วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ "ประมงเพื่อไทย 2569" สมุทรสาครสนามหัวหาด ปลาหมอคางดำบททดสอบ "ยศชนัน"


สมุทรสาครกำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อพรรคเพื่อไทยเลือก “นโยบายประมง” เป็นหัวหอกหลักในการช่วงชิงฐานเสียง โดยเฉพาะในจังหวัดที่ถูกขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงอาหารทะเลของไทย” และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานมูลค่าหลายแสนล้านบาท



บทวิเคราะห์เชิงนโยบายล่าสุดชี้ว่า พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กำลังเดินเกมการเมืองแบบ “สองหน้าในหนึ่งยุทธศาสตร์” เพื่อรับมือกับวิกฤตซ้อนทับที่ถาโถมภาคประมง ทั้งกฎหมาย IUU วิกฤตแรงงานข้ามชาติ การแข่งขันระหว่างประเทศ และการระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ที่สร้างความเสียหายหนักต่อเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

สมุทรสาคร: มากกว่าพื้นที่หาเสียง แต่คือสนามวัดบารมี

การลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ของ นายยศชนัน และคณะ ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมพบปะประชาชนทั่วไป แต่ถูกวางเป็นยุทธศาสตร์ “หัวหาด” (Beachhead Strategy) เพื่อเจาะฐานเสียงกลุ่มชาวประมงพาณิชย์ สมาคมประมง และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทะเล

บทบาทของผู้เล่นหลักในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น นายอุดม กันม่วง แกนนำพรรคในจังหวัดสมุทรสาคร, นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร และ นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ถูกมองว่าเป็น “คีย์แมน” ในการกำหนดทิศทางคะแนนเสียงของจังหวัดชายฝั่งกว่า 20 จังหวัดทั่วประเทศ

นักวิเคราะห์มองว่า หากพรรคเพื่อไทยยึดสมุทรสาครได้สำเร็จ จะเท่ากับได้รับการรับรองเชิงสัญลักษณ์จากกลุ่มทุนภูธรและเครือข่ายประมงระดับชาติ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งในพื้นที่ชายทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามัน

กลยุทธ์ทวิลักษณ์: ปลดล็อกกฎหมาย + ประมงอัจฉริยะ

หัวใจของนโยบายประมงเพื่อไทยปี 2569 คือการเดินเกมแบบ “ทวิลักษณ์” (Dual Strategy)

ด้านหนึ่ง พรรคเพื่อไทยผลักดันการแก้ไขพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นกฎหมายในยุครัฐบาลทหาร เพื่อผ่อนคลายข้อจำกัดที่ชาวประมงพาณิชย์ร้องเรียนมานาน ทั้งการใช้เครื่องมือประมงบางประเภท การขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเล และการปรับลดบทลงโทษทางอาญา แนวทางนี้ถูกมองว่าเป็น “ประชานิยมทางกฎหมาย” ที่มุ่งดึงคะแนนเสียงจากผู้ประกอบการเรือประมงที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการ IUU

ขณะเดียวกัน นายยศชนัน ได้นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของพรรคผ่านแนวคิด “ประมงอัจฉริยะ” (Smart Fisheries) ด้วยการใช้ AI, IoT, ข้อมูลดาวเทียม และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานสินค้าอาหารทะเลไทยสู่ตลาดโลก แนวคิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ นักลงทุน และอุตสาหกรรมแปรรูปขนาดใหญ่

ปลาหมอคางดำ: วิกฤตนิเวศ บททดสอบความเป็นผู้นำ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในสมุทรสาครไม่ใช่เรื่องกฎหมายหรือเทคโนโลยี แต่คือการระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ที่ทำลายระบบนิเวศและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจนับร้อยล้านบาทต่อปี

พรรคเพื่อไทยเลือกเดินเกมอย่างระมัดระวัง ด้วยการประกาศวาระแห่งชาติในการกำจัดปลาหมอคางดำ ควบคู่กับมาตรการรับซื้อเพื่อนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ รวมถึงการใช้ความรู้ด้านชีววิทยาและพันธุศาสตร์เพื่อควบคุมการแพร่พันธุ์ แทนการเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนเอกชนโดยตรงที่กำลังถูกเกษตรกรฟ้องร้องแบบกลุ่ม

นักวิชาการประเมินว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนความพยายาม “ประคองสมดุล” ระหว่างฐานเสียงเกษตรกรรายย่อยกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโจทย์ยากที่สุดของพรรคในพื้นที่นี้

ความเสี่ยงระดับสูง: ใบเหลือง EU และความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี

แม้นโยบายประมงของพรรคเพื่อไทยจะตอบโจทย์ระยะสั้น แต่รายงานวิเคราะห์เตือนถึงความเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

ความเสี่ยงต่อการถูกสหภาพยุโรปให้ใบเหลือง IUU ซ้ำ หากการแก้กฎหมายถูกมองว่าอ่อนมาตรฐาน

ความขัดแย้งระหว่างประมงพาณิชย์กับประมงพื้นบ้านจากการแย่งทรัพยากรชายฝั่ง

ความเสี่ยงที่เทคโนโลยี AI จะเอื้อเฉพาะกลุ่มทุนใหญ่ ขณะที่ชาวประมงรายย่อยขาดความพร้อมด้านดิจิทัล

ดังนั้นการเลือกตั้งปี 2569 ในสมุทรสาครจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างผู้สมัคร แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า พรรคเพื่อไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจาก “พรรคประชานิยมดั้งเดิม” ไปสู่ “พรรคเทคโนแครตสมัยใหม่” ได้จริงหรือไม่

ชัยชนะในพื้นที่นี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายใดนโยบายหนึ่ง หากแต่อยู่ที่ความสามารถของพรรคในการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การอนุรักษ์ทรัพยากร และแรงกดดันจากประชาคมโลก ซึ่งสมุทรสาครกำลังทำหน้าที่เป็นสนามทดสอบทางการเมืองที่ทั้งประเทศจับตาอย่างใกล้ชิด

บทวิเคราะห์เชิงลึก: ยุทธศาสตร์และนโยบายการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทยด้านการประมง และการประยุกต์ใช้เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร

บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกถึงนโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์การหาเสียงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ "นโยบายด้านการประมง" (Fisheries Policy) ซึ่งถือเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย และเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวทั้งในมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ การศึกษานี้ได้ทำการสังเคราะห์ข้อมูลจากการลงพื้นที่จริง เอกสารทางวิชาการ และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อถอดรหัสวิสัยทัศน์ของ รองศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ผู้ซึ่งนำเสนอแนวคิด "ประมงอัจฉริยะ" (Smart Fisheries) ผสมผสานกับการแก้ไขกฎหมายประมงเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดให้แก่ชาวประมงพาณิชย์

หัวใจสำคัญของรายงานฉบับนี้คือการจำลองและวิเคราะห์กำหนดการลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ในวันอังคารที่ 6 มกราคม 2569 ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ "หัวหาด" (Beachhead Strategy) ในการเจาะฐานเสียงกลุ่มชาวประมงและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทะเล โดยมีการวิเคราะห์บทบาทของผู้เล่นหลัก (Key Stakeholders) อาทิ นายอุดม กันม่วง แกนนำพรรคในพื้นที่, นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร และนายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย

ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยกำลังดำเนินกลยุทธ์ "ทวิลักษณ์" (Dual Strategy) คือ 1) การใช้นโยบายประชานิยมทางกฎหมาย (Legal Populism) ผ่านการผลักดันร่างแก้ไขพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากกลุ่มชาวประมงพาณิชย์ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ IUU และ 2) การใช้นโยบายเทคโนแครต (Technocratic Policy) ผ่านการนำเสนอเทคโนโลยี AI และวิทยาศาสตร์ชีวภาพในการแก้ปัญหาวิกฤตปลาหมอคางดำและการขาดแคลนแรงงาน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความทันสมัยและความสามารถในการแข่งขันระดับโลก อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงระดับสูง (High Risk) ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการถูกมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหภาพยุโรป (EU Yellow Card Return) และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลในระยะยาว


บทที่ 1: บริบททางการเมืองและเศรษฐกิจสู่การเลือกตั้ง 2569

1.1 มหาวิกฤต "Perfect Storm" และพลวัตการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่ รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เรียกว่า "มหาพายุ" (Perfect Storm) ที่โหมกระหน่ำประเทศไทย 1 ซึ่งประกอบด้วยวิกฤตการณ์ซ้อนทับกันหลายมิติ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างฉับพลัน (AI Disruption) พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรครัฐบาลแกนนำ ตระหนักดีว่าโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมไม่สามารถพาประเทศหลุดพ้นจาก "กับดักรายได้ปานกลาง" ได้อีกต่อไป

ภายใต้บริบทนี้ การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ได้แก่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ 2 สะท้อนให้เห็นถึงการจัดทัพที่ผสมผสานระหว่าง "นักบริหารผู้มีประสบการณ์" และ "นักวิชาการรุ่นใหม่สายเทคโนโลยี" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การชู ดร.ยศชนัน ซึ่งมีพื้นฐานด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) และวิศวกรรมสมอง (Brain-Computer Interface) 3 เป็นหัวหอกในการรณรงค์หาเสียง เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยต้องการรีแบรนด์ประเทศด้วย "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี"

1.2 "สมุทรสาคร" ในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการเมือง

จังหวัดสมุทรสาครมิได้เป็นเพียงจังหวัดปริมณฑล แต่คือ "เมืองหลวงแห่งอาหารทะเลไทย" (Seafood Capital of Thailand) เป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานมูลค่าหลายแสนล้านบาท ตั้งแต่กองเรือประมงพาณิชย์ ตลาดกลางกุ้งและปลา ไปจนถึงโรงงานแปรรูปทูน่าและอาหารทะเลระดับโลก อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 สมุทรสาครกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ระดับโครงสร้าง:

  1. วิกฤตกฎหมายประมง: ความขัดแย้งเรื้อรังระหว่างภาครัฐและชาวประมงพาณิชย์ จากกฎระเบียบ IUU ที่เข้มงวด

  2. วิกฤตนิเวศวิทยา: การระบาดของ "ปลาหมอคางดำ" ที่ทำลายบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล 4

  3. วิกฤตแรงงาน: การพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาและกัมพูชา ในขณะที่นโยบายการจดทะเบียนแรงงานมีความไม่แน่นอน

ดังนั้น ชัยชนะในจังหวัดสมุทรสาครจึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง สำหรับพรรคเพื่อไทย การยึดพื้นที่นี้ได้หมายถึงการได้รับการยอมรับจากกลุ่มทุนภูธรและเครือข่ายสมาคมการประมงที่มีอิทธิพลต่อคะแนนเสียงใน 22 จังหวัดชายทะเล


บทที่ 2: วิเคราะห์นโยบายการประมง: จาก "การปลดล็อก" สู่ "ประมงอัจฉริยะ"

นโยบายการประมงของพรรคเพื่อไทยในปี 2569 ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย โดยแบ่งออกเป็นสองแกนหลัก คือ การแก้ไขกฎหมายเพื่อการผ่อนคลาย (Deregulation) และ การใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า (Modernization)

2.1 การแก้ไขพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558: การรื้อถอนมรดก คสช.

พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลได้ผลักดันร่างแก้ไขพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาในยุครัฐบาลทหารเพื่อแก้ใบเหลือง EU ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ (ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วและรอการพิจารณาจากวุฒิสภา) มีเป้าหมายเพื่อ "คืนชีวิตให้ชาวประมง" 5 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

ตารางที่ 2.1: เปรียบเทียบกฎหมายประมงฉบับปี 2558 และร่างแก้ไขปี 2569

ประเด็นสำคัญพ.ร.ก. การประมง 2558 (ฉบับปัจจุบัน)ร่างแก้ไข พ.ร.บ. การประมง (นโยบายเพื่อไทย)นัยสำคัญต่อสมุทรสาคร
มาตรา 69 (การทำประมงกลางคืน)ห้ามใช้เครื่องมือบางประเภท (เช่น อวนล้อมจับตาถี่) ในเวลากลางคืน เพื่อป้องกันการจับลูกปลาอนุญาต ให้ใช้เครื่องมือดังกล่าวได้ในเขตเกิน 12 ไมล์ทะเล โดยอ้างอิงหลักวิชาการเพิ่มปริมาณการจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจ (เช่น ปลากะตัก) ป้อนโรงงานปลาป่นและน้ำปลาในพื้นที่
การขนถ่ายสัตว์น้ำ (Transshipment)ห้ามขนถ่ายกลางทะเล (ต้องกลับเข้าท่า) เพื่อป้องกันการฟอกปลาอนุญาต ให้มีการขนถ่ายกลางทะเลได้ ภายใต้การควบคุมลดต้นทุนน้ำมันและเวลาสำหรับเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ (นอกน่านน้ำ)
บทลงโทษ (Penalties)โทษทางอาญาและปรับรุนแรง (สูงสุด 30 ล้านบาท)ปรับลดบทลงโทษ เน้นมาตรการทางปกครอง และยกเลิกโทษจำคุกในบางฐานความผิดลดความเสี่ยงทางธุรกิจของผู้ประกอบการเรือประมง
แรงงาน (Labor)ควบคุมเข้มงวด การจดทะเบียนและ Seaman Bookปรับลดความซ้ำซ้อนของกฎหมายแรงงาน เพื่อความคล่องตัวแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แต่อาจถูกโจมตีเรื่องสิทธิมนุษยชน

วิเคราะห์เชิงลึก: การแก้ไขมาตรา 69 และการอนุญาตให้ขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเล เป็นข้อเรียกร้องหลักของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งนำโดยนายมงคล สุขเจริญคณา พรรคเพื่อไทยใช้นโยบายนี้เพื่อ "ซื้อใจ" ฐานเสียงชาวประมงพาณิชย์ที่รู้สึกว่าถูกบีบคั้นจากระเบียบราชการมานานนับทศวรรษ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นดาบสองคม เพราะเสี่ยงต่อการถูกมองว่าไทยกำลังถอยหลังเข้าคลองในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากร ซึ่งอาจนำไปสู่การกีดกันทางการค้าจากชาติตะวันตก 7

2.2 นโยบาย "ประมงอัจฉริยะ" (Smart Fisheries) ภายใต้วิสัยทัศน์ ดร.ยศชนัน

ในขณะที่พรรคเอาใจกลุ่มอนุรักษ์นิยมด้วยการแก้กฎหมาย ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าด้วยการนำ AI และเทคโนโลยีมาใช้ 1:

  1. AI-Driven Aquaculture: การใช้ระบบเซนเซอร์ IoT และ AI ในการตรวจวัดคุณภาพน้ำและควบคุมการให้อาหารในบ่อเลี้ยงกุ้ง เพื่อลดต้นทุนและป้องกันโรคระบาด ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรในสมุทรสาครที่กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับอินเดียและเอกวาดอร์

  2. Precision Fishing: การใช้ข้อมูลดาวเทียมและ AI พยากรณ์แหล่งปลา เพื่อให้ชาวประมงออกเรือได้อย่างแม่นยำ ลดการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิง (Green Oil Strategy)

  3. Traceability Platform: การสร้างแพลตฟอร์มตรวจสอบย้อนกลับด้วย Blockchain เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตลาดโลก แทนที่การตรวจสอบด้วยเอกสารกระดาษที่ยุ่งยาก

นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ (New Voters) และกลุ่มผู้ประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำ (เช่น ไทยยูเนี่ยน) ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานสินค้าสู่สากล 9


บทที่ 3: กำหนดการและยุทธศาสตร์การลงพื้นที่สมุทรสาคร: 6 มกราคม 2569

การลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครในวันอังคารที่ 6 มกราคม 2569 มิใช่เพียงการหาเสียงทั่วไป แต่เป็นการ "ประกาศชัยชนะเชิงนโยบาย" และการบริหารจัดการความขัดแย้ง (Conflict Management) โดยเฉพาะปัญหาวิกฤตปลาหมอคางดำ

3.1 องค์ประกอบคณะผู้ลงพื้นที่และผู้เข้าร่วมหลัก

การจัดทัพผู้เข้าร่วมสะท้อนนัยยะทางการเมืองที่สำคัญ:

  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี): ผู้นำภาพลักษณ์ "Technocrat" มาขายความหวังใหม่

  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์: แกนนำพรรคฝ่ายบริหาร จัดการเรื่องงบประมาณและการเจรจา

  • นายอุดม กันม่วง (อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย สมุทรสาคร): "สะพานเชื่อม" ท้องถิ่น ผู้ซึ่งมีบารมีในพื้นที่และเป็นที่รู้จักจากการถูกหวย 24 ล้านบาท ซึ่งสร้างภาพจำเรื่อง "ดวงและความหวัง" ให้กับชาวบ้าน 10

  • นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ (นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร): ตัวแทนผลประโยชน์กลุ่มเรือประมงพาณิชย์และตลาดปลา 11

  • นายมงคล สุขเจริญคณา (ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย): ล็อบบี้ยิสต์ระดับชาติ ผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดันแก้กฎหมายประมง 12

3.2 รายละเอียดกำหนดการเชิงยุทธศาสตร์ (Scenario Scenario)

08:00 - 09:30 น. | สักการะศาลพันท้ายนรสิงห์ และพบปะประชาชน

  • กิจกรรม: นายยศชนัน และคณะ สักการะศาลพันท้ายนรสิงห์ สัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์

  • นัยยะ: การสร้างภาพลักษณ์ความยึดมั่นในนิติรัฐ (Rule of Law) ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเสาหลักนโยบายของพรรค 13 เพื่อกลบกระแสโจมตีเรื่องการเอื้อประโยชน์พวกพ้อง

10:00 - 12:00 น. | เวทีปราศรัยและรับฟังปัญหา ณ สมาคมการประมงสมุทรสาคร

  • ผู้เข้าร่วม: นายกำจร มงคลตรีลักษณ์, นายมงคล สุขเจริญคณา และเจ้าของเรือประมงกว่า 200 ราย

  • ประเด็นหารือ:

    • การยืนยันแก้กฎหมาย: นายยศชนัน จะให้คำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประมง ให้ผ่านวุฒิสภาโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะมาตรา 69

    • การขาดแคลนแรงงาน: การเสนอมาตรการ "Fast Track" ในการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว เพื่อแก้ปัญหาศูนย์ CI ปิดตัว 14

    • ต้นทุนพลังงาน: การขยายมาตรการน้ำมันเขียว (Green Oil) เพื่อลดต้นทุนการออกเรือ

13:30 - 15:00 น. | ปฏิบัติการ "ล้างบางปลาหมอคางดำ" ณ พื้นที่แพปลา/บ่อเลี้ยงกุ้ง อ.บ้านแพ้ว

  • บริบท: วิกฤตปลาหมอคางดำระบาดหนักใน 17 จังหวัด สร้างความเสียหายให้เกษตรกรอย่างรุนแรง 4

  • กิจกรรม: นายยศชนัน ประกาศวาระแห่งชาติ "กำจัดปลาหมอคางดำให้สิ้นซากภายในปี 2570" พร้อมเปิดตัวโครงการนำปลาหมอคางดำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ ในราคารับซื้อประกันที่ 20-30 บาท/กก. (สูงกว่าราคาตลาด)

  • การเชื่อมโยงนโยบาย: ใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ อธิบายแผนการตัดแต่งพันธุกรรมปลา (หมัน) เพื่อหยุดวงจรการระบาด แสดงความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ทางวิทยาศาสตร์

15:30 - 17:00 น. | เยี่ยมชมโรงงานแปรรูปอาหารทะเล (Thai Union หรือโรงงานพันธมิตร)

  • ประเด็น: "Soft Power อาหารไทยสู่ครัวโลก" 15

  • นโยบาย: ส่งเสริมการส่งออก และการใช้ AI ในกระบวนการผลิต (Factory Sandbox) เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคนในระยะยาว และสร้างความเชื่อมั่นเรื่องมาตรฐานสุขอนามัย


บทที่ 4: วิกฤตปลาหมอคางดำ: บททดสอบความเป็นผู้นำ

ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในสมุทรสาครขณะนี้ไม่ใช่เรื่องราคาปลาทู แต่คือ "ปลาหมอคางดำ" (Blackchin Tilapia)

4.1 ความเสียหายและปฏิกิริยาลูกโซ่

ปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ซึ่งเชื่อว่าหลุดรอดมาจากศูนย์วิจัยของเอกชน ได้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว (แม่ปลา 1 ตัววางไข่ได้ 500-900 ฟอง ทุก 22 วัน) เข้าทำลายระบบนิเวศในสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียง สร้างความเสียหายประเมินค่ากว่า 350 ล้านบาทต่อปีในพื้นที่เดียว 4 เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งต้องเผชิญภาวะขาดทุนย่อยยับ

4.2 ท่าทีของพรรคเพื่อไทยและการฟ้องร้อง

กลุ่มเกษตรกรในสมุทรสาครได้รวมตัวกันฟ้องร้องดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action) เรียกค่าเสียหาย 2.5 พันล้านบาทจากบริษัทเอกชน 4 พรรคเพื่อไทยอยู่ในสถานะที่ลำบากใจ เพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างฐานเสียงเกษตรกรกับความสัมพันธ์กับกลุ่มทุนใหญ่

  • ยุทธศาสตร์: พรรคเพื่อไทยเลือกที่จะไม่ปะทะกับกลุ่มทุนโดยตรง แต่ใช้กลไก "คณะกรรมการอิสระ" (Independent Committee) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ซื้อเวลาลดแรงกดดัน และเน้นไปที่มาตรการเยียวยาของรัฐและการรับซื้อปลาเพื่อตัดวงจรระบาดแทน


บทที่ 5: ความเสี่ยงและผลกระทบ (Risk Assessment & Implications)

แม้นโยบายของพรรคเพื่อไทยจะดูสวยหรูและตอบโจทย์ระยะสั้น แต่มีความเสี่ยงสูงในระยะยาว:

5.1 กับดักใบเหลือง EU (The Return of Yellow Card)

การแก้กฎหมายเพื่ออนุญาตให้มีการขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเลและใช้เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูง (ทำลายล้างสูง) อาจขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ องค์กร NGO ระดับโลกอย่าง EJF และกลุ่มประมงพื้นบ้านได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังสหภาพยุโรปแล้ว 5 หากไทยถูกให้ใบเหลืองอีกครั้ง มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลกว่า 1.7 แสนล้านบาท 5 จะตกอยู่ในความเสี่ยงทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบย้อนกลับมาที่โรงงานแปรรูปในสมุทรสาคร

5.2 ความขัดแย้งระหว่างประมงพาณิชย์ vs ประมงพื้นบ้าน

การอนุญาตให้ทำประมงในเขต 12 ไมล์ทะเลด้วยเครื่องมือบางประเภท จะนำไปสู่การแย่งชิงทรัพยากรกับชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพยากรชายฝั่ง การปะทะกันทางความคิดและการแย่งชิงพื้นที่ทำกินอาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือการประท้วงยืดเยื้อ

5.3 ภาพลวงตาของ AI (The AI Mirage)

นโยบาย "Smart Fisheries" ของ ดร.ยศชนัน แม้จะดูทันสมัย แต่ในทางปฏิบัติ ชาวประมงส่วนใหญ่ยังขาดความพร้อมด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และโครงสร้างพื้นฐาน การผลักดันเทคโนโลยีขั้นสูงอาจเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มทุนใหญ่ที่มีความพร้อม ในขณะที่รายย่อยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


บทที่ 6: บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์

การเลือกตั้งปี 2569 ในสมุทรสาครคือบทพิสูจน์ว่า พรรคเพื่อไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจาก "พรรคประชานิยมดั้งเดิม" สู่ "พรรคเทคโนแครตสมัยใหม่" ได้หรือไม่ ภายใต้การนำของ รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ข้อเสนอแนะสำหรับการลงพื้นที่ 6 ม.ค. 2569:

  1. การสื่อสารแบบแยกส่วน (Segmented Messaging): ต้องสื่อสารกับชาวประมงพาณิชย์ด้วยภาษา "กำไร-ขาดทุน" (แก้กฎหมาย = ลดต้นทุน) แต่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่และตลาดโลกด้วยภาษา "ความยั่งยืน-เทคโนโลยี" (AI = ประสิทธิภาพ)

  2. การบริหารความโกรธแค้นเรื่องปลาหมอคางดำ: ต้องประกาศมาตรการที่เห็นผลทันที (Quick Win) เช่น การตั้งจุดรับซื้อปลาหมอคางดำเคลื่อนที่ในทุกตำบลของสมุทรสาคร ในราคานำตลาด เพื่อแสดงความจริงใจ

  3. การดึง "อุดม กันม่วง" มาเป็นแม่เหล็ก: ใช้เรื่องราวความโชคดีและการเป็นคนท้องถิ่นของนายอุดม ในการเชื่อมประสานรอยร้าวระหว่างพรรคกับชาวบ้านรากหญ้าที่ไม่เข้าใจเรื่อง AI

โดยสรุป ชัยชนะในสมุทรสาครไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการ "เลี้ยงสมดุล" ระหว่างผลประโยชน์ของกลุ่มทุนประมงยักษ์ใหญ่ กับความอยู่รอดของเกษตรกรรายย่อย ท่ามกลางสายตาจับจ้องของประชาคมโลก


ภาคผนวก: ข้อมูลสถิติและตารางประกอบ

ตารางที่ A-1: สถานะทางเศรษฐกิจการประมงจังหวัดสมุทรสาคร (2568-2569)

ตัวชี้วัดสถานะปัจจุบันแนวโน้มภายใต้นโยบายเพื่อไทย
มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP)ชะลอตัวจากการส่งออกที่ลดลงคาดว่าจะฟื้นตัวจากนโยบายลดต้นทุน
จำนวนเรือประมงพาณิชย์ลดลง (Exit Scheme)อาจเพิ่มขึ้นจากการผ่อนคลายกฎระเบียบ
ผลผลิตสัตว์น้ำ (Yield)คงที่/ลดลงจากความเสื่อมโทรมเพิ่มขึ้นระยะสั้น (Overfishing) แต่ลดลงระยะยาว
แรงงานข้ามชาติขาดแคลนสะสม 50,000 อัตราบรรเทาลงด้วยนโยบายจดทะเบียนใหม่

ตารางที่ A-2: ผลกระทบของปลาหมอคางดำต่อห่วงโซ่อุปทาน

ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)ผลกระทบ
ต้นน้ำ (เกษตรกร)ผลผลิตกุ้ง/ปลาลดลง 40-60%, ต้นทุนค่ากำจัดสูงขึ้น
กลางน้ำ (แพปลา)ปริมาณสัตว์น้ำเศรษฐกิจเข้าสู่ตลาดลดลง, ราคาสูงขึ้น
ปลายน้ำ (ผู้บริโภค/โรงงาน)ขาดแคลนวัตถุดิบคุณภาพ, ความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยทางอาหาร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พรรคโอกาสใหม่ ชู "คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้" สู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 ทางลัดแก้วิกฤตหนี้ หรือความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง

เพลง: ล้มได้ แต่ต้องมีทางลุก (ท่อนที่ 1)   บนถนนชีวิตที่แสนยาวไกล ใครหลายคนเคยพลาด เคยล้มลงไป ภาระหนี้สินเหมือนเงาตามตัว ความหวังเลือนรา...