เปิดสังเวียนเลือกตั้ง 2569 : วิเคราะห์ชะตา “พรรคพุทธ” จากอุดมการณ์สู่ความจริงในสนามการเมือง
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกจับตามองในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และความเสื่อมศรัทธาต่อการเมืองแบบเดิม การที่มีพรรคการเมืองลงสนามถึง 57 พรรค สะท้อนการแข่งขันทางอุดมการณ์อย่างเข้มข้น หนึ่งในกลุ่มที่น่าสนใจคือ พรรคการเมืองที่ชู “พุทธธรรม” เป็นแกนกลางของนโยบายหาเสียง หรือที่สื่อเรียกกันว่า “พรรคพุทธ”
อย่างไรก็ตาม งานวิเคราะห์เชิงลึกภายใต้กรอบแนวคิดของบทความ “พรรคพุทธ : ทำไมถึงเป็นพรรคเล็ก?” โดย Naga King ชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่พรรคพุทธกลับยังคงมีสถานะเป็นเพียง “พรรคเล็ก” หรือพรรคเฉพาะกลุ่ม (Niche Party) ที่ไม่สามารถเติบโตเป็นพรรคมหาชนได้ในบริบทการเลือกตั้งปี 2569
พรรคพุทธ 3 แบบ กับชะตาที่ต่างกัน
การจำแนกพรรคพุทธในการเลือกตั้งครั้งนี้ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
-
พรรคพุทธอุดมการณ์ เช่น พรรคแผ่นดินธรรม (หมายเลข 41) ที่ผลักดันแนวคิดธรรมาธิปไตยและการปฏิรูปสังคมด้วยศีลธรรม
-
พรรคพุทธสืบทอด เช่น พรรคพลังธรรมใหม่ (หมายเลข 38) ที่พยายามฟื้นภาพการเมืองสีขาวจากยุคอดีต
-
พรรคพุทธประชานิยม เช่น พรรคกล้าธรรม (หมายเลข 42) ซึ่งใช้คำว่า “ธรรม” เป็นภาพลักษณ์ แต่เนื้อแท้คือการเมืองเชิงปฏิบัติแบบดั้งเดิม
การแตกตัวของพรรคสายพุทธหลายพรรค กลับยิ่งทำให้คะแนนเสียงถูกตัดทอน แทนที่จะรวมพลังกันให้ถึงเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ของระบบเลือกตั้ง
กติกาเลือกตั้ง : กำแพงสูงของพรรคเล็ก
ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ ระบบเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ และสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบ “หาร 100” ซึ่งทำให้ต้องใช้คะแนนกว่า 350,000 คะแนน ต่อ ส.ส. 1 คน ส่งผลให้พรรคที่มีฐานเสียงหลักหมื่นหรือหลักแสนต้น ๆ แทบไม่มีโอกาสเข้าสภา
ขณะเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรทางการเมืองยิ่งซ้ำเติมพรรคพุทธ ข้อมูลเงินบริจาคพรรคการเมืองสะท้อนช่องว่างมหาศาลระหว่างพรรคใหญ่ที่มีทุนหลายสิบล้านบาท กับพรรคเล็กที่มียอดบริจาคเพียงหลักพันหรือหลักหมื่นบาทต่อเดือน ทำให้การสื่อสารกับประชาชนแทบไม่เกิดขึ้น
โลกิยะปะทะโลกุตระ : ปมขัดแย้งเชิงความคิด
หัวใจของปัญหาพรรคพุทธ คือความไม่ลงรอยระหว่าง “โลกิยะ” ของการเมืองที่ต้องจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ กับ “โลกุตระ” ของพุทธศาสนาที่เน้นการปล่อยวาง การเมืองไทยจึงมองการนำธรรมะเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยความระแวง ทั้งจากฝ่ายเสรีนิยมที่เห็นว่าล้าหลัง และฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เกรงว่าจะทำให้ศาสนามัวหมอง
ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ชัดว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้องเป็นอันดับหนึ่ง นโยบายเชิงศีลธรรมที่เป็นนามธรรมของพรรคพุทธ จึงกลายเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง
บทเรียนจากศรีลังกา : พรรคพุทธไทยที่ “ไม่มีพระ”
การเปรียบเทียบกับประเทศศรีลังกา ซึ่งเปิดทางให้พระสงฆ์ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ชี้ให้เห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญไทยตัดสิทธิทางการเมืองของพระสงฆ์กว่า 300,000 รูป ทำให้พรรคพุทธไทยกลายเป็น “พรรคพุทธที่ไม่มีพระ” ขาดทั้งแกนนำและเครือข่ายศรัทธาที่ทรงพลัง
