วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

ตัวเลขไม่โกหก! "ดร.มหานิยม" อภิปราย 277 ครั้งในสภา สะท้อน "คนทำงาน กล้าพูด ทำเป็น" ตัวจริง


เปิดบทวิเคราะห์เลือกตั้ง 2569 : “ดร.นิยม เวชกามา” จากผู้พิทักษ์พุทธศาสนา สู่เดิมพันการเมืองใหม่ในสมรภูมิสกลนคร เขต 2

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 กำลังกลายเป็นสนามทดสอบสำคัญของการเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักในการจัดตั้งรัฐบาล หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือ เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ซึ่งมีการแข่งขันเข้มข้นระหว่างพรรคการเมืองใหญ่กับนักการเมืองที่มีฐานเสียงเฉพาะตัว



ในสมรภูมินี้ ชื่อของ ดร.นิยม เวชกามา อดีต ส.ส. สกลนครหลายสมัย และผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคโอกาสใหม่ ถูกยกให้เป็น “ตัวแปรสำคัญ” ของการเลือกตั้ง ด้วยบทบาทที่โดดเด่นทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในระดับพื้นที่ จนถูกนักวิชาการมองว่าเป็น “ตัวแบบ” ของนักการเมืองท้องถิ่นที่เชื่อมโยงศาสนา ปากท้อง และสิทธิมนุษยชนเข้าไว้ด้วยกัน


จาก “ดร.มหานิยม” สู่การเมืองภาคพลเมือง

ดร.นิยม หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “ดร.มหานิยม” มีรากฐานทางการศึกษาที่ผสมผสานระหว่างทางธรรมและทางโลก ตั้งแต่เปรียญธรรม นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ไปจนถึงพุทธจิตวิทยา สิ่งนี้หล่อหลอมให้การทำงานทางการเมืองของเขาแตกต่างจากนักการเมืองทั่วไป โดยยึดแนวคิดที่นักวิชาการเรียกว่า “พุทธประชาธิปไตย” มองพระสงฆ์ในฐานะพลเมืองที่มีสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ควรถูกละเมิดโดยอำนาจรัฐ

บทบาทดังกล่าวปรากฏชัดในช่วงวิกฤต “คดีเงินทอนวัด” และการใช้อำนาจรัฐจัดการกิจการสงฆ์ในอดีต ซึ่ง ดร.นิยม เป็นหนึ่งใน ส.ส. ไม่กี่คนที่ลุกขึ้นอภิปรายอย่างต่อเนื่อง ตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรม และชี้ให้เห็นการละเมิดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนทำให้ประเด็นสิทธิของพระสงฆ์กลายเป็นวาระสาธารณะระดับชาติ

ตัวเลขไม่โกหก : 277 ครั้งในสภา

ข้อมูลจากบันทึกการประชุมรัฐสภาระบุว่า ดร.นิยม มีสถิติการอภิปราย กระทู้ถาม และการหารือในสภามากกว่า 277 ครั้ง ตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ ส.ส. โดยทั่วไปหลายเท่าตัว เนื้อหาการทำหน้าที่ครอบคลุมทั้งการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ปัญหาศาสนา สิทธิชุมชน และการนำปัญหาท้องถิ่น เช่น ที่ดินรอบหนองหาร ถนน น้ำ และไฟฟ้า เข้าสู่การพิจารณาในระดับชาติ

นักวิชาการประเมินว่า รูปแบบการทำงานดังกล่าวสะท้อน “การเมืองเชิงปฏิบัติ” ที่ใช้กลไกรัฐสภาอย่างเต็มประสิทธิภาพ มากกว่าการพึ่งพากระแสหรือวาทกรรมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

หนองหาร : สมรภูมิที่ดินและศรัทธา

อีกบทบาทที่สร้างฐานคะแนนนิยมอย่างมั่นคง คือ การแก้ปัญหาที่ดินทำกินรอบหนองหาร ซึ่งมีประชาชนกว่า 10,000 ครอบครัวได้รับผลกระทบจากสถานะที่ดินทับซ้อนกับที่สาธารณะและป่าไม้ ดร.นิยม ใช้เวลากว่าทศวรรษผลักดันการพิสูจน์สิทธิ์ในสภาและคณะกรรมาธิการ จนนำไปสู่การผ่อนปรนเชิงนโยบาย และการแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ รวมถึงวัดสำคัญในจังหวัดสกลนคร

ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างรัฐกับชุมชน และเป็นนักการเมืองที่เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

ย้ายพรรค แต่ไม่ย้ายศรัทธา

การตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทย มาสังกัดพรรคโอกาสใหม่ ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตการเมืองของ ดร.นิยม นักวิเคราะห์ชี้ว่า นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสังกัด แต่สะท้อนปัญหาประชาธิปไตยภายในพรรคการเมืองใหญ่ และการเมืองยุคใหม่ที่ “ตัวบุคคล” อาจมีน้ำหนักมากกว่าตราพรรคในระดับพื้นที่

พรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ถูกมองว่าเติมเต็มยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม ได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะนโยบายที่ดิน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งสอดรับกับปัญหาในสกลนครอย่างตรงจุด

ศึกชี้ชะตา : ผลงานปะทะกระแสพรรค

การเลือกตั้งเขต 2 สกลนคร ถูกประเมินว่าเป็น “ศึกช้างชนช้าง” ระหว่างฐานศรัทธาส่วนบุคคลของ ดร.นิยม กับแบรนด์พรรคการเมืองใหญ่ นักวิชาการมองว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นกรณีศึกษาสำคัญ ว่าผลงานในสภาและความเชื่อมั่นของประชาชน จะสามารถเอาชนะกระแสพรรคได้หรือไม่

หาก ดร.นิยม คว้าชัยชนะได้สำเร็จ จะไม่เพียงเป็นชัยชนะของพรรคโอกาสใหม่ แต่จะเป็นสัญญาณสำคัญต่อการเมืองไทยว่า “การเมืองภาคพลเมือง” และนักการเมืองที่ทำงานจริง ยังมีพื้นที่ยืนในระบอบประชาธิปไตย และยืนยันว่าในสนามการเมืองไทยปี 2569 “โอกาสใหม่” ยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อความไม่เป็นธรรม

การวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์พลวัตทางการเมือง ประสิทธิผลทางนิติบัญญัติ และยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของ ดร.นิยม เวชกามา ในบริบทการเมืองไทยปี 2569


บทคัดย่อ

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกอย่างรอบด้านเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ดร.นิยม เวชกามา (ดร.มหานิยม) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 การศึกษานี้ครอบคลุมมิติทางประวัติศาสตร์การเมือง บทบาทในรัฐสภาในฐานะ "ผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา" การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินรอบหนองหาร และนัยสำคัญทางการเมืองของการย้ายสังกัดพรรคจากพรรคเพื่อไทยสู่พรรคโอกาสใหม่ รายงานฉบับนี้สังเคราะห์ข้อมูลปฐมภูมิจากบันทึกการประชุมสภา การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการลงพื้นที่หาเสียง เพื่อถอดบทเรียนยุทธศาสตร์การเมืองท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับนโยบายระดับชาติ โดยชี้ให้เห็นว่า ดร.นิยม มิได้เป็นเพียงนักการเมืองท้องถิ่น แต่เป็น "ตัวแบบ" (Archetype) ของนักการเมืองที่ใช้อัตลักษณ์ทางศาสนาควบคู่กับการแก้ไขปัญหาปากท้องในการสร้างฐานคะแนนนิยมที่ยั่งยืน ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในปี 2569


1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยและการเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้ง 2569

1.1 บริบททางการเมืองระดับมหภาคและนัยต่อจังหวัดสกลนคร

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในปี พ.ศ. 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นช่วงเวลาที่สะท้อนถึงการตกผลึกของความขัดแย้งและการจัดวางอำนาจใหม่ระหว่างขั้วการเมืองอนุรักษนิยม ขั้วเสรีนิยม และกลุ่มอำนาจใหม่ที่พยายามสร้างทางเลือกที่สาม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือ "อีสาน" ยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลัก (Strategic Battleground) ที่ชี้ขาดผลแพ้ชนะในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะจังหวัดสกลนครซึ่งมีประวัติศาสตร์การตื่นตัวทางการเมืองสูงและการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างตระกูลการเมืองและพรรคการเมืองใหญ่

ในบริบทของการเลือกตั้งปี 2569 เขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสกลนคร (ครอบคลุมอำเภอเมืองบางส่วน, อำเภอโพนนาแก้ว, อำเภอกุสุมาลย์, อำเภอโคกศรีสุพรรณ และอำเภอเต่างอย) ได้กลายเป็นพื้นที่ที่มีพลวัตซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่ง การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมือง แต่เป็นการปะทะกันของ "บารมีส่วนบุคคล" และ "เครือข่ายจัดตั้ง" ที่หยั่งรากลึก การย้ายสังกัดพรรคของ ดร.นิยม เวชกามา อดีต ส.ส. หลายสมัย จากพรรคเพื่อไทยที่ตนเคยสังกัดมาอย่างยาวนานและเป็นสัญลักษณ์ของคนเสื้อแดงในพื้นที่ ไปสู่ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ มิใช่เพียงการเปลี่ยนสีเสื้อทางการเมือง แต่สะท้อนถึงรอยร้าวในโครงสร้างการบริหารจัดการพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และพลวัตของ "การเมืองเชิงอัตลักษณ์บุคคล" (Personalized Politics) ที่อาจเข้มแข็งกว่าตราพรรคในบริบทท้องถิ่นปัจจุบัน

1.2 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา

รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:

  1. วิเคราะห์เนื้อหาและคุณภาพการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรของ ดร.นิยม เวชกามา โดยเฉพาะในประเด็นศาสนาและทรัพยากรธรรมชาติ

  2. สังเคราะห์อุดมการณ์ทางการเมืองและจุดยืนทางยุทธศาสตร์ในการย้ายพรรคสู่ "พรรคโอกาสใหม่"

  3. ประเมินนโยบายหาเสียงและโอกาสในการชนะการเลือกตั้งในเขต 2 สกลนคร ท่ามกลางคู่แข่งสำคัญ

  4. นำเสนอข้อค้นพบเชิงวิชาการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนจักรกับการเมือง (Buddhism and Politics) ผ่านกรณีศึกษาของ ดร.นิยม


2. รากฐานทางภูมิปัญญาและอุดมการณ์: จาก "มหา" สู่ "ผู้แทนราษฎร"

2.1 ภูมิหลังทางการศึกษาและการหล่อหลอมอัตลักษณ์ "ปัญญาชนชาวพุทธ"

ดร.นิยม เวชกามา หรือที่ชาวบ้านเรียกขานด้วยความเคารพว่า "ดร.มหานิยม" เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 มีพื้นฐานที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตชาวสกลนครและพุทธศาสนา เส้นทางการศึกษาของท่านสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่าง "ทางธรรม" และ "ทางโลก" อย่างลงตัว การสำเร็จการศึกษาระดับเปรียญธรรมในวัยหนุ่ม เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ท่านมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพระธรรมวินัยและโครงสร้างคณะสงฆ์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นทุนทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของท่าน

ท่านได้ต่อยอดความรู้ด้วยปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต, นิติศาสตรบัณฑิต, รัฐศาสตรมหาบัณฑิต และสูงสุดที่พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พื้นฐานทางนิติศาสตร์ทำให้ท่านมีความแม่นยำในข้อกฎหมาย ในขณะที่พุทธจิตวิทยาช่วยให้ท่านเข้าใจพลวัตทางสังคมและจิตใจของผู้คน การหล่อหลอมตัวตนเช่นนี้ทำให้ ดร.นิยม ไม่ได้มองปัญหาการเมืองแยกขาดจากศีลธรรมและโครงสร้างทางสังคม แต่เน้นการมองปัญหาผ่านเลนส์ของ "พุทธสังคมวิทยา" (Buddhist Sociology) ซึ่งสะท้อนผ่านการอภิปรายในสภาที่มักหยิบยกหลักธรรมหรือผลกระทบต่อจิตใจชาวพุทธมาเป็นประเด็นนำเสมอ

2.2 อุดมการณ์ "พุทธประชาธิปไตย" (Buddhist Democracy)

จากการวิเคราะห์พฤติกรรมการลงมติและการเสนอกฎหมายตลอดระยะเวลาการเป็นผู้แทนราษฎร พบว่า ดร.นิยม ยึดถือแนวทางที่อาจนิยามได้ว่า "พุทธประชาธิปไตย" คือการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคให้กับพระสงฆ์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย โดยปฏิเสธการใช้อำนาจรัฐเผด็จการหรืออำนาจรัฐข้าราชการ (Bureaucratic Polity) เข้าแทรกแซงกิจการศาสนาโดยมิชอบ จุดยืนนี้เห็นได้ชัดจากการต่อต้านคำสั่ง คสช. และการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการจัดการกับวัดและพระสงฆ์ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ดร.นิยม มีมุมมองว่า พระสงฆ์คือ "พลเมือง" ที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ การดำรงสมณเพศไม่ควรเป็นเหตุให้ถูกริดรอนสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิในกระบวนการยุติธรรม (Due Process of Law) แนวคิดนี้ถือเป็นความก้าวหน้าและท้าทายจารีตเดิมที่มักมองว่าพระสงฆ์ควรอยู่เหนือการเมืองหรือแยกขาดจากสิทธิทางโลก


