เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่จังหวัดสกลนคร ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 พรรคโอกาสใหม่ ได้ประชุมแกนนำและทีมช่วยหาเสียงในพื้นที่ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง โดยเน้นการนำผลงานการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมาซึ่งมีจำนวนมากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น มาใช้เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.นิยม ระบุว่า ตลอดการทำงานทางการเมืองที่ผ่านมา ได้ผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระดับพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการขยายเขตไฟฟ้า ถนน แหล่งน้ำ และที่ดินทำกิน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของพรรคโอกาสใหม่ที่มุ่งเน้น “การเมืองเชิงผลงาน” มากกว่าการเมืองเชิงวาทกรรม
ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้นำเสนอนโยบายเร่งด่วนของพรรคโอกาสใหม่ อาทิ แช่แข็งหนี้ 3 ปี หยุดต้น หยุดดอก หยุดทวง ปลดหนี้ กยศ. คืนโอกาสให้คนรุ่นใหม่ รีเซ็ตเครดิตบูโร ให้ประชาชนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ค่าไฟฟรี สำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 500 บาทต่อเดือน ประกันสังคมกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท บัตรชีวิตดิจิทัล บัตรเดียวใช้ได้ทุกสิทธิ รวมถึงนโยบายด้านการศึกษาและสวัสดิการครอบครัว เช่น กระเป๋าเงินออนไลน์สำหรับนักเรียน–นักศึกษาเดือนละ 300 บาท การเรียนฟรีถึงปริญญาตรี การสนับสนุนค่าเลี้ยงดูบุตร “ท้องปุ๊บดูแลปั๊บ” และการดูแลบุตรเกษตรกรตั้งแต่เกิดจนถึงวัยเรียน
ด้านเศรษฐกิจฐานราก พรรคโอกาสใหม่เสนอแนวทาง เกษตรกรหมดหนี้ SMEs ต้องรวยด้วยโอกาสใหม่ พร้อมผลักดันนโยบาย 1 จังหวัด 1 บริษัทมหาชน เพื่อสร้างงานในบ้านเกิด และการเปลี่ยนที่ดินเป็นทุน ออกเอกสารสิทธิที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ดร.นิยม ยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านศาสนา โดยเสนอแนวทางปฏิรูปการทำงานของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การแก้ปัญหาวัด พระ และการทำงานสนองมติคณะมหาเถรสมาคม เพื่อยกระดับบทบาทรัฐจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้อุปถัมภ์” พระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา ในการเลือกตั้งครั้งนี้ สะท้อนภาพ “นักการเมืองธรรมาธิปไตย” ที่ผสานนโยบายปากท้องกับอัตลักษณ์ทางศาสนา โดยเฉพาะในพื้นที่สกลนคร เขต 2 ซึ่งมีโครงสร้างสังคมแบบชนบทและมีความศรัทธาทางพุทธศาสนาเข้มแข็ง นโยบายดังกล่าวจึงมีศักยภาพในการเข้าถึงฐานเสียงเกษตรกร ผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้นำชุมชน
ดร.นิยม ย้ำทิ้งท้ายว่า นโยบายของพรรคโอกาสใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาจริงของประชาชน พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดย
“เข้าคูหากาใบสีชมพู กาพรรคโอกาสใหม่ เบอร์ 44 และกา ดร.นิยม เวชกามา เบอร์ 6 เพื่อโอกาสใหม่ของสกลนครและประเทศไทย”
รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: พลวัตทางการเมืองและยุทธศาสตร์นโยบายของพรรคโอกาสใหม่ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569: กรณีศึกษา ดร.นิยม เวชกามา และกระบวนทัศน์การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในเขตเลือกตั้งสกลนคร เขต 2
1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยสู่การเลือกตั้งปี 2569 และการก่อตัวของ "พรรคโอกาสใหม่"
1.1 บริบททางการเมืองและพลวัตการเปลี่ยนแปลง (2566-2569)
การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นช่วงเวลาที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ของโครงสร้างอำนาจเดิมไปสู่รูปแบบใหม่ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อน จากข้อมูลการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 2566 ถึง 2568 พบว่ามีความผันผวนสูง ทั้งการยุบพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้า การปรับเปลี่ยนขั้วอำนาจของพรรคร่วมรัฐบาล และวิกฤตเศรษฐกิจที่เรื้อรัง
ในบริบทนี้ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ได้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะตัวแปรสำคัญที่มิใช่เพียงแค่พรรคอะไหล่ แต่เป็นพรรคที่มียุทธศาสตร์เจาะจงในการดึงดูดกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เบื่อหน่ายความขัดแย้งทางอุดมการณ์แบบสุดขั้ว โดยเน้นนโยบายที่จับต้องได้และการปกป้องสถาบันหลักของชาติ โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา
1.2 ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของพื้นที่ภาคอีสานและจังหวัดสกลนคร
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ยังคงเป็นสมรภูมิชี้ขาดผลการเลือกตั้งด้วยจำนวนเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มากที่สุด จังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะ เขตเลือกตั้งที่ 2 (ประกอบด้วยอำเภอกุสุมาลย์, โพนนาแก้ว, โคกศรีสุพรรณ, เต่างอย และบางส่วนของอำเภอเมืองสกลนคร เช่น ตำบลโนนหอม) ถือเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนทางวัฒนธรรมการเมือง
1.3 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา
รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์เชิงลึกใน 4 มิติหลัก:
บทบาทและยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม เวชกามา: ในฐานะ "ขุนพลศาสนา" และผู้สมัคร สส. สกลนคร เขต 2
นโยบายการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา: การวิเคราะห์ร่างกฎหมายและแนวคิด "ธนาคารพระพุทธศาสนา"
นโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน: การแช่แข็งหนี้และการปฏิรูประบบสวัสดิการดิจิทัล
การเมืองท้องถิ่นและการแก้ปัญหาระดับฐานราก: กรณีศึกษาปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขต 2
2. ชีวประวัติทางการเมืองและอุดมการณ์ของ ดร.นิยม เวชกามา: จากข้าราชการสู่นักการเมืองสายพุทธ
2.1 ภูมิหลังและการสั่งสมบารมีทางการเมือง
ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักกันในนาม "ดร.มหานิยม" เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 ปัจจุบันอายุ 74 ปี เป็นนักการเมืองอาวุโสที่มีรากฐานมาจากระบบราชการ โดยเริ่มต้นจากการเป็นหัวหน้าสำนักงานประกันภัยจังหวัดสกลนคร ก่อนจะเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ
เส้นทางการเมืองของท่านสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวตามกระแสธารทางการเมือง:
ระยะเริ่มต้น (2550-2551): เข้าสู่สภาฯ ครั้งแรกในสังกัดพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสการเมืองภาคประชาชนเข้มข้น
ระยะกลาง (2551-2566): เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคเพื่อไทย จังหวัดสกลนคร ติดต่อกันหลายสมัย สร้างฐานเสียงผ่านนโยบายประชานิยมและการใกล้ชิดมวลชนเสื้อแดง
8 ปัจจุบัน (2569): การย้ายสังกัดสู่ "พรรคโอกาสใหม่" สะท้อนถึงยุทธศาสตร์การเมืองที่เน้น "การเข้าถึงอำนาจรัฐเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเฉพาะด้าน" มากกว่าการยึดติดกับขั้วอุดมการณ์เดิม โดยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานร่วมกับรัฐมนตรี ชูศักดิ์ ศิรินิล และ สุชาติ ตันเจริญ) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เอื้อต่อการผลักดันนโยบายเชิงบริหาร
6
2.2 สถานะทางวิชาการ: ความชอบธรรมในฐานะ "ปัญญาชนชาวพุทธ"
จุดเด่นที่ทำให้ ดร.นิยม แตกต่างจากนักการเมืองท้องถิ่นทั่วไปคือพื้นฐานทางวิชาการ ท่านสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาพุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)
วุฒิการศึกษานี้มิได้เป็นเพียงเครื่องประดับ แต่เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ในการเสนอกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ การเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทำให้ท่านมีเครือข่าย (Connection) ที่ลึกซึ้งกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่และวงการการศึกษาพุทธศาสนา ซึ่งเป็นฐานเสียงจัดตั้งที่มีพลังเงียบในสังคมไทย
3. โครงสร้างและยุทธศาสตร์ของ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party)
3.1 การประชุมแกนนำและการก่อรูปของพรรค
จากการรวบรวมข้อมูลความเคลื่อนไหวทางการเมือง พบว่าพรรคโอกาสใหม่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มการเมืองที่มีความหลากหลาย (Political Hybridity) โดยมีแกนนำสำคัญคือกลุ่มอดีตข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองที่แยกตัวออกมาจากพรรคใหญ่ เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐ
ข้อมูลจากการประชุมแกนนำและกิจกรรมเปิดตัว:
การเปิดตัวขบวนคาราวาน (New Opportunity Trucks): พรรคได้ใช้นโยบายการหาเสียงเชิงรุกด้วยการปล่อยขบวนรถแห่ "โอกาสใหม่" กระจายไปทั่วประเทศ โดยเน้นย้ำสโลแกนที่สื่อถึงการเป็น "ทางออก" ของปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ตีบตัน
2 ยุทธศาสตร์ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี: ในการประชุมวางยุทธศาสตร์เลือกตั้ง พรรคได้มีมติเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน ที่มีส่วนผสมของ "นักเทคนิค" (Technocrats) และ "นักการเมืองมืออาชีพ" เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความพร้อมในการบริหารราชการแผ่นดินทันทีหลังการเลือกตั้ง
14 บทบาทของ "ปลัดตุ้ม" และกลุ่มทุน: มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนใหญ่และอดีตปลัดกระทรวง ("ปลัดตุ้ม") ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพรรคนี้มีทรัพยากรทางการเงินและเครือข่ายราชการที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่พรรคขนาดเล็กที่ไร้น้ำหนัก
15
3.2 จุดยืนทางการเมือง: อนุรักษ์นิยมใหม่ (Neo-Conservatism)
พรรคโอกาสใหม่วางตำแหน่งตนเองเป็นพรรคที่ "ประนีประนอมแต่เด็ดขาด" (Compromising but Decisive) ในเรื่องสถาบันหลัก นโยบายของพรรคจึงเป็นการผสมผสานระหว่างการดูแลสวัสดิการปากท้องแบบพรรคฝ่ายซ้าย กับการปกป้องจารีตประเพณีและศาสนาแบบพรรคฝ่ายขวา ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ ดร.นิยม ที่ต้องการผลักดันให้รัฐมีบทบาทในการ "อุปถัมภ์" ศาสนาอย่างเป็นทางการ
4. วิเคราะห์นโยบายหลักด้านศาสนา: การสร้าง "รัฐอุปถัมภ์" (Patronage State)
หัวใจสำคัญของแคมเปญหาเสียงของ ดร.นิยม ในเขตสกลนคร เขต 2 คือชุดนโยบายที่มุ่งปฏิรูปและเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่สถาบันพุทธศาสนา โดยมีรายละเอียดเชิงลึกดังนี้:
4.1 ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ดร.นิยม ได้ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่พรรคเพื่อไทย และนำมาขยายผลต่อในนามพรรคโอกาสใหม่ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. นี้ประกอบด้วย
การกำหนดหน้าที่รัฐ: ยกระดับจากการ "ให้ความคุ้มครอง" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 เป็นการ "อุปถัมภ์" ที่มีงบประมาณผูกพันชัดเจน กฎหมายนี้จะบังคับให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณประจำปีเพื่อการเผยแผ่ศาสนาและการศึกษาของสงฆ์โดยเฉพาะ มิใช่เพียงงบอุดหนุนทั่วไป
มาตรการป้องกันภัยคุกคาม: มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา (Protection from Undermining) ซึ่งอาจรวมถึงมาตรการทางกฎหมายในการจัดการกับลัทธิเบี่ยงเบนหรือการกระทำที่ถือว่าดูหมิ่นศาสนา
โครงสร้างสภาองค์กรส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา: เสนอให้มีการจัดตั้งสภาที่มีตัวแทนจากทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับภาครัฐ
บทวิเคราะห์: นโยบายนี้ตอบโจทย์ความกังวลของพุทธศาสนิกชนสายจารีตในภาคอีสานที่มองว่าศาสนากำลังถูกคุกคามจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตะวันตก เป็นการใช้อุดมการณ์ทางศาสนา (Religious Ideology) มาเป็นเครื่องมือในการระดมคะแนนเสียง (Vote Mobilization)
4.2 แนวคิด "ธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย" (Buddhist Bank of Thailand)
หนึ่งในนโยบายที่ท้าทายและเป็นนวัตกรรมที่สุดคือการเสนอจัดตั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อพระพุทธศาสนา
หลักการและเหตุผล: ปัจจุบันวัดทั่วประเทศมีเงินบริจาคหมุนเวียนจำนวนมหาศาล (ประมาณการหลายหมื่นล้านบาทต่อปี) แต่เงินเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ในบัญชีธนาคารพาณิชย์ หรือถูกเก็บไว้โดยขาดระบบการบริหารจัดการที่ดี นำมาซึ่งปัญหามิจฉาชีพและการทุจริตเงินทอนวัด
กลไกการทำงาน: ธนาคารพระพุทธศาสนาจะทำหน้าที่รับฝากเงินจากวัดและองค์กรพุทธ โดยมีการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย (Vinaya-compliant finance) ผลกำไรจากการบริหารจัดการจะถูกนำกลับมาปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือให้เปล่าแก่วัดที่ขาดแคลน เพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์และการศึกษา โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว
ผลกระทบที่คาดหวัง:
ด้านความโปร่งใส: ช่วยแก้ปัญหาบัญชีวัดที่ไม่โปร่งใส เพราะธุรกรรมทั้งหมดจะเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินที่ตรวจสอบได้
ด้านความมั่นคงของสงฆ์: สร้างระบบสวัสดิการให้แก่พระภิกษุสงฆ์อาพาธและชราภาพจากดอกผลกองทุน
4.3 การส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน
นโยบาย "ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน" เป็นนโยบายประชานิยมเชิงศรัทธา (Faith-based Populism)
รายละเอียด: รัฐจะสนับสนุนงบประมาณหรืออำนวยความสะดวกให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยได้เดินทางไปแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ในประเทศอินเดียและเนปาล โดยอาจมีรูปแบบการสมทบทุน (Co-payment) หรือกองทุนกู้ยืมเพื่อการแสวงบุญ
กลุ่มเป้าหมาย: เจาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ปฏิบัติธรรมในชนบท ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักในเขตเลือกตั้งสกลนคร เขต 2
4.4 การปฏิรูปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และแก้ปัญหาวัด
ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ มีแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิรูปองค์กรกำกับดูแลศาสนา
เปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ควบคุม" เป็น "ผู้ส่งเสริม": วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ พศ. ในอดีตที่เน้นการตรวจสอบจับผิดพระสงฆ์ (เช่น คดีเงินทอนวัด) จนสร้างความร้าวฉาน ดร.นิยมเสนอให้ พศ. ทำหน้าที่เป็น "เลขาธิการ" ที่อำนวยความสะดวกให้คณะสงฆ์มากกว่าเป็น "ตำรวจพระ"
การจัดการวัดร้าง (Abandoned Monasteries): อ้างอิงจากงานวิจัยและสภาพปัญหาจริง มีวัดร้างจำนวนมากที่มีปัญหาเรื่องโฉนดที่ดินและการดูแลรักษา นโยบายคือการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเอื้อให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลวัดร้าง พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือศาสนสถานชุมชน เพื่อไม่ให้เป็นเพียง "อนุสาวรีย์ที่ตายแล้ว" (Dead Monument)
19 สถานะของแม่ชี: ผลักดันให้มีการรับรองสถานะทางกฎหมายของแม่ชี เพื่อให้ได้รับสิทธิสวัสดิการและการดูแลจากรัฐเช่นเดียวกับนักบวชชาย
22
5. นโยบายเศรษฐกิจและสวัสดิการเร่งด่วน: ปลดล็อกภาระคนรากหญ้า
นอกจากนโยบายด้านศาสนา พรรคโอกาสใหม่ได้เสนอนโยบายแก้ปัญหาปากท้องที่เร่งด่วน เพื่อตอบสนองต่อภาวะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงในภาคอีสาน
5.1 นโยบาย "แช่แข็งหนี้ 3 ปี หยุดต้น หยุดดอก"
นี่คือนโยบายเรือธง (Flagship Policy) ด้านเศรษฐกิจที่จะนำมาใช้ในการหาเสียง
รายละเอียด: เสนอให้มีการพักชำระหนี้เกษตรกรและหนี้สินเชื่อรายย่อยในระบบสถาบันการเงินของรัฐ (เช่น ธ.ก.ส., ออมสิน) เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยรัฐจะเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ยแทน หรือเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อหยุดการเดินของดอกเบี้ย
บทวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลกระทบ: แม้นโยบายนี้จะโดนใจเกษตรกรในสกลนครอย่างมาก แต่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ชี้ให้เห็นว่ามาตรการพักหนี้ในอดีตมักนำไปสู่ "กับดักหนี้" (Debt Trap) โดยพบว่าลูกหนี้กว่า 77% มีการก่อหนี้เพิ่มระหว่างพักหนี้ และไม่ได้ช่วยให้เกิดการออมหรือการลงทุนที่ยั่งยืน
24 จุดยืนของพรรค: ดร.นิยม ยืนยันว่าการ "แช่แข็ง" ครั้งนี้จะต่างจากอดีต โดยจะทำควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพเสริมและการปรับโครงสร้างการผลิต (เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตรในชุมชน) เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้จริงเมื่อสิ้นสุดโครงการ
5.2 การปลดหนี้ กยศ. และปฏิรูประบบการศึกษา
ข้อเสนอ: ยกเลิกเบี้ยปรับและดอกเบี้ยค้างชำระสำหรับผู้กู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทั้งหมด และพิจารณาแปลงหนี้เป็นทุนทางปัญญา เช่น ให้ผู้กู้ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์แลกกับการลดหย่อนหนี้
26 เป้าหมาย: เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ (New Voters) และผู้ปกครองที่แบกรับภาระค้ำประกัน
5.3 บัตรชีวิตดิจิทัล (Digital Life Card) และสวัสดิการแห่งรัฐ
เป็นการต่อยอดและปรับปรุงจากนโยบาย "Digital Wallet" 10,000 บาท ของรัฐบาลชุดก่อนหน้า
แนวคิด: เปลี่ยนจากการแจกเงินครั้งเดียว (One-time handout) เป็นระบบสวัสดิการถาวรผ่าน "บัตรชีวิตดิจิทัล" หรือแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ"
สิทธิประโยชน์:
วงเงินช่วยเหลือค่าครองชีพรายเดือนสำหรับกลุ่มเปราะบาง
ใช้เป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์สำหรับจ่ายค่ารถโดยสาร ค่ารักษาพยาบาล และซื้อสินค้าชุมชน
เชื่อมโยงกับฐานข้อมูล Big Data ของรัฐ เพื่อให้ความช่วยเหลือตกถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ (Targeted Welfare) ลดความซ้ำซ้อนและการรั่วไหล
29
6. พื้นที่ยุทธศาสตร์: การเมืองท้องถิ่นและการแก้ปัญหาในสกลนคร เขต 2
6.1 ภูมิรัฐศาสตร์การเลือกตั้ง เขต 2
เขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสกลนคร มีความหลากหลายของพื้นที่ ตั้งแต่พื้นที่เกษตรกรรมในอำเภอกุสุมาลย์และโพนนาแก้ว ไปจนถึงพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบทในตำบลโนนหอม อำเภอเมือง
6.2 กรณีศึกษา: วิกฤตน้ำประปาตำบลโนนหอม
ปัญหาความเดือดร้อนที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่คือความล้มเหลวของระบบสาธารณูปโภค ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โครงการระบบผลิตน้ำประปา อบต.โนนหอม
ปัญหา: ระบบประปาใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 5.15 ล้านบาท แต่ชาวบ้านกลับไม่ได้ใช้น้ำเนื่องจากปัญหาการบริหารจัดการและอุปกรณ์ (หม้อแปลงไฟฟ้า) ถูกขโมย ซ้ำเติมด้วยปัญหาแพสูบน้ำล่มกลางลำน้ำพุง
แนวทางแก้ไขของ ดร.นิยม: ในฐานะผู้สมัครที่มีตำแหน่งเป็นอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ท่านใช้อำนาจหน้าที่ในการประสานงานเร่งด่วน (Fast-track) กับหน่วยงานส่วนกลางและ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบและซ่อมแซม โดยชูนโยบาย "น้ำต้องไหล ไฟต้องสว่าง ถนนต้องดี" เป็นสัญญาประชาคม
นัยทางการเมือง: การลงพื้นที่แก้ปัญหานี้สะท้อนถึงการใช้ "การเมืองเชิงผลงาน" (Performance-based Politics) เพื่อเอาชนะคู่แข่งจากพรรคอื่นที่อาจเน้นเพียงกระแสระดับชาติ
6.3 เครือข่ายอุปถัมภ์ใหม่: "บวร" (บ้าน-วัด-โรงเรียน)
ดร.นิยม ใช้กลยุทธ์การหาเสียงผ่านเครือข่าย "บวร" อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการเข้าถึงเจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดในทุกตำบล
วัดเป็นศูนย์กลางหัวคะแนน: ในสังคมอีสาน วัดคือศูนย์รวมจิตใจ การที่ผู้สมัครมีนโยบายสนับสนุนวัดอย่างชัดเจน (เช่น ธนาคารพุทธ) ทำให้พระสงฆ์มีแนวโน้มที่จะให้การสนับสนุนทางอ้อม (ผ่านการเทศนาหรือการบอกกล่าวญาติโยม) ซึ่งเป็นกลไกหัวคะแนนที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้งบประมาณน้อยกว่าการซื้อเสียงแบบเดิม
7. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
7.1 สรุปภาพรวม
การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคโอกาสใหม่ โดยเฉพาะ ดร.นิยม เวชกามา ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการเมืองไทยที่ก้าวข้ามความขัดแย้งสีเสื้อแบบดั้งเดิม ไปสู่การเมืองเรื่อง "อัตลักษณ์ทางศาสนา" (Religious Identity Politics) ควบคู่กับ "ประชานิยมปากท้อง" (Economic Populism)
ดร.นิยม ได้สร้างโมเดล "นักการเมืองธรรมราชา" (Dhammaraja Politician) ที่ผสานความรู้ทางพุทธศาสนาระดับปริญญาเอก เข้ากับประสบการณ์การเมืองระดับชาติ เพื่อเสนอนโยบายที่จับต้องได้ทั้งทางจิตวิญญาณ (พ.ร.บ.อุปถัมภ์ศาสนา) และทางวัตถุ (แช่แข็งหนี้) ยุทธศาสตร์นี้มีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จในเขตเลือกตั้งสกลนคร เขต 2 ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เกษตรกร และผู้มีความศรัทธาในพุทธศาสนา
7.2 ข้อสังเกตและความท้าทาย
ความยั่งยืนทางการคลัง: นโยบายแช่แข็งหนี้และบัตรชีวิตดิจิทัล จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล พรรคจำเป็นต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าขายฝัน
ความละเอียดอ่อนทางศาสนา: การผลักดัน พ.ร.บ.อุปถัมภ์พุทธศาสนา อาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องความเท่าเทียมกันทางศาสนาในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งพรรคต้องระมัดระวังในการสื่อสารเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับศาสนิกอื่น
การแข่งขันในพื้นที่: แม้จะมีฐานเสียงดี แต่การเผชิญหน้ากับพรรคประชาชน (สืบทอดจากก้าวไกล) ที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเขตเมืองสกลนคร ยังคงเป็นโจทย์ยากที่ ดร.นิยม ต้องเร่งปรับกลยุทธ์การสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลให้มากขึ้น
7.3 ตารางสรุปนโยบายสำคัญ (Policy Matrix)
| หมวดนโยบาย | ชื่อโครงการ/กฎหมาย | กลุ่มเป้าหมายหลัก | กลไกการขับเคลื่อน |
| ศาสนา | พ.ร.บ.อุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา | ชาวพุทธ, คณะสงฆ์ | กำหนดงบประมาณผูกพัน, ตั้งสภาองค์กรพุทธ |
| ศาสนา | ธนาคารพระพุทธศาสนา | วัด, องค์กรพุทธ | ระดมเงินฝากวัด ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อกิจการสงฆ์ |
| ศาสนา | ส่งเสริมการเดินทางไปสังเวชนียสถาน | ผู้สูงอายุ, ผู้ปฏิบัติธรรม | กองทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายแสวงบุญ |
| เศรษฐกิจ | แช่แข็งหนี้ 3 ปี (หยุดต้น หยุดดอก) | เกษตรกร, SMEs | รัฐชดเชยดอกเบี้ย, พักชำระหนี้ผ่าน ธ.ก.ส. |
| เศรษฐกิจ | บัตรชีวิตดิจิทัล (Digital Life Card) | ผู้มีรายได้น้อย | แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ", E-Wallet สวัสดิการ |
| ท้องถิ่น | ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน (น้ำ/ไฟ) | ชาวบ้าน ต.โนนหอม ฯลฯ | งบอุดหนุนเฉพาะกิจ, ประสานงานระดับรัฐมนตรี |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น