ขณะเดียวกัน กรณีศรีลังกายังสะท้อนด้านมืดของพุทธการเมือง ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนา ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐไทยเลือก “จำกัดบทบาท” พรรคพุทธไว้ในระดับพรรคเล็ก
บทสรุป : พรรคพุทธกับกับดักสามชั้น
งานวิเคราะห์สรุปว่า พรรคพุทธไทยติดอยู่ใน “กับดักสามชั้น” ได้แก่
-
กับดักโครงสร้าง จากกติกาเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ
-
กับดักวัฒนธรรม จากการแยกโลกิยะ-โลกุตระในความคิดสังคม
-
กับดักยุทธศาสตร์ จากนโยบายที่ไม่ตอบโจทย์ปากท้อง
ในการเลือกตั้ง 2569 มีแนวโน้มสูงที่พรรคพุทธแท้จะไม่ได้รับที่นั่ง หรือได้เพียงชายขอบของสภา ขณะที่พุทธธรรมจะถูกพรรคใหญ่หยิบไปใช้เป็นส่วนผสมของนโยบายแบบจับต้องได้มากกว่า
ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญคือ “ศรัทธาอาจขับเคลื่อนจิตใจผู้คนได้ แต่ไม่อาจขับเคลื่อนคะแนนเสียง หากไม่ผสานกับกลไกการเมืองและนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง” พรรคพุทธจึงอาจยังคงทำหน้าที่เป็น “มโนธรรมสำนึก” ของการเมืองไทย มากกว่าจะเป็นผู้กุมอำนาจรัฐในอนาคตอันใกล้
วิเคราะห์สภาพพรรคนักการเมืองไทยที่ชูหลักพุทธธรรมเป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569: จากทฤษฎี "พรรคพุทธ" สู่ความเป็นจริงในสนามเลือกตั้ง
บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทย 2569 และพลวัตของ "พรรคพุทธ"
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 ที่กำหนดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย
รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์สถานะ ยุทธศาสตร์ และความท้าทายของพรรคการเมืองที่ชูหลัก "พุทธธรรม" เป็นแกนกลางในการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 โดยใช้กรอบแนวคิดจากบทความของ Naga King เรื่อง "พรรคพุทธ : ทำไมถึงเป็นพรรคเล็ก?" เป็นเลนส์หลักในการตรวจสอบปรากฏการณ์ดังกล่าว สมมติฐานหลักของการวิเคราะห์คือ แม้ประเทศไทยจะมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่โครงสร้างทางการเมือง ระบบการเลือกตั้ง และพลวัตทางสังคม-เศรษฐกิจ กลับกลายเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กดทับให้พรรคการเมืองแนวพุทธนิยม (Buddhist-based parties) ยังคงสถานะเป็นเพียง "พรรคเล็ก" หรือพรรคทางเลือก (Niche Party) ที่ไม่สามารถขยายฐานเสียงไปสู่ระดับมหาชน (Mass Party) ได้
ในบริบทปี 2569 การเมืองไทยมิได้เป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างขั้วอำนาจเก่าและใหม่ แต่ยังเป็นสมรภูมิทางความคิดที่ "ทุนนิยม" ปะทะกับ "ศีลธรรมนิยม" อย่างรุนแรง พรรคการเมืองที่ประกาศตัวเป็นพรรคพุทธ เช่น พรรคแผ่นดินธรรม (หมายเลข 41), พรรคพลังธรรมใหม่ (หมายเลข 38), พรรคไทยธรรม (หมายเลข 40), และพรรคกล้าธรรม (หมายเลข 42)
1.1 นิยามและขอบเขตของ "พรรคพุทธ" ในบริบทการเมืองไทย
ก่อนที่จะเข้าสู่การวิเคราะห์เชิงลึก จำเป็นต้องนิยามคำว่า "พรรคพุทธ" ในบริบทของการเลือกตั้ง 2569 ให้ชัดเจน จากข้อมูลรายชื่อพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง
พรรคพุทธอุดมการณ์ (Ideological Buddhist Parties): คือพรรคที่มีเป้าหมายหลักในการผลักดันหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาให้เป็นนโยบายรัฐ หรือต้องการสถาปนารัฐพุทธ (Buddhist State) อย่างชัดเจน ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดคือ พรรคแผ่นดินธรรม (หมายเลข 41) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มนักวิชาการศาสนาและเครือข่ายชาวพุทธที่ต้องการเห็นการปฏิรูปสังคมผ่านศีลธรรม
3 พรรคพุทธสืบทอด (Legacy Buddhist Parties): คือพรรคที่สืบทอดอุดมการณ์หรือฐานเสียงมาจากขบวนการเมืองพุทธในอดีต เช่น พรรคพลังธรรม ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งปัจจุบันกลายสภาพมาเป็น พรรคพลังธรรมใหม่ (หมายเลข 38) แม้จะพยายามรักษาภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์สุจริตและ "การเมืองสีขาว" แต่บริบทและตัวละครได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
5 พรรคพุทธประชานิยม (Populist Buddhist Parties): คือพรรคที่ใช้ชื่อหรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงพุทธศาสนาหรือธรรมะ เพื่อสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) หรือดึงดูดคะแนนเสียงจากฐานอนุรักษ์นิยม แต่เนื้อหาของนโยบายกลับเป็นประชานิยมแบบดั้งเดิม ตัวอย่างที่น่าสนใจในปี 2569 คือ พรรคกล้าธรรม (หมายเลข 42) ซึ่งแม้ชื่อจะดูเหมือนพรรคธรรมะ แต่แกนนำหลักคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่เน้นนโยบายแก้หนี้และจัดสรรที่ดิน
7
การจำแนกประเภทนี้มีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ เพราะ "ความเล็ก" ของพรรคเหล่านี้อาจเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน พรรคพุทธอุดมการณ์อาจเล็กเพราะนโยบาย "ขายยาก" ในตลาดแมส ส่วนพรรคพุทธประชานิยมอาจเล็กเพราะเป็นเพียง "สาขา" ของกลุ่มอำนาจที่ใหญ่กว่า
1.2 สมมติฐานของ Naga King: ทำไมถึงเป็นพรรคเล็ก?
บทความเรื่อง "พรรคพุทธ : ทำไมถึงเป็นพรรคเล็ก?" ของ Naga King ทำหน้าที่เป็นโครงกระดูกหลักของรายงานฉบับนี้ แม้เนื้อหาฉบับเต็มจะไม่ได้ถูกยกมาทั้งหมด แต่แก่นความคิดสำคัญที่สามารถอนุมานและนำมาทดสอบกับข้อมูลปี 2569 ได้แก่:
ความไม่ลงรอยกันระหว่างโลกิยะและโลกุตระ: การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์และอำนาจ (โลกิยะ) ในขณะที่พุทธศาสนาเถรวาทเน้นการปล่อยวางและการหลุดพ้น (โลกุตระ) การนำสองสิ่งนี้มารวมกันจึงเกิดความขัดแย้งในตัวเอง
9 โครงสร้างกฎหมายที่กีดกัน: รัฐธรรมนูญไทยกีดกันบุคลากรทางศาสนา (พระสงฆ์) ออกจากการเมืองอย่างสิ้นเชิง ทำให้พรรคพุทธขาดหัวคะแนนที่มีศักยภาพสูงสุด
11 ตลาดการเมืองที่ไม่ตอบรับ: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยอาจนับถือพุทธในทางวัฒนธรรม แต่ในการตัดสินใจเลือกตั้ง พวกเขาใช้ตรรกะทางเศรษฐกิจ (Economic Voting) มากกว่าตรรกะทางศีลธรรม (Moral Voting)
ส่วนที่ 2: ระบบนิเวศการเลือกตั้ง 2569 กับกับดักเชิงโครงสร้าง
ปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณาในการวิเคราะห์ความตกต่ำหรือภาวะชะงักงันของพรรคพุทธ คือ "กติกาการแข่งขัน" การเลือกตั้ง 2569 ดำเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพรรคขนาดเล็ก
2.1 คณิตศาสตร์การเมือง: ระบบบัตร 2 ใบ และสูตรหาร 100
การเลือกตั้ง 2569 ใช้ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ (แบ่งเขต 400 คน และบัญชีรายชื่อ 100 คน) โดยใช้สูตรคำนวณสัดส่วนบัญชีรายชื่อแบบ "หาร 100"
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบผลกระทบของสูตรคำนวณต่อพรรคขนาดเล็ก
| ระบบการคำนวณ | หลักการ | ผลกระทบต่อพรรคพุทธ/พรรคเล็ก |
| หาร 500 (ระบบ MMP เดิม) | นำคะแนนรวมหารด้วย 500 เพื่อหา "พึงมี" | เอื้อให้พรรคเล็กที่มีคะแนนสะสมหลักหมื่นถึงแสนต้นๆ มีโอกาสได้ ส.ส. ปัดเศษ (เช่น พรรคพลังธรรมใหม่ ในปี 2562) |
| หาร 100 (ระบบคู่ขนาน 2569) | นำคะแนนบัญชีรายชื่อหารด้วย 100 | ค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน จะสูงถึง 350,000 - 380,000 คะแนน |
จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่า ระบบหาร 100 คือ "กำแพงสูง" ที่พรรคแผ่นดินธรรมหรือพรรคไทยธรรมต้องปีนข้าม ในการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า พรรคเหล่านี้อาจได้คะแนนเสียงทั่วประเทศรวมกันเพียง 30,000 - 50,000 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียวในปี 2569
2.2 วิกฤตทรัพยากร: เงินบริจาคและความเหลื่อมล้ำ
การเมืองไทยต้องใช้ทุนมหาศาลในการรณรงค์หาเสียง โดยเฉพาะในยุคที่ต้องทำสงครามโซเชียลมีเดียและการลงพื้นที่ ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับเงินบริจาคพรรคการเมืองประจำปี 2568 เผยให้เห็นช่องว่างมหาศาลระหว่างพรรคใหญ่และพรรคเล็ก
ข้อมูลเชิงประจักษ์:
พรรคใหญ่: พรรคประชาชน, พรรคเพื่อไทย, พรรคภูมิใจไทย ได้รับเงินบริจาคในระดับหลายสิบล้านบาทต่อเดือน และมีเครือข่ายระดมทุนที่เข้มแข็ง
14 พรรคพุทธ/พรรคเล็ก: ข้อมูลระบุว่าพรรคแผ่นดินธรรม หรือพรรคพลังธรรมใหม่ มียอดบริจาคในระดับหลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อเดือน ตัวอย่างเช่นการบริจาคให้พรรคเล็กแห่งหนึ่ง 30,000 บาท หรือยอดรวมประจำเดือนของบางพรรคอยู่ที่หลักหมื่นบาทเท่านั้น
15
ความขาดแคลนทุนรอนนี้ส่งผลให้พรรคพุทธไม่สามารถซื้อเวลาสื่อ (Airtime) ไม่สามารถจ้างทีมยิงแอดโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถจัดเวทีปราศรัยใหญ่ได้ ทำให้การรับรู้ (Awareness) ของประชาชนต่อพรรคเหล่านี้ต่ำมาก เมื่อประชาชนไม่รู้จัก ก็ย่อมไม่เลือก นี่คือวงจรอุบาทว์ที่ทำให้พรรคพุทธยังคงเป็นพรรคเล็ก
2.3 ยุทธศาสตร์ "แยกกันเดิน ร่วมกันตาย"
ในการเลือกตั้ง 2569 มีพรรคที่มีแนวทางพุทธธรรมลงสมัครแยกกันหลายพรรค เช่น พรรคแผ่นดินธรรม (41), พรรคพลังธรรมใหม่ (38), พรรคไทยธรรม (40), พรรคไทยพิทักษ์ธรรม (53)
ส่วนที่ 3: วิเคราะห์เจาะลึกพรรคการเมืองพุทธ 2569
เพื่อให้เห็นภาพที่เป็นรูปธรรม รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกไปที่พรรคการเมืองสำคัญที่เป็นตัวแทนของปรากฏการณ์นี้
3.1 พรรคแผ่นดินธรรม (The Moral Purist)
พรรคแผ่นดินธรรม (หมายเลข 41) ภายใต้การนำทางความคิดของ ศาสตราจารย์พิเศษ ร.ท. ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ราชบัณฑิตสาขาศาสนศาสตร์
อุดมการณ์: พรรคยึดมั่นในหลัก "ธรรมาธิปไตย" โดยเชื่อว่าปัญหาของชาติเกิดจากความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมของนักการเมืองและประชาชน นโยบายจึงมุ่งเน้นการปฏิรูปจิตสำนึก การบรรจุหลักสูตรศีลธรรมในโรงเรียน และการผลักดันให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
17 จุดแข็ง: มีภาพลักษณ์ที่สะอาดบริสุทธิ์ แกนนำมีความรู้ทางธรรมแตกฉาน (เปรียญธรรม 9 ประโยค) เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการศาสนา
จุดอ่อน: "ความบริสุทธิ์" กลายเป็นจุดอ่อนