วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

จุดเปลี่ยนพุทธจักรไทย: มติมหาเถรสมาคม 9 ม.ค. 2569 กับบทบาท “ดร.นิยม เวชกามา” พลิกเกณฑ์แต่งตั้งสังฆาธิการ สู่ธรรมาภิบาลเชิงพุทธ

 

จุดเปลี่ยนพุทธจักรไทย: มติมหาเถรสมาคม 9 ม.ค. 2569 กับบทบาท “ดร.นิยม เวชกามา” พลิกเกณฑ์แต่งตั้งสังฆาธิการ สู่ธรรมาภิบาลเชิงพุทธ

ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาที่สั่นคลอนสถาบันสงฆ์ไทยต่อเนื่องยาวนานจากปรากฏการณ์ “พุทธพาณิชย์” และคดีทุจริตเงินวัด การประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ถูกจับตามองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อมีมติเห็นชอบให้ ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การแต่งตั้งและประเมินพระสังฆาธิการทุกระดับ จากเดิมที่ยึดโยงกับ “ผลงานก่อสร้างถาวรวัตถุ” ไปสู่เกณฑ์ที่เน้น พระธรรมวินัย ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล

นักวิชาการด้านศาสนาและการเมืองชี้ตรงกันว่า มติดังกล่าวมิใช่เพียงการปรับระเบียบภายใน แต่คือ “การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์การปกครองคณะสงฆ์ไทย” ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร สส. จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 อดีตกรรมาธิการด้านพระพุทธศาสนา และหนึ่งในผู้ผลักดันแนวคิดปฏิรูปกฎหมายสงฆ์มาอย่างต่อเนื่อง

กับดัก “พระนักสร้าง” วงจรปัญหาที่บ่อนทำลายศรัทธา

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ระบบสมณศักดิ์และการเลื่อนตำแหน่งในโครงสร้างคณะสงฆ์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ยึดติดกับ “เกณฑ์ที่มองไม่เห็น” โดยเฉพาะ มูลค่างบประมาณการก่อสร้างวัด โบสถ์ และศาลาการเปรียญ จนเกิดค่านิยมว่า “บารมี = ตึก”

ผลที่ตามมาคือ พระสังฆาธิการจำนวนไม่น้อยถูกผลักให้กลายเป็นนักระดมทุนและผู้จัดการโครงการก่อสร้าง แทนบทบาทผู้นำทางจิตวิญญาณ เปิดช่องให้เกิดการทุจริต การสร้างหนี้สินวัด และคดีอื้อฉาวอย่าง “เงินทอนวัด” ที่กระทบความเชื่อมั่นของสาธารณชนอย่างรุนแรง

ดร.นิยม เวชกามา: ตัวเร่งปฏิกิริยาทางการเมือง

ในบริบทดังกล่าว บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา ถูกมองว่าโดดเด่นในฐานะ “คนนอกที่เข้าใจคนใน” ด้วยพื้นฐานทางวิชาการระดับปริญญาเอกด้าน พุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และประสบการณ์ตรงในสภาผู้แทนราษฎรด้านกิจการศาสนา

ภายใต้สังกัด พรรคโอกาสใหม่ ดร.นิยม ได้นำเสนอนโยบาย “พลังสมาธิสร้างธรรมาภิบาล” โดยชูแนวคิดว่า วิกฤตศรัทธาจะคลี่คลายได้ต้องเริ่มจาก การเปลี่ยนกติกาอำนาจของพระสังฆาธิการ พร้อมผลักดันร่างกฎหมายด้านการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา การแยกทรัพย์สินวัดกับทรัพย์สินส่วนตัว และการนำระบบบัญชีโปร่งใสมาใช้ในวัด

นักวิเคราะห์มองว่า แนวคิดเหล่านี้ได้ตกผลึกและสะท้อนออกมาอย่างเป็นรูปธรรมในมติ มส. 9 มกราคม 2569

จาก “งบก่อสร้าง” สู่ “คุณภาพธรรมะ”

สาระสำคัญของมติ มส. คือการ ยกเลิกการใช้มูลค่าการก่อสร้างเป็นตัวชี้วัดหลัก และหันมาใช้เกณฑ์ใหม่ที่เน้น

  • การปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

  • ความโปร่งใสด้านการเงิน

  • การมีส่วนร่วมของชุมชน

  • ความรับผิดชอบและความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร

พร้อมกำหนดให้นำ หลักธรรมาภิบาล 6 ประการ มาใช้เป็นกรอบประเมินพระสังฆาธิการอย่างเป็นระบบ ถือเป็นการเปลี่ยนจากการวัด “ปริมาณวัตถุ” ไปสู่การประเมิน “คุณภาพทางจริยธรรมและการบริหาร”

ผลสะเทือนต่ออนาคตคณะสงฆ์ไทย

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากมติดังกล่าวถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง จะช่วยคัดกรองพระสังฆาธิการที่มีคุณภาพ ลดแรงกดดันในการเรี่ยไรเงิน ฟื้นฟูภาพลักษณ์ของสถาบันสงฆ์ และทำให้วัดกลับมาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และที่พึ่งทางใจของชุมชน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ ทั้งแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์เดิม ความพร้อมด้านทักษะบริหารของพระสงฆ์ และการเปลี่ยนวัฒนธรรมอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก

บทสรุป

มติมหาเถรสมาคม 9 มกราคม 2569 ถูกมองว่าเป็น จุดเริ่มต้นของการกู้คืนจิตวิญญาณพระพุทธศาสนาไทย จากพันธนาการวัตถุนิยม และสะท้อนพลังของการผนึกกันระหว่างเจตจำนงทางการเมืองกับการตื่นรู้ขององค์กรสงฆ์

ในสมรภูมิการเลือกตั้งปี 2569 บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันทางการเมือง หากแต่เชื่อมโยงกับความพยายามวางโครงสร้างใหม่ให้พุทธศาสนาไทยเดินหน้าบนฐาน ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และศรัทธาที่บริสุทธิ์ อย่างยั่งยืนต่อไป

การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์การปกครองคณะสงฆ์ไทย: วิเคราะห์บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ ในการปฏิรูปเกณฑ์การแต่งตั้งพระสังฆาธิการตามมติมหาเถรสมาคม 9 มกราคม 2569

บทนำ: วิกฤตศรัทธาและจุดตัดทางประวัติศาสตร์ของพุทธจักรไทย

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยสมัยใหม่ สถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณของชาติกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ ปรากฏการณ์ "พุทธพาณิชย์" (Buddhist Commercialism) และการผูกโยงความศักดิ์สิทธิ์เข้ากับ "วัตถุนิยม" ได้กัดเซาะรากฐานศรัทธาของมหาชนชาวสยามมาอย่างยาวนาน ปัญหาเชิงระบบที่ฝังรากลึกที่สุดประการหนึ่งคือ "หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์พระสังฆาธิการ" ที่ในทางปฏิบัติมักผูกโยงกับความสามารถในการระดมทุนและการก่อสร้างถาวรวัตถุขนาดใหญ่ (Construction-based Merit) มากกว่าความสามารถในการเผยแผ่ธรรมะหรือการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้ได้สร้าง "วงจรอุบาทว์" ที่บีบคั้นให้พระสังฆาธิการต้องผันตัวเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และนักระดมทุน แทนที่จะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ส่งผลให้เกิดช่องโหว่ในการบริหารจัดการวัดที่เอื้อต่อการทุจริตและการแสวงหาผลประโยชน์ ดังที่ปรากฏในวิกฤตการณ์ "เงินทอนวัด" และข่าวฉาวรายวันเกี่ยวกับพฤติกรรมของพระสงฆ์ 1

ในบริบทอันวิกฤตนี้ บทบาทของตัวแสดงทางการเมืองที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกิจการพุทธศาสนาจึงมีความโดดเด่นและจำเป็นอย่างยิ่ง รายงานฉบับนี้มุ่งทำการวิเคราะห์เชิงลึกถึงบทบาทและยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 อดีต ส.ส. และกรรมาธิการศาสนาผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปกฎหมายสงฆ์ 5 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การพิจารณาความดีความชอบของพระสังฆาธิการ จาก "เกณฑ์งบประมาณการก่อสร้าง" (Construction Budget Criteria) ไปสู่ "เกณฑ์พระธรรมวินัยและธรรมาภิบาล" (Dhamma-Vinaya and Good Governance Criteria)

จุดเน้นสำคัญของรายงานฉบับนี้อยู่ที่การสังเคราะห์นัยสำคัญของ มติมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งถือเป็น "จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์" (Historical Turning Point) ที่รับรองแนวทางการปฏิรูปดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยจะวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างข้อเสนอเชิงนโยบายของ ดร.นิยม กับผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในมติ มส. ดังกล่าว รวมถึงการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ไทยในระยะยาว ภายใต้กรอบแนวคิด "ธรรมาภิบาลเชิงพุทธ" (Buddhist Good Governance) และการเมืองแบบ "ธรรมนำอำนาจ"


ส่วนที่ 1: พลวัตปัญหาเชิงโครงสร้าง: กับดัก "พระนักสร้าง" ในระบบสมณศักดิ์ไทย

เพื่อที่จะเข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการปฏิรูปตามมติ มส. 9 มกราคม 2569 จำเป็นต้องถอดรื้อโครงสร้างปัญหาเดิมที่ครอบงำวงการสงฆ์ไทยมาอย่างยาวนานเสียก่อน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง "สมณศักดิ์" "อำนาจปกครอง" และ "งบประมาณการก่อสร้าง"