3. การวิเคราะห์เชิงปริมาณและคุณภาพ: สมรรถนะในสภาผู้แทนราษฎร

การประเมินผลงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องพิจารณาทั้งในมิติเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) เพื่อให้เห็นภาพรวมของความทุ่มเทและประสิทธิผลในการทำงาน

3.1 สถิติการอภิปราย: ความขยันหมั่นเพียรที่เป็นรูปธรรม

จากฐานข้อมูลบันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พบว่า ดร.นิยม เวชกามา มีสถิติการลุกขึ้นอภิปรายและหารือในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 277 ครั้ง ตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง ตัวเลขนี้ถือเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป ซึ่งมักมีการอภิปรายเฉลี่ยเพียงหลักสิบครั้งต่อสมัย

ตารางที่ 1: การจำแนกประเภทการอภิปรายของ ดร.นิยม เวชกามา (สังเคราะห์จากข้อมูล)

ประเภทการอภิปรายประเด็นหลักนัยสำคัญทางการเมือง
กระทู้ถามสดปัญหาเร่งด่วน, การละเมิดสิทธิพระสงฆ์, ภัยแล้ง/น้ำท่วมการตรวจสอบฝ่ายบริหารแบบฉับพลัน, การตอบสนองต่อวิกฤต
การอภิปรายไม่ไว้วางใจการทุจริตในสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ, การบริหารจัดการวัคซีนการตรวจสอบถ่วงดุลเข้มข้น, การเปิดโปงความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง
การหารือ (ปรึกษาหารือ)ปัญหาที่ดินหนองหาร, ถนน, ไฟฟ้า, น้ำประปาการนำปัญหาท้องถิ่นสู่สภา (Local to National linkage)
การพิจารณากฎหมายพ.ร.บ.คณะสงฆ์, พ.ร.บ.งบประมาณการทำหน้าที่นิติบัญญัติเพื่อปรับปรุงโครงสร้างกฎหมาย

สถิตินี้สะท้อนให้เห็นว่า ดร.นิยม ใช้กลไกรัฐสภาอย่างเต็มประสิทธิภาพในการเป็น "ปากเสียง" ให้กับประชาชนและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Niche Constituency) คือคณะสงฆ์และชาวบ้านที่มีปัญหาที่ดินทำกิน

3.2 บทบาทกรรมาธิการ: เบื้องหลังการผลักดันนโยบาย

ดร.นิยม มีบทบาทสำคัญใน คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกลั่นกรองเรื่องร้องเรียนและผลักดันการแก้ไขปัญหาในระดับปฏิบัติการ บทบาทในกรรมาธิการช่วยให้ท่านสามารถเรียกหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ กรมที่ดิน หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มาชี้แจงและหาทางออกร่วมกัน ซึ่งมักนำไปสู่ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการอภิปรายในห้องประชุมใหญ่เพียงอย่างเดียว


4. วิเคราะห์เนื้อหาเชิงลึก: ภารกิจพิทักษ์พุทธศาสนาและสิทธิมนุษยชนของสงฆ์

บทบาทที่ทำให้ ดร.นิยม ได้รับการจดจำในระดับชาติ คือการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในวงการสงฆ์ ท่ามกลางกระแสการกวาดล้างที่เรียกว่า "คดีเงินทอนวัด" ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อศรัทธาและโครงสร้างคณะสงฆ์ไทย

4.1 การเปิดโปงความฉ้อฉลในคดี "เงินทอนวัด" และมิติทางการเมือง

ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการดำเนินคดีกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปในข้อหาทุจริตเงินทอนวัด ดร.นิยม เป็นหนึ่งใน ส.ส. เพียงไม่กี่คนที่กล้าตั้งคำถามถึง "ความผิดปกติ" ของกระบวนการนี้

  • การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี: ดร.นิยม ได้ใช้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่า "ทุจริตต่อหน้าที่และปล่อยปละละเลย" ให้มีการใช้อำนาจรัฐกลั่นแกล้งพระสงฆ์ ท่านชี้ให้เห็นว่ามีการแต่งตั้งข้าราชการจากหน่วยงานความมั่นคงหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาบริหารกิจการศาสนา ซึ่งนำไปสู่การมองพระสงฆ์เป็น "อาชญากร" แทนที่จะเป็นปูชนียบุคคล

  • คดีวัดสามพระยาและวัดสระเกศ: ประเด็นที่ ดร.นิยม ต่อสู้อย่างหนักคือการตีความกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 29 และ 30 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่บังคับให้พระสงฆ์สละสมณเพศ (สึก) ทันทีที่ถูกคุมขัง ทั้งที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดร.นิยม ชี้ว่านี่คือการละเมิดหลักการสากลว่าด้วย "การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์" (Presumption of Innocence) อย่างร้ายแรง การต่อสู้ของท่านในสภาควบคู่ไปกับกระแสสังคม ส่งผลให้ประเด็นนี้ถูกจับตามอง จนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องในหลายคดี ซึ่งเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของอดีตพระเถระเหล่านั้นในภายหลัง

4.2 การต่อต้านการแทรกแซงอำนาจปกครองสงฆ์: กรณีปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด

ในปี พ.ศ. 2564-2565 เกิดวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่เมื่อมีการสั่งปลดเจ้าคณะจังหวัด 3 รูป (ปทุมธานี, ฉะเชิงเทรา, กาฬสินธุ์) โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลทางพระธรรมวินัยที่ชัดเจน ดร.นิยม ได้นำเรื่องนี้เข้าสู่สภาผ่านกระทู้ถามสด โดยวิเคราะห์ว่าคำสั่งดังกล่าวมีความไม่ชอบมาพากลและอาจมี "ใบสั่งทางการเมือง" ที่ต้องการแทรกแซงอำนาจการปกครองของมหาเถรสมาคม การทำหน้าที่นี้แสดงถึงความกล้าหาญในการท้าทายอำนาจรัฐส่วนกลางเพื่อปกป้องความอิสระของศาสนจักร (Sangha Autonomy)

4.3 นวัตกรรมทางกฎหมายเพื่อความยั่งยืนของพุทธศาสนา

ดร.นิยม มิได้เพียงแค่วิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่พุทธศาสนา:

  1. ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารพุทธแห่งประเทศไทย: เสนอให้จัดตั้งสถาบันการเงินรูปแบบพิเศษที่ดำเนินงานตามหลักพุทธธรรม เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดให้โปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม ลดการพึ่งพาระบบธนาคารพาณิชย์ที่มุ่งเน้นกำไร แม้ร่างกฎหมายนี้จะถูกปัดตกโดยฝ่ายบริหารด้วยเหตุผลว่าเป็นกฎหมายการเงิน แต่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปเศรษฐกิจพุทธศาสนา (Buddhist Economics)

  2. ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา: เพื่อสร้างกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนในการป้องกันการบ่อนทำลายศาสนา โดยกำหนดบทลงโทษผู้ที่กระทำการลบหลู่หรือบิดเบือนคำสอน และกำหนดหน้าที่รัฐในการสนับสนุนกิจการศาสนาอย่างเป็นระบบ

4.4 การติดตามสวัสดิการพระสงฆ์

ดร.นิยม ให้ความสำคัญกับสวัสดิการพื้นฐานของพระสงฆ์ โดยเฉพาะ "เงินนิตยภัต" (เงินเดือนพระ) ที่มักตกหล่น ท่านได้ตรวจสอบพบว่ามีพระสงฆ์กว่า 3,000 รูปที่ไม่ได้รับเงินนิตยภัตเนื่องจากปัญหาธุรการ และได้กดดันให้รัฐบาลเร่งจัดสรรงบประมาณย้อนหลังและแก้ไขระบบฐานข้อมูลให้ครอบคลุม การกระทำนี้สะท้อนความใส่ใจในรายละเอียดและความเป็นอยู่จริงของ "พระผู้น้อย" ตามชนบท


5. การเมืองเรื่องทรัพยากร: บทบาทผู้นำในการแก้ปัญหาที่ดินหนองหารและสกลนคร

นอกเหนือจากมิติทางศาสนา ดร.นิยม ยังทำหน้าที่เป็น "ตัวแทนท้องถิ่น" ที่เข้มแข็งในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังยาวนานในจังหวัดสกลนคร

5.1 มหากาพย์ที่ดินหนองหาร: การปะทะกันของรัฐและชุมชน

"หนองหารหลวง" เป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่และเป็นหัวใจของจังหวัดสกลนคร แต่พื้นที่โดยรอบกลับเต็มไปด้วยข้อพิพาททางกฎหมาย ประชาชนกว่า 10,000 ครอบครัวใน 53 หมู่บ้าน อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีสถานะคลุมเครือระหว่างที่ดินกรรมสิทธิ์และที่ดินสาธารณประโยชน์ เนื่องจากการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน พ.ศ. 2484 และการขึ้นทะเบียนเป็นที่ น.ส.ล. (หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง) ทับซ้อนกับที่ทำกินดั้งเดิม

บทบาทของ ดร.นิยม ในการแก้ปัญหา:

  • การผลักดันในสภา: ดร.นิยม ได้อภิปรายเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษ โดยเรียกร้องให้มีการพิสูจน์สิทธิ์ตามหลักฐานความเป็นจริง (การครอบครองก่อนปี 2484) ท่านเป็นหัวหอกในการนำเสนอข้อมูลความเดือดร้อนของชาวบ้านต่อคณะกรรมาธิการที่ดินฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมธนารักษ์ และกรมที่ดิน

  • ความสำเร็จเชิงรูปธรรม: ผลจากการกดดันและประสานงานอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การที่คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เริ่มมีมติผ่อนปรนและอนุมัติการพิสูจน์สิทธิ์ในบางพื้นที่ ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนคือ กรณี วัดดอยธรรมเจดีย์ อำเภอโคกศรีสุพรรณ และ วัดถ้ำพลวง อำเภอส่องดาว ที่ได้รับการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนป่าไม้ จนสามารถขอตั้งวัดและออกเอกสารสิทธิ์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ช่วยวัด แต่ยังสร้างบรรทัดฐาน (Precedent) ให้กับการแก้ปัญหาที่ดินของชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง

5.2 การตรวจสอบงบประมาณและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

  • วิกฤตโควิด-19 และวัคซีน: ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ดร.นิยม แสดงบทบาทผู้ตรวจสอบที่เข้มข้น โดยอภิปรายเสนอตัดงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขในส่วนที่ไม่จำเป็น (เช่น การก่อสร้างอาคาร) เพื่อนำงบประมาณไปทุ่มเทให้กับการจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพ ท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac อย่างตรงไปตรงมาในสภา โดยยอมเสี่ยงต่อการประท้วงเพื่อให้เสียงของประชาชนที่ต้องการวัคซีนที่ดีกว่าถูกได้ยิน

  • การจัดการน้ำและภัยแล้ง: ท่านได้อภิปรายเรียกร้องการชดเชยเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำหนองหาร และผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก


6. การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง 2569: ยุทธศาสตร์ "โอกาสใหม่" ในสมรภูมิเขต 2

การเลือกตั้งปี 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตการเมืองของ ดร.นิยม เมื่อท่านตัดสินใจลาออกจากพรรคเพื่อไทยที่สังกัดมายาวนาน เพื่อลงสมัครในนาม "พรรคโอกาสใหม่"

6.1 สาเหตุของการย้ายพรรค: รอยร้าวจากระบบพรรคใหญ่

การย้ายพรรคของนักการเมืองระดับ ดร.นิยม มิใช่เรื่องปกติ ข้อมูลบ่งชี้ว่าสาเหตุหลักเกิดจากความขัดแย้งภายในกระบวนการสรรหาผู้สมัครของพรรคเดิม ซึ่งมีการกดดันและ "ไม่เคาะชื่อ" ท่านลงสมัคร ทั้งที่ท่านมีผลงานในสภาอย่างโดดเด่น ปรากฏการณ์นี้สะท้อนปัญหา "วิกฤตประชาธิปไตยภายในพรรค" (Intra-party Democracy Crisis) ของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ที่มักให้ความสำคัญกับระบบโควตาหรือกลุ่มทุนอุปถัมภ์ มากกว่าผลงานและความนิยมส่วนบุคคล การย้ายพรรคครั้งนี้จึงเป็นการตัดสินใจเพื่อ "กู้ศักดิ์ศรี" และพิสูจน์ว่าฐานเสียงของท่านมาจาก "ศรัทธาส่วนตัว" (Personal Vote) มิใช่เพียงกระแสพรรค

6.2 พรรคโอกาสใหม่: การผนึกกำลังระหว่าง "เทคโนแครต" และ "รากหญ้า"

พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเสนภาพลักษณ์ของพรรคนักบริหารมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายที่ดิน การเข้าร่วมของ ดร.นิยม จึงเป็นการเติมเต็มทางยุทธศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ (Strategic Synergy):

  • ด้านนโยบายที่ดิน: ความเชี่ยวชาญของหัวหน้าพรรค (อดีตปลัด ทส.) สอดรับกับภารกิจแก้ปัญหาที่ดินหนองหารและที่ดินป่าไม้ของ ดร.นิยม ทำให้การหาเสียงเรื่องนี้มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือสูงขึ้น ว่าจะสามารถ "ทำได้จริง" โดยอาศัยความรู้ทางกฎหมายและกลไกราชการ

  • ด้านฐานเสียง: พรรคโอกาสใหม่ซึ่งเป็นพรรคใหม่ ต้องการฐานเสียงจัดตั้งที่เข้มแข็งในภาคอีสาน การได้ ดร.นิยม มาร่วมทีมเปรียบเสมือนการได้ "แม่ทัพ" ที่มีกำลังพลพร้อมรบในทันที

6.3 นโยบายหาเสียง 2569: ประชานิยมที่จับต้องได้และแก้ปัญหาปากท้อง

ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ ได้นำเสนอนโยบายชุด "โอกาสใหม่ เปลี่ยนชีวิต" ที่มุ่งเน้นการลดรายจ่ายและเพิ่มโอกาส ดังนี้:

ตารางที่ 2: วิเคราะห์ชุดนโยบายหลักของ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่

นโยบายรายละเอียดการวิเคราะห์ผลกระทบ/กลุ่มเป้าหมาย
ค่าไฟฟรี 500 บาทผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 บาท/เดือน ใช้ฟรี พร้อมส่งเสริม Solar Roofเจาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยถึงปานกลางโดยตรง ตอบโจทย์ค่าครองชีพที่พุ่งสูง (แนวคิด "มีเราไม่มีมืด")
แช่แข็งหนี้ 3 ปีหยุดต้น หยุดดอก หยุดทวง เป็นเวลา 3 ปีช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากวิกฤตเศรษฐกิจ
สวัสดิการเด็กและผู้สูงอายุ"ท้องปุ๊บ ดูแลปั๊บ" / เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาทขยายฐานสวัสดิการสังคม (Welfare State) ครอบคลุมทุกช่วงวัย เพื่อลดภาระครอบครัวขยายในชนบท
เรียนฟรีถึงปริญญาตรีสนับสนุนการศึกษาสูงสุดและปลดหนี้ กยศ.ดึงดูดคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ (New Voters) และผู้ปกครอง
1 จังหวัด 1 บริษัทมหาชนสร้างงานในบ้านเกิดผ่านวิสาหกิจชุมชนรูปแบบใหม่แก้ปัญหาการย้ายถิ่นฐาน สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง

นโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Pain Points) ของชาวสกลนคร ผนวกกับสโลแกน "คนทำงาน กล้าคิด ทำเป็น เห็นผลงาน" เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์นักปฏิบัติของ ดร.นิยม


7. บทวิเคราะห์สมรภูมิเลือกตั้ง: ศึกช้างชนช้างในเขต 2 สกลนคร

การเลือกตั้งในเขต 2 สกลนคร ปี 2569 จะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเป็นการปะทะกันระหว่าง "แชมป์เก่าผู้ย้ายพรรค" กับ "ตระกูลการเมืองใหญ่"

7.1 คู่แข่งสำคัญและการประเมินสถานการณ์

คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของ ดร.นิยม คือ นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย จากพรรคเพื่อไทย

  • นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย: เป็นอดีต ส.ส. เขต 1 หลายสมัย ที่ย้ายข้ามเขตมาลงสมัครในเขต 2 แทนนายชาตรี หล้าพรหม (ที่ย้ายไปพรรคกล้าธรรม) นายอภิชาติมีจุดแข็งคือ "แบรนด์พรรคเพื่อไทย" ที่ยังคงขลังในภาคอีสาน และฐานทรัพยากรที่มั่นคง แต่มีจุดอ่อนคือความไม่คุ้นเคยพื้นที่ในบางตำบลของเขต 2 เมื่อเทียบกับเจ้าของพื้นที่เดิมอย่าง ดร.นิยม

  • ผู้สมัครอื่นๆ: นายชาตรี หล้าพรหม (พรรคกล้าธรรม), นายภูเบศวร์ เห็นหลอด (พรรคประชาชน - ฐานเสียงคนรุ่นใหม่), และ น.ส.ณภัชชา ศิลปะรายะ (พรรคภูมิใจไทย) ซึ่งจะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งคะแนน ทำให้การแข่งขันไม่ได้ผูกขาดเพียงสองขั้ว แต่มีลักษณะเป็น "พหุภาคี" (Multi-polar contest)

7.2 ยุทธศาสตร์ชัยชนะของ ดร.นิยม: "เคาะประตูบ้าน" และ "พุทธานุภาพ"

เพื่อให้ได้รับชัยชนะ ดร.นิยม ใช้ยุทธศาสตร์แบบ "On Ground" และ "On Online" ผสมผสานกัน:

  1. การลงพื้นที่เชิงรุก (Micro-targeting): ใช้การเดินเคาะประตูบ้านในตำบลเป้าหมาย เช่น ต.เต่างอย, ต.จันทร์เพ็ญ, ต.บ้านแป้น เพื่อชี้แจงเหตุผลการย้ายพรรคและขอกำลังใจโดยตรง การสื่อสารแบบตัวต่อตัวนี้มีผลอย่างมากในการรักษาฐานคะแนนจัดตั้งเดิม

  2. การระดมเครือข่ายศรัทธา: ฐานเสียงสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ "เครือข่ายวัดและอุบาสกอุบาสิกา" ที่ศรัทธาในบทบาทปกป้องพุทธศาสนาของท่าน นี่คือ "คะแนนเสียงเงียบ" (Silent Vote) ที่ทรงพลังและภักดีต่อตัวบุคคลมากกว่าพรรค

  3. การตอกย้ำผลงาน: ใช้สถิติการอภิปราย 277 ครั้ง เป็นเครื่องพิสูจน์ความคุ้มค่าของคะแนนเสียง เพื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อาจมีผลงานในสภาน้อยกว่า


8. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงวิเคราะห์

8.1 บทสรุป: ดร.นิยม เวชกามา ในฐานะ "ตัวแบบ" นักการเมืองท้องถิ่นสากล

จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด สรุปได้ว่า ดร.นิยม เวชกามา คือนักการเมืองที่มีคุณภาพและความสามารถเฉพาะตัวที่โดดเด่น (High Legislative Caliber with Unique Branding) ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "การเมืองเรื่องศาสนา" มิใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมที่สามารถจับต้องได้ บทบาทของท่านในการปกป้องคณะสงฆ์และการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน สะท้อนถึงการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรที่สมบูรณ์ คือการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างปัญหารากหญ้ากับอำนาจรัฐระดับชาติ

8.2 นัยต่อการเมืองไทยและการเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้งเขต 2 สกลนคร ปี 2569 จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ (Test Case) ว่า "ผลงานและศรัทธาส่วนบุคคล" จะสามารถเอาชนะ "กระแสพรรคการเมืองใหญ่" (Landslide Effect) ได้หรือไม่ หาก ดร.นิยม สามารถชนะการเลือกตั้งในนามพรรคโอกาสใหม่ได้ จะเป็นการส่งสัญญาณสะเทือนถึงพรรคเพื่อไทยและพรรคใหญ่ต่างๆ ว่า การบริหารจัดการที่ละเลยผู้แทนที่มีคุณภาพ ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย และจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับพรรคทางเลือกใหม่ๆ ที่เน้นนโยบายเฉพาะด้าน (Issue-based parties) ในอนาคต

ความสำเร็จของ ดร.นิยม จะไม่ได้หมายถึงชัยชนะของพรรคโอกาสใหม่เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นชัยชนะของ "การเมืองภาคพลเมือง" ที่เชื่อมั่นในตัวบุคคลผู้ทำงานจริง และจะเป็นการยืนยันว่า ในระบอบประชาธิปไตย "โอกาสใหม่" ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อความไม่เป็นธรรม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ตัวเลขไม่โกหก! "ดร.มหานิยม" อภิปราย 277 ครั้งในสภา สะท้อน "คนทำงาน กล้าพูด ทำเป็น" ตัวจริง

เปิดบทวิเคราะห์เลือกตั้ง 2569 : “ดร.นิยม เวชกามา” จากผู้พิทักษ์พุทธศาสนา สู่เดิมพันการเมืองใหม่ในสมรภูมิสกลนคร เขต 2 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผ...