วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัสวาทกรรมทรัมป์กับ “การเดินเพื่อสันติภาพของพระสงฆ์” จากกัมพูชาถึงสหรัฐอเมริกา

    


ในห้วงปี 2568–ต้นปี 2569 โลกการเมืองระหว่างประเทศต้องเผชิญความผันผวนรุนแรง ทั้งสงครามชายแดน ความขัดแย้งเชิงอำนาจ และการกลับมามีบทบาทโดดเด่นของโดนัลด์ ทรัมป์ บนเวทีโลก ปรากฏการณ์หนึ่งที่ถูกจับตาอย่างกว้างขวาง คือการที่ “พุทธศาสนา” และ “พระสงฆ์” ถูกดึงเข้าไปอยู่ในสมรภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านวาทกรรมและปฏิกิริยาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญของทรัมป์



รายงานวิเคราะห์ล่าสุดชี้ว่า การที่ทรัมป์ถูกกล่าวถึงว่ามีบทบาทเกี่ยวข้องกับ “การเดินเพื่อสันติภาพของพระสงฆ์” แท้จริงแล้วเกิดจากการทับซ้อนของ สองเหตุการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งในเชิงบริบท เป้าหมาย และความสัมพันธ์กับอำนาจรัฐ


พระสงฆ์กัมพูชา: พุทธศาสนาภาครัฐกับการเมืองหลังสงคราม

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นภายหลัง วิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ปี 2568 ซึ่งทวีความรุนแรงถึงขั้นใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้พลัดถิ่นนับแสน ก่อนที่สหรัฐอเมริกาภายใต้บทบาทนำของโดนัลด์ ทรัมป์ จะใช้การทูตเชิงธุรกรรมและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ บีบให้ทั้งสองฝ่ายเข้าสู่การเจรจา จนนำไปสู่การลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” ในเดือนตุลาคม 2568

ท่ามกลางบรรยากาศหลังการหยุดยิง พระสงฆ์กัมพูชากว่า 2,500 รูป ได้จัดขบวนเดินไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงพนมเปญ เพื่อ ขอบคุณทรัมป์ และแสดงการสนับสนุนให้เขาได้รับ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ภาพดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ “พุทธศาสนาภาครัฐ” ที่ถูกใช้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ เสริมสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลกัมพูชา และตอบสนองความต้องการด้านภาพลักษณ์ของผู้นำสหรัฐฯ

ทรัมป์ตอบรับอย่างชัดเจน ส่งจดหมายแสดงความยินดีและนำเหตุการณ์นี้ไปอ้างเป็นความสำเร็จทางการทูตบนเวทีโลก

พระสงฆ์ในสหรัฐฯ: สันติภาพภาคประชาชนบนความเงียบงัน

ในทางตรงกันข้าม เหตุการณ์ที่สองคือ “Walk for Peace” การเดินธุดงค์เพื่อสันติภาพของคณะพระสงฆ์นานาชาติในสหรัฐอเมริกา นำโดยพระภิกษุปัญญากระ (Bhikkhu Pannakara)  จากรัฐเท็กซัส มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วยเป้าหมายทางจิตวิญญาณ ได้แก่ การเยียวยาความแตกแยกในสังคมอเมริกัน และการรณรงค์ให้รัฐสภารับรองวันวิสาขบูชา

แม้การเดินทางจะเต็มไปด้วยอุปสรรค รวมถึงอุบัติเหตุร้ายแรงที่ทำให้พระภิกษุรูปหนึ่งต้องสูญเสียขา แต่คณะสงฆ์ยังคงเดินหน้าด้วยความสงบ และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนระดับรากหญ้า โดยเฉพาะในรัฐภาคใต้หรือ “Bible Belt”

อย่างไรก็ตาม จนถึงต้นปี 2569 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าทรัมป์ได้กล่าวถึงหรือแสดงท่าทีใดๆ ต่อคณะสงฆ์กลุ่มนี้ ความเงียบดังกล่าวถูกนักวิชาการตีความว่า สะท้อนการมองศาสนาแบบ “ประโยชน์นิยม” ของทรัมป์ กล่าวคือ ให้คุณค่าเฉพาะกรณีที่สามารถแปรเป็นทุนทางการเมืองหรือผลประโยชน์เชิงรูปธรรมได้ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับความละเอียดอ่อนของฐานเสียงคริสเตียนอีวานเจลิคัลในประเทศ

พุทธศาสนากับการเลือกปฏิบัติบนเวทีอำนาจ

การเปรียบเทียบสองกรณีนี้เผยให้เห็นว่า ในสายตาของทรัมป์ พุทธศาสนาไม่ได้ถูกมองอย่างเท่าเทียมกัน พระสงฆ์กัมพูชาได้รับการยกย่อง เพราะเข้ามาอยู่ในสมการแห่งอำนาจและการทูตระหว่างรัฐ ขณะที่พระสงฆ์ในสหรัฐฯ ซึ่งขับเคลื่อนโดยภาคประชาสังคม กลับไม่ถูกให้ความสำคัญในระดับนโยบาย

รายงานสรุปว่า แม้ปราศจากการรับรองจากทำเนียบขาว การเดินของคณะสงฆ์ในสหรัฐฯ ได้พิสูจน์ว่า “อำนาจที่แท้จริง” ไม่ได้อยู่ที่คำกล่าวของผู้นำโลก หากแต่อยู่ที่การสัมผัสใจประชาชนตลอดเส้นทางกว่า 2,300 ไมล์ ที่ซึ่งสันติภาพถูกสร้างขึ้นทีละก้าว ด้วยความเมตตาและศรัทธาที่ไร้พรมแดน มากกว่าคำขู่หรือมาตรการทางเศรษฐกิจบนเวทีการเมืองโลก.

พุทธศาสนาในสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองวัฒนธรรม: การวิเคราะห์วาทกรรมของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อการเดินเพื่อสันติภาพของพระสงฆ์ในบริบทสหรัฐอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

1. บทนำ: ภูมิทัศน์ความขัดแย้ง พุทธศาสนา และการเมืองโลกยุคทรัมป์สมัยที่สอง

ในห้วงเวลาแห่งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ช่วงปี ค.ศ. 2025 ถึงต้นปี 2026 โลกได้เป็นประจักษ์พยานต่อปรากฏการณ์ที่ศาสนา การเมืองระหว่างประเทศ และวาทกรรมของผู้นำประชานิยมอย่างอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้เข้ามาปะทะสังสรรค์กันในรูปแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกต่อหัวข้อ "การกล่าวถึงการเดินสันติภาพของพระสงฆ์" โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงประจักษ์และการวิจัยเอกสารอย่างละเอียด พบว่าเป็นหัวข้อที่มีความซับซ้อนซ่อนเร้นและเกิดจากความทับซ้อนของสองเหตุการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเชิงบริบท แต่มีความเกี่ยวเนื่องกันในเชิงเวลาและตัวละคร

ประการแรก คือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันสืบเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2025 ซึ่งนำไปสู่การเดินขบวนของพระสงฆ์กัมพูชากว่า 2,500 รูป เพื่อขอบคุณและสนับสนุนทรัมป์ให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 1 เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพลักษณ์ของ "พุทธศาสนาภาครัฐ" (State-Sponsored Buddhism) ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการทูตและสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจทางการเมือง โดยมีการตอบรับและปฏิสัมพันธ์โดยตรงจากโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านจดหมายและการกล่าวถึงในเวทีสาธารณะ

ประการที่สอง คือเหตุการณ์การเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่า "Walk for Peace" หรือการเดินธุดงค์เพื่อสันติภาพของคณะพระสงฆ์นานาชาติ นำโดยพระสุธรรม ฐิตธัมโม และภิกษุจากวัดฮวงดา (Huong Dao) รัฐเท็กซัส มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 3 กิจกรรมนี้เป็นการปฏิบัติบูชาทางจิตวิญญาณเพื่อเยียวยาความแตกแยกภายในสังคมอเมริกันและรณรงค์ให้รัฐสภารับรองวันวิสาขบูชา ซึ่งแตกต่างจากกรณีแรกอย่างสิ้นเชิงในแง่ของเป้าหมายและรูปแบบการปฏิสัมพันธ์กับอำนาจรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าทีความเงียบงันหรือการขาดการกล่าวถึงโดยตรงจากทรัมป์ต่อคณะสงฆ์กลุ่มนี้ สะท้อนนัยสำคัญทางการเมืองวัฒนธรรมที่น่าสนใจ

รายงานฉบับนี้จะทำหน้าที่ถอดรหัสปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นส่วนต่างๆ เริ่มจากการปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ดึงทรัมป์เข้ามาสู่สมการของ "พระสงฆ์และการเมือง" ตามด้วยการวิเคราะห์กลยุทธ์การทูตแบบบีบบังคับ (Coercive Diplomacy) ของทรัมป์ และเจาะลึกรายละเอียดของการเดินเพื่อสันติภาพทั้งสองกรณี เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงพลวัตของซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ทางศาสนาที่ถูกเลือกปฏิบัติในสายตาของผู้นำสหรัฐฯ


2. ปฐมบทแห่งความขัดแย้ง: วิกฤตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 2025

เพื่อให้เข้าใจบริบทที่นำไปสู่การที่พระสงฆ์กัมพูชาออกมาสนับสนุนทรัมป์ จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาสถานการณ์ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในปี 2025 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชนวนเหตุสำคัญที่สุดในภูมิภาคอาเซียนรอบทศวรรษ

2.1 รากเหง้าและการปะทุของสงครามพรมแดน

ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในระลอกปี 2025 ไม่ได้เกิดขึ้นจากสุญญากาศ แต่เป็นผลพวงของข้อพิพาทดินแดนที่เรื้อรังมายาวนาน โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทตาเมือนธม (Ta Muen Thom) และปราสาทตาควาย (Ta Kwai) ในจังหวัดสุรินทร์ รวมถึงพื้นที่รอบเขาพระวิหาร 5 ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงต้นปี 2025 จากวาทกรรมชาตินิยมที่ถูกปลุกระดมในทั้งสองประเทศ ผนวกกับประเด็นทางการเมืองภายในและการแย่งชิงทรัพยากร

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2025 เมื่อการเผชิญหน้ายกระดับไปสู่การใช้กำลังทางทหารเต็มรูปแบบ รายงานจากหลายแหล่งระบุตรงกันว่าชนวนเหตุเกิดจากการปะทะกันของทหารลาดตระเวนและการเหยียบกับระเบิด ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ 5

  • การใช้อาวุธหนัก: ฝ่ายกัมพูชาถูกกล่าวหาว่าใช้เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือน ลึกเข้ามาในเขตแดนไทย ส่งผลกระทบต่อหมู่บ้าน โรงพยาบาล และปั๊มน้ำมันในจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก 5

  • การตอบโต้ทางอากาศ: กองทัพอากาศไทย (RTAF) ได้ทำการตอบโต้ด้วยการส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 เข้าโจมตีเป้าหมายทางทหารและฐานบัญชาการกองพลทหารราบที่ 8 และ 9 ของกัมพูชา ซึ่งนับเป็นการปฏิบัติการทางอากาศข้ามพรมแดนครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ 5

ผลกระทบทางมนุษยธรรมจากเหตุการณ์นี้รุนแรงมหาศาล มีรายงานผู้เสียชีวิตรวมทั้งสองฝ่ายกว่า 160 นาย (ทหาร) และพลเรือนอีกจำนวนมาก รวมถึงการอพยพของประชาชนกว่า 200,000 คนในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศ 5 สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาคมอาเซียนและนานาชาติ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาค

2.2 ความล้มเหลวของกลไกภูมิภาคและสุญญากาศทางอำนาจ

แม้ว่าอาเซียน (ASEAN) ภายใต้การนำของมาเลเซียในฐานะประธานหมุนเวียน จะพยายามเข้ามาไกล่เกลี่ย แต่กลไกทางการทูตแบบดั้งเดิมที่เน้น "วิถีอาเซียน" (ASEAN Way) คือการไม่แทรกแซงกิจการภายในและการปรึกษาหารืออย่างเงียบๆ กลับไม่สามารถหยุดยั้งวงจรความรุนแรงได้ 6 ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถาปัตยกรรมความมั่นคงในภูมิภาค และเปิดช่องว่างให้มหาอำนาจภายนอกอย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามามีบทบาทในฐานะ "ผู้จัดการความขัดแย้ง"


3. การทูตเชิงธุรกรรม (Transactional Diplomacy) ของโดนัลด์ ทรัมป์ และ "สันติภาพกัวลาลัมเปอร์"

การก้าวเข้ามาแทรกแซงวิกฤตการณ์ไทย-กัมพูชาของโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบ "America First" ที่เน้นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมและการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ (Economic Statecraft)

3.1 กลยุทธ์การข่มขู่และการต่อรอง (Coercion and Bargaining)

ต่างจากการทูตแบบดั้งเดิมที่เน้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและการเจรจาที่ประนีประนอม ทรัมป์เลือกใช้วิธีการ "ทุบโต๊ะ" เพื่อบังคับให้เกิดผลลัพธ์ทันที ข้อมูลจากเอกสารระบุชัดเจนว่าทรัมป์ใช้มาตรการข่มขู่ทางภาษีเป็นเครื่องมือหลัก:

  • คำขู่เรื่องภาษี (Tariff Threat): ทรัมป์ประกาศอย่างชัดเจนผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Truth Social และการสื่อสารโดยตรงไปยังผู้นำทั้งสองประเทศว่า หากการสู้รบไม่ยุติลง สหรัฐฯ จะระงับการเจรจาทางการค้าทั้งหมด และจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั้งไทยและกัมพูชาในอัตรา 36% 10

  • การยื่นคำขาด: ทรัมป์วางเงื่อนไขว่าสหรัฐฯ จะไม่เจรจาข้อตกลงการค้าใดๆ จนกว่าเสียงปืนจะสงบลง ซึ่งถือเป็นการนำผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาผูกติดกับความมั่นคงอย่างโจ่งแจ้ง 13

กลยุทธ์นี้ได้ผลอย่างชะงัด เนื่องจากทั้งไทยและกัมพูชาต่างพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ อย่างมหาศาล การเผชิญกับกำแพงภาษี 36% ย่อมหมายถึงหายนะทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศไม่สามารถแบกรับได้ โดยเฉพาะกัมพูชาที่เศรษฐกิจเปราะบางอยู่แล้ว 14

3.2 ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur Peace Accords)

แรงกดดันจากสหรัฐฯ ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายต้องเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างเร่งด่วน โดยมีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพและสหรัฐฯ เป็นผู้กำกับดูแลอยู่เบื้องหลัง ผลลัพธ์คือการลงนามใน "ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์" (Kuala Lumpur Peace Accords) ในเดือนตุลาคม 2025 15

สาระสำคัญของข้อตกลงประกอบด้วย:

  1. การหยุดยิงทันทีและถาวร: ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะยุติการปฏิบัติการทางทหารและถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน 16

  2. กลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team - AOT): การจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์เพื่อตรวจสอบการหยุดยิง 16

  3. การแลกเปลี่ยนเชลยศึก: ไทยตกลงที่จะปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกจับกุม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กัมพูชาเรียกร้อง 16

  4. ผลประโยชน์ตอบแทน: เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับสันติภาพ ทรัมป์ได้มอบ "รางวัล" เป็นข้อตกลงทางการค้าและการลดภาษีให้กับทั้งสองประเทศ รวมถึงมาเลเซียในฐานะคนกลาง 15

ทรัมป์ได้ประกาศความสำเร็จนี้อย่างยิ่งใหญ่ โดยอ้างว่าเป็นผลงานการทูตที่ "มีแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เท่านั้นที่ทำได้" และใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาตนเองในเวทีโลก 12


4. ปรากฏการณ์ "พุทธศาสนาการเมือง" ในกัมพูชา: การเดินขบวนสนับสนุนทรัมป์

ท่ามกลางบรรยากาศหลังการหยุดยิง ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดคือปฏิกิริยาของสถาบันสงฆ์ในกัมพูชา ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่าง "อาณาจักร" และ "พุทธจักร" ในระบอบการปกครองของฮุน มาเนต

4.1 การเดินขบวนวันที่ 10 สิงหาคม 2025

ในวันที่ 10 สิงหาคม 2025 ถนนในกรุงพนมเปญเนืองแน่นไปด้วยสีเหลืองของจีวรพระสงฆ์กว่า 2,500 รูป พร้อมด้วยแม่ชีและฆราวาสจำนวนมาก การเดินขบวนครั้งนี้มีจุดหมายปลายทางที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงพนมเปญ 1

วัตถุประสงค์และวาทกรรม:

การเดินขบวนครั้งนี้ไม่ได้เป็นการประท้วงต่อต้าน แต่เป็นการ "สรรเสริญ" และ "ขอบคุณ" พระสงฆ์กัมพูชาได้แสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจนใน 2 ประเด็นหลัก:

  1. ขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์: สำหรับบทบาทในการกดดันให้เกิดการหยุดยิง ซึ่งพระสงฆ์มองว่าเป็นการช่วยชีวิตทหารและพลเรือนกัมพูชา 1

  2. สนับสนุนรางวัลโนเบลสันติภาพ: คณะสงฆ์ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกสนับสนุนการเสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยอ้างอิงถึง "วิสัยทัศน์ทางการทูต" ของเขา 1

พระเขม สอน (Ven. Khem Sorn) หัวหน้าสงฆ์แห่งพนมเปญ กล่าวว่า "จิตวิญญาณของเราคือการปกป้องสันติภาพ แม้ว่าจะมีการกล่าวเท็จเกี่ยวกับประเทศของเรา แต่หากเรายึดมั่นในสัจจะและความสามัคคี เราจะชนะ" 11 วาทกรรมนี้สะท้อนการผูกโยงแนวคิดทางศาสนา (สัจจะ, สันติภาพ) เข้ากับวาทกรรมชาตินิยม (การถูกใส่ร้าย, ชัยชนะของชาติ)

4.2 การเมืองเบื้องหลังผ้าเหลือง

การเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์กัมพูชาไม่สามารถมองแยกขาดจากการเมืองภาครัฐได้ ในกัมพูชา สถาบันสงฆ์มีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับพรรครัฐบาล (CPP) อย่างลึกซึ้ง การที่พระสงฆ์ระดับสูงและจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของรัฐบาลฮุน มาเนต (ซึ่งต้องการกระชับมิตรกับสหรัฐฯ และสร้างความชอบธรรมให้กับการหยุดยิง) ชี้ให้เห็นว่านี่คือปฏิบัติการ "ซอฟต์พาวเวอร์" ที่รัฐบาลกัมพูชาจัดตั้งขึ้น

  • การสร้างความชอบธรรม: การได้รับการสนับสนุนจากพระสงฆ์ช่วยให้รัฐบาลฮุน มาเนต สามารถอ้างความชอบธรรมทางศีลธรรมในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และลดแรงกดดันจากกลุ่มชาตินิยมหัวรุนแรงในประเทศที่อาจไม่พอใจการประนีประนอมกับไทย 14

  • การเอาใจทรัมป์: รัฐบาลกัมพูชาทราบดีว่าทรัมป์ชื่นชอบการได้รับการยกย่องและสรรเสริญ การระดมพระสงฆ์มาสนับสนุนรางวัลโนเบลจึงเป็นการ "เกาถูกที่คัน" ของผู้นำสหรัฐฯ อย่างแม่นยำ

4.3 ปฏิกิริยาของทรัมป์: การตอบรับอย่างยินดี

ทรัมป์ตอบรับท่าทีนี้ด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง เขาได้ส่งจดหมายขอบคุณไปยังนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต โดยระบุว่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล และชื่นชมบทบาทของกัมพูชาในการสร้างสันติภาพ 2 สำหรับทรัมป์ การสนับสนุนจากพระสงฆ์กัมพูชาคือ "หลักฐาน" (Testimonial) ที่เขาสามารถนำไปอวดอ้างกับฐานเสียงในประเทศและเวทีโลกว่า นโยบาย "America First" ของเขานั้นสร้างสันติภาพได้จริง


5. การเดินเพื่อสันติภาพในสหรัฐอเมริกา (Walk for Peace USA): จาริกแสวงบุญบนความเงียบงันทางการเมือง

ในขณะที่พระสงฆ์กัมพูชากลายเป็นตัวละครหลักในละครการเมืองของทรัมป์ ในอีกซีกโลกหนึ่ง บนแผ่นดินสหรัฐอเมริกาเอง ได้เกิดการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์อีกกลุ่มหนึ่งที่ดำเนินไปอย่างเงียบสงบ แต่ทรงพลังในมิติทางจิตวิญญาณ

5.1 กำเนิด "Walk for Peace" และพันธกิจ

โครงการ "Walk for Peace" ริเริ่มโดยคณะสงฆ์จากศูนย์วิปัสสนาภาวนาฮวงดา (Huong Dao Vipassana Bhavana Center) ในเมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส คณะจาริกประกอบด้วยพระสงฆ์ประมาณ 18-20 รูป จากหลากหลายเชื้อชาติ รวมถึงไทย เวียดนาม และอื่นๆ นำโดยพระภิกษุปัญญากระ (Bhikkhu Pannakara) ผู้นำทางจิตวิญญาณของคณะ 3

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 26 ตุลาคม 2025 โดยมีเส้นทางจากรัฐเท็กซัส ผ่านรัฐทางใต้ (Louisiana, Mississippi, Alabama, Georgia, Carolinas, Virginia) มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมระยะทางกว่า 2,300 ไมล์ (3,700 กิโลเมตร) 3

วัตถุประสงค์หลัก:

  1. การปลุกตื่นทางจิตวิญญาณ: เพื่อสื่อสารว่าสันติภาพที่แท้จริงต้องเริ่มจากภายในใจของแต่ละบุคคล ไม่ใช่เพียงสนธิสัญญาทางการเมือง 3

  2. การรับรองวันวิสาขบูชา: เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ให้รับรองวันวิสาขบูชา (Vesak Day) เป็นวันสำคัญทางราชการ เพื่อเป็นการยอมรับความหลากหลายทางศาสนาในสังคมอเมริกัน 21

  3. การเยียวยาความแตกแยก: เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีในช่วงเวลาที่สังคมอเมริกันมีความขัดแย้งสูงและ "โหยหาความเมตตา" 22

5.2 บททดสอบบนเส้นทาง: อุบัติเหตุและศรัทธา

การเดินธุดงค์ในครั้งนี้เต็มไปด้วยความยากลำบากและอันตราย โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินเท้าเปล่า (ในบางรูป) บนไหล่ทางหลวงของสหรัฐฯ

  • โศกนาฏกรรมในเท็กซัส: ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อรถบรรทุกพุ่งชนรถนำขบวนของคณะสงฆ์ในเมืองเดย์ตัน รัฐเท็กซัส แรงกระแทกส่งผลให้รถนำขบวนพุ่งชนพระภิกษุสองรูป หนึ่งในนั้นคือ พระดัม พรหมสาส์น (Bhante Dam Phommasan) ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องตัดขา 4

  • ปาฏิหาริย์แห่งความมุ่งมั่น: แม้จะเกิดเหตุการณ์สูญเสียอวัยวะ แต่คณะสงฆ์ที่เหลือยังคงตัดสินใจเดินหน้าต่อไป ในขณะที่พระรูปที่บาดเจ็บ เมื่อพักฟื้นได้ระดับหนึ่ง ก็ได้กลับมาร่วมคณะอีกครั้งในรัฐจอร์เจีย ซึ่งสร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจให้กับผู้ติดตามข่าวสารอย่างมหาศาล 4

5.3 "อโลกา" (Aloka): ทูตสันติภาพสี่ขา

สีสันสำคัญของการเดินครั้งนี้คือการมี "อโลกา" (Aloka) สุนัขกู้ภัยจากอินเดียร่วมเดินทางด้วย อโลกาเป็นสุนัขที่ติดตามพระภิกษุปัญญากระมาตั้งแต่การเดินธุดงค์ในอินเดียเมื่อปี 2022 ชื่อของมันแปลว่า "แสงสว่าง" การปรากฏตัวของอโลกาช่วยดึงดูดความสนใจจากสาธารณชนในวงกว้าง โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้เรื่องราวของคณะสงฆ์เข้าถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้สนใจศาสนาโดยตรง 4

5.4 ปฏิกิริยาของสังคมอเมริกันใน "Bible Belt"

เส้นทางที่คณะสงฆ์เลือกเดินผ่านคือรัฐทางใต้ (Deep South) ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของพรรครีพับลิกันและเป็นพื้นที่เข้มข้นของศาสนาคริสต์นิกาย Evangelical (Bible Belt) ซึ่งในทางทฤษฎีอาจมองว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่เป็นมิตรต่อศาสนาอื่น

อย่างไรก็ตาม รายงานเชิงประจักษ์ระบุว่า:

  • การต้อนรับระดับรากหญ้า: คณะสงฆ์ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวบ้านในท้องถิ่น มีการถวายน้ำ อาหาร และที่พัก ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก ออกมารอรับและขอพร 3

  • การต่อต้านประปราย: มีรายงานการประท้วงจากกลุ่มคริสเตียนบางกลุ่มในรัฐจอร์เจียที่ตะโกนให้พระสงฆ์ "หันหาพระเจ้า" (Turn to Christ) แต่คณะสงฆ์ตอบรับด้วยความสงบและเมตตา ซึ่งยิ่งสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับคณะ 20

  • ความโหยหาสันติภาพ: ชาวอเมริกันหลายคนสะท้อนว่าการได้เห็นพระสงฆ์เดินอย่างสงบทำให้พวกเขารู้สึก "มีความหวัง" และ "ได้พักใจ" จากข่าวสารความขัดแย้งทางการเมืองที่รุมเร้า 22


6. บทวิเคราะห์เปรียบเทียบ: วาทกรรม ความเงียบ และการเลือกปฏิบัติทางศาสนาของทรัมป์

เมื่อนำสองเหตุการณ์มาวางเทียบเคียงกัน เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในปฏิกิริยาของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดและนโยบายที่มีต่อศาสนาและ Soft Power

6.1 ตารางเปรียบเทียบเชิงโครงสร้าง

มิติการวิเคราะห์กรณีพระสงฆ์กัมพูชา (Cambodia Peace March)กรณีพระสงฆ์เดินในสหรัฐฯ (USA Walk for Peace)
จุดกำเนิดวิกฤตการณ์ชายแดน / การเมืองระหว่างประเทศศรัทธาทางศาสนา / ปัญหาสังคมภายใน
ความสัมพันธ์กับรัฐรัฐสนับสนุน (State-Sanctioned) / เป็นเครื่องมือรัฐภาคประชาสังคม (Civil Society) / อิสระจากรัฐ
เป้าหมายหลักสนับสนุนทรัมป์ (Nobel Prize) / ขอบคุณการหยุดยิงสันติภาพภายใน / รับรองวันวิสาขบูชา
ปฏิกิริยาของทรัมป์ตอบรับและขยายผล (Active Engagement)เงียบเฉย / ไม่กล่าวถึง (Passive/Ignore)
ประโยชน์ต่อทรัมป์สร้างภาพลักษณ์ผู้นำโลก / ความชอบธรรมทางการทูตน้อย / อาจขัดแย้งกับฐานเสียงคริสเตียน
พื้นที่สื่อสื่อการเมืองระหว่างประเทศ / ข่าวสงครามสื่อท้องถิ่น (Local News) / โซเชียลมีเดีย

6.2 การวิเคราะห์ความเงียบของทรัมป์ (Decoding the Silence)

จากการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดจนถึงเดือนมกราคม 2026 ไม่พบหลักฐานว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทวีตหรือกล่าวถึงคณะสงฆ์ "Walk for Peace" ที่กำลังเดินในสหรัฐฯ โดยตรง 25 ในขณะที่เขากระตือรือร้นอย่างมากในการตอบรับพระสงฆ์กัมพูชา สิ่งนี้สะท้อนนัยสำคัญดังนี้:

  1. ผลประโยชน์ทับซ้อน (Utility over Spirituality): ทรัมป์มองศาสนาผ่านแว่นตาของ "ประโยชน์นิยม" (Utilitarianism) พระสงฆ์กัมพูชามีประโยชน์ต่อเขาเพราะช่วยรับรองความสำเร็จของนโยบายต่างประเทศและสนับสนุนอีโก้เรื่องรางวัลโนเบล ในขณะที่พระสงฆ์ในสหรัฐฯ แม้จะทำดี แต่ไม่ได้ให้ประโยชน์ทางการเมืองที่จับต้องได้กับเขา

  2. ความละเอียดอ่อนของฐานเสียง (Base Politics): ฐานเสียงหลักของทรัมป์คือกลุ่ม Evangelical Christians การที่เขาจะออกมายกย่องกลุ่มนักบวชต่างศาสนาที่กำลังเดินธุดงค์ในพื้นที่ของชาวคริสต์ อาจเป็นการเสี่ยงที่จะสร้างความไม่พอใจให้กับฐานเสียงของเขาเอง ดังนั้น "ความเงียบ" จึงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุด

  3. ความแตกต่างของ "สันติภาพ": สันติภาพที่พระสงฆ์กัมพูชาพูดถึงคือ "การหยุดยิง" (Negative Peace) ซึ่งเป็นผลงานของทรัมป์ แต่สันติภาพที่พระสงฆ์ในสหรัฐฯ รณรงค์คือ "ความสงบภายในและการอยู่ร่วมกัน" (Positive Peace) ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นนามธรรมและไม่ได้สอดคล้องกับแบรนด์ "ความแข็งกร้าว" ของทรัมป์

6.3 อนาคตที่วอชิงตัน ดี.ซี.

เมื่อคณะสงฆ์เดินทางถึงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จะเป็นบททดสอบสำคัญ หากทรัมป์หรือตัวแทนทำเนียบขาวเลือกที่จะออกมาต้อนรับ จะเป็นการพลิกเกมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ "ประธานาธิบดีของทุกคน" แต่แนวโน้มจากประวัติศาสตร์ชี้ว่า ทรัมป์น่าจะยังคงรักษาความเงียบ หรือเลือกที่จะให้ความสนใจเฉพาะในกรณีที่กลุ่มนี้สามารถสร้างกระแสไวรัลจนเขาไม่สามารถเพิกเฉยได้


7. บทสรุป

การวิเคราะห์กรณี "ทรัมป์กล่าวถึงการเดินสันติภาพของพระสงฆ์" เปิดเผยให้เห็นความจริงที่ซับซ้อนว่า ในโลกทัศน์ของทรัมป์และนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ พุทธศาสนาไม่ได้ถูกมองอย่างเท่าเทียมกัน

พระสงฆ์กัมพูชา ได้รับการยอมรับและกล่าวถึง เพราะพวกเขาเข้ามาอยู่ในสมการแห่งอำนาจและผลประโยชน์ โดยทำหน้าที่เป็นกองเชียร์ที่ช่วยเสริมสร้างบารมีให้กับผู้นำสหรัฐฯ ในขณะที่ พระสงฆ์ในสหรัฐฯ (รวมถึงพระสุธรรมและคณะ) แม้จะทำการเสียสละทางกายและใจอย่างมหาศาลเพื่อสังคมอเมริกัน แต่กลับถูกมองข้ามในระดับนโยบาย เพราะปฏิบัติการของพวกเขานั้นบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะถูกแปลงเป็นทุนทางการเมืองได้โดยง่าย

อย่างไรก็ตาม แม้จะปราศจากการรับรองจากทำเนียบขาว แต่การเดินของคณะสงฆ์ในสหรัฐฯ ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า "อำนาจ" ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ทวีตของประธานาธิบดี แต่อยู่ที่การสัมผัสใจของประชาชนตลอดสองข้างทาง 2,300 ไมล์ ที่ซึ่งสันติภาพถูกสร้างขึ้นทีละก้าว ไม่ใช่ด้วยคำขู่หรือมาตรการภาษี แต่ด้วยความเมตตาและศรัทธาที่ไร้พรมแดน


ตารางที่ 1: สรุปความเสียหายจากวิกฤตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 2025 (ข้อมูลถึง ธ.ค. 2025)

รายการฝ่ายไทยฝ่ายกัมพูชา
ทหารเสียชีวิต42 - 100+ นาย (ข้อมูลขัดแย้ง)ไม่เปิดเผย (ยอมรับ 7 นาย)
พลเรือนเสียชีวิต62 ราย38 ราย
ผู้บาดเจ็บ531+ ราย164+ ราย
ผู้พลัดถิ่น140,000+ คน134,707+ คน
อาวุธยุทโธปกรณ์สูญเสียรถถัง 3 คัน, ยานเกราะ 1 คันรถถัง 15 คัน, จรวด BM-21 1 ระบบ
สาเหตุหลักความสูญเสียจรวด BM-21, กับระเบิดการโจมตีทางอากาศ (F-16)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ดร.มหานิยม" ปะทะ "พรรคพุทธไทย" สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 สกลนคร เขต 2

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยทั่วไป พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นสนามแข่งขันที่สำคัญของนักการเมืองและพรรคการเ...