“ทฤษฎีสันติภาพของทรัมป์” กับคณะกรรมการสันติภาพโลกพลวัตใหม่ระเบียบโลก ท้าทายยูเอ็น จับตาเดิมพันเชิงยุทธศาสตร์ของไทย
การหวนคืนสู่อำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในต้นปี 2025 ไม่เพียงเปลี่ยนทิศทางการเมืองภายในสหรัฐอเมริกา หากยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างระเบียบโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการประกาศแผนยุติความขัดแย้งในฉนวนกาซา พร้อมข้อเสนอจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace – BoP) ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกสันติภาพรูปแบบใหม่ที่ท้าทายระบบสหประชาชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศวิเคราะห์ว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “ทฤษฎีสันติภาพของทรัมป์” (Trump’s Peace Theory) ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของ สัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน (Transactional Realism) และ พหุภาคีนิยมแบบกลุ่มย่อย (Minilateralism) มองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในฐานะ “ธุรกรรม” มากกว่าพันธะทางศีลธรรม โดยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น เงินลงทุน ความมั่นคง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มากกว่าหลักการสากลแบบดั้งเดิม
BoP: สันติภาพแบบบรรษัทภิบาล
โครงสร้างของ Board of Peace ถูกออกแบบให้คล้ายคณะกรรมการบริษัท (Corporate Board) มากกว่าองค์กรระหว่างประเทศ โดยมีประธานาธิบดีทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานถาวร มีอำนาจสูงสุดในการกำหนดทิศทางและใช้สิทธิยับยั้งการตัดสินใจ ขณะที่คณะกรรมการบริหารประกอบด้วยนักการเมืองระดับสูงและผู้นำภาคการเงินโลก
ประเด็นที่สร้างข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง คือข้อกำหนดให้ประเทศสมาชิกถาวรต้องจ่ายเงินสมทบสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับสถานะและสิทธิพิเศษในการเข้าถึงโครงการฟื้นฟู โดยเฉพาะในฉนวนกาซา นักวิชาการบางส่วนชี้ว่า นี่คือการทำให้ “สันติภาพกลายเป็นสินค้า” และเป็นการสถาปนาระเบียบโลกเชิงพาณิชย์ ที่เงินทุนและอำนาจมีน้ำหนักเหนือกฎหมายและหลักการระหว่างประเทศ
กาซา: ห้องทดลองของทฤษฎีทรัมป์
ฉนวนกาซาถูกใช้เป็นกรณีศึกษาหลักของ BoP ผ่านการจัดตั้งองค์กรเทคโนแครตปาเลสไตน์เพื่อบริหารพื้นที่ และกองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติที่ไม่อยู่ภายใต้ธงสหประชาชาติ แนวคิดนี้มุ่ง “ลดการเมือง” ของปัญหาความขัดแย้ง และแทนที่ด้วยการบริหารจัดการเชิงเศรษฐกิจ โดยเชื่อว่าหากคุณภาพชีวิตดีขึ้น ความรุนแรงจะลดลง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า แนวทางดังกล่าวอาจสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่อันตราย เพราะเปิดช่องให้พื้นที่ขัดแย้งถูกบริหารในลักษณะ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ภายใต้อำนาจของกลุ่มทุนข้ามชาติ มากกว่าการเคารพอธิปไตยของรัฐเจ้าของดินแดน
ไทยกับโจทย์การทูตไผ่ลู่ลม
สำหรับประเทศไทย การได้รับหนังสือเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งของ Board of Peace ถูกมองว่าเป็นจุดหักเหสำคัญทางยุทธศาสตร์ ท่ามกลางบทบาทของไทยในฐานะรัฐขนาดกลางที่ดำเนินนโยบาย “การทูตไผ่ลู่ลม” ต้องรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐอเมริกา จีน และโลกมุสลิม
ปัจจัยสำคัญคือความมั่นคงของแรงงานไทยในอิสราเอล ซึ่งมีมากกว่า 40,000 คน และเป็นกลุ่มเปราะบางในภาวะความขัดแย้ง การมีที่นั่งใน BoP อาจเปิดโอกาสให้ไทยมีเสียงในการกำหนดมาตรการคุ้มครองแรงงาน ขณะเดียวกัน โอกาสทางเศรษฐกิจจากการฟื้นฟูกาซาก็เป็นแรงจูงใจที่รัฐบาลไทยต้องพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมสมาชิก 1 พันล้านดอลลาร์ เป็นภาระทางการคลังที่สูง และอาจสร้างแรงเสียดทานทั้งในประเทศและบนเวทีโลก โดยเฉพาะต่อความสัมพันธ์กับประเทศมุสลิม ซึ่งไทยมีจุดยืนสนับสนุนแนวทาง “สองรัฐ” มาโดยตลอด
ท่าทีรัฐ: ซื้อเวลา ประเมินรอบด้าน
กระทรวงการต่างประเทศของไทยยืนยันว่า ได้รับคำเชิญและอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด พร้อมย้ำจุดยืนสนับสนุนสันติภาพที่ยั่งยืน นักวิเคราะห์มองว่านี่คือยุทธศาสตร์ “ซื้อเวลา” เพื่อประเมินต้นทุน–ผลประโยชน์ และรักษาช่องทางการเจรจากับทุกฝ่าย
ข้อเสนอเชิงนโยบายจากนักวิชาการคือ ไทยควรเลือกแนวทาง เข้าร่วมแบบมีเงื่อนไข ไม่ผูกมัดด้วยเงินก้อนใหญ่ แต่ใช้ศักยภาพด้านแพทย์ วิศวกรรม หรือการพัฒนาเกษตรกรรมเป็นเครื่องมือ พร้อมเดินหน้ารักษาดุลยภาพมหาอำนาจอย่างรอบคอบ
ในโลกที่สันติภาพถูกนิยามใหม่ภายใต้ตรรกะของตลาด การตัดสินใจของไทยในกรณี Board of Peace จะไม่ใช่เพียงการเลือกเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมองค์กรหนึ่ง หากแต่เป็นการกำหนดตำแหน่งยืนของประเทศในระเบียบโลกยุคใหม่ ที่ “อำนาจ เงินทุน และการเมือง” กำลังหลอมรวมกันอย่างไม่อาจแยกขาด.
วิเคราะห์ทฤษฎีสันติภาพของทรัมป์: พลวัตใหม่ของระเบียบโลกและนัยเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทย กรณีศึกษา "คณะกรรมการสันติภาพ" (Board of Peace)
บทคัดย่อ
รายงานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์ "ทฤษฎีสันติภาพของทรัมป์" (Trump's Peace Theory) ผ่านกรณีศึกษาการจัดตั้ง "คณะกรรมการสันติภาพ" (Board of Peace - BoP) ซึ่งเป็นกลไกใหม่ในการบริหารจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศที่นำเสนอโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการฟื้นฟูฉนวนกาซาและการเชิญประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง การศึกษานี้ใช้กรอบคิด "สัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน" (Transactional Realism) และ "พหุภาคีนิยมแบบกลุ่มย่อย" (Minilateralism) ในการถอดรหัสโครงสร้างเชิงอำนาจและปรัชญาเบื้องหลังของ BoP ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) มากกว่าองค์กรระหว่างประเทศแบบดั้งเดิม โดยมีการกำหนดค่าธรรมเนียมสมาชิกภาพ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ประธาน
รายงานยังเจาะลึกถึงนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทย ในฐานะรัฐขนาดกลางที่ดำเนินนโยบาย "การทูตไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) ท่ามกลางความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ จีน และโลกมุสลิม รวมถึงผลประโยชน์ทับซ้อนด้านแรงงานไทยในอิสราเอล ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า BoP มิใช่เพียงกลไกสันติภาพ แต่เป็นเครื่องมือในการสถาปนาระเบียบโลกคู่ขนานที่ท้าทายระบบสหประชาชาติ ซึ่งไทยจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดโดยไม่สูญเสียดุลยภาพทางยุทธศาสตร์
1. บทนำ: รุ่งอรุณแห่ง "ระเบียบโลกเชิงพาณิชย์" (The Dawn of Commercial World Order)
การหวนคืนสู่อำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนมกราคม 2025 พร้อมกับการประกาศแผนสันติภาพฉบับสมบูรณ์เพื่อยุติความขัดแย้งในฉนวนกาซา (Comprehensive Plan to End the Gaza Conflict) ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการจัดตั้ง "คณะกรรมการสันติภาพ" (Board of Peace) ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นองค์กรระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและคล่องตัวกว่ากลไกของสหประชาชาติ โดยมีเป้าหมายหลักในการดูแลกระบวนการเปลี่ยนผ่านและฟื้นฟูฉนวนกาซา รวมถึงการจัดการความขัดแย้งระดับโลกอื่น ๆ ในอนาคต
สำหรับประเทศไทย การได้รับหนังสือเชิญจากประธานาธิบดีทรัมป์ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งของ BoP
2. กรอบทฤษฎี: จากเสรีนิยมสถาบันสู่สัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน (From Institutional Liberalism to Transactional Realism)
เพื่อทำความเข้าใจรากฐานความคิดของทรัมป์และการกำเนิดของ Board of Peace จำเป็นต้องวิเคราะห์ผ่านกรอบทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อธิบายพลวัตการเปลี่ยนแปลงอำนาจในศตวรรษที่ 21
2.1 นิยามและพลวัตของ "สัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน" (Transactional Realism)
ในขณะที่ทฤษฎีสัจนิยม (Realism) แบบดั้งเดิมเน้นเรื่องความอยู่รอดของรัฐและอำนาจทางทหาร และทฤษฎีเสรีนิยม (Liberalism) เน้นเรื่องความร่วมมือผ่านสถาบันระหว่างประเทศและค่านิยมสากล ทฤษฎีสันติภาพของทรัมป์กลับตั้งอยู่บนฐานของ "สัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน" (Transactional Realism)
แก่นแท้ของแนวคิด: แนวคิดนี้มองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นชุดของ "ธุรกรรม" (Transactions) หรือการแลกเปลี่ยนแบบต่างตอบแทน (Quid Pro Quo) ที่แยกขาดจากกัน (Discrete Deals) มากกว่าจะเป็นความผูกพันระยะยาวหรือพันธมิตรที่ยั่งยืน
9 ภายใต้กรอบคิดนี้ ไม่มีพันธมิตรที่ถาวรและไม่มีศัตรูที่ถาวร มีเพียง "คู่สัญญา" ที่ผลประโยชน์สอดคล้องกันในช่วงเวลาหนึ่ง ๆการลดทอนคุณค่าทางศีลธรรม (Devaluation of Moral Norms): ในมุมมองของทรัมป์ หลักการสากล เช่น สิทธิมนุษยชน หรือ ประชาธิปไตย มักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาต่อรอง หรือเป็นเพียงเครื่องมือทางวาทกรรมที่ไม่มีมูลค่าจริง
11 สิ่งสำคัญคือ "ผลลัพธ์ที่จับต้องได้" (Tangible Outcomes) เช่น มูลค่าการค้า การลงทุน หรือความมั่นคงทางพลังงานความเป็นศูนย์ (Zero-Sum Worldview): แม้จะเน้นการเจรจา แต่ทรัมป์มักมองโลกผ่านเลนส์ของเกมศูนย์ (Zero-Sum Game) ที่ผู้ชนะต้องได้ประโยชน์สูงสุด และผู้แพ้ต้องยอมจำนน หรือหากเป็น Win-Win ก็ต้องเป็นชัยชนะที่สหรัฐฯ ได้เปรียบกว่าอย่างชัดเจน
10
2.2 การทูตแบบซีอีโอ (CEO Diplomacy) และบรรษัทภิบาลโลก
ทรัมป์นำประสบการณ์จากการบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาประยุกต์ใช้กับการเมืองโลก โดยมองว่าโลกคือ "ตลาด" และประเทศต่าง ๆ คือ "บริษัท" ที่แข่งขันกัน
ประสิทธิภาพเหนือความชอบธรรม: ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์สหประชาชาติ (UN) ว่าเป็นองค์กรที่เทอะทะ เต็มไปด้วยระเบียบราชการ และไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาจริง
4 เขาจึงเสนอทางเลือกใหม่คือ Board of Peace ที่มีโครงสร้างแบบคณะกรรมการบริษัท (Corporate Board) ซึ่งอำนาจตัดสินใจรวมศูนย์อยู่ที่ประธานและคณะกรรมการบริหารวงใน เพื่อให้สามารถ "ปิดดีล" ได้อย่างรวดเร็วสันติภาพในฐานะการลงทุน: การกำหนดค่าสมาชิก 1 พันล้านดอลลาร์
12 สะท้อนวิธีคิดแบบวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ที่มองว่าการเข้าร่วมบริหารจัดการโลกต้องใช้เงินทุน (Buy-in) และผู้ที่จ่ายเงินควรมีสิทธิ์มีเสียงมากกว่าผู้ที่ไม่จ่าย ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับหลักการความเท่าเทียมกันของรัฐอธิปไตย (Sovereign Equality)
2.3 พหุภาคีนิยมแบบกลุ่มย่อย (Minilateralism)
การจัดตั้ง Board of Peace เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ Minilateralism หรือการรวมกลุ่มเฉพาะกิจของประเทศที่มีความพร้อมและเต็มใจ (Coalition of the Willing) เพื่อจัดการปัญหาเฉพาะหน้า
3. สถาปัตยกรรมของคณะกรรมการสันติภาพ (Anatomy of the Board of Peace)
จากการวิเคราะห์ร่างกฎบัตร (Draft Charter) และประกาศจากทำเนียบขาว
3.1 โครงสร้างการบริหารและการตัดสินใจ
| ระดับชั้น (Tier) | องค์ประกอบและบทบาท (Composition & Role) | อำนาจและหน้าที่ (Authority & Function) |
| 1. ประธานคณะกรรมการ (Chairman) | Donald J. Trump (ประธานาธิบดีสหรัฐฯ) เป็นประธานถาวรคนแรก | มีอำนาจสูงสุด (Supreme Authority) ในการกำหนดวาระการประชุม, แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง, และมี อำนาจวีโต้ (Veto Power) การตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารได้ทุกกรณี |
| 2. คณะกรรมการบริหาร (Executive Board) | ประกอบด้วยบุคคลที่ประธานแต่งตั้ง 7-11 คน ได้แก่ Marco Rubio (US), Jared Kushner (US), Tony Blair (UK), Ajay Banga (World Bank), Marc Rowan (Apollo Global), Steve Witkoff (US Envoy), Nickolay Mladenov (Ex-UN) | ทำหน้าที่เป็น "คณะรัฐมนตรีเงา" (Shadow Cabinet) บริหารงานรายวัน ดูแลพอร์ตโฟลิโอเฉพาะด้าน เช่น การระดมทุน การก่อสร้าง ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ |
| 3. สมาชิกถาวร (Permanent Members) | ประเทศที่จ่ายเงินสมทบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (USD 1 Billion) ภายในปีแรก | มีสถานะสมาชิกภาพถาวร ไม่มีวาระจำกัด และคาดว่าจะมีสิทธิพิเศษในการเข้าถึงโครงการลงทุนและสัญญาก่อสร้างในพื้นที่ฟื้นฟู |
| 4. สมาชิกหมุนเวียน (Rotating Members) | ประเทศที่ไม่จ่ายเงินสมทบหรือจ่ายน้อยกว่าเกณฑ์ | มีวาระสมาชิกภาพ 3 ปี ต้องได้รับการต่ออายุโดยประธาน มีสิทธิ์ออกเสียงจำกัด และอาจถูกถอดถอนได้ง่ายกว่า |
3.2 กลไกการเงิน: ค่าธรรมเนียม 1 พันล้านดอลลาร์ (The Billion-Dollar Buy-In)
ประเด็นที่สร้างความฮือฮาและข้อถกเถียงมากที่สุดคือข้อกำหนดในมาตรา 2.2c ของร่างกฎบัตรที่ระบุว่า สมาชิกที่จะได้สถานะถาวรต้องจ่ายเงินสมทบ 1 พันล้านดอลลาร์
นัยยะทางเศรษฐกิจ: เงินจำนวนนี้ถูกระบุว่าจะนำไปใช้ใน "กองทุนเพื่อการฟื้นฟู" (Reconstruction Fund) แต่ความกังวลอยู่ที่การบริหารจัดการกองทุนที่อาจขาดความโปร่งใส และอาจถูกใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทของสมาชิกบอร์ดหรือผู้บริจาค
นัยยะทางการเมือง: การตั้งกำแพงภาษีแรกเข้านี้ (Entry Barrier) เป็นการคัดกรองสมาชิก ให้เหลือเพียงประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและมีความมุ่งมั่นทางการเมืองที่จะสนับสนุนวาระของทรัมป์ กีดกันประเทศยากจนหรือประเทศวิพากษ์วิจารณ์ออกจากวงโคจรการตัดสินใจ
3.3 บทบาทของภาคเอกชนและกลุ่มทุน (Privatization of Peacebuilding)
รายชื่อคณะกรรมการบริหารสะท้อนถึงการดึงภาคธุรกิจเข้าสู่แกนกลางของกระบวนการสันติภาพอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน:
Marc Rowan (CEO Apollo Global Management): ยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนและการจัดการสินทรัพย์
1 การมีอยู่ของเขาบ่งชี้ว่าแผนฟื้นฟูกาซาจะใช้โมเดล Private Equity ที่เน้นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)Jared Kushner: ผู้ออกแบบ "ข้อตกลงอับราฮัม" (Abraham Accords) และมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ในตะวันออกกลาง
3 บทบาทของเขาคือการเชื่อมโยงทุนอาหรับเข้ากับเทคโนโลยีและความมั่นคงของสหรัฐฯ-อิสราเอลAjay Banga (World Bank President): การดึงประธานธนาคารโลกมาร่วมในฐานะส่วนตัวหรือตัวแทนองค์กร
1 เป็นการสร้างความชอบธรรมทางการเงินและเชื่อมโยงกับกลไกการเงินโลกที่มีอยู่เดิม
4. กรณีศึกษา: การบริหารจัดการฉนวนกาซา (NCAG) และปฏิบัติการภาคสนาม
Board of Peace มิใช่เพียงองค์กรเสมือน แต่มีแขนขาปฏิบัติการจริงในพื้นที่ฉนวนกาซา ซึ่งเป็น "ห้องทดลอง" (Laboratory) ของทฤษฎีนี้
4.1 คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการบริหารจัดการฉนวนกาซา (NCAG)
ภายใต้แผนของทรัมป์ การปกครองกาซาจะถูกถ่ายโอนไปยัง National Committee for the Administration of Gaza (NCAG) ซึ่งเป็นองค์กรเทคโนแครตปาเลสไตน์
ผู้นำ: ดร. อาลี ชาอัธ (Dr. Ali Sha'ath)
1 วิศวกรและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประวัติการทำงานด้านการพัฒนาและเคยมีความสัมพันธ์กับกลุ่มฟาตาห์ แต่ถูกวางตัวในฐานะ "ผู้เชี่ยวชาญอิสระ" เพื่อลดภาพลักษณ์ทางการเมืองภารกิจ: เน้นการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค น้ำ ไฟฟ้า การศึกษา และเศรษฐกิจ
19 โดยพยายามตัดขาดจากกลุ่มการเมืองเดิมอย่างฮามาสยุทธศาสตร์ "Depoliticization": ความพยายามเปลี่ยนปัญหา "การเมืองเรื่องดินแดน" ให้เป็นปัญหา "การบริหารจัดการเมือง" (Municipal Management) โดยเชื่อว่าหากเศรษฐกิจดีขึ้น การต่อต้านจะลดลง (Economic Peace Theory)
4.2 กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ (ISF)
ความมั่นคงจะถูกดูแลโดย International Stabilization Force (ISF) ภายใต้การนำของ พลตรี แจสเปอร์ เจฟเฟอร์ส (Maj. Gen. Jasper Jeffers)
ภารกิจ: ปลดอาวุธฮามาส ทำลายอุโมงค์ และรักษาความปลอดภัยสำหรับการส่งมอบความช่วยเหลือและการก่อสร้าง
20 โครงสร้าง: เป็นกองกำลังผสมนานาชาติที่ไม่อยู่ภายใต้ธง UN (Blue Helmets) แต่อยู่ภายใต้การกำกับของ Board of Peace โดยตรง ซึ่งให้อิสระในการปฏิบัติการทางทหาร (Rules of Engagement) ที่ยืดหยุ่นกว่า
5. ประเทศไทยในสมการสันติภาพใหม่: วิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์
การที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วม Board of Peace
5.1 "การทูตไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) ในศตวรรษที่ 21
ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบ "ไผ่ลู่ลม" มาอย่างยาวนาน คือการมีความยืดหยุ่น ปรับตัวตามสถานการณ์ และไม่เลือกข้างอย่างสุดโต่งเพื่อรักษาดุลยภาพและผลประโยชน์ของชาติ
ด้านสหรัฐฯ: ไทยเป็นพันธมิตรนอกนาโต้ (Major Non-NATO Ally) และมีความร่วมมือทางทหารที่ใกล้ชิด การเข้าร่วม BoP จะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันทางการค้าและการกีดกันทางภาษี
23 ด้านจีนและ BRICS: ในขณะเดียวกัน ไทยได้แสดงเจตจำนงในการสมัครเข้ากลุ่ม BRICS เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาตะวันตก
24 การเข้าร่วม BoP ซึ่งถูกมองว่าเป็นขั้วตรงข้ามหรือคู่แข่งของ BRICS อาจสร้างความระแวงสงสัยให้กับปักกิ่ง
5.2 ผลประโยชน์ทับซ้อนและเดิมพันของไทย
ทำไมทรัมป์ถึงเชิญไทย? และทำไมไทยถึงต้องพิจารณาอย่างหนัก?
แรงงานไทยในอิสราเอล (The Human Stake):
ปัจจุบันมีแรงงานไทยได้รับอนุญาตทำงานในอิสราเอลกว่า 41,000 คน (ข้อมูลปี 2025) โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม
26 รัฐบาลไทยมีแผนขยายโควตาแรงงานเพิ่มอีก 13,000-20,000 ตำแหน่งในปี 2026 เพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานฟื้นฟูประเทศของอิสราเอล
26 แรงงานไทยเป็น "กระดูกสันหลัง" ของภาคเกษตรอิสราเอล และเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในยามสงคราม การมีที่นั่งใน BoP อาจช่วยให้ไทยมีเสียงในการกำหนดมาตรการความปลอดภัยและสวัสดิภาพของแรงงานไทยได้ดียิ่งขึ้น
โอกาสทางเศรษฐกิจในการฟื้นฟู (Reconstruction Economy):
ไทยมีศักยภาพในด้านการก่อสร้างและการส่งออกวัสดุก่อสร้าง หากไทยเข้าร่วม BoP บริษัทไทยอาจได้รับสิทธิพิเศษในการประมูลโครงการฟื้นฟูในกาซา ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ามหาศาล
อย่างไรก็ตาม ค่าตั๋วเข้าชม 1 พันล้านดอลลาร์ เป็นจำนวนเงินที่สูงมากเมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดิน และต้องคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (ROI) อย่างละเอียด
ความสัมพันธ์กับโลกมุสลิม (Muslim World Relations):
จุดยืนดั้งเดิมของไทยในเวที UN คือการสนับสนุน "แนวทางสองรัฐ" (Two-State Solution) และมักลงมติสนับสนุนปาเลสไตน์ในข้อมติต่าง ๆ (สถิติการลงมติสวนทางกับอิสราเอลถึง 95% ในสมัชชาใหญ่)
28 การเข้าร่วม BoP ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกที่เอื้อประโยชน์ต่ออิสราเอลและลดทอนบทบาทปาเลสไตน์ อาจสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มประเทศ OIC และอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็นประเด็นความมั่นคงที่ละเอียดอ่อน
5.3 ท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศ (MFA's Response)
จากการแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ ไทยระบุว่า "ได้รับคำเชิญและกำลังพิจารณารายละเอียด" พร้อมย้ำจุดยืนสนับสนุน Two-State Solution และสันติภาพที่ยั่งยืน
การวิเคราะห์: ท่าทีนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ "ซื้อเวลา" (Buying Time) เพื่อประเมินสถานการณ์รอบด้าน ไทยพยายามรักษาช่องทางเจรจากับสหรัฐฯ โดยไม่ผูกมัดตัวเองเร็วเกินไป และใช้ข้ออ้างเรื่องหลักการสากล (Two-State Solution) เป็นเกราะป้องกันการวิพากษ์วิจารณ์จากโลกมุสลิม
6. การวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis)
เพื่อให้เห็นภาพตำแหน่งของไทยชัดเจนขึ้น ควรเปรียบเทียบกับปฏิกิริยาของประเทศอื่น ๆ
| ประเทศ | การตอบรับ | ปัจจัยขับเคลื่อนและบริบท (Drivers & Context) |
| เวียดนาม | ตอบรับเข้าร่วม (Accepted) | เวียดนามดำเนินนโยบายรุกเข้าหาตะวันตกเพื่อถ่วงดุลจีน และมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจจากการเป็นฐานการผลิตใหม่ (China+1) การเข้าร่วม BoP เป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อสหรัฐฯ เพื่อรักษาตลาดส่งออกหลัก |
| ฮังการี | ตอบรับเข้าร่วม (Accepted) | นายกรัฐมนตรี Viktor Orbán เป็นพันธมิตรทางอุดมการณ์ที่ใกล้ชิดที่สุดของทรัมป์ในยุโรป การเข้าร่วมเป็นการเสริมสร้างสถานะทางการเมืองของตนในเวทีโลกและต่อรองกับ EU |
| อินเดีย | ได้รับเชิญ/พิจารณา | อินเดียต้องการบทบาทผู้นำ Global South และมีความสัมพันธ์ดีกับอิสราเอล แต่ต้องระวังความสัมพันธ์กับอิหร่านและอาหรับ จึงมีท่าทีระมัดระวังกว่า |
| ไทย | ได้รับเชิญ/พิจารณา | ไทยอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) มากกว่าประเทศอื่น เนื่องจากมีปัจจัยแรงงานและปัจจัยความไม่สงบในภาคใต้เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง |
การที่ เวียดนาม ตอบรับอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันทางยุทธศาสตร์ต่อไทย เพราะหากไทยปฏิเสธ ไทยอาจสูญเสียความสำคัญในสายตาสหรัฐฯ ให้กับเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค
7. บทวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมืองของค่าสมาชิก 1 พันล้านดอลลาร์
ข้อกำหนดเรื่องเงินสมทบ 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.3-3.5 หมื่นล้านบาท) เป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์อย่างละเอียด
7.1 การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis)
ต้นทุน (Costs):
ตัวเงิน: 1 พันล้านดอลลาร์ เท่ากับงบประมาณของกระทรวงสำคัญหลายกระทรวงรวมกัน
การทูต: ความเสี่ยงในการสูญเสียความไว้วางใจจากกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและโลกมุสลิม
ผลประโยชน์ (Benefits):
สัญญาก่อสร้าง: หากบริษัทไทยได้งานมูลค่าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ก็อาจคุ้มทุน แต่ต้องพิจารณาว่าบริษัทใดจะได้ประโยชน์ (กลุ่มทุนใหญ่ vs ประเทศชาติ)
การเจรจาการค้า: การเข้าร่วมอาจใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง (Bargaining Chip) เพื่อขอให้สหรัฐฯ ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย หรือคงสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลต่อปี
ความมั่นคงแรงงาน: การมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายอาจช่วยลดความเสี่ยงและการสูญเสียชีวิตของแรงงานไทยในอนาคต
7.2 ความเป็นไปได้ทางการคลัง
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย การอนุมัติงบประมาณขนาดนี้เพื่อ "บริจาค" หรือ "ลงทุน" ในต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตยที่มีการตรวจสอบ รัฐบาลจะต้องตอบคำถามสภาและประชาชนให้ได้ว่าเงินภาษีนี้จะนำกลับมาซึ่งประโยชน์ต่อคนไทยอย่างไร
8. นัยยะทางกฎหมายและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ (Legal and Normative Implications)
8.1 ความสัมพันธ์กับมติคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC Resolution 2803)
มติ UNSC ที่ 2803 (2025) ได้ให้การรับรองแผนของทรัมป์และการจัดตั้ง BoP
8.2 ประเด็นอำนาจอธิปไตย
การให้อำนาจ BoP ในการบริหารจัดการดินแดน (Transitional Administration) เหนือฉนวนกาซา อาจถูกมองว่าเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของปาเลสไตน์ แม้จะมี NCAG เป็นฉากหน้า แต่โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่บอร์ดบริหารในวอชิงตัน สิ่งนี้สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่อันตรายว่า พื้นที่ขัดแย้งอาจถูกเปลี่ยนสภาพเป็น "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" ที่บริหารโดยบรรษัทข้ามชาติ
9. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Conclusion & Policy Recommendations)
Board of Peace คือภาพสะท้อนของระเบียบโลกใหม่ที่ "เงินตราและอำนาจ" (Capital and Power) มีเสียงดังกว่า "กฎหมายและหลักการ" (Law and Principles) สำหรับประเทศไทย การได้รับเชิญคือโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน
ข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลไทย:
เข้าร่วมแบบมีเงื่อนไข (Conditional Engagement): ไทยไม่ควรปฏิเสธคำเชิญโดยสิ้นเชิงเพื่อรักษาสายสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แต่ควรเจรจาขอเข้าร่วมในรูปแบบ "สมาชิกหมุนเวียน" (Rotating Member) หรือ "หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา" (Development Partner) ที่ไม่ต้องจ่ายเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ โดยเสนอการสนับสนุนในรูปแบบอื่น (In-kind Contribution) แทน เช่น การส่งหน่วยแพทย์ ทีมวิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม ซึ่งไทยมีความชำนาญและเป็นที่ต้องการในกาซา
ยึดมั่นในหลักการ Two-State Solution: การเข้าร่วมใด ๆ ต้องทำควบคู่ไปกับการประกาศจุดยืนสนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสมดุลกับโลกมุสลิมและลดแรงกดดันภายในประเทศ
บูรณาการประเด็นแรงงาน: ใช้เวที BoP เป็นช่องทางในการเรียกร้องและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงให้กับแรงงานไทยในพื้นที่ขัดแย้ง โดยผลักดันให้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของบอร์ด
รักษาดุลยภาพมหาอำนาจ: การเข้าร่วม BoP ต้องทำคู่ขนานไปกับการเดินหน้าสมัครเข้ากลุ่ม BRICS เพื่อส่งสัญญาณว่าไทยไม่ได้เลือกข้างสหรัฐฯ แต่เลือก "ผลประโยชน์ของไทย" ในทุกเวที
ในท้ายที่สุด การทูตไทยต้องแสดงศิลปะชั้นสูงในการ "ลู่ตามลม" โดยไม่ "ถอนราก" คือการปรับตัวตามกระแสโลกใหม่ของทรัมป์ แต่ยังคงยึดมั่นในรากฐานผลประโยชน์ของชาติและหลักการสากลที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด
ตารางผนวก: เปรียบเทียบโครงสร้าง BoP กับองค์กรระหว่างประเทศอื่น
| คุณลักษณะ | United Nations (UN) | BRICS | Board of Peace (BoP) |
| หลักการพื้นฐาน | ความเท่าเทียมกันของรัฐ | ความร่วมมือประเทศกำลังพัฒนา | สัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน / บรรษัทภิบาล |
| สิทธิออกเสียง | 1 ประเทศ 1 เสียง | ฉันทามติ (Consensus) | ตามเงินสมทบ / อำนาจประธาน |
| ค่าสมาชิก | ตามสัดส่วน GDP (Assessment) | ไม่มีค่าธรรมเนียมคงที่ | 1 พันล้านดอลลาร์ (สมาชิกถาวร) |
| เป้าหมายหลัก | สันติภาพและความมั่นคงโลก | การพัฒนาเศรษฐกิจ / ถ่วงดุลตะวันตก | ฟื้นฟูกาซา / บริหารจัดการความขัดแย้ง |
| บทบาทไทย | สมาชิก UN ที่กระตือรือร้น | ผู้สมัครสมาชิก (Applicant) | ผู้ได้รับเชิญ (Invitee) / สมาชิกก่อตั้ง |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น