมืองที่พยายามผลักดันให้เกิดกฎหมายรองรับความมั่นคงของพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง ในสมัยที่เป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทย ท่านได้เสนอร่างกฎหมายหลายฉบับ อาทิ:
ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ: เพื่อให้มีงบประมาณและโครงสร้างที่ชัดเจนในการสนับสนุนกิจการศาสนา
ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย: เพื่อจัดการระบบการเงินของวัดให้เข้าสู่ระบบสถาบันการเงินที่ตรวจสอบได้ และนำดอกผลมาใช้เพื่อสาธารณประโยชน์
ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา: เพื่อให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการปกป้องศาสนา
8
แม้ร่างกฎหมายเหล่านี้อาจยังไม่ผ่านการประกาศใช้ทั้งหมด แต่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ ดร.นิยม ที่มองว่าปัญหาของคณะสงฆ์ไม่สามารถแก้ได้ด้วยหลัก "ธรรมนิยม" (Moralism) เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย "นิตินิยม" (Legalism) และโครงสร้างสถาบัน (Institutional Structure) เข้ามาช่วยจัดการ
1.3 กระบวนทัศน์ใหม่: การบูรณาการอำนาจรัฐเพื่อชำระความบริสุทธิ์ของศาสนา
แนวคิดที่ ดร.นิยม กำลังขับเคลื่อนในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ คือการก้าวข้ามจากการ "ขอให้รัฐช่วยอุปถัมภ์" มาสู่การ "ใช้กลไกรัฐช่วยตรวจสอบ" (State-Assisted Vetting) แนวคิดนี้สอดรับกับทฤษฎีการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) ที่เน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การดึงเอาหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานตรวจสอบทางการเงิน (เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปปง.) เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแต่งตั้งพระสังฆาธิการ มิใช่เพื่อการแทรกแซงหลักธรรม แต่เพื่อทำหน้าที่เป็น "ตะแกรงร่อน" ทางโลก กรองเอาบุคคลที่มีมลทินมัวหมองทางกฎหมายออกไป ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางธรรม
ส่วนที่ 2: วิเคราะห์เจาะลึกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายชิ้นสำคัญที่ ดร.นิยม ใช้เป็นฐานในการรณรงค์นโยบาย การวิเคราะห์รายละเอียดของระเบียบนี้จะช่วยให้เห็นภาพกลไกที่กำลังจะเกิดขึ้น
2.1 โครงสร้างและองค์ประกอบของคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.)
ระเบียบฯ 2568 ได้สถาปนา "คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" (คพช.) ขึ้น โดยมีโครงสร้างที่สะท้อนถึงการบูรณาการอำนาจจากหลายภาคส่วน:
ประธานกรรมการ: แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงฝ่ายบริหารราชการแผ่นดินเข้ากับฝ่ายศาสนจักรอย่างเป็นทางการ
9 กรรมการโดยตำแหน่ง (Ex-Officio Members): ประกอบด้วยข้าราชการระดับสูงที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่:
ปลัดกระทรวงมหาดไทย: ควบคุมกลไกการปกครองท้องที่ (ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายอำเภอ, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสอดส่องดูแลวัดในพื้นที่
ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม: เชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรมและศาสนพิธี
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา: ดูแลความถูกต้องและตีความข้อกฎหมาย
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.): นัยสำคัญสูงสุด คือการนำกฎหมายฟอกเงินมาใช้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดและพระสงฆ์ ซึ่งเป็น "ยาแรง" ในการจัดการปัญหาทุจริต
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.): ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ (เช่น เจ้าหน้าที่ พศ.) ที่อาจมีส่วนรู้เห็นกับการทุจริต
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.): มีฐานข้อมูลประวัติอาชญากรรมและอำนาจในการสืบสวนสอบสวนจับกุม
9
การมีอยู่ของ ปปง., ป.ป.ท. และ ผบ.ตร. ในบอร์ดเดียวกัน ทำให้ คพช. มีศักยภาพในการเข้าถึงข้อมูลลับ (Intelligence) ที่มหาเถรสมาคมไม่เคยมีมาก่อน นี่คือหัวใจสำคัญที่ ดร.นิยม เน้นย้ำเรื่อง "ระบบการตรวจสอบประวัติ"
2.2 อำนาจหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์ของ คพช.
ตามระเบียบฯ และข้อมูลที่ปรากฏ
กำหนดมาตรการคุ้มครอง: เสนอนโยบายและมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันภัยคุกคามทางศาสนา
จัดตั้งและสนับสนุน "คณะวินัยธรกลาง" และ "คณะธรรมธรกลาง":
คณะวินัยธรกลาง: ทำหน้าที่คล้าย "ศาลฎีกา" ของสงฆ์ วินิจฉัยข้อพิพาททางพระวินัยและอธิกรณ์ที่ซับซ้อน ช่วยแก้ปัญหาความล่าช้าและการช่วยเหลือพวกพ้องในระบบเจ้าคณะปกครองแบบเดิม
คณะธรรมธรกลาง: วินิจฉัยความถูกต้องของหลักคำสอน ป้องกันการบิดเบือนพระธรรม (Distortion of Dhamma) หรือลัทธิเทียมที่แอบอ้างพุทธศาสนา
สนับสนุนระบบการตรวจสอบ (Vetting Support): การใช้ฐานข้อมูลของหน่วยงานกรรมการ (ตำรวจ, ปปง.) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติพระภิกษุในวาระต่างๆ
2.3 กลไกการทำงานระดับพื้นที่: อนุกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาจังหวัด (อ.คพจ.)
ระเบียบฯ นี้ยังกำหนดให้มีกลไกระดับจังหวัด (อ.คพจ.) โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เป็นกรรมการ
ส่วนที่ 3: วิเคราะห์นัยสำคัญของมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569
3.1 สาระสำคัญของมติและ "พระสังฆราโชบาย"
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 มหาเถรสมาคมได้จัดการประชุมครั้งที่ 1/2569 และมีมติเห็นชอบให้น้อมรับ "พระสังฆราโชบาย" (นโยบายของสมเด็จพระสังฆราช) มาเป็นแนวทางปฏิบัติหลักในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ โดยขยายผลเป็น 12 นโยบายหลัก
3.2 การวิเคราะห์เจาะลึกนโยบายข้อที่ 4: จุดเปลี่ยนแห่งธรรมาภิบาลสงฆ์
จุดที่สำคัญที่สุดที่เชื่อมโยงกับบทบาทของ ดร.นิยม และ คพช. คือ นโยบายข้อที่ 4 ซึ่งระบุว่า:
"การเสริมสร้างระบบตรวจสอบและขับเคลื่อนนโยบาย ให้คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามามีบทบาทสนับสนุนระบบการตรวจสอบประวัติในการเสนอแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ และร่วมเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายของ มส. ให้เป็นรูปธรรม"
12
การถอดรหัสความหมายและนัยยะทางยุทธศาสตร์:
Legitimization of External Auditing (การสร้างความชอบธรรมให้กับการตรวจสอบจากภายนอก): นี่เป็นครั้งแรกที่มหาเถรสมาคม ยอมรับอย่างเป็นทางการให้หน่วยงานฝ่ายอาณาจักร (คพช.) เข้ามามีบทบาทในกระบวนการ "คัดกรอง" บุคลากร ก่อนที่จะมีการแต่งตั้ง ซึ่งเป็นการยอมรับโดยปริยายว่าระบบการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ของสงฆ์เพียงลำพังนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป
Pre-Appointment Vetting (การตรวจสอบก่อนแต่งตั้ง): คำว่า "สนับสนุนระบบการตรวจสอบประวัติในการเสนอแต่งตั้ง" หมายถึง กระบวนการ Due Diligence พระภิกษุที่จะขึ้นเป็น เจ้าอาวาส, พระอุปัชฌาย์, เจ้าคณะตำบล/อำเภอ/จังหวัด จะต้องผ่านการตรวจสอบจากฐานข้อมูลของ คพช. (ประวัติอาชญากรรม, สถานะทางการเงิน) เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นผู้ "มือสะอาด"
Enforcement Arm (แขนขาในการบังคับใช้): วลี "ร่วมเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายของ มส. ให้เป็นรูปธรรม" สะท้อนว่า มส. ต้องการใช้ คพช. เป็นเครื่องมือในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพราะ คพช. มีกลไกราชการรองรับ (พศ., มหาดไทย, ตำรวจ) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการสั่งการมากกว่าระบบสมณศักดิ์เพียงอย่างเดียว
3.3 นโยบายข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากข้อ 4 แล้ว มติ มส. 1/2569 ยังมีข้ออื่นๆ ที่สอดรับกับแนวทางของ ดร.นิยม อาทิ:
ข้อ 5: การบังคับใช้พระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด: เน้นความโปร่งใสและเป็นธรรมในการลงนิคหกรรม โดยอาศัยกลไกของ คพช. ในกรณีอธิกรณ์
ข้อ 7: การจัดตั้งกลไกกลั่นกรอง: ให้มีระบบการกลั่นกรองเรื่องก่อนเข้าสู่การพิจารณาของ มส. เพื่อป้องกันความผิดพลาดและลดภาระงานที่ไม่จำเป็น
12
ส่วนที่ 4: พรรคโอกาสใหม่และยุทธศาสตร์ทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา
4.1 อุดมการณ์ "อนุรักษ์นิยมใหม่" กับนโยบายศาสนา
พรรคโอกาสใหม่ แม้จะเป็นพรรคขนาดกลาง แต่มีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่อง "อนุรักษ์นิยมใหม่" (Neoconservatism) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ซึ่งเน้นการปฏิรูปสถาบันหลักให้เข้มแข็งและทันสมัย
นโยบายของพรรคโอกาสใหม่ที่ประกาศออกมา เช่น "วัดโปร่งใส เพื่อความยั่งยืนของพุทธศาสนา"
4.2 ยุทธศาสตร์การหาเสียงในพื้นที่สกลนคร เขต 2: "ดาวกระจาย" และ "มีเรา ไม่มีมืด"
ในพื้นที่เขต 2 สกลนคร (อ.กุสุมาลย์, อ.โพนนาแก้ว, และบางส่วนของ อ.เมือง) ดร.นิยม ใช้ยุทธศาสตร์การหาเสียงที่เรียกว่า "ดาวกระจาย" (Starburst Strategy) คือการระดมทีมงานเดินเท้าเคาะประตูบ้านเพื่อสื่อสารนโยบายโดยตรง
มิติทางเศรษฐกิจ: นโยบายพลังงานไฟฟ้าฟรี 500 บาทต่อเดือน และการติดตั้ง Solar Roof ให้คนจน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
16 มิติทางสังคม: นโยบาย "สวัสดิการจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" (10,000 บาทเมื่อตั้งครรภ์, 100,000 บาทเมื่อคลอด, 1,000,000 บาทเมื่อเสียชีวิต)
16 มิติทางศาสนา: การขจัด "ความมืดบอด" ในวงการศาสนา การนำแสงสว่างแห่งความโปร่งใสและการตรวจสอบเข้ามาสู่ระบบบริหารจัดการวัด
16
การเชื่อมโยงเรื่องปากท้องเข้ากับเรื่องศาสนา เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในบริบทสังคมอีสาน ที่ "วัด" และ "บ้าน" เป็นเนื้อเดียวกัน หากวัดมีปัญหา (เช่น เจ้าอาวาสทุจริต) ชุมชนก็เดือดร้อน หากวัดดี ชุมชนก็สงบสุข การที่ ดร.นิยม อาสาตัวเป็น "ผู้ดูแลเรื่องศาสนา" ควบคู่ไปกับเรื่องปากท้อง จึงตอบโจทย์ความต้องการลึกๆ ของชาวบ้านที่อยากเห็นวัดเป็นที่พึ่งทางใจที่แท้จริง
4.3 การเปรียบเทียบกับคู่แข่ง
เมื่อเทียบกับพรรคคู่แข่งในพื้นที่ เช่น พรรคเพื่อไทย หรือ พรรคประชาชน พรรคโอกาสใหม่มีจุดเด่นที่ความ "จำเพาะเจาะจง" (Specificity) ของนโยบายศาสนา ในขณะที่พรรคใหญ่อาจมองเรื่องศาสนาเป็นเรื่องรอง หรือหลีกเลี่ยงการแตะต้องโครงสร้างสงฆ์เพราะกลัวเสียคะแนนเสียง แต่ ดร.นิยม กล้าที่จะชูประเด็นการตรวจสอบและปฏิรูป ซึ่งดึงดูดกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เบื่อหน่ายกับปัญหาพระนอกรีตและต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงจริงจัง
ส่วนที่ 5: กลไกการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ (Mechanism of Action)
หาก ดร.นิยม ได้รับเลือกตั้งและพรรคโอกาสใหม่มีบทบาทในรัฐบาล กลไกการขับเคลื่อนนโยบายตามระเบียบ คพช. และมติ มส. 1/2569 จะมีลักษณะดังนี้:
5.1 ระบบฐานข้อมูลกลางและการตรวจสอบคุณสมบัติ (Centralized Vetting System)
หัวใจสำคัญคือการสร้างและเชื่อมโยงฐานข้อมูล (Database Integration) ระหว่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กับหน่วยงานความมั่นคง:
ขั้นตอนการทำงาน: เมื่อมีการเสนอรายชื่อพระภิกษุเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง (เช่น เจ้าอาวาส), พศ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คพช. จะส่งรายชื่อไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ประวัติอาชญากรรม) และ ปปง. (ธุรกรรมต้องสงสัย)
บทบาทของ ดร.นิยม: ในฐานะ ส.ส. สามารถผลักดันงบประมาณเพื่อพัฒนาระบบ IT และฐานข้อมูลนี้ให้สมบูรณ์ และติดตามการทำงานของหน่วยงานรัฐให้ตอบสนองต่อคำขอของ คพช. อย่างรวดเร็ว
5.2 การเสริมสร้างคณะวินัยธรกลาง (Revitalizing Ecclesiastical Judiciary)
ดร.นิยม มีแนวคิดที่จะสนับสนุนให้ คพช. จัดสรรงบประมาณและบุคลากรทางกฎหมาย (นิติกร, ที่ปรึกษากฎหมาย) ให้แก่ "คณะวินัยธรกลาง" เพื่อทำหน้าที่พิจารณาอธิกรณ์:
เป้าหมาย: ลดระยะเวลาการพิจารณาคดีสงฆ์จากที่เคยยืดเยื้อเป็นปี ให้เสร็จสิ้นภายในกรอบเวลาที่กำหนด (เช่น 90 วัน)
กระบวนการ: เมื่อเกิดคดีความ คณะวินัยธรกลางสามารถเรียกสำนวนและพยานหลักฐานได้โดยตรง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ (กรรมการ คพช.) อำนวยความสะดวกในการสืบสวนหาพยานหลักฐานทางโลก (เช่น ภาพวงจรปิด, หลักฐานการโอนเงิน) มาประกอบการพิจารณาทางธรรม
11
5.3 การขับเคลื่อนในระดับจังหวัดผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด
ดร.นิยม จะใช้กลไกรัฐสภาในการติดตามและเร่งรัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด (ในฐานะประธาน อ.คพจ.) ใช้อำนาจตามระเบียบฯ อย่างเต็มที่:
การเฝ้าระวัง: ให้ อ.คพจ. จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนภัยทางศาสนาในระดับจังหวัด เพื่อให้ประชาชนแจ้งเบาะแสได้โดยตรง
การปฏิบัติการ: เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน ให้ผู้ว่าฯ ประสานตำรวจและสำนักพุทธฯ จังหวัด เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที โดยไม่ต้องรอขั้นตอนทางคณะสงฆ์ที่ซับซ้อน
ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบกระบวนการแต่งตั้งและตรวจสอบพระสังฆาธิการ (เดิม vs ใหม่)
| ขั้นตอน | ระบบเดิม (ก่อนระเบียบฯ 2568) | ระบบใหม่ (หลังระเบียบฯ 2568 & มติ มส. 1/2569) |
| การเสนอชื่อ | เสนอโดยเจ้าคณะปกครองระดับล่างตามลำดับชั้น (ระบบอุปถัมภ์) | เสนอโดยเจ้าคณะปกครอง แต่ต้องผ่านการกรอกแบบฟอร์มประวัติละเอียด |
| การตรวจสอบประวัติ | ตรวจสอบโดยพระอุปัชฌาย์/เจ้าอาวาส (ตามคำบอกเล่า/เอกสารเบื้องต้น) | ตรวจสอบโดย คพช. ผ่านฐานข้อมูลอาชญากรรม (สตช.), ธุรกรรมการเงิน (ปปง.), ทะเบียนราษฎร์ (มหาดไทย) |
| เกณฑ์การพิจารณา | ความอาวุโส (พรรษา), ผลงานก่อสร้าง, ความไว้วางใจส่วนตัว | ความบริสุทธิ์ทางวินัย, ความโปร่งใสทางการเงิน, ประวัติอาชญากรรม, ความสามารถในการเผยแผ่ธรรม |
| บทบาทฝ่ายรัฐ | รับสนองพระบัญชา/ออกตราตั้ง (Passive Role) | สนับสนุนข้อมูลเชิงลึกและให้ความเห็นชอบด้านคุณสมบัติทางโลก (Active Screening) |
| การคัดค้าน | ทำได้ยาก มักถูกเพิกเฉยหากไม่มีหลักฐานชัดเจน | หาก คพช. พบข้อมูลทุจริต/คดีความ สามารถทักท้วงและระงับการแต่งตั้งได้ทันที |
ส่วนที่ 6: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Analysis) และความท้าทาย
6.1 ประเด็นเรื่องความเป็นอิสระของคณะสงฆ์ (Sangha Autonomy)
แม้เจตนาของระเบียบฯ และมติ มส. จะมุ่งเน้นความโปร่งใส แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีประเด็นโต้แย้งทางวิชาการและสิทธิมนุษยชน นักวิชาการบางส่วนอาจมองว่าการให้หน่วยงานความมั่นคง (ตำรวจ, ปปง.) เข้ามามีบทบาทมากเกินไป อาจนำไปสู่การแทรกแซงกิจการภายในของสงฆ์ (State Interference) หรือการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง (Politicization of Religion)
ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ จะต้องระมัดระวังในการสื่อสารและบริหารจัดการ เพื่อให้มั่นใจว่า คพช. ทำหน้าที่เพียง "ผู้สนับสนุนข้อมูล" (Support Role) ไม่ใช่ "ผู้บงการ" (Commander) การตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการแต่งตั้งหรือลงโทษทางวินัย ยังต้องเป็นอำนาจของคณะสงฆ์ตามพระธรรมวินัย มิฉะนั้นอาจเกิดแรงต้านจากพระสงฆ์ฝ่ายจารีตหรือกลุ่มเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน
6.2 ความพร้อมของระบบราชการ
การทำงานของ คพช. ต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงาน ซึ่งในทางปฏิบัติของระบบราชการไทยมักมีปัญหาเรื่อง "อาณาจักรข้อมูล" (Data Silos) การจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลของสำนักพุทธฯ เข้ากับตำรวจและ ปปง. ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่และงบประมาณสนับสนุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หากระบบนี้ไม่พร้อม การตรวจสอบประวัติอาจกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางเอกสารที่ล่าช้าและไร้ประสิทธิภาพ
6.3 ผลกระทบต่อคะแนนเสียง
การชูนโยบายตรวจสอบพระอย่างเข้มข้น เป็น "ดาบสองคม" ในพื้นที่เลือกตั้ง พระสงฆ์ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น (Local Influencers) อาจไม่พอใจนโยบายนี้และชี้นำให้ญาติโยมไม่เลือกผู้สมัครจากพรรคโอกาสใหม่ ดร.นิยม จึงต้องใช้ทักษะในการสื่อสารกับแกนนำชุมชนและพระสังฆาธิการน้ำดี ให้เข้าใจว่านโยบายนี้มุ่งจัดการเฉพาะ "เหลือบไร" เท่านั้น เพื่อปกป้องพระดีและพระพุทธศาสนาโดยรวม
บทสรุป
การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ในเขต 2 จังหวัดสกลนคร มิใช่เพียงการต่อสู้เพื่อเก้าอี้ ส.ส. แต่เป็นการทดสอบฉันทานุมัติของสังคมต่อโมเดลการปฏิรูปศาสนาแนวใหม่ที่นำเสนอโดย ดร.นิยม เวชกามา และ พรรคโอกาสใหม่ โมเดลนี้วางอยู่บนพื้นฐานของการประสานพลัง (Synergy) ระหว่างอำนาจรัฐตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 และอำนาจธรรมตาม มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569
จุดเด่นของโมเดลนี้คือการเปลี่ยนจากระบบการปกครองสงฆ์ที่พึ่งพาระบบอุปถัมภ์และความไว้วางใจส่วนบุคคล มาสู่ระบบธรรมาภิบาลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Governance) และการตรวจสอบถ่วงดุล โดยมี คพช. เป็นกลไกกลางในการกลั่นกรองบุคลากร เพื่อให้ได้ผู้นำสงฆ์ที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และสามารถนำพาองค์กรคณะสงฆ์ฝ่าวิกฤตศรัทธาในโลกยุคใหม่ไปได้
หาก ดร.นิยม ประสบความสำเร็จในการผลักดันนโยบายนี้ จะเป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับระบบคุณธรรม (Merit System) ในวงการสงฆ์ไทย ซึ่งไม่เพียงช่วยกอบกู้ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารจัดการองค์กรศาสนาในประเทศไทยให้มีความโปร่งใส ยั่งยืน และเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณของสังคมได้อย่างแท้จริง สอดคล้องกับสโลแกน "มีเรา ไม่มีมืด" ที่มุ่งขจัดความมืดบอดทั้งทางโลกและทางธรรมให้หมดไปจากแผ่นดินสกลนครและประเทศไทย.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น