เปิดบทวิเคราะห์เลือกตั้ง 2569 : “ดร.นิยม เวชกามา” จากผู้พิทักษ์พุทธศาสนา สู่เดิมพันการเมืองใหม่ในสมรภูมิสกลนคร เขต 2
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 กำลังกลายเป็นสนามทดสอบสำคัญของการเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักในการจัดตั้งรัฐบาล หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือ เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ซึ่งมีการแข่งขันเข้มข้นระหว่างพรรคการเมืองใหญ่กับนักการเมืองที่มีฐานเสียงเฉพาะตัว
ในสมรภูมินี้ ชื่อของ ดร.นิยม เวชกามา อดีต ส.ส. สกลนครหลายสมัย และผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคโอกาสใหม่ ถูกยกให้เป็น “ตัวแปรสำคัญ” ของการเลือกตั้ง ด้วยบทบาทที่โดดเด่นทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในระดับพื้นที่ จนถูกนักวิชาการมองว่าเป็น “ตัวแบบ” ของนักการเมืองท้องถิ่นที่เชื่อมโยงศาสนา ปากท้อง และสิทธิมนุษยชนเข้าไว้ด้วยกัน
จาก “ดร.มหานิยม” สู่การเมืองภาคพลเมือง
ดร.นิยม หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “ดร.มหานิยม” มีรากฐานทางการศึกษาที่ผสมผสานระหว่างทางธรรมและทางโลก ตั้งแต่เปรียญธรรม นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ไปจนถึงพุทธจิตวิทยา สิ่งนี้หล่อหลอมให้การทำงานทางการเมืองของเขาแตกต่างจากนักการเมืองทั่วไป โดยยึดแนวคิดที่นักวิชาการเรียกว่า “พุทธประชาธิปไตย” มองพระสงฆ์ในฐานะพลเมืองที่มีสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ควรถูกละเมิดโดยอำนาจรัฐ
บทบาทดังกล่าวปรากฏชัดในช่วงวิกฤต “คดีเงินทอนวัด” และการใช้อำนาจรัฐจัดการกิจการสงฆ์ในอดีต ซึ่ง ดร.นิยม เป็นหนึ่งใน ส.ส. ไม่กี่คนที่ลุกขึ้นอภิปรายอย่างต่อเนื่อง ตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรม และชี้ให้เห็นการละเมิดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนทำให้ประเด็นสิทธิของพระสงฆ์กลายเป็นวาระสาธารณะระดับชาติ
ตัวเลขไม่โกหก : 277 ครั้งในสภา
ข้อมูลจากบันทึกการประชุมรัฐสภาระบุว่า ดร.นิยม มีสถิติการอภิปราย กระทู้ถาม และการหารือในสภามากกว่า 277 ครั้ง ตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ ส.ส. โดยทั่วไปหลายเท่าตัว เนื้อหาการทำหน้าที่ครอบคลุมทั้งการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ปัญหาศาสนา สิทธิชุมชน และการนำปัญหาท้องถิ่น เช่น ที่ดินรอบหนองหาร ถนน น้ำ และไฟฟ้า เข้าสู่การพิจารณาในระดับชาติ
นักวิชาการประเมินว่า รูปแบบการทำงานดังกล่าวสะท้อน “การเมืองเชิงปฏิบัติ” ที่ใช้กลไกรัฐสภาอย่างเต็มประสิทธิภาพ มากกว่าการพึ่งพากระแสหรือวาทกรรมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
หนองหาร : สมรภูมิที่ดินและศรัทธา
อีกบทบาทที่สร้างฐานคะแนนนิยมอย่างมั่นคง คือ การแก้ปัญหาที่ดินทำกินรอบหนองหาร ซึ่งมีประชาชนกว่า 10,000 ครอบครัวได้รับผลกระทบจากสถานะที่ดินทับซ้อนกับที่สาธารณะและป่าไม้ ดร.นิยม ใช้เวลากว่าทศวรรษผลักดันการพิสูจน์สิทธิ์ในสภาและคณะกรรมาธิการ จนนำไปสู่การผ่อนปรนเชิงนโยบาย และการแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ รวมถึงวัดสำคัญในจังหวัดสกลนคร
ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างรัฐกับชุมชน และเป็นนักการเมืองที่เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ย้ายพรรค แต่ไม่ย้ายศรัทธา
การตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทย มาสังกัดพรรคโอกาสใหม่ ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตการเมืองของ ดร.นิยม นักวิเคราะห์ชี้ว่า นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสังกัด แต่สะท้อนปัญหาประชาธิปไตยภายในพรรคการเมืองใหญ่ และการเมืองยุคใหม่ที่ “ตัวบุคคล” อาจมีน้ำหนักมากกว่าตราพรรคในระดับพื้นที่
พรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ถูกมองว่าเติมเต็มยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม ได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะนโยบายที่ดิน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งสอดรับกับปัญหาในสกลนครอย่างตรงจุด
ศึกชี้ชะตา : ผลงานปะทะกระแสพรรค
การเลือกตั้งเขต 2 สกลนคร ถูกประเมินว่าเป็น “ศึกช้างชนช้าง” ระหว่างฐานศรัทธาส่วนบุคคลของ ดร.นิยม กับแบรนด์พรรคการเมืองใหญ่ นักวิชาการมองว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นกรณีศึกษาสำคัญ ว่าผลงานในสภาและความเชื่อมั่นของประชาชน จะสามารถเอาชนะกระแสพรรคได้หรือไม่
หาก ดร.นิยม คว้าชัยชนะได้สำเร็จ จะไม่เพียงเป็นชัยชนะของพรรคโอกาสใหม่ แต่จะเป็นสัญญาณสำคัญต่อการเมืองไทยว่า “การเมืองภาคพลเมือง” และนักการเมืองที่ทำงานจริง ยังมีพื้นที่ยืนในระบอบประชาธิปไตย และยืนยันว่าในสนามการเมืองไทยปี 2569 “โอกาสใหม่” ยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อความไม่เป็นธรรม
การวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์พลวัตทางการเมือง ประสิทธิผลทางนิติบัญญัติ และยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของ ดร.นิยม เวชกามา ในบริบทการเมืองไทยปี 2569
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกอย่างรอบด้านเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ดร.นิยม เวชกามา (ดร.มหานิยม) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 การศึกษานี้ครอบคลุมมิติทางประวัติศาสตร์การเมือง บทบาทในรัฐสภาในฐานะ "ผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา" การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินรอบหนองหาร และนัยสำคัญทางการเมืองของการย้ายสังกัดพรรคจากพรรคเพื่อไทยสู่พรรคโอกาสใหม่ รายงานฉบับนี้สังเคราะห์ข้อมูลปฐมภูมิจากบันทึกการประชุมสภา การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการลงพื้นที่หาเสียง เพื่อถอดบทเรียนยุทธศาสตร์การเมืองท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับนโยบายระดับชาติ โดยชี้ให้เห็นว่า ดร.นิยม มิได้เป็นเพียงนักการเมืองท้องถิ่น แต่เป็น "ตัวแบบ" (Archetype) ของนักการเมืองที่ใช้อัตลักษณ์ทางศาสนาควบคู่กับการแก้ไขปัญหาปากท้องในการสร้างฐานคะแนนนิยมที่ยั่งยืน ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในปี 2569
1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยและการเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้ง 2569
1.1 บริบททางการเมืองระดับมหภาคและนัยต่อจังหวัดสกลนคร
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในปี พ.ศ. 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นช่วงเวลาที่สะท้อนถึงการตกผลึกของความขัดแย้งและการจัดวางอำนาจใหม่ระหว่างขั้วการเมืองอนุรักษนิยม ขั้วเสรีนิยม และกลุ่มอำนาจใหม่ที่พยายามสร้างทางเลือกที่สาม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือ "อีสาน" ยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลัก (Strategic Battleground) ที่ชี้ขาดผลแพ้ชนะในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะจังหวัดสกลนครซึ่งมีประวัติศาสตร์การตื่นตัวทางการเมืองสูงและการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างตระกูลการเมืองและพรรคการเมืองใหญ่
ในบริบทของการเลือกตั้งปี 2569 เขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสกลนคร (ครอบคลุมอำเภอเมืองบางส่วน, อำเภอโพนนาแก้ว, อำเภอกุสุมาลย์, อำเภอโคกศรีสุพรรณ และอำเภอเต่างอย) ได้กลายเป็นพื้นที่ที่มีพลวัตซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่ง
1.2 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา
รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:
วิเคราะห์เนื้อหาและคุณภาพการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรของ ดร.นิยม เวชกามา โดยเฉพาะในประเด็นศาสนาและทรัพยากรธรรมชาติ
สังเคราะห์อุดมการณ์ทางการเมืองและจุดยืนทางยุทธศาสตร์ในการย้ายพรรคสู่ "พรรคโอกาสใหม่"
ประเมินนโยบายหาเสียงและโอกาสในการชนะการเลือกตั้งในเขต 2 สกลนคร ท่ามกลางคู่แข่งสำคัญ
นำเสนอข้อค้นพบเชิงวิชาการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนจักรกับการเมือง (Buddhism and Politics) ผ่านกรณีศึกษาของ ดร.นิยม
2. รากฐานทางภูมิปัญญาและอุดมการณ์: จาก "มหา" สู่ "ผู้แทนราษฎร"
2.1 ภูมิหลังทางการศึกษาและการหล่อหลอมอัตลักษณ์ "ปัญญาชนชาวพุทธ"
ดร.นิยม เวชกามา หรือที่ชาวบ้านเรียกขานด้วยความเคารพว่า "ดร.มหานิยม" เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 มีพื้นฐานที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตชาวสกลนครและพุทธศาสนา
ท่านได้ต่อยอดความรู้ด้วยปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต, นิติศาสตรบัณฑิต, รัฐศาสตรมหาบัณฑิต และสูงสุดที่พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
2.2 อุดมการณ์ "พุทธประชาธิปไตย" (Buddhist Democracy)
จากการวิเคราะห์พฤติกรรมการลงมติและการเสนอกฎหมายตลอดระยะเวลาการเป็นผู้แทนราษฎร พบว่า ดร.นิยม ยึดถือแนวทางที่อาจนิยามได้ว่า "พุทธประชาธิปไตย" คือการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคให้กับพระสงฆ์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย โดยปฏิเสธการใช้อำนาจรัฐเผด็จการหรืออำนาจรัฐข้าราชการ (Bureaucratic Polity) เข้าแทรกแซงกิจการศาสนาโดยมิชอบ จุดยืนนี้เห็นได้ชัดจากการต่อต้านคำสั่ง คสช. และการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการจัดการกับวัดและพระสงฆ์ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ดร.นิยม มีมุมมองว่า พระสงฆ์คือ "พลเมือง" ที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ การดำรงสมณเพศไม่ควรเป็นเหตุให้ถูกริดรอนสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิในกระบวนการยุติธรรม (Due Process of Law) แนวคิดนี้ถือเป็นความก้าวหน้าและท้าทายจารีตเดิมที่มักมองว่าพระสงฆ์ควรอยู่เหนือการเมืองหรือแยกขาดจากสิทธิทางโลก
3. การวิเคราะห์เชิงปริมาณและคุณภาพ: สมรรถนะในสภาผู้แทนราษฎร
การประเมินผลงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องพิจารณาทั้งในมิติเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) เพื่อให้เห็นภาพรวมของความทุ่มเทและประสิทธิผลในการทำงาน
3.1 สถิติการอภิปราย: ความขยันหมั่นเพียรที่เป็นรูปธรรม
จากฐานข้อมูลบันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พบว่า ดร.นิยม เวชกามา มีสถิติการลุกขึ้นอภิปรายและหารือในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 277 ครั้ง ตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง
ตารางที่ 1: การจำแนกประเภทการอภิปรายของ ดร.นิยม เวชกามา (สังเคราะห์จากข้อมูล)
| ประเภทการอภิปราย | ประเด็นหลัก | นัยสำคัญทางการเมือง |
| กระทู้ถามสด | ปัญหาเร่งด่วน, การละเมิดสิทธิพระสงฆ์, ภัยแล้ง/น้ำท่วม | การตรวจสอบฝ่ายบริหารแบบฉับพลัน, การตอบสนองต่อวิกฤต |
| การอภิปรายไม่ไว้วางใจ | การทุจริตในสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ, การบริหารจัดการวัคซีน | การตรวจสอบถ่วงดุลเข้มข้น, การเปิดโปงความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง |
| การหารือ (ปรึกษาหารือ) | ปัญหาที่ดินหนองหาร, ถนน, ไฟฟ้า, น้ำประปา | การนำปัญหาท้องถิ่นสู่สภา (Local to National linkage) |
| การพิจารณากฎหมาย | พ.ร.บ.คณะสงฆ์, พ.ร.บ.งบประมาณ | การทำหน้าที่นิติบัญญัติเพื่อปรับปรุงโครงสร้างกฎหมาย |
สถิตินี้สะท้อนให้เห็นว่า ดร.นิยม ใช้กลไกรัฐสภาอย่างเต็มประสิทธิภาพในการเป็น "ปากเสียง" ให้กับประชาชนและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Niche Constituency) คือคณะสงฆ์และชาวบ้านที่มีปัญหาที่ดินทำกิน
3.2 บทบาทกรรมาธิการ: เบื้องหลังการผลักดันนโยบาย
ดร.นิยม มีบทบาทสำคัญใน คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร
4. วิเคราะห์เนื้อหาเชิงลึก: ภารกิจพิทักษ์พุทธศาสนาและสิทธิมนุษยชนของสงฆ์
บทบาทที่ทำให้ ดร.นิยม ได้รับการจดจำในระดับชาติ คือการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในวงการสงฆ์ ท่ามกลางกระแสการกวาดล้างที่เรียกว่า "คดีเงินทอนวัด" ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อศรัทธาและโครงสร้างคณะสงฆ์ไทย
4.1 การเปิดโปงความฉ้อฉลในคดี "เงินทอนวัด" และมิติทางการเมือง
ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการดำเนินคดีกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปในข้อหาทุจริตเงินทอนวัด ดร.นิยม เป็นหนึ่งใน ส.ส. เพียงไม่กี่คนที่กล้าตั้งคำถามถึง "ความผิดปกติ" ของกระบวนการนี้
การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี: ดร.นิยม ได้ใช้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่า "ทุจริตต่อหน้าที่และปล่อยปละละเลย" ให้มีการใช้อำนาจรัฐกลั่นแกล้งพระสงฆ์
ท่านชี้ให้เห็นว่ามีการแต่งตั้งข้าราชการจากหน่วยงานความมั่นคงหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาบริหารกิจการศาสนา ซึ่งนำไปสู่การมองพระสงฆ์เป็น "อาชญากร" แทนที่จะเป็นปูชนียบุคคล คดีวัดสามพระยาและวัดสระเกศ: ประเด็นที่ ดร.นิยม ต่อสู้อย่างหนักคือการตีความกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 29 และ 30 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่บังคับให้พระสงฆ์สละสมณเพศ (สึก) ทันทีที่ถูกคุมขัง ทั้งที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดร.นิยม ชี้ว่านี่คือการละเมิดหลักการสากลว่าด้วย "การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์" (Presumption of Innocence) อย่างร้ายแรง
การต่อสู้ของท่านในสภาควบคู่ไปกับกระแสสังคม ส่งผลให้ประเด็นนี้ถูกจับตามอง จนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องในหลายคดี ซึ่งเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของอดีตพระเถระเหล่านั้นในภายหลัง
4.2 การต่อต้านการแทรกแซงอำนาจปกครองสงฆ์: กรณีปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด
ในปี พ.ศ. 2564-2565 เกิดวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่เมื่อมีการสั่งปลดเจ้าคณะจังหวัด 3 รูป (ปทุมธานี, ฉะเชิงเทรา, กาฬสินธุ์) โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลทางพระธรรมวินัยที่ชัดเจน ดร.นิยม ได้นำเรื่องนี้เข้าสู่สภาผ่านกระทู้ถามสด
4.3 นวัตกรรมทางกฎหมายเพื่อความยั่งยืนของพุทธศาสนา
ดร.นิยม มิได้เพียงแค่วิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่พุทธศาสนา:
ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารพุทธแห่งประเทศไทย: เสนอให้จัดตั้งสถาบันการเงินรูปแบบพิเศษที่ดำเนินงานตามหลักพุทธธรรม เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดให้โปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม ลดการพึ่งพาระบบธนาคารพาณิชย์ที่มุ่งเน้นกำไร
แม้ร่างกฎหมายนี้จะถูกปัดตกโดยฝ่ายบริหารด้วยเหตุผลว่าเป็นกฎหมายการเงิน แต่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปเศรษฐกิจพุทธศาสนา (Buddhist Economics) ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา: เพื่อสร้างกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนในการป้องกันการบ่อนทำลายศาสนา โดยกำหนดบทลงโทษผู้ที่กระทำการลบหลู่หรือบิดเบือนคำสอน และกำหนดหน้าที่รัฐในการสนับสนุนกิจการศาสนาอย่างเป็นระบบ
4.4 การติดตามสวัสดิการพระสงฆ์
ดร.นิยม ให้ความสำคัญกับสวัสดิการพื้นฐานของพระสงฆ์ โดยเฉพาะ "เงินนิตยภัต" (เงินเดือนพระ) ที่มักตกหล่น ท่านได้ตรวจสอบพบว่ามีพระสงฆ์กว่า 3,000 รูปที่ไม่ได้รับเงินนิตยภัตเนื่องจากปัญหาธุรการ และได้กดดันให้รัฐบาลเร่งจัดสรรงบประมาณย้อนหลังและแก้ไขระบบฐานข้อมูลให้ครอบคลุม
5. การเมืองเรื่องทรัพยากร: บทบาทผู้นำในการแก้ปัญหาที่ดินหนองหารและสกลนคร
นอกเหนือจากมิติทางศาสนา ดร.นิยม ยังทำหน้าที่เป็น "ตัวแทนท้องถิ่น" ที่เข้มแข็งในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังยาวนานในจังหวัดสกลนคร
5.1 มหากาพย์ที่ดินหนองหาร: การปะทะกันของรัฐและชุมชน
"หนองหารหลวง" เป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่และเป็นหัวใจของจังหวัดสกลนคร แต่พื้นที่โดยรอบกลับเต็มไปด้วยข้อพิพาททางกฎหมาย ประชาชนกว่า 10,000 ครอบครัวใน 53 หมู่บ้าน อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีสถานะคลุมเครือระหว่างที่ดินกรรมสิทธิ์และที่ดินสาธารณประโยชน์ เนื่องจากการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน พ.ศ. 2484 และการขึ้นทะเบียนเป็นที่ น.ส.ล. (หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง) ทับซ้อนกับที่ทำกินดั้งเดิม
บทบาทของ ดร.นิยม ในการแก้ปัญหา:
การผลักดันในสภา: ดร.นิยม ได้อภิปรายเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษ โดยเรียกร้องให้มีการพิสูจน์สิทธิ์ตามหลักฐานความเป็นจริง (การครอบครองก่อนปี 2484) ท่านเป็นหัวหอกในการนำเสนอข้อมูลความเดือดร้อนของชาวบ้านต่อคณะกรรมาธิการที่ดินฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมธนารักษ์ และกรมที่ดิน
ความสำเร็จเชิงรูปธรรม: ผลจากการกดดันและประสานงานอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การที่คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เริ่มมีมติผ่อนปรนและอนุมัติการพิสูจน์สิทธิ์ในบางพื้นที่ ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนคือ กรณี วัดดอยธรรมเจดีย์ อำเภอโคกศรีสุพรรณ และ วัดถ้ำพลวง อำเภอส่องดาว ที่ได้รับการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนป่าไม้ จนสามารถขอตั้งวัดและออกเอกสารสิทธิ์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย
ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ช่วยวัด แต่ยังสร้างบรรทัดฐาน (Precedent) ให้กับการแก้ปัญหาที่ดินของชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง
5.2 การตรวจสอบงบประมาณและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
วิกฤตโควิด-19 และวัคซีน: ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ดร.นิยม แสดงบทบาทผู้ตรวจสอบที่เข้มข้น โดยอภิปรายเสนอตัดงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขในส่วนที่ไม่จำเป็น (เช่น การก่อสร้างอาคาร) เพื่อนำงบประมาณไปทุ่มเทให้กับการจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพ ท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac อย่างตรงไปตรงมาในสภา โดยยอมเสี่ยงต่อการประท้วงเพื่อให้เสียงของประชาชนที่ต้องการวัคซีนที่ดีกว่าถูกได้ยิน
การจัดการน้ำและภัยแล้ง: ท่านได้อภิปรายเรียกร้องการชดเชยเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำหนองหาร และผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก
6. การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง 2569: ยุทธศาสตร์ "โอกาสใหม่" ในสมรภูมิเขต 2
การเลือกตั้งปี 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตการเมืองของ ดร.นิยม เมื่อท่านตัดสินใจลาออกจากพรรคเพื่อไทยที่สังกัดมายาวนาน เพื่อลงสมัครในนาม "พรรคโอกาสใหม่"
6.1 สาเหตุของการย้ายพรรค: รอยร้าวจากระบบพรรคใหญ่
การย้ายพรรคของนักการเมืองระดับ ดร.นิยม มิใช่เรื่องปกติ ข้อมูลบ่งชี้ว่าสาเหตุหลักเกิดจากความขัดแย้งภายในกระบวนการสรรหาผู้สมัครของพรรคเดิม ซึ่งมีการกดดันและ "ไม่เคาะชื่อ" ท่านลงสมัคร ทั้งที่ท่านมีผลงานในสภาอย่างโดดเด่น
6.2 พรรคโอกาสใหม่: การผนึกกำลังระหว่าง "เทคโนแครต" และ "รากหญ้า"
พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ด้านนโยบายที่ดิน: ความเชี่ยวชาญของหัวหน้าพรรค (อดีตปลัด ทส.) สอดรับกับภารกิจแก้ปัญหาที่ดินหนองหารและที่ดินป่าไม้ของ ดร.นิยม ทำให้การหาเสียงเรื่องนี้มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือสูงขึ้น ว่าจะสามารถ "ทำได้จริง" โดยอาศัยความรู้ทางกฎหมายและกลไกราชการ
ด้านฐานเสียง: พรรคโอกาสใหม่ซึ่งเป็นพรรคใหม่ ต้องการฐานเสียงจัดตั้งที่เข้มแข็งในภาคอีสาน การได้ ดร.นิยม มาร่วมทีมเปรียบเสมือนการได้ "แม่ทัพ" ที่มีกำลังพลพร้อมรบในทันที
6.3 นโยบายหาเสียง 2569: ประชานิยมที่จับต้องได้และแก้ปัญหาปากท้อง
ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ ได้นำเสนอนโยบายชุด "โอกาสใหม่ เปลี่ยนชีวิต" ที่มุ่งเน้นการลดรายจ่ายและเพิ่มโอกาส ดังนี้:
ตารางที่ 2: วิเคราะห์ชุดนโยบายหลักของ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่
| นโยบาย | รายละเอียด | การวิเคราะห์ผลกระทบ/กลุ่มเป้าหมาย |
| ค่าไฟฟรี 500 บาท | ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 บาท/เดือน ใช้ฟรี พร้อมส่งเสริม Solar Roof | เจาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยถึงปานกลางโดยตรง ตอบโจทย์ค่าครองชีพที่พุ่งสูง (แนวคิด "มีเราไม่มีมืด") |
| แช่แข็งหนี้ 3 ปี | หยุดต้น หยุดดอก หยุดทวง เป็นเวลา 3 ปี | ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากวิกฤตเศรษฐกิจ |
| สวัสดิการเด็กและผู้สูงอายุ | "ท้องปุ๊บ ดูแลปั๊บ" / เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท | ขยายฐานสวัสดิการสังคม (Welfare State) ครอบคลุมทุกช่วงวัย เพื่อลดภาระครอบครัวขยายในชนบท |
| เรียนฟรีถึงปริญญาตรี | สนับสนุนการศึกษาสูงสุดและปลดหนี้ กยศ. | ดึงดูดคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ (New Voters) และผู้ปกครอง |
| 1 จังหวัด 1 บริษัทมหาชน | สร้างงานในบ้านเกิดผ่านวิสาหกิจชุมชนรูปแบบใหม่ | แก้ปัญหาการย้ายถิ่นฐาน สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง |
นโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Pain Points) ของชาวสกลนคร ผนวกกับสโลแกน "คนทำงาน กล้าคิด ทำเป็น เห็นผลงาน" เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์นักปฏิบัติของ ดร.นิยม
7. บทวิเคราะห์สมรภูมิเลือกตั้ง: ศึกช้างชนช้างในเขต 2 สกลนคร
การเลือกตั้งในเขต 2 สกลนคร ปี 2569 จะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเป็นการปะทะกันระหว่าง "แชมป์เก่าผู้ย้ายพรรค" กับ "ตระกูลการเมืองใหญ่"
7.1 คู่แข่งสำคัญและการประเมินสถานการณ์
คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของ ดร.นิยม คือ นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย จากพรรคเพื่อไทย
นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย: เป็นอดีต ส.ส. เขต 1 หลายสมัย ที่ย้ายข้ามเขตมาลงสมัครในเขต 2 แทนนายชาตรี หล้าพรหม (ที่ย้ายไปพรรคกล้าธรรม) นายอภิชาติมีจุดแข็งคือ "แบรนด์พรรคเพื่อไทย" ที่ยังคงขลังในภาคอีสาน และฐานทรัพยากรที่มั่นคง แต่มีจุดอ่อนคือความไม่คุ้นเคยพื้นที่ในบางตำบลของเขต 2 เมื่อเทียบกับเจ้าของพื้นที่เดิมอย่าง ดร.นิยม
ผู้สมัครอื่นๆ: นายชาตรี หล้าพรหม (พรรคกล้าธรรม), นายภูเบศวร์ เห็นหลอด (พรรคประชาชน - ฐานเสียงคนรุ่นใหม่), และ น.ส.ณภัชชา ศิลปะรายะ (พรรคภูมิใจไทย) ซึ่งจะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งคะแนน ทำให้การแข่งขันไม่ได้ผูกขาดเพียงสองขั้ว แต่มีลักษณะเป็น "พหุภาคี" (Multi-polar contest)
7.2 ยุทธศาสตร์ชัยชนะของ ดร.นิยม: "เคาะประตูบ้าน" และ "พุทธานุภาพ"
เพื่อให้ได้รับชัยชนะ ดร.นิยม ใช้ยุทธศาสตร์แบบ "On Ground" และ "On Online" ผสมผสานกัน:
การลงพื้นที่เชิงรุก (Micro-targeting): ใช้การเดินเคาะประตูบ้านในตำบลเป้าหมาย เช่น ต.เต่างอย, ต.จันทร์เพ็ญ, ต.บ้านแป้น เพื่อชี้แจงเหตุผลการย้ายพรรคและขอกำลังใจโดยตรง
การสื่อสารแบบตัวต่อตัวนี้มีผลอย่างมากในการรักษาฐานคะแนนจัดตั้งเดิม การระดมเครือข่ายศรัทธา: ฐานเสียงสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ "เครือข่ายวัดและอุบาสกอุบาสิกา" ที่ศรัทธาในบทบาทปกป้องพุทธศาสนาของท่าน นี่คือ "คะแนนเสียงเงียบ" (Silent Vote) ที่ทรงพลังและภักดีต่อตัวบุคคลมากกว่าพรรค
การตอกย้ำผลงาน: ใช้สถิติการอภิปราย 277 ครั้ง เป็นเครื่องพิสูจน์ความคุ้มค่าของคะแนนเสียง เพื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อาจมีผลงานในสภาน้อยกว่า
8. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงวิเคราะห์
8.1 บทสรุป: ดร.นิยม เวชกามา ในฐานะ "ตัวแบบ" นักการเมืองท้องถิ่นสากล
จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด สรุปได้ว่า ดร.นิยม เวชกามา คือนักการเมืองที่มีคุณภาพและความสามารถเฉพาะตัวที่โดดเด่น (High Legislative Caliber with Unique Branding) ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "การเมืองเรื่องศาสนา" มิใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมที่สามารถจับต้องได้ บทบาทของท่านในการปกป้องคณะสงฆ์และการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน สะท้อนถึงการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรที่สมบูรณ์ คือการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างปัญหารากหญ้ากับอำนาจรัฐระดับชาติ
8.2 นัยต่อการเมืองไทยและการเลือกตั้ง 2569
การเลือกตั้งเขต 2 สกลนคร ปี 2569 จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ (Test Case) ว่า "ผลงานและศรัทธาส่วนบุคคล" จะสามารถเอาชนะ "กระแสพรรคการเมืองใหญ่" (Landslide Effect) ได้หรือไม่ หาก ดร.นิยม สามารถชนะการเลือกตั้งในนามพรรคโอกาสใหม่ได้ จะเป็นการส่งสัญญาณสะเทือนถึงพรรคเพื่อไทยและพรรคใหญ่ต่างๆ ว่า การบริหารจัดการที่ละเลยผู้แทนที่มีคุณภาพ ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย และจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับพรรคทางเลือกใหม่ๆ ที่เน้นนโยบายเฉพาะด้าน (Issue-based parties) ในอนาคต
ความสำเร็จของ ดร.นิยม จะไม่ได้หมายถึงชัยชนะของพรรคโอกาสใหม่เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นชัยชนะของ "การเมืองภาคพลเมือง" ที่เชื่อมั่นในตัวบุคคลผู้ทำงานจริง และจะเป็นการยืนยันว่า ในระบอบประชาธิปไตย "โอกาสใหม่" ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อความไม่เป็นธรรม


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น