การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองตามวาระ หากแต่เป็นหมุดหมายสำคัญที่เกิดขึ้นท่ามกลาง “พายุเศรษฐกิจและสังคม” ที่ถาโถมประเทศไทยอย่างรอบด้าน ทั้งภาวะการเติบโตต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ หนี้ครัวเรือนระดับวิกฤต และความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมที่ถดถอย
ในบริบทดังกล่าว “พลังงาน” โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมัน ได้ยกระดับจากสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป สู่การเป็น “สินค้าทางการเมือง” ที่ทุกพรรคการเมืองหยิบมาเป็นหัวใจของการหาเสียง เพื่อชิงความไว้วางใจจากประชาชนที่กำลังเผชิญค่าครองชีพสูงอย่างต่อเนื่อง
พลังงานโลกผ่อนคลาย เปิดเกมหาเสียงเข้มข้น
ต้นปี 2569 สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และอุปทานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ในไทยอย่าง ปตท. และบางจาก ปรับลดราคาขายปลีกลง 50 สตางค์ต่อลิตร ขณะเดียวกัน ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวด ม.ค.–เม.ย. 2569 ถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย
แม้ราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ก็กลายเป็น “ดาบสองคม” เพราะอาจทำให้การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดถูกชะลอออกไป
เพื่อไทยชู “ค่าไฟ 3.70 บาท” ประชานิยมบนฐานการบริหาร
พรรคเพื่อไทย ชูนโยบายเรือธง “ค่าไฟ 3.70 บาท” ควบคู่รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และรถเมล์ติดแอร์ 10 บาท หวังลดภาระค่าครองชีพแบบเห็นผลทันที โดยใช้กลไกการเจรจาลดต้นทุน การบริหารจัดการเชื้อเพลิง และการอุดหนุนจากรัฐ
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการเตือนว่า การกดราคาค่าไฟต่ำกว่าต้นทุนจริง อาจซ้ำเติมภาระหนี้สะสมของ กฟผ. และกลายเป็นระเบิดเวลาทางการคลัง หากไม่มีแผนจัดการหนี้และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานควบคู่กัน
พรรคประชาชน เดินเกมปฏิรูปโครงสร้าง ทลายทุนผูกขาด
ตรงกันข้าม พรรคประชาชนเสนอการแก้ปัญหาที่ต้นตอ ผ่านนโยบาย Single Pool Gas รวมก๊าซทุกแหล่งมาเฉลี่ยราคาเดียว เพื่อดึงกำไรส่วนเกินจากอุตสาหกรรมพลังงานกลับสู่ประชาชน ลดต้นทุนค่าไฟโดยไม่ต้องใช้งบอุดหนุน พร้อมผลักดันโซลาร์เซลล์เสรีและ Net Metering
แม้ได้รับคำชื่นชมว่าเป็นแนวทางยั่งยืน แต่ก็เผชิญแรงต้านจากกลุ่มทุนพลังงานและข้อจำกัดด้านกฎหมาย รวมถึงความเสี่ยงต่อการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ภูมิใจไทย–รวมไทยสร้างชาติ ชูบทบาทรัฐเข้มข้น
พรรคภูมิใจไทยนำเสนอนโยบาย ฟรีโซลาร์เซลล์หลังคาบ้าน และ EV ราคาประหยัด เปลี่ยนรัฐจากผู้กำกับดูแลมาเป็นผู้ร่วมลงทุนกับประชาชน ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอแนวคิดรัฐนิยมเข้มข้น ยกเลิกกองทุนน้ำมัน และตั้งคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หวังให้รัฐกำหนดราคาพลังงานได้โดยตรง
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ทั้งสองแนวทางยังมีคำถามใหญ่เรื่องงบประมาณ ความพร้อมของโครงข่ายไฟฟ้า และความเสี่ยงต่อการบิดเบือนกลไกตลาด
นักวิชาการเตือน แข่งลดราคาอาจพาไทยติดกับดัก
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เตือนว่า การแข่งขันกันลดราคาพลังงานแบบประชานิยม อาจทำให้ไทยพลาดโอกาสเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และเสียความสามารถในการดึงดูดการลงทุนระดับโลกในยุคเศรษฐกิจสีเขียว
บทสรุป: เลือกระหว่างสบายสั้น กับยั่งยืนยาว
การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกรัฐบาล แต่คือการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ระหว่าง “ความสบายระยะสั้นจากการกดราคา” กับ “ความยั่งยืนจากการปฏิรูปโครงสร้าง” ซึ่งจะกำหนดทิศทางความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงต้องชั่งน้ำหนักว่า นโยบายใดจะไม่เพียงช่วยลดบิลค่าไฟวันนี้ แต่ยังไม่ทิ้งภาระหนี้และความเสี่ยงไว้ให้ประเทศในวันข้างหน้า.
ยุทธศาสตร์พลังงานและการเมืองเรื่องค่าครองชีพ: บทวิเคราะห์เชิงลึกต่อนโยบายหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย
1. บทนำ: ภูมิทัศน์เศรษฐกิจการเมืองไทยสู่การเลือกตั้งปี 2569
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ในบริบทดังกล่าว "ต้นทุนพลังงาน" ได้กลายมาเป็นตัวแปรสมการที่สำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางความเป็นอยู่ของประชาชนและความอยู่รอดของภาคธุรกิจ ค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมิได้เป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) อีกต่อไป แต่ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็น "สินค้าทางการเมือง" (Political Goods) ที่ทุกพรรคการเมืองต่างหยิบยกขึ้นมาเป็นธงนำในการรณรงค์หาเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงไทม์ไลน์ทางการเมืองที่กระชั้นชิด ภายหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และการเปิดรับสมัครเลือกตั้งในช่วงสิ้นปี
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกอย่างรอบด้านถึงนโยบายพลังงานของพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งปี 2569 โดยมิเพียงแต่นำเสนอเนื้อหาของนโยบาย แต่ยังขุดลึกลงไปถึงกลไกทางเศรษฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ทางการคลัง ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่จะส่งผลต่ออนาคตความมั่นคงทางพลังงานของไทยในระยะยาว ผ่านกรอบการวิเคราะห์ที่เชื่อมโยงข้อมูลเชิงประจักษ์จากสถานการณ์จริงในช่วงต้นปี 2569 เข้ากับทฤษฎีทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์พลังงาน
1.1 บริบทสถานการณ์พลังงานโลกและผลกระทบต่อไทย
ปัจจัยภายนอกประเทศมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการกำหนดนโยบายหาเสียง ในช่วงต้นปี 2569 สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายลง อันเป็นผลมาจากพลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณอุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเริ่มปรับตัวลดลง โดยในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ทั้ง ปตท. และบางจาก ได้ประกาศลดราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซลลง 50 สตางค์ต่อลิตร
1.2 สถานะทางการคลังด้านพลังงาน: จุดตั้งต้นของการหาเสียง
ความเข้าใจใน "หน้าตัก" หรือสถานะทางการเงินของกองทุนและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง เป็นพื้นฐานสำคัญในการประเมินความเป็นไปได้ของนโยบายหาเสียง
สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: จากที่เคยประสบวิกฤตติดลบอย่างหนักในช่วงปี 2565-2567 สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 4 มกราคม 2569 ได้แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยมียอดติดลบเหลือเพียง 4,788 ล้านบาท
11 ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ง่ายเมื่อเทียบกับอดีต โดยบัญชีน้ำมันมีสถานะเป็นบวกถึง 34,573 ล้านบาท ในขณะที่บัญชี LPG ยังคงเป็นตัวถ่วงที่สำคัญโดยติดลบอยู่ที่ 39,361 ล้านบาท12 สถานะที่แข็งแกร่งขึ้นนี้เปิดช่องว่าง (Fiscal Space) ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) สามารถใช้กลไกกองทุนในการแทรกแซงราคาเพื่อลดค่าครองชีพได้ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินมากนักสถานะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): ในภาคไฟฟ้า สถานการณ์มีความซับซ้อนกว่ามาก แม้ว่าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะประกาศปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ลง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย (จากเดิม 3.94 บาท)
13 แต่ภาระหนี้สินสะสมที่ กฟผ. แบกรับแทนประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ ข้อมูลจากทริสเรทติ้งและรายงานทางการเงินระบุว่า กฟผ. ยังคงมีภาระต้นทุนคงค้าง (Account Receivables - AF) ที่ต้องทยอยเรียกเก็บคืนจากผู้ใช้ไฟฟ้า16 นโยบายหาเสียงที่มุ่งเน้นการ "แช่แข็ง" หรือ "ลด" ค่าไฟแบบรุนแรง อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องและอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิตของ กฟผ. ซึ่งเป็นเสาหลักความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
2. การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์: นโยบายพลังงานของพรรคการเมืองหลัก
ในสนามการเลือกตั้งปี 2569 พรรคการเมืองต่างนำเสนอนโยบายพลังงานที่สะท้อนถึงอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจและฐานเสียงของตนอย่างชัดเจน การวิเคราะห์ในส่วนนี้จะจำแนกนโยบายออกเป็นกลุ่มความคิด และเจาะลึกถึงกลไกการทำงาน จุดแข็ง และจุดอ่อนของแต่ละพรรค
2.1 พรรคเพื่อไทย: ประชานิยมบนฐานการบริหารจัดการ (Managerial Populism)
พรรคเพื่อไทย เข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยสโลแกน "สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน" โดยพยายามรักษาฐานเสียงเดิมผ่านนโยบายลดค่าครองชีพที่จับต้องได้ทันที ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาค
แก่นแกนของนโยบาย:
พรรคเพื่อไทยชูธงนำด้วยนโยบาย "ค่าไฟ 3.70 บาท" 17 ซึ่งเป็นการประกาศตัวเลขเป้าหมายที่ต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน (3.88 บาท) อย่างมีนัยสำคัญ นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดใจผู้มีรายได้น้อยและชนชั้นกลางในเขตเมืองที่แบกรับภาระค่าสาธารณูปโภค นอกจากนี้ยังมีการสานต่อนโยบายคมนาคม "รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย" และขยายผลสู่ "รถเมล์ติดแอร์ 10 บาท" เพื่อลดต้นทุนการเดินทางแบบครบวงจร 18
กลไกการดำเนินงาน:
ยุทธศาสตร์ของเพื่อไทยมิได้เน้นการรื้อถอนโครงสร้างแบบถอนรากถอนโคน แต่เน้นการ "บริหารจัดการ" (Management) ภายใต้โครงสร้างเดิม เช่น การเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเพื่อปรับลดค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) การบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงโดยใช้กลไกของ ปตท. ในการจัดหา LNG ราคาถูก และการใช้กลไกภาษีสรรพสามิตน้ำมันในการพยุงราคา แนวทางนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของแพทองธาร ชินวัตร ที่เน้นการเจรจาตกลงกับทุกฝ่ายเพื่อตัดส่วนเกินที่ซ้ำซ้อนออก 19
บทวิเคราะห์วิพากษ์:
แม้ตัวเลข 3.70 บาท จะดูน่าดึงดูด แต่ความท้าทายอยู่ที่ "ต้นทุนที่ซ่อนอยู่" การกดราคาค่าไฟให้ต่ำกว่าต้นทุนจริง (Cost Reflective Tariff) ในขณะที่ กฟผ. ยังมีหนี้สินสะสม อาจนำไปสู่การยืดระยะเวลาการคืนหนี้ (Debt Repayment Extension) ซึ่งรังแต่จะสะสมปัญหาดอกเบี้ยและภาระการคลังในอนาคต นักวิชาการจาก TDRI ได้แสดงความกังวลว่านโยบายลักษณะนี้อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและสร้างความเสี่ยงต่อวินัยทางการคลัง 16 นอกจากนี้ นโยบายรถเมล์ 10 บาท และรถไฟฟ้า 20 บาท จำเป็นต้องใช้เงินอุดหนุน (Subsidy) มหาศาลจากภาครัฐ ซึ่งอาจเบียดบังงบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ
2.2 พรรคประชาชน: การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการทลายทุนผูกขาด (Structural Reform & Demonopolization)
พรรคประชาชน (สืบทอดอุดมการณ์จากพรรคก้าวไกล) นำเสนอชุดนโยบายที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ "ต้นตอ" ของโครงสร้างราคาพลังงานที่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนใหญ่
แก่นแกนของนโยบาย:
หัวใจสำคัญของนโยบายพรรคประชาชนคือ "โมเดลเศรษฐกิจใหม่" ที่ต้องการสร้างเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและแข่งขันได้ 21 ในมิติพลังงาน พรรคประชาชนเสนอการ "ทลายทุนผูกขาด" และ "ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน" โดยมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือการยกเลิกโครงสร้างราคาก๊าซแบบเดิมและเปลี่ยนมาใช้ระบบ "Single Pool Gas" 23
กลไกการดำเนินงาน - Single Pool Gas:
ปัจจุบัน โครงสร้างราคาก๊าซของไทยมีความเหลื่อมล้ำ โดยก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยถูกจัดสรรให้กับโรงแยกก๊าซและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก่อน ส่วนภาคไฟฟ้า (ประชาชน) ต้องรับภาระก๊าซที่มีราคาสูงจากการนำเข้า LNG มาถัวเฉลี่ย พรรคประชาชน (และสภาองค์กรของผู้บริโภค) เสนอให้รวมก๊าซจากทุกแหล่ง (อ่าวไทย + พม่า + LNG นำเข้า) มาเป็นตะกร้าเดียว (Single Pool) และคิดราคาเฉลี่ยเท่ากันสำหรับผู้ใช้ทุกกลุ่ม วิธีการนี้จะทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าลดลงทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณอุดหนุน แต่เป็นการดึงกำไรส่วนเกินจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคืนสู่ประชาชน 23
นโยบายพลังงานสะอาดเสรี:
พรรคประชาชนยังผลักดันนโยบาย Net Metering ที่อนุญาตให้ประชาชนขายไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปคืนเข้าระบบได้ในราคาที่เป็นธรรม และการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย (Grid Code) เพื่อให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer 22 รวมถึงการหยุดการอนุมัติโรงไฟฟ้าฟอสซิลใหม่ตามแผน PDP ที่มีปริมาณสำรองล้นเกิน
บทวิเคราะห์วิพากษ์:
แนวทางของพรรคประชาชนได้รับการยกย่องจากนักวิชาการและภาคประชาสังคมว่าเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด 25 แต่ในทางปฏิบัติจะเผชิญกับ "แรงต้านมหาศาล" (Huge Resistance) จากกลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่และโครงสร้างข้าราชการเดิม การเปลี่ยนไปใช้ Single Pool Gas อาจกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาสัมปทาน การผลักดันนโยบายนี้ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แข็งแกร่งและเสถียรภาพของรัฐบาลที่สูงมาก
2.3 พรรคภูมิใจไทย: ประชานิยมเชิงวัตถุและเทคโนโลยี (Asset-Based Populism)
พรรคภูมิใจไทย ภายใต้สโลแกน "พูดแล้วทำพลัส" นำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการมอบ "เครื่องมือ" ในการลดรายจ่ายให้กับประชาชนโดยตรง แทนที่จะเป็นการลดราคาที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว
แก่นแกนของนโยบาย:
นโยบายเรือธงคือ "ฟรีโซลาร์เซลล์หลังคาบ้าน" 26 โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้กับครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและลดค่าไฟได้ประมาณ 450 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีนโยบายสนับสนุนรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV) ในรูปแบบผ่อนถูกเดือนละ 100-300 บาท 28
กลไกการดำเนินงาน:
พรรคภูมิใจไทยเสนอโมเดลที่รัฐลงทุนติดตั้งให้ฟรี แล้วให้ประชาชนผ่อนชำระคืนในรูปแบบของเครดิตพลังงาน หรือรัฐรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเพื่อหักลบกลบหนี้ แนวคิดนี้เปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการเป็นผู้กำกับดูแลมาเป็น "ผู้ลงทุนร่วม" (Co-investor) กับภาคครัวเรือน
บทวิเคราะห์วิพากษ์:
TDRI ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายลักษณะนี้ว่าเป็น "แผนบนกระดาษ" (Plans on Paper) หากขาดการบูรณาการที่แท้จริง 29 ปัญหาใหญ่คือ "ความพร้อมของระบบสายส่ง" (Grid Capacity) หากมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจำนวนมหาศาลพร้อมกัน จะเกิดปัญหาทางเทคนิคเรื่องเสถียรภาพแรงดันไฟฟ้า (Voltage Instability) และปัญหา Duck Curve ที่รุนแรง รัฐจำเป็นต้องลงทุนมหาศาลในการอัปเกรดหม้อแปลงและระบบสายส่งให้เป็น Smart Grid ซึ่งงบประมาณส่วนนี้มักไม่ถูกพูดถึงในการหาเสียง นอกจากนี้ ยังมีข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างแผงโซลาร์เซลล์จำนวนหลายล้านแผง ว่าอาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนที่มีความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองหรือไม่ 25
2.4 พรรครวมไทยสร้างชาติ: รัฐนิยมและการจัดระเบียบใหม่ (Statist Regulation)
พรรครวมไทยสร้างชาติ โดยการนำของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังคงยืนหยัดในแนวทาง "รื้อ ลด ปลด สร้าง" ที่เน้นการใช้อำนาจรัฐในการจัดระเบียบกลไกตลาดให้เกิดความเป็นธรรม
แก่นแกนของนโยบาย:
นโยบายที่โดดเด่นที่สุดคือการ "ยกเลิกกองทุนน้ำมัน" และเปลี่ยนมาใช้ระบบ "สำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Petroleum Reserve - SPR) 30 พรรครวมไทยสร้างชาติเชื่อว่าการที่รัฐมีคลังน้ำมันสำรองของตนเอง จะทำให้รัฐสามารถกำหนดราคาขายปลีกได้โดยไม่ต้องอิงกับราคาตลาดโลกและค่าการตลาดของผู้ค้ามาตรา 7 เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยลดราคาน้ำมันได้ทันที 5-6 บาทต่อลิตร
กลไกการดำเนินงาน:
การเสนอกฎหมายจัดตั้งระบบสำรองน้ำมัน และกฎหมายกำกับดูแลการค้าน้ำมัน เพื่อให้อำนาจรัฐมนตรีพลังงานในการกำหนดเพดานราคาและตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่น เป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบ "ตลาดกึ่งเสรี" ไปสู่ระบบ "กำกับดูแลเข้มข้น" (Heavy Regulation)
บทวิเคราะห์วิพากษ์:
แนวคิดนี้ท้าทายปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมอย่างมาก การยกเลิกกองทุนน้ำมันอาจทำให้รัฐขาดเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงวิกฤต (Price Smoothing Mechanism) หากรัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอในการสร้างคลังสำรอง การลดราคาน้ำมัน 5-6 บาททันที จะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตและอาจบิดเบือนโครงสร้างการใช้น้ำมัน ทำให้การรณรงค์ประหยัดพลังงานไม่ได้ผล อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ตอบโจทย์กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ต้องการเห็นรัฐที่มีบทบาทนำในการดูแลความมั่นคง
2.5 พรรคพลังประชารัฐ: สวัสดิการชุมชนและความมั่นคง (Welfare & Security)
พรรคพลังประชารัฐยังคงเน้นนโยบายที่เชื่อมโยงกับ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" และความมั่นคง
แก่นแกนของนโยบาย:
นโยบาย "ไฟฟ้าประชารัฐ" หรือโซลาร์เซลล์ชุมชน เป็นจุดขายหลักที่เน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล 31 ควบคู่ไปกับการลดราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มผ่านกลไกการอุดหนุนแบบดั้งเดิม
บทวิเคราะห์วิพากษ์:
นักวิเคราะห์มองว่านโยบายของพรรคพลังประชารัฐขาดความสดใหม่และขาดวิสัยทัศน์ระยะยาวเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เป็นเพียงการประคับประคองมาตรการเดิมที่มีอยู่ (Status Quo Maintenance) ซึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน 31
3. ตารางสังเคราะห์เปรียบเทียบนโยบาย (Policy Synthesis Matrix)
ตารางต่อไปนี้แสดงการเปรียบเทียบเชิงลึกระหว่างพรรคการเมือง โดยจำแนกตามปรัชญา กลไก และผลกระทบที่คาดการณ์
| มิติการวิเคราะห์ | พรรคเพื่อไทย | พรรคประชาชน | พรรคภูมิใจไทย | พรรครวมไทยสร้างชาติ |
| ปรัชญาหลัก | บริหารจัดการ (Management) | ปฏิรูปโครงสร้าง (Reform) | รัฐลงทุนให้ (Subsidized Investment) | รัฐกำกับดูแล (Regulation) |
| นโยบายเรือธง | ค่าไฟ 3.70 บาท / รถไฟฟ้า 20 บาท | Single Pool Gas / ทลายทุนผูกขาด | ฟรีโซลาร์เซลล์หลังคาบ้าน | ยกเลิกกองทุนน้ำมัน / ตั้ง SPR |
| กลไกราคา | เจรจาลดต้นทุน + อุดหนุน | เฉลี่ยต้นทุนก๊าซใหม่ (ดึงกำไรทุนคืน) | ลดการซื้อไฟด้วยการผลิตเอง | กำหนดราคาโดยรัฐ (Intervention) |
| ผลต่อ กฟผ. | ความเสี่ยงหนี้คงค้างยืดเยื้อ | ลดต้นทุนเชื้อเพลิง (บวกระยะยาว) | รายได้ลดลงจากการผลิตเองของ ปชช. | ผลกระทบจำกัด |
| ผลต่อ ปตท. | ผลกระทบจำกัด (Business as usual) | ผลกระทบสูง (เสียกำไรโรงแยกก๊าซ) | ผลกระทบจำกัด | ผลกระทบสูง (ถูกควบคุมราคา) |
| ความเป็นไปได้ | สูง (ทำได้ทันทีแต่อาจมีภาระ) | ปานกลาง (ติดขัดกฎหมาย/กลุ่มทุน) | ปานกลาง (ติดขัดงบประมาณ/เทคนิค) | ปานกลาง (ต้องแก้กฎหมายหลัก) |
| ความยั่งยืน | ต่ำ-ปานกลาง | สูง | ปานกลาง (ขึ้นกับการดูแลรักษา) | ปานกลาง-ต่ำ |
4. วิเคราะห์เจาะลึก: ความขัดแย้งเชิงนโยบายและข้อเท็จจริง (Debate & Critique)
4.1 วาทกรรม "ลดค่าไฟ" vs ความจริงเรื่อง "หนี้ กฟผ."
ประเด็นที่ทุกพรรคการเมืองมักหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงคือ "ต้นทุนที่แท้จริง" ของค่าไฟฟ้า แม้ว่าราคา LNG จะลดลง แต่ กฟผ. ยังมีภาระหนี้สินจากการแบกรับค่า Ft ในอดีตกว่าแสนล้านบาท ซึ่งต้องทยอยเรียกเก็บคืนจากประชาชนในรูปแบบของค่า Ft ขาขึ้น
4.2 Single Pool Gas: ความเป็นธรรมหรือการบิดเบือน?
ข้อเสนอของพรรคประชาชนเรื่อง Single Pool Gas เป็นประเด็นถกเถียงทางเทคนิคที่แหลมคม ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็น "ความยุติธรรมทางพลังงาน" (Energy Justice) ที่ทรัพยากรในประเทศควรถูกใช้อย่างเท่าเทียม แต่ฝ่ายคัดค้าน (กลุ่มอุตสาหกรรม) มองว่าอาจเป็นการลดทอนศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้กับประเทศ การเปลี่ยนสูตรราคานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับสัญญาระยะยาวและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
4.3 โซลาร์เสรี: ใครได้ประโยชน์?
นโยบายโซลาร์เซลล์ของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แม้จะมีเจตนาดี แต่ต้องระวังเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำ" ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือคนที่มีบ้าน มีหลังคา และมีกำลังในการติดตั้ง (หรือได้รับสิทธิ์ฟรี) ในขณะที่ผู้เช่าหอพัก คอนโดมิเนียม หรือคนจนเมืองที่ไม่มีบ้านของตนเอง อาจไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง แต่ยังต้องแบกรับต้นทุนค่าไฟฟ้าของระบบ (Grid Cost) ที่อาจสูงขึ้นเนื่องจากจำนวนผู้ร่วมหารค่าบำรุงรักษาระบบลดลง (Grid Defection) นี่คือโจทย์ที่นโยบายยังไม่ได้ตอบคำถามอย่างชัดเจน
4.4 มุมมองจากนักวิชาการ (TDRI)
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ออกบทวิเคราะห์เตือนสติพรรคการเมืองว่า นโยบายพลังงานที่ดีไม่ควรหยุดอยู่แค่ "การลดราคา" แต่ต้องมองไปถึง "การเปลี่ยนผ่าน" (Transition)
5. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
การเลือกตั้งปี 2569 เกิดขึ้นบนทางแพร่งสำคัญของภาคพลังงานไทย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเผชิญกับตัวเลือกที่ยากลำบากระหว่าง "ความสบายในระยะสั้น" จากนโยบายลดราคาแบบประชานิยม กับ "ความเจ็บปวดแต่ยั่งยืน" จากการปฏิรูปโครงสร้าง
ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์:
โอกาสในวิกฤต: สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ลดลงในปี 2569 และสถานะกองทุนน้ำมันที่ฟื้นตัว เป็นโอกาสดีที่รัฐบาลใหม่จะใช้จังหวะนี้ในการ "เลิกอุดหนุน" และนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด แทนที่จะนำเงินส่วนต่างไปลดราคาน้ำมันต่อ
ระเบิดเวลาทางการคลัง: นโยบายที่มุ่งเน้นการแจก (เช่น ฟรีโซลาร์) หรือการลดราคาต่ำกว่าทุน (เช่น ค่าไฟ 3.70 บาท) โดยไม่มีแผนรองรับรายได้ จะสร้างภาระทางการคลังระยะยาวและบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐวิสาหกิจ
ความจำเป็นของการปฏิรูปกฎหมาย: ไม่ว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้ง การแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางให้เกิดการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม (Third Party Access) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการให้ค่าไฟถูกลงอย่างยั่งยืน
ข้อเสนอแนะ:
ภาครัฐควรเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้กำหนดราคา" (Price Setter) มาเป็น "ผู้กำกับกติกา" (Regulator) ที่เข้มแข็ง เพื่อให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นโยบายหาเสียงควรขยับจากการแข่งกันลดราคา (Price War) ไปสู่การแข่งกันนำเสนอวิสัยทัศน์เรื่อง "เศรษฐกิจสีเขียว" และ "ความมั่นคงทางพลังงาน" ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศไทยในปี 2569 และทศวรรษต่อไป


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น