วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

"ทฤษฎีสันติภาพของทรัมป์" ตั้งคณะกรรมการสันติภาพโลก จับตายุทธศาสตร์ไทยไผ่ลู่ลม

 


“ทฤษฎีสันติภาพของทรัมป์” กับคณะกรรมการสันติภาพโลกพลวัตใหม่ระเบียบโลก ท้าทายยูเอ็น จับตาเดิมพันเชิงยุทธศาสตร์ของไทย

การหวนคืนสู่อำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในต้นปี 2025 ไม่เพียงเปลี่ยนทิศทางการเมืองภายในสหรัฐอเมริกา หากยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างระเบียบโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการประกาศแผนยุติความขัดแย้งในฉนวนกาซา พร้อมข้อเสนอจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace – BoP) ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกสันติภาพรูปแบบใหม่ที่ท้าทายระบบสหประชาชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน


นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศวิเคราะห์ว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “ทฤษฎีสันติภาพของทรัมป์” (Trump’s Peace Theory) ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของ
สัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน (Transactional Realism) และ พหุภาคีนิยมแบบกลุ่มย่อย (Minilateralism) มองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในฐานะ “ธุรกรรม” มากกว่าพันธะทางศีลธรรม โดยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น เงินลงทุน ความมั่นคง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มากกว่าหลักการสากลแบบดั้งเดิม

BoP: สันติภาพแบบบรรษัทภิบาล

โครงสร้างของ Board of Peace ถูกออกแบบให้คล้ายคณะกรรมการบริษัท (Corporate Board) มากกว่าองค์กรระหว่างประเทศ โดยมีประธานาธิบดีทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานถาวร มีอำนาจสูงสุดในการกำหนดทิศทางและใช้สิทธิยับยั้งการตัดสินใจ ขณะที่คณะกรรมการบริหารประกอบด้วยนักการเมืองระดับสูงและผู้นำภาคการเงินโลก

ประเด็นที่สร้างข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง คือข้อกำหนดให้ประเทศสมาชิกถาวรต้องจ่ายเงินสมทบสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับสถานะและสิทธิพิเศษในการเข้าถึงโครงการฟื้นฟู โดยเฉพาะในฉนวนกาซา นักวิชาการบางส่วนชี้ว่า นี่คือการทำให้ “สันติภาพกลายเป็นสินค้า” และเป็นการสถาปนาระเบียบโลกเชิงพาณิชย์ ที่เงินทุนและอำนาจมีน้ำหนักเหนือกฎหมายและหลักการระหว่างประเทศ

กาซา: ห้องทดลองของทฤษฎีทรัมป์

ฉนวนกาซาถูกใช้เป็นกรณีศึกษาหลักของ BoP ผ่านการจัดตั้งองค์กรเทคโนแครตปาเลสไตน์เพื่อบริหารพื้นที่ และกองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติที่ไม่อยู่ภายใต้ธงสหประชาชาติ แนวคิดนี้มุ่ง “ลดการเมือง” ของปัญหาความขัดแย้ง และแทนที่ด้วยการบริหารจัดการเชิงเศรษฐกิจ โดยเชื่อว่าหากคุณภาพชีวิตดีขึ้น ความรุนแรงจะลดลง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า แนวทางดังกล่าวอาจสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่อันตราย เพราะเปิดช่องให้พื้นที่ขัดแย้งถูกบริหารในลักษณะ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ภายใต้อำนาจของกลุ่มทุนข้ามชาติ มากกว่าการเคารพอธิปไตยของรัฐเจ้าของดินแดน

ไทยกับโจทย์การทูตไผ่ลู่ลม

สำหรับประเทศไทย การได้รับหนังสือเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งของ Board of Peace ถูกมองว่าเป็นจุดหักเหสำคัญทางยุทธศาสตร์ ท่ามกลางบทบาทของไทยในฐานะรัฐขนาดกลางที่ดำเนินนโยบาย “การทูตไผ่ลู่ลม” ต้องรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐอเมริกา จีน และโลกมุสลิม

ปัจจัยสำคัญคือความมั่นคงของแรงงานไทยในอิสราเอล ซึ่งมีมากกว่า 40,000 คน และเป็นกลุ่มเปราะบางในภาวะความขัดแย้ง การมีที่นั่งใน BoP อาจเปิดโอกาสให้ไทยมีเสียงในการกำหนดมาตรการคุ้มครองแรงงาน ขณะเดียวกัน โอกาสทางเศรษฐกิจจากการฟื้นฟูกาซาก็เป็นแรงจูงใจที่รัฐบาลไทยต้องพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมสมาชิก 1 พันล้านดอลลาร์ เป็นภาระทางการคลังที่สูง และอาจสร้างแรงเสียดทานทั้งในประเทศและบนเวทีโลก โดยเฉพาะต่อความสัมพันธ์กับประเทศมุสลิม ซึ่งไทยมีจุดยืนสนับสนุนแนวทาง “สองรัฐ” มาโดยตลอด