1.1 วิวัฒนาการของระบบสมณศักดิ์และเกณฑ์ที่มองไม่เห็น (The Unwritten Criteria)

ระบบสมณศักดิ์ของไทยมีรากฐานมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก เพื่อช่วยแบ่งเบาพระราชภาระของพระมหากษัตริย์ในการดูแลกิจการพระศาสนา 8 อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์และมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 จนถึง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 การบริหารคณะสงฆ์เริ่มมีลักษณะเป็น "ราชการสงฆ์" มากขึ้น มีลำดับชั้นการปกครองที่ชัดเจนตั้งแต่เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ จนถึงมหาเถรสมาคม 9

ภายใต้ระบบราชการสงฆ์นี้ "การเลื่อนไหลของยศ" (Upward Mobility) กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญ แม้ระเบียบและกฎมหาเถรสมาคมจะระบุคุณสมบัติกว้างๆ ไว้ว่าต้อง "มีความรู้สมควรแก่ตำแหน่ง" และ "มีความประพฤติเรียบร้อย" 12 แต่ในทางปฏิบัติ "เกณฑ์ตัดสิน" ที่มีน้ำหนักมากที่สุดกลับกลายเป็น "งานสาธารณูปการ" หรือผลงานการก่อสร้างถาวรวัตถุ 13

  • ค่านิยม "บารมี = ตึก": สังคมไทยและวัฒนธรรมองค์กรสงฆ์ได้สร้างบรรทัดฐานว่า พระสงฆ์ที่มี "บารมี" สูง คือผู้ที่สามารถระดมเงินบริจาคจากศรัทธาญาติโยมเพื่อสร้างโบสถ์ วิหาร หรือศาลาการเปรียญมูลค่ามหาศาลได้สำเร็จ 15

  • ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ: เนื่องจากงานด้านการเผยแผ่ธรรมะหรือการวิปัสสนากรรมฐานเป็นนามธรรมที่วัดผลยาก ผู้ปกครองสงฆ์ในอดีตจึงมักใช้ "จำนวนเงิน" และ "ขนาดสิ่งปลูกสร้าง" เป็นตัวชี้วัด (KPI) ที่จับต้องได้ในการพิจารณาเสนอขอเลื่อนสมณศักดิ์ 13 พระสังฆาธิการจึงถูกกดดันโดยอ้อมให้มุ่งเน้นการหาเงินสร้างวัดเพื่อสร้างผลงาน

1.2 วงจรอุบาทว์ของ "พุทธพาณิชย์" และผลกระทบเชิงลบ

การยึดติดกับเกณฑ์งบประมาณก่อสร้างได้ส่งผลกระทบที่รุนแรงและกัดกร่อนศรัทธาในหลายมิติ:

  1. การบิดเบือนเป้าหมายของศาสนา (Goal Displacement): พระสงฆ์จำนวนมากละเลยภารกิจหลักด้าน "คันถธุระ" (การศึกษา) และ "วิปัสสนาธุระ" (การปฏิบัติ) แล้วหันมาทุ่มเทเวลาให้กับการเรี่ยไรเงิน การจัดสร้างวัตถุมงคล และการบริหารโครงการก่อสร้าง เพื่อสะสมผลงานในการเลื่อนยศ 1

  2. ช่องโหว่ทุจริต "เงินทอนวัด": เมื่อการก่อสร้างกลายเป็นเป้าหมายสูงสุด วัดจึงกลายเป็นเหยื่อของข้าราชการและนักการเมืองทุจริตที่เสนอ "งบอุดหนุน" สำหรับการบูรณปฏิสังขรณ์ แลกกับการทอนเงินส่วนต่างกลับคืนสู่กระเป๋าผู้มีอำนาจ พระสังฆาธิการบางรูปยอมตกเป็นเครื่องมือเพราะต้องการงบประมาณมาสร้างผลงานให้ปรากฏ 2

  3. การสร้างหนี้สินและความฟุ่มเฟือย: วัดจำนวนมากในชนบทก่อหนี้สินเพื่อสร้างถาวรวัตถุที่เกินความจำเป็น เพียงเพื่อให้เข้าเกณฑ์การพิจารณาของเจ้าคณะปกครองระดับสูง ทำให้ทรัพยากรของชุมชนถูกดึงไปจมอยู่กับสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า (Underutilization of Assets) 4

  4. การสูญเสียภาวะผู้นำทางธรรม: ระบบนี้คัดกรอง "นักบริหารการก่อสร้าง" (Construction Managers) ขึ้นสู่ตำแหน่งปกครองสูงสุด แทนที่จะเป็น "ปราชญ์ทางธรรม" (Dhamma Scholars) หรือ "พระวิปัสสนาจารย์" ส่งผลให้การบริหารคณะสงฆ์ขาดวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาสังคมและจิตใจของผู้คน 20


ส่วนที่ 2: ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่: ตัวเร่งปฏิกิริยาแห่งการเปลี่ยนแปลง

ในสภาวะที่โครงสร้างคณะสงฆ์ติดอยู่ในกับดักดังกล่าว การเกิดขึ้นของตัวแสดงทางการเมืองที่มีความเข้าใจลึกซึ้งในระบบนิเวศของพุทธศาสนาไทยอย่าง ดร.นิยม เวชกามา จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

2.1 ภูมิหลังทางวิชาการและการเมือง: จากครูสู่พุทธบุตรในสภา

ดร.นิยม เวชกามา (เกิด 28 พฤษภาคม 2494 ที่ อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร) มิใช่นักการเมืองทั่วไปที่ใช้ศาสนาเป็นเพียงเครื่องมือหาเสียง แต่เป็นผู้ที่มีพื้นฐานทางวิชาการและประสบการณ์ที่เข้มข้น ท่านสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาพุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) 5 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความเชี่ยวชาญในมิติทางจิตใจและโครงสร้างของพุทธศาสนา

ในเส้นทางการเมือง ดร.นิยม เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย และมีบทบาทโดดเด่นในฐานะที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาฯ รวมถึงการเป็นผู้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ 7 การย้ายสังกัดมายัง พรรคโอกาสใหม่ ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยลงสมัครในเขต 2 สกลนคร หมายเลข 6 ถือเป็นการปรับยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายด้านศาสนาได้อย่างอิสระและชัดเจนยิ่งขึ้น ภายใต้อุดมการณ์ที่เน้น "โอกาสใหม่" ในการสร้างธรรมาภิบาล

2.2 ปรัชญาการเมืองพรรคโอกาสใหม่: "พลังสมาธิสร้างธรรมาภิบาล"

ภายใต้สังกัดพรรคโอกาสใหม่ ดร.นิยม ได้นำเสนอนโยบายที่แตกต่างจากพรรคการเมืองกระแสหลัก โดยเน้นการนำหลักธรรมทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการภาครัฐและสังคม นโยบาย "พลังสมาธิสร้างธรรมาภิบาลเพื่อประชาชน" 21 มิใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นกรอบคิดที่มองว่า "จิตใจที่ได้รับการขัดเกลา" คือรากฐานของสังคมที่โปร่งใส

ดร.นิยม ได้วิเคราะห์ปัญหาของคณะสงฆ์และนำเสนอทางออกผ่านเวทีปราศรัยและงานวิชาการอย่างต่อเนื่อง โดยชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาต้องเริ่มที่ "การปฏิรูปกฎกติกา" ของผู้เล่นหลัก นั่นคือพระสังฆาธิการ ท่านเสนอแนวคิดว่า "ปัญหาปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ต้องได้รับการดูแลควบคู่ไปกับการทำนุบำรุงศาสนา" 22 ซึ่งหมายความว่า วัดต้องเลิกเบียดเบียนชาวบ้านด้วยการเรี่ยไรสร้างวัตถุ แต่ต้องหันมาเป็นผู้ให้และเป็นที่พึ่งทางใจอย่างแท้จริง

2.3 ยุทธศาสตร์นิติบัญญัติและการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.

ดร.นิยม ได้วางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การแต่งตั้งพระสังฆาธิการผ่านร่างกฎหมายสำคัญ ได้แก่:

  1. ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา: ร่างกฎหมายนี้มีนัยสำคัญในการให้อำนาจและบทบาทแก่พุทธศาสนิกชนในการตรวจสอบและดูแลกิจการพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการถ่วงดุลอำนาจภายในวัดตามหลักธรรมาภิบาล 7

  2. มาตรการคุ้มครองพระสงฆ์และการจัดการทรัพย์สิน: ดร.นิยม ให้ความสำคัญกับการแยกแยะทรัพย์สินส่วนตัวของพระสงฆ์และทรัพย์สินของวัด เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตและการสืบทอดมรดกที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความโปร่งใส 25

  3. แผนปฏิรูปการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 20 ปี: ดร.นิยม ได้เสนอวิสัยทัศน์ระยะยาวในการปรับโครงสร้างองค์กรสงฆ์ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีฐานข้อมูล (Big Data) เพื่อจัดการข้อมูลพระภิกษุและทรัพย์สินวัด และการจัดตั้ง "สำนักโฆษกคณะสงฆ์" เพื่อสื่อสารความถูกต้องแก่สังคม 26

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เป็นการปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายระดับชาติ ซึ่งสุกงอมและตกผลึกในมติมหาเถรสมาคม ปี 2569


ส่วนที่ 3: มติมหาเถรสมาคม 9 มกราคม 2569: การรื้อถอนเกณฑ์เก่าและสถาปนาเกณฑ์ใหม่

วันที่ 9 มกราคม 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาไทยต้องจารึก เมื่อมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งพระสังฆาธิการทุกระดับชั้น โดยมีสาระสำคัญคือการ "ยกเลิก" การพิจารณาผลงานจากมูลค่าโครงการก่อสร้าง และ "ประกาศใช้" เกณฑ์การประเมินที่อิงตามพระธรรมวินัยและหลักธรรมาภิบาล 6 ด้าน มตินี้สอดรับกับข้อเรียกร้องและการขับเคลื่อนของ ดร.นิยม เวชกามา อย่างเป็นรูปธรรม

3.1 สาระสำคัญของมติ: จาก "ปริมาณวัตถุ" สู่ "คุณภาพธรรมะ"

มติ มส. ดังกล่าวได้กำหนดกรอบการพิจารณาความดีความชอบและคุณสมบัติของพระสังฆาธิการใหม่ ดังนี้:

ตารางที่ 3.1: การเปรียบเทียบกระบวนทัศน์การประเมินพระสังฆาธิการ (Paradigm Shift)

มิติการประเมินกระบวนทัศน์เดิม (Old Paradigm)กระบวนทัศน์ใหม่ (New Paradigm - มติ มส. 9 ม.ค. 2569)
ปรัชญาพื้นฐานเน้นความเจริญทางวัตถุ (Material Prosperity) เป็นเครื่องแสดงบารมีเน้นความเจริญทางปัญญาและศีลธรรม (Intellectual & Moral Integrity)
ตัวชี้วัดหลัก (Key Metrics)

- มูลค่างบประมาณก่อสร้าง (บาท)


- ขนาดและความอลังการของสิ่งปลูกสร้าง


- ความสามารถในการระดมทุน

- ความโปร่งใสทางบัญชีและการเงิน


- ปริมาณและคุณภาพกิจกรรมเผยแผ่ธรรมะ


- การมีส่วนร่วมของชุมชน


- การปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

คุณสมบัติผู้ได้รับการแต่งตั้ง"พระนักพัฒนา" (เน้นสร้างตึก)"พระสังฆาธิการธรรมาภิบาล" (เน้นสร้างคนและระบบ)
กระบวนการตรวจสอบตรวจสอบผลงานที่สร้างเสร็จ (Output-based)ตรวจสอบกระบวนการบริหารจัดการ (Process-based Audit)
ผลกระทบต่อสังคมวัดสวยงามแต่เป็นหนี้, ชาวบ้านถูกเรี่ยไรวัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้, ชุมชนเข้มแข็ง, ลดภาระชาวบ้าน

3.2 การนำหลัก "ธรรมาภิบาล 6 ด้าน" มาใช้ในกิจการสงฆ์

มติ มส. 2569 ได้ระบุชัดเจนให้นำ หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) 6 ประการ มาเป็นเกณฑ์ชี้วัดหลักในการประเมินประสิทธิภาพการบริหารงานของวัดและพระสังฆาธิการ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยและข้อเสนอทางวิชาการที่ ดร.นิยม ได้ผลักดัน 27 ได้แก่:

  1. หลักนิติธรรม (Rule of Law): การบริหารวัดต้องยึดกฎหมายและพระธรรมวินัยเป็นหลัก ไม่ใช้อำนาจบารมีส่วนตัวหรือธรรมเนียมปฏิบัติที่ขัดต่อกฎหมาย การแต่งตั้งต้องเป็นไปตามระเบียบ ไม่มีการวิ่งเต้นหรือซื้อขายตำแหน่ง 29

  2. หลักคุณธรรม (Ethics/Morality): ผู้ปกครองสงฆ์ต้องเป็นแบบอย่างทางจริยธรรม ส่งเสริมให้มีการประพฤติปฏิบัติธรรมในวัดอย่างจริงจัง ไม่มุ่งเน้นเดรัจฉานวิชาหรือพุทธพาณิชย์ที่งมงาย 18

  3. หลักความโปร่งใส (Transparency): นี่คือหัวใจสำคัญของการปฏิรูป วัดต้องมีระบบบัญชีที่ได้มาตรฐาน เปิดเผยข้อมูลรายรับ-รายจ่าย เงินบริจาค และทรัพย์สินวัดให้สาธารณชนทราบ การจัดซื้อจัดจ้างหรือการก่อสร้างต้องตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน 29

  4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation): เปิดโอกาสให้คณะกรรมการวัด ชุมชน และอุบาสกอุบาสิกา มีส่วนร่วมในการตัดสินใจวางแผนพัฒนาวัด ไม่ใช่การตัดสินใจโดยเจ้าอาวาสเพียงรูปเดียว (One-Man Show) 28

  5. หลักความรับผิดชอบ (Accountability): พระสังฆาธิการต้องพร้อมรับผิดชอบต่อผลการกระทำของตน หากบริหารผิดพลาดหรือเกิดความเสียหายต่อศาสนสมบัติ ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและลงโทษตามพระธรรมวินัย (นิคหกรรม) อย่างรวดเร็ว 12

  6. หลักความคุ้มค่า (Value for Money): การใช้ทรัพยากรของวัดต้องเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเผยแผ่พระศาสนาและการสงเคราะห์สังคม ลดการก่อสร้างที่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น และเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพ 27

3.3 กลไกการขับเคลื่อน: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ

เพื่อให้มตินี้มีผลในทางปฏิบัติ มหาเถรสมาคมร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ภายใต้การสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาคการเมือง ได้วางกลไกดังนี้:

  • แบบประเมินผลการปฏิบัติงานพระสังฆาธิการ (KPIs ใหม่): ยกเลิกช่องกรอก "มูลค่าการก่อสร้าง" ในแบบรายงานเดิม และแทนที่ด้วย "รายงานผลการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล" และ "รายงานสถานะทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ"

  • ระบบฐานข้อมูล Big Data คณะสงฆ์: เร่งดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลพระภิกษุและวัดทั่วประเทศให้เป็นปัจจุบัน เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณสมบัติและการแต่งตั้งโยกย้ายที่โปร่งใส ซึ่งตรงกับข้อเสนอในแผนปฏิรูป 20 ปี ของ ดร.นิยม 26

  • การนิรโทษกรรมทางวินัย (ช่วงเปลี่ยนผ่าน): สำหรับโครงการก่อสร้างที่ดำเนินการค้างอยู่ก่อนมตินี้ ให้ดำเนินการต่อไปได้ แต่ต้องรายงานสถานะการเงินอย่างละเอียด ส่วนโครงการใหม่ต้องผ่านการอนุมัติตามเกณฑ์ธรรมาภิบาลเท่านั้น


ส่วนที่ 4: การวิเคราะห์เชิงลึก: ทำไม ดร.นิยม เวชกามา จึงเป็น "ตัวแปรสำคัญ"?

การเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างเช่นนี้ยากที่จะเกิดขึ้นได้จากภายในองค์กรสงฆ์เพียงลำพัง เนื่องจากติดขัดด้วยระบบอาวุโสและผลประโยชน์ทับซ้อน บทบาทของ ดร.นิยม ในฐานะ "คนนอกที่เข้าใจคนใน" (Insider-Outsider) จึงมีความสำคัญยิ่ง

4.1 การผสาน "พุทธจิตวิทยา" เข้ากับการเมือง (The Fusion of Buddhist Psychology and Politics)

พื้นฐานการศึกษาระดับปริญญาเอกด้าน พุทธจิตวิทยา ของ ดร.นิยม 5 ทำให้ท่านมีความเข้าใจลึกซึ้งถึง "จิตวิทยาของศรัทธา" ท่านตระหนักดีว่า การจะเปลี่ยนพฤติกรรมของพระสงฆ์และญาติโยมได้ ไม่สามารถใช้เพียงอำนาจกฎหมาย (Hard Power) แต่ต้องใช้จิตวิทยา (Soft Power) ในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ

  • การเปลี่ยนนิยาม "บุญ": ดร.นิยม พยายามสื่อสารผ่านนโยบายพรรคและเวทีต่างๆ เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ว่า "การสร้างคนได้บุญกว่าสร้างตึก" และ "การตรวจสอบวัดคือการปกป้องพระศาสนา" เพื่อลดแรงต้านจากชาวบ้านที่ยังยึดติดกับการทำบุญสร้างวัตถุ

  • การเข้าถึงจิตใจพระสังฆาธิการ: ท่านเข้าใจถึงความกดดันของพระผู้น้อยที่ต้องหาเงินส่งส่วยหรือสร้างผลงาน จึงนำเสนอทางออกที่ช่วยปลดล็อกภาระนี้ ทำให้พระสังฆาธิการระดับล่างให้การสนับสนุนแนวทางปฏิรูปนี้ เพราะช่วยให้พวกท่านกลับมามีเวลาศึกษาธรรมะและปฏิบัติศาสนกิจได้มากขึ้น

4.2 ยุทธศาสตร์ "ป่าล้อมเมือง" ทางการเมือง

ในฐานะผู้สมัคร ส.ส. ระบบเขต (สกลนคร เขต 2) ดร.นิยม ใช้พื้นที่ฐานเสียงในภาคอีสานเป็น "พื้นที่นำร่อง" (Sandbox) ในการขับเคลื่อนแนวคิดนี้

  • เครือข่ายระดับรากหญ้า: ท่านทำงานร่วมกับวัดในพื้นที่เพื่อจัดตั้ง "กลุ่มสมาธิสร้างธรรมาภิบาล" และสนับสนุนให้วัดนำร่องระบบบัญชีที่โปร่งใส โดยใช้ความสำเร็จของวัดเหล่านี้เป็นตัวอย่าง (Case Study) ในการอภิปรายในสภาและผลักดันนโยบายระดับชาติ 22

  • การเชื่อมโยงกับปัญหาสังคม: ท่านเชื่อมโยงเรื่องการปฏิรูปสงฆ์เข้ากับ "ปัญหาปากท้อง" ของประชาชน โดยชี้ให้เห็นว่า หากวัดบริหารจัดการดี เงินบริจาคจะไหลกลับมาสู่ชุมชนในรูปแบบของทุนการศึกษาและสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เรื่องไกลตัวอย่าง "กฎหมายสงฆ์" กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ชาวบ้านจับต้องได้ 22

4.3 บทบาทในฐานะ "ผู้พิทักษ์" (Guardian Role)

ร่าง พ.ร.บ. อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ที่ ดร.นิยม เสนอ 7 ทำหน้าที่เป็น "เกราะป้องกัน" ให้กับมติ มส. 2569 โดยการสร้างมาตรการทางกฎหมายเพื่อลงโทษผู้ที่บิดเบือนคำสอนหรือแสวงหาผลประโยชน์จากศรัทธา ทำให้มติ มส. มีสภาพบังคับที่ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ไม่ใช่เพียงเสือกระดาษ นอกจากนี้ ท่านยังผลักดันให้รัฐมีหน้าที่ต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรมตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรวมถึงการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษาสงฆ์ เพื่อทดแทนความจำเป็นที่ต้องหารายได้จากการก่อสร้าง 33


ส่วนที่ 5: ผลกระทบ ความท้าทาย และอนาคตของคณะสงฆ์ไทย

การบังคับใช้เกณฑ์ใหม่ตามมติ มส. 9 ม.ค. 2569 ย่อมส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วสังฆมณฑล

5.1 ผลกระทบเชิงบวกต่อระบบนิเวศพุทธศาสนา

  1. การคัดกรองบุคลากรคุณภาพ: เราจะเริ่มเห็นพระสังฆาธิการรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถทางธรรมและมีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น แทนที่กลุ่ม "เจ้าคุณนักสร้าง" แบบเดิม

  2. ความยั่งยืนทางการคลังของวัด: วัดจะมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงขึ้นจากการทำบัญชีที่โปร่งใส และลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นจากการก่อสร้างที่ฟุ่มเฟือย เงินบริจาคจะถูกใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ให้

  3. การฟื้นฟูศรัทธา: ภาพลักษณ์ของวงการสงฆ์จะค่อยๆ ดีขึ้นในสายตาของสาธารณชนและคนรุ่นใหม่ เมื่อข่าวเรื่องเงินทอนวัดและการทุจริตลดลง

5.2 ความท้าทายและแรงต้านทาน (Resistance to Change)

  1. กลุ่มเสียผลประโยชน์: เครือข่ายผลประโยชน์เดิมที่ประกอบด้วยเจ้าอาวาสบางกลุ่ม ผู้รับเหมาก่อสร้าง และข้าราชการทุจริต จะพยายามต่อต้านและหาช่องโหว่ของกฎระเบียบใหม่ หรือใช้อิทธิพลมืดในการล็อบบี้เพื่อชะลอการบังคับใช้ 3

  2. ความพร้อมของบุคลากร: พระสงฆ์จำนวนมากยังขาดทักษะในการบริหารจัดการแบบธรรมาภิบาลและการทำบัญชี ซึ่งจำเป็นต้องมีการอบรมขนานใหญ่ตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี 26

  3. วัฒนธรรมอุปถัมภ์: การเปลี่ยน "วัฒนธรรมองค์กร" ที่ฝังรากลึกเป็นเรื่องยาก การวิ่งเต้นเส้นสายอาจเพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบจากการใช้ "เงินก่อสร้าง" ไปสู่รูปแบบอื่น หากระบบตรวจสอบยังไม่เข้มแข็งพอ

5.3 อนาคต: สู่ "พุทธศาสนาอัจฉริยะ" (Smart Buddhism)

วิสัยทัศน์ของ ดร.นิยม เรื่อง National Dhamma Platform และ Big Data 26 จะเป็นกุญแจสำคัญในอนาคต การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการคณะสงฆ์ (E-Sangha) จะทำให้การตรวจสอบธรรมาภิบาลทำได้ง่ายและโปร่งใสขึ้น ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะการเงินและโครงการของวัดได้ผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งจะทำให้การมีส่วนร่วมของพุทธบริษัท 4 เป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์


บทสรุป

การวิเคราะห์บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ ในบริบทของการปฏิรูปเกณฑ์การแต่งตั้งพระสังฆาธิการตาม มติมหาเถรสมาคม วันที่ 9 มกราคม 2569 ชี้ให้เห็นถึงพลังของการผนึกกำลังระหว่าง "เจตจำนงทางการเมือง" (Political Will) ที่มุ่งมั่น และ "การตื่นรู้ขององค์กรสงฆ์" (Sangha Awakening)

การเปลี่ยนผ่านจาก "เกณฑ์งบประมาณก่อสร้าง" สู่ "เกณฑ์พระธรรมวินัยและธรรมาภิบาล" มิใช่เป็นเพียงการแก้ไขระเบียบราชการ แต่เป็นการ "กู้คืนจิตวิญญาณ" ของพุทธศาสนาเถรวาทให้หลุดพ้นจากพันธนาการของวัตถุนิยม ดร.นิยม ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า นักการเมืองสามารถมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในการจรรโลงศาสนาได้ หากมีความเข้าใจที่ถ่องแท้และมีนโยบายที่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้าง

ความสำเร็จในก้าวนี้ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ภารกิจต่อไปของพรรคโอกาสใหม่และคณะสงฆ์คือการรักษาเจตนารมณ์นี้ให้ดำรงอยู่ ผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและการสร้างวัฒนธรรมธรรมาภิบาลให้หยั่งรากลึกในทุกวัดทั่วแผ่นดินไทย เพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งทางปัญญาและจิตวิญญาณของสังคมสืบไป ตราบนานเท่านาน


ตารางผนวก: สรุปไทม์ไลน์การขับเคลื่อนนโยบายและการเปลี่ยนแปลง (Timeline of Reform)

ช่วงเวลาเหตุการณ์สำคัญ (Key Events)นัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ (Strategic Implications)
ก่อนปี 2568

- ดร.นิยม ในนามพรรคเพื่อไทย ผลักดันร่าง พ.ร.บ. อุปถัมภ์ฯ


- วิกฤตศรัทธา "เงินทอนวัด" และพุทธพาณิชย์พุ่งสูงสุด

- เริ่มต้นสร้างกระแสการตรวจสอบและตระหนักรู้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง


- สะสมข้อมูลและเครือข่ายภาคประชาสังคม

ปี 2568

- ดร.นิยม ย้ายสังกัด พรรคโอกาสใหม่ (เบอร์ 6 สกลนคร เขต 2)


- ประกาศนโยบาย "พลังสมาธิสร้างธรรมาภิบาล"


- เสนอแผนปฏิรูปการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 20 ปี

- ยกระดับนโยบายศาสนาให้เป็นวาระหลักของพรรคการเมือง (Flagship Policy)


- เสนอทางออกที่เป็นระบบ (Systematic Solution) ครอบคลุมทั้ง คน, ระบบ, กฎหมาย

9 มกราคม 2569- มติมหาเถรสมาคม ประกาศใช้เกณฑ์แต่งตั้งใหม่ (เน้นธรรมาภิบาล)

- จุดเปลี่ยนสำคัญ (Turning Point): การรับรองความชอบธรรมทางนิตินัยของการปฏิรูป


- สิ้นสุดยุค "เกณฑ์ก่อสร้าง" (End of Construction Era)

2569 - 2579 (ระยะ 10 ปีแรก)

- การบังคับใช้เกณฑ์ใหม่เต็มรูปแบบ


- การพัฒนา National Dhamma Platform และ Big Data


- การอบรมพระสังฆาธิการรุ่นใหม่

- ช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) ที่ต้องประคับประคองและจัดการแรงต้าน


- การสร้างรากฐานระบบบริหารจัดการสมัยใหม่

2579 - 2589 (ระยะ 10 ปีหลัง)

- การบรรลุผลสัมฤทธิ์ของแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี


- วัดมีธรรมาภิบาลสมบูรณ์และเป็นที่พึ่งชุมชน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ดร.มหานิยม" ปะทะ "พรรคพุทธไทย" สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 สกลนคร เขต 2

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยทั่วไป พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นสนามแข่งขันที่สำคัญของนักการเมืองและพรรคการเ...