ท่าทีรัฐ: ซื้อเวลา ประเมินรอบด้าน

กระทรวงการต่างประเทศของไทยยืนยันว่า ได้รับคำเชิญและอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด พร้อมย้ำจุดยืนสนับสนุนสันติภาพที่ยั่งยืน นักวิเคราะห์มองว่านี่คือยุทธศาสตร์ “ซื้อเวลา” เพื่อประเมินต้นทุน–ผลประโยชน์ และรักษาช่องทางการเจรจากับทุกฝ่าย

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากนักวิชาการคือ ไทยควรเลือกแนวทาง เข้าร่วมแบบมีเงื่อนไข ไม่ผูกมัดด้วยเงินก้อนใหญ่ แต่ใช้ศักยภาพด้านแพทย์ วิศวกรรม หรือการพัฒนาเกษตรกรรมเป็นเครื่องมือ พร้อมเดินหน้ารักษาดุลยภาพมหาอำนาจอย่างรอบคอบ

ในโลกที่สันติภาพถูกนิยามใหม่ภายใต้ตรรกะของตลาด การตัดสินใจของไทยในกรณี Board of Peace จะไม่ใช่เพียงการเลือกเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมองค์กรหนึ่ง หากแต่เป็นการกำหนดตำแหน่งยืนของประเทศในระเบียบโลกยุคใหม่ ที่ “อำนาจ เงินทุน และการเมือง” กำลังหลอมรวมกันอย่างไม่อาจแยกขาด.

วิเคราะห์ทฤษฎีสันติภาพของทรัมป์: พลวัตใหม่ของระเบียบโลกและนัยเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทย กรณีศึกษา "คณะกรรมการสันติภาพ" (Board of Peace)

บทคัดย่อ

รายงานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์ "ทฤษฎีสันติภาพของทรัมป์" (Trump's Peace Theory) ผ่านกรณีศึกษาการจัดตั้ง "คณะกรรมการสันติภาพ" (Board of Peace - BoP) ซึ่งเป็นกลไกใหม่ในการบริหารจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศที่นำเสนอโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการฟื้นฟูฉนวนกาซาและการเชิญประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง การศึกษานี้ใช้กรอบคิด "สัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน" (Transactional Realism) และ "พหุภาคีนิยมแบบกลุ่มย่อย" (Minilateralism) ในการถอดรหัสโครงสร้างเชิงอำนาจและปรัชญาเบื้องหลังของ BoP ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) มากกว่าองค์กรระหว่างประเทศแบบดั้งเดิม โดยมีการกำหนดค่าธรรมเนียมสมาชิกภาพ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ประธาน

รายงานยังเจาะลึกถึงนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทย ในฐานะรัฐขนาดกลางที่ดำเนินนโยบาย "การทูตไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) ท่ามกลางความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ จีน และโลกมุสลิม รวมถึงผลประโยชน์ทับซ้อนด้านแรงงานไทยในอิสราเอล ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า BoP มิใช่เพียงกลไกสันติภาพ แต่เป็นเครื่องมือในการสถาปนาระเบียบโลกคู่ขนานที่ท้าทายระบบสหประชาชาติ ซึ่งไทยจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดโดยไม่สูญเสียดุลยภาพทางยุทธศาสตร์


1. บทนำ: รุ่งอรุณแห่ง "ระเบียบโลกเชิงพาณิชย์" (The Dawn of Commercial World Order)

การหวนคืนสู่อำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนมกราคม 2025 พร้อมกับการประกาศแผนสันติภาพฉบับสมบูรณ์เพื่อยุติความขัดแย้งในฉนวนกาซา (Comprehensive Plan to End the Gaza Conflict) ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 1 สิ่งที่ปรากฏชัดเจนมิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาตามวาระปกติ หากแต่เป็นการรื้อถอนและสร้างใหม่ (Deconstruction and Reconstruction) ของแนวคิดเรื่อง "สันติภาพ" และ "การบริหารจัดการโลก" (Global Governance) ที่โลกยึดถือมาตลอดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการจัดตั้ง "คณะกรรมการสันติภาพ" (Board of Peace) ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นองค์กรระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและคล่องตัวกว่ากลไกของสหประชาชาติ โดยมีเป้าหมายหลักในการดูแลกระบวนการเปลี่ยนผ่านและฟื้นฟูฉนวนกาซา รวมถึงการจัดการความขัดแย้งระดับโลกอื่น ๆ ในอนาคต 3 อย่างไรก็ตาม ภายใต้ฉากหน้าของการสร้างสันติภาพ โครงสร้างและกลไกของ BoP ได้เผยให้เห็นถึงปรัชญาการเมืองแบบ "สัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน" (Transactional Realism) ที่เข้มข้น ซึ่งมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือตลาดแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ และสันติภาพคือสินค้าสาธารณะที่ต้องมีการลงทุนและแบ่งปันผลกำไร

สำหรับประเทศไทย การได้รับหนังสือเชิญจากประธานาธิบดีทรัมป์ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งของ BoP 5 ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและละเอียดอ่อนยิ่ง รัฐบาลไทยและกระทรวงการต่างประเทศต้องเผชิญกับโจทย์ที่ซับซ้อนหลายมิติ ทั้งในแง่ของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของแรงงานไทย ความสัมพันธ์กับโลกมุสลิม และจุดยืนในเวทีโลกท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ รายงานฉบับนี้จึงมุ่งเน้นที่จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างรอบด้าน เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงโอกาส ความเสี่ยง และทางเลือกทางนโยบายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย


2. กรอบทฤษฎี: จากเสรีนิยมสถาบันสู่สัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน (From Institutional Liberalism to Transactional Realism)

เพื่อทำความเข้าใจรากฐานความคิดของทรัมป์และการกำเนิดของ Board of Peace จำเป็นต้องวิเคราะห์ผ่านกรอบทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อธิบายพลวัตการเปลี่ยนแปลงอำนาจในศตวรรษที่ 21

2.1 นิยามและพลวัตของ "สัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน" (Transactional Realism)

ในขณะที่ทฤษฎีสัจนิยม (Realism) แบบดั้งเดิมเน้นเรื่องความอยู่รอดของรัฐและอำนาจทางทหาร และทฤษฎีเสรีนิยม (Liberalism) เน้นเรื่องความร่วมมือผ่านสถาบันระหว่างประเทศและค่านิยมสากล ทฤษฎีสันติภาพของทรัมป์กลับตั้งอยู่บนฐานของ "สัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน" (Transactional Realism) 8

  • แก่นแท้ของแนวคิด: แนวคิดนี้มองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นชุดของ "ธุรกรรม" (Transactions) หรือการแลกเปลี่ยนแบบต่างตอบแทน (Quid Pro Quo) ที่แยกขาดจากกัน (Discrete Deals) มากกว่าจะเป็นความผูกพันระยะยาวหรือพันธมิตรที่ยั่งยืน 9 ภายใต้กรอบคิดนี้ ไม่มีพันธมิตรที่ถาวรและไม่มีศัตรูที่ถาวร มีเพียง "คู่สัญญา" ที่ผลประโยชน์สอดคล้องกันในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ

  • การลดทอนคุณค่าทางศีลธรรม (Devaluation of Moral Norms): ในมุมมองของทรัมป์ หลักการสากล เช่น สิทธิมนุษยชน หรือ ประชาธิปไตย มักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาต่อรอง หรือเป็นเพียงเครื่องมือทางวาทกรรมที่ไม่มีมูลค่าจริง 11 สิ่งสำคัญคือ "ผลลัพธ์ที่จับต้องได้" (Tangible Outcomes) เช่น มูลค่าการค้า การลงทุน หรือความมั่นคงทางพลังงาน

  • ความเป็นศูนย์ (Zero-Sum Worldview): แม้จะเน้นการเจรจา แต่ทรัมป์มักมองโลกผ่านเลนส์ของเกมศูนย์ (Zero-Sum Game) ที่ผู้ชนะต้องได้ประโยชน์สูงสุด และผู้แพ้ต้องยอมจำนน หรือหากเป็น Win-Win ก็ต้องเป็นชัยชนะที่สหรัฐฯ ได้เปรียบกว่าอย่างชัดเจน 10

2.2 การทูตแบบซีอีโอ (CEO Diplomacy) และบรรษัทภิบาลโลก

ทรัมป์นำประสบการณ์จากการบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาประยุกต์ใช้กับการเมืองโลก โดยมองว่าโลกคือ "ตลาด" และประเทศต่าง ๆ คือ "บริษัท" ที่แข่งขันกัน

  • ประสิทธิภาพเหนือความชอบธรรม: ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์สหประชาชาติ (UN) ว่าเป็นองค์กรที่เทอะทะ เต็มไปด้วยระเบียบราชการ และไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาจริง 4 เขาจึงเสนอทางเลือกใหม่คือ Board of Peace ที่มีโครงสร้างแบบคณะกรรมการบริษัท (Corporate Board) ซึ่งอำนาจตัดสินใจรวมศูนย์อยู่ที่ประธานและคณะกรรมการบริหารวงใน เพื่อให้สามารถ "ปิดดีล" ได้อย่างรวดเร็ว

  • สันติภาพในฐานะการลงทุน: การกำหนดค่าสมาชิก 1 พันล้านดอลลาร์ 12 สะท้อนวิธีคิดแบบวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ที่มองว่าการเข้าร่วมบริหารจัดการโลกต้องใช้เงินทุน (Buy-in) และผู้ที่จ่ายเงินควรมีสิทธิ์มีเสียงมากกว่าผู้ที่ไม่จ่าย ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับหลักการความเท่าเทียมกันของรัฐอธิปไตย (Sovereign Equality)

2.3 พหุภาคีนิยมแบบกลุ่มย่อย (Minilateralism)

การจัดตั้ง Board of Peace เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ Minilateralism หรือการรวมกลุ่มเฉพาะกิจของประเทศที่มีความพร้อมและเต็มใจ (Coalition of the Willing) เพื่อจัดการปัญหาเฉพาะหน้า 14 แนวทางนี้เน้นความคล่องตัวและผลลัพธ์ โดยไม่จำเป็นต้องรอฉันทามติจากประชาคมโลกทั้งมวล ซึ่งต่างจากพหุภาคีนิยม (Multilateralism) ของ UN ที่ต้องผ่านกระบวนการลงมติที่ซับซ้อนและมักถูกยับยั้งโดยอำนาจวีโต้ของคู่ขัดแย้ง


3. สถาปัตยกรรมของคณะกรรมการสันติภาพ (Anatomy of the Board of Peace)

จากการวิเคราะห์ร่างกฎบัตร (Draft Charter) และประกาศจากทำเนียบขาว 1 โครงสร้างของ Board of Peace เผยให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมอำนาจใหม่ที่ซับซ้อนและมีลำดับชั้นทางชนชั้น (Hierarchical Structure) อย่างชัดเจน

3.1 โครงสร้างการบริหารและการตัดสินใจ

ระดับชั้น (Tier)องค์ประกอบและบทบาท (Composition & Role)อำนาจและหน้าที่ (Authority & Function)
1. ประธานคณะกรรมการ (Chairman)

Donald J. Trump (ประธานาธิบดีสหรัฐฯ) เป็นประธานถาวรคนแรก 1

มีอำนาจสูงสุด (Supreme Authority) ในการกำหนดวาระการประชุม, แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง, และมี อำนาจวีโต้ (Veto Power) การตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารได้ทุกกรณี 12

2. คณะกรรมการบริหาร (Executive Board)

ประกอบด้วยบุคคลที่ประธานแต่งตั้ง 7-11 คน ได้แก่ Marco Rubio (US), Jared Kushner (US), Tony Blair (UK), Ajay Banga (World Bank), Marc Rowan (Apollo Global), Steve Witkoff (US Envoy), Nickolay Mladenov (Ex-UN) 1

ทำหน้าที่เป็น "คณะรัฐมนตรีเงา" (Shadow Cabinet) บริหารงานรายวัน ดูแลพอร์ตโฟลิโอเฉพาะด้าน เช่น การระดมทุน การก่อสร้าง ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 1

3. สมาชิกถาวร (Permanent Members)

ประเทศที่จ่ายเงินสมทบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (USD 1 Billion) ภายในปีแรก 12

มีสถานะสมาชิกภาพถาวร ไม่มีวาระจำกัด และคาดว่าจะมีสิทธิพิเศษในการเข้าถึงโครงการลงทุนและสัญญาก่อสร้างในพื้นที่ฟื้นฟู
4. สมาชิกหมุนเวียน (Rotating Members)

ประเทศที่ไม่จ่ายเงินสมทบหรือจ่ายน้อยกว่าเกณฑ์ 12

มีวาระสมาชิกภาพ 3 ปี ต้องได้รับการต่ออายุโดยประธาน มีสิทธิ์ออกเสียงจำกัด และอาจถูกถอดถอนได้ง่ายกว่า

3.2 กลไกการเงิน: ค่าธรรมเนียม 1 พันล้านดอลลาร์ (The Billion-Dollar Buy-In)

ประเด็นที่สร้างความฮือฮาและข้อถกเถียงมากที่สุดคือข้อกำหนดในมาตรา 2.2c ของร่างกฎบัตรที่ระบุว่า สมาชิกที่จะได้สถานะถาวรต้องจ่ายเงินสมทบ 1 พันล้านดอลลาร์ 12

  • นัยยะทางเศรษฐกิจ: เงินจำนวนนี้ถูกระบุว่าจะนำไปใช้ใน "กองทุนเพื่อการฟื้นฟู" (Reconstruction Fund) แต่ความกังวลอยู่ที่การบริหารจัดการกองทุนที่อาจขาดความโปร่งใส และอาจถูกใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทของสมาชิกบอร์ดหรือผู้บริจาค

  • นัยยะทางการเมือง: การตั้งกำแพงภาษีแรกเข้านี้ (Entry Barrier) เป็นการคัดกรองสมาชิก ให้เหลือเพียงประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและมีความมุ่งมั่นทางการเมืองที่จะสนับสนุนวาระของทรัมป์ กีดกันประเทศยากจนหรือประเทศวิพากษ์วิจารณ์ออกจากวงโคจรการตัดสินใจ

3.3 บทบาทของภาคเอกชนและกลุ่มทุน (Privatization of Peacebuilding)

รายชื่อคณะกรรมการบริหารสะท้อนถึงการดึงภาคธุรกิจเข้าสู่แกนกลางของกระบวนการสันติภาพอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน:

  • Marc Rowan (CEO Apollo Global Management): ยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนและการจัดการสินทรัพย์ 1 การมีอยู่ของเขาบ่งชี้ว่าแผนฟื้นฟูกาซาจะใช้โมเดล Private Equity ที่เน้นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

  • Jared Kushner: ผู้ออกแบบ "ข้อตกลงอับราฮัม" (Abraham Accords) และมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ในตะวันออกกลาง 3 บทบาทของเขาคือการเชื่อมโยงทุนอาหรับเข้ากับเทคโนโลยีและความมั่นคงของสหรัฐฯ-อิสราเอล

  • Ajay Banga (World Bank President): การดึงประธานธนาคารโลกมาร่วมในฐานะส่วนตัวหรือตัวแทนองค์กร 1 เป็นการสร้างความชอบธรรมทางการเงินและเชื่อมโยงกับกลไกการเงินโลกที่มีอยู่เดิม


4. กรณีศึกษา: การบริหารจัดการฉนวนกาซา (NCAG) และปฏิบัติการภาคสนาม

Board of Peace มิใช่เพียงองค์กรเสมือน แต่มีแขนขาปฏิบัติการจริงในพื้นที่ฉนวนกาซา ซึ่งเป็น "ห้องทดลอง" (Laboratory) ของทฤษฎีนี้

4.1 คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการบริหารจัดการฉนวนกาซา (NCAG)

ภายใต้แผนของทรัมป์ การปกครองกาซาจะถูกถ่ายโอนไปยัง National Committee for the Administration of Gaza (NCAG) ซึ่งเป็นองค์กรเทคโนแครตปาเลสไตน์ 1

  • ผู้นำ: ดร. อาลี ชาอัธ (Dr. Ali Sha'ath) 1 วิศวกรและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประวัติการทำงานด้านการพัฒนาและเคยมีความสัมพันธ์กับกลุ่มฟาตาห์ แต่ถูกวางตัวในฐานะ "ผู้เชี่ยวชาญอิสระ" เพื่อลดภาพลักษณ์ทางการเมือง

  • ภารกิจ: เน้นการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค น้ำ ไฟฟ้า การศึกษา และเศรษฐกิจ 19 โดยพยายามตัดขาดจากกลุ่มการเมืองเดิมอย่างฮามาส

  • ยุทธศาสตร์ "Depoliticization": ความพยายามเปลี่ยนปัญหา "การเมืองเรื่องดินแดน" ให้เป็นปัญหา "การบริหารจัดการเมือง" (Municipal Management) โดยเชื่อว่าหากเศรษฐกิจดีขึ้น การต่อต้านจะลดลง (Economic Peace Theory)

4.2 กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ (ISF)

ความมั่นคงจะถูกดูแลโดย International Stabilization Force (ISF) ภายใต้การนำของ พลตรี แจสเปอร์ เจฟเฟอร์ส (Maj. Gen. Jasper Jeffers) 1

  • ภารกิจ: ปลดอาวุธฮามาส ทำลายอุโมงค์ และรักษาความปลอดภัยสำหรับการส่งมอบความช่วยเหลือและการก่อสร้าง 20

  • โครงสร้าง: เป็นกองกำลังผสมนานาชาติที่ไม่อยู่ภายใต้ธง UN (Blue Helmets) แต่อยู่ภายใต้การกำกับของ Board of Peace โดยตรง ซึ่งให้อิสระในการปฏิบัติการทางทหาร (Rules of Engagement) ที่ยืดหยุ่นกว่า


5. ประเทศไทยในสมการสันติภาพใหม่: วิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์

การที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วม Board of Peace 5 ถือเป็นจุดหักเหที่สำคัญในประวัติศาสตร์การทูตไทย การตัดสินใจครั้งนี้มิใช่เพียงเรื่องของการเข้าร่วมองค์กรใหม่ แต่เป็นการเลือกตำแหน่งยืนในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนไป

5.1 "การทูตไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) ในศตวรรษที่ 21

ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบ "ไผ่ลู่ลม" มาอย่างยาวนาน คือการมีความยืดหยุ่น ปรับตัวตามสถานการณ์ และไม่เลือกข้างอย่างสุดโต่งเพื่อรักษาดุลยภาพและผลประโยชน์ของชาติ 21 การได้รับเชิญครั้งนี้เป็นบททดสอบประสิทธิภาพของปรัชญานี้:

  • ด้านสหรัฐฯ: ไทยเป็นพันธมิตรนอกนาโต้ (Major Non-NATO Ally) และมีความร่วมมือทางทหารที่ใกล้ชิด การเข้าร่วม BoP จะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันทางการค้าและการกีดกันทางภาษี 23

  • ด้านจีนและ BRICS: ในขณะเดียวกัน ไทยได้แสดงเจตจำนงในการสมัครเข้ากลุ่ม BRICS เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาตะวันตก 24 การเข้าร่วม BoP ซึ่งถูกมองว่าเป็นขั้วตรงข้ามหรือคู่แข่งของ BRICS อาจสร้างความระแวงสงสัยให้กับปักกิ่ง

5.2 ผลประโยชน์ทับซ้อนและเดิมพันของไทย

ทำไมทรัมป์ถึงเชิญไทย? และทำไมไทยถึงต้องพิจารณาอย่างหนัก?

  1. แรงงานไทยในอิสราเอล (The Human Stake):

    • ปัจจุบันมีแรงงานไทยได้รับอนุญาตทำงานในอิสราเอลกว่า 41,000 คน (ข้อมูลปี 2025) โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม 26

    • รัฐบาลไทยมีแผนขยายโควตาแรงงานเพิ่มอีก 13,000-20,000 ตำแหน่งในปี 2026 เพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานฟื้นฟูประเทศของอิสราเอล 26

    • แรงงานไทยเป็น "กระดูกสันหลัง" ของภาคเกษตรอิสราเอล และเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในยามสงคราม การมีที่นั่งใน BoP อาจช่วยให้ไทยมีเสียงในการกำหนดมาตรการความปลอดภัยและสวัสดิภาพของแรงงานไทยได้ดียิ่งขึ้น

  2. โอกาสทางเศรษฐกิจในการฟื้นฟู (Reconstruction Economy):

    • ไทยมีศักยภาพในด้านการก่อสร้างและการส่งออกวัสดุก่อสร้าง หากไทยเข้าร่วม BoP บริษัทไทยอาจได้รับสิทธิพิเศษในการประมูลโครงการฟื้นฟูในกาซา ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ามหาศาล

    • อย่างไรก็ตาม ค่าตั๋วเข้าชม 1 พันล้านดอลลาร์ เป็นจำนวนเงินที่สูงมากเมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดิน และต้องคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (ROI) อย่างละเอียด

  3. ความสัมพันธ์กับโลกมุสลิม (Muslim World Relations):

    • จุดยืนดั้งเดิมของไทยในเวที UN คือการสนับสนุน "แนวทางสองรัฐ" (Two-State Solution) และมักลงมติสนับสนุนปาเลสไตน์ในข้อมติต่าง ๆ (สถิติการลงมติสวนทางกับอิสราเอลถึง 95% ในสมัชชาใหญ่) 28

    • การเข้าร่วม BoP ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกที่เอื้อประโยชน์ต่ออิสราเอลและลดทอนบทบาทปาเลสไตน์ อาจสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มประเทศ OIC และอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็นประเด็นความมั่นคงที่ละเอียดอ่อน

5.3 ท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศ (MFA's Response)

จากการแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ ไทยระบุว่า "ได้รับคำเชิญและกำลังพิจารณารายละเอียด" พร้อมย้ำจุดยืนสนับสนุน Two-State Solution และสันติภาพที่ยั่งยืน 5

  • การวิเคราะห์: ท่าทีนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ "ซื้อเวลา" (Buying Time) เพื่อประเมินสถานการณ์รอบด้าน ไทยพยายามรักษาช่องทางเจรจากับสหรัฐฯ โดยไม่ผูกมัดตัวเองเร็วเกินไป และใช้ข้ออ้างเรื่องหลักการสากล (Two-State Solution) เป็นเกราะป้องกันการวิพากษ์วิจารณ์จากโลกมุสลิม


6. การวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis)

เพื่อให้เห็นภาพตำแหน่งของไทยชัดเจนขึ้น ควรเปรียบเทียบกับปฏิกิริยาของประเทศอื่น ๆ

ประเทศการตอบรับปัจจัยขับเคลื่อนและบริบท (Drivers & Context)
เวียดนาม

ตอบรับเข้าร่วม (Accepted) 13

เวียดนามดำเนินนโยบายรุกเข้าหาตะวันตกเพื่อถ่วงดุลจีน และมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจจากการเป็นฐานการผลิตใหม่ (China+1) การเข้าร่วม BoP เป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อสหรัฐฯ เพื่อรักษาตลาดส่งออกหลัก 29

ฮังการี

ตอบรับเข้าร่วม (Accepted) 13

นายกรัฐมนตรี Viktor Orbán เป็นพันธมิตรทางอุดมการณ์ที่ใกล้ชิดที่สุดของทรัมป์ในยุโรป การเข้าร่วมเป็นการเสริมสร้างสถานะทางการเมืองของตนในเวทีโลกและต่อรองกับ EU
อินเดีย

ได้รับเชิญ/พิจารณา 7

อินเดียต้องการบทบาทผู้นำ Global South และมีความสัมพันธ์ดีกับอิสราเอล แต่ต้องระวังความสัมพันธ์กับอิหร่านและอาหรับ จึงมีท่าทีระมัดระวังกว่า
ไทย

ได้รับเชิญ/พิจารณา 5

ไทยอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) มากกว่าประเทศอื่น เนื่องจากมีปัจจัยแรงงานและปัจจัยความไม่สงบในภาคใต้เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง

การที่ เวียดนาม ตอบรับอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันทางยุทธศาสตร์ต่อไทย เพราะหากไทยปฏิเสธ ไทยอาจสูญเสียความสำคัญในสายตาสหรัฐฯ ให้กับเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค


7. บทวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมืองของค่าสมาชิก 1 พันล้านดอลลาร์

ข้อกำหนดเรื่องเงินสมทบ 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.3-3.5 หมื่นล้านบาท) เป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์อย่างละเอียด

7.1 การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis)

  • ต้นทุน (Costs):

    • ตัวเงิน: 1 พันล้านดอลลาร์ เท่ากับงบประมาณของกระทรวงสำคัญหลายกระทรวงรวมกัน

    • การทูต: ความเสี่ยงในการสูญเสียความไว้วางใจจากกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและโลกมุสลิม

  • ผลประโยชน์ (Benefits):

    • สัญญาก่อสร้าง: หากบริษัทไทยได้งานมูลค่าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ก็อาจคุ้มทุน แต่ต้องพิจารณาว่าบริษัทใดจะได้ประโยชน์ (กลุ่มทุนใหญ่ vs ประเทศชาติ)

    • การเจรจาการค้า: การเข้าร่วมอาจใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง (Bargaining Chip) เพื่อขอให้สหรัฐฯ ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย หรือคงสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลต่อปี

    • ความมั่นคงแรงงาน: การมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายอาจช่วยลดความเสี่ยงและการสูญเสียชีวิตของแรงงานไทยในอนาคต

7.2 ความเป็นไปได้ทางการคลัง

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย การอนุมัติงบประมาณขนาดนี้เพื่อ "บริจาค" หรือ "ลงทุน" ในต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตยที่มีการตรวจสอบ รัฐบาลจะต้องตอบคำถามสภาและประชาชนให้ได้ว่าเงินภาษีนี้จะนำกลับมาซึ่งประโยชน์ต่อคนไทยอย่างไร


8. นัยยะทางกฎหมายและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ (Legal and Normative Implications)

8.1 ความสัมพันธ์กับมติคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC Resolution 2803)

มติ UNSC ที่ 2803 (2025) ได้ให้การรับรองแผนของทรัมป์และการจัดตั้ง BoP 1 ในทางกฎหมายถือว่า BoP มีความชอบธรรมระดับหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือปรากฏการณ์ "Outsourcing of Peace" หรือการที่ UN ยอมมอบอำนาจให้องค์กรภายนอก (ซึ่งนำโดยมหาอำนาจเดี่ยว) เข้ามาทำหน้าที่แทน สะท้อนถึงความอ่อนแอของระบบ UN ในปัจจุบัน

8.2 ประเด็นอำนาจอธิปไตย

การให้อำนาจ BoP ในการบริหารจัดการดินแดน (Transitional Administration) เหนือฉนวนกาซา อาจถูกมองว่าเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของปาเลสไตน์ แม้จะมี NCAG เป็นฉากหน้า แต่โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่บอร์ดบริหารในวอชิงตัน สิ่งนี้สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่อันตรายว่า พื้นที่ขัดแย้งอาจถูกเปลี่ยนสภาพเป็น "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" ที่บริหารโดยบรรษัทข้ามชาติ


9. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Conclusion & Policy Recommendations)

Board of Peace คือภาพสะท้อนของระเบียบโลกใหม่ที่ "เงินตราและอำนาจ" (Capital and Power) มีเสียงดังกว่า "กฎหมายและหลักการ" (Law and Principles) สำหรับประเทศไทย การได้รับเชิญคือโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน

ข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลไทย:

  1. เข้าร่วมแบบมีเงื่อนไข (Conditional Engagement): ไทยไม่ควรปฏิเสธคำเชิญโดยสิ้นเชิงเพื่อรักษาสายสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แต่ควรเจรจาขอเข้าร่วมในรูปแบบ "สมาชิกหมุนเวียน" (Rotating Member) หรือ "หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา" (Development Partner) ที่ไม่ต้องจ่ายเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ โดยเสนอการสนับสนุนในรูปแบบอื่น (In-kind Contribution) แทน เช่น การส่งหน่วยแพทย์ ทีมวิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม ซึ่งไทยมีความชำนาญและเป็นที่ต้องการในกาซา

  2. ยึดมั่นในหลักการ Two-State Solution: การเข้าร่วมใด ๆ ต้องทำควบคู่ไปกับการประกาศจุดยืนสนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสมดุลกับโลกมุสลิมและลดแรงกดดันภายในประเทศ

  3. บูรณาการประเด็นแรงงาน: ใช้เวที BoP เป็นช่องทางในการเรียกร้องและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงให้กับแรงงานไทยในพื้นที่ขัดแย้ง โดยผลักดันให้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของบอร์ด

  4. รักษาดุลยภาพมหาอำนาจ: การเข้าร่วม BoP ต้องทำคู่ขนานไปกับการเดินหน้าสมัครเข้ากลุ่ม BRICS เพื่อส่งสัญญาณว่าไทยไม่ได้เลือกข้างสหรัฐฯ แต่เลือก "ผลประโยชน์ของไทย" ในทุกเวที

ในท้ายที่สุด การทูตไทยต้องแสดงศิลปะชั้นสูงในการ "ลู่ตามลม" โดยไม่ "ถอนราก" คือการปรับตัวตามกระแสโลกใหม่ของทรัมป์ แต่ยังคงยึดมั่นในรากฐานผลประโยชน์ของชาติและหลักการสากลที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด


ตารางผนวก: เปรียบเทียบโครงสร้าง BoP กับองค์กรระหว่างประเทศอื่น

คุณลักษณะUnited Nations (UN)BRICSBoard of Peace (BoP)
หลักการพื้นฐานความเท่าเทียมกันของรัฐความร่วมมือประเทศกำลังพัฒนาสัจนิยมแบบแลกเปลี่ยน / บรรษัทภิบาล
สิทธิออกเสียง1 ประเทศ 1 เสียงฉันทามติ (Consensus)ตามเงินสมทบ / อำนาจประธาน
ค่าสมาชิกตามสัดส่วน GDP (Assessment)ไม่มีค่าธรรมเนียมคงที่1 พันล้านดอลลาร์ (สมาชิกถาวร)
เป้าหมายหลักสันติภาพและความมั่นคงโลกการพัฒนาเศรษฐกิจ / ถ่วงดุลตะวันตกฟื้นฟูกาซา / บริหารจัดการความขัดแย้ง
บทบาทไทยสมาชิก UN ที่กระตือรือร้นผู้สมัครสมาชิก (Applicant)ผู้ได้รับเชิญ (Invitee) / สมาชิกก่อตั้ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ราชบัณฑิตสัญจรชี้ทาง “รัฐบาลดิจิทัลวิถีพุทธ” ผสานเทคโนโลยีกับปรัชญา สร้างรัฐทันสมัยที่ไม่ทิ้งมนุษย์

ท่ามกลางโลกที่เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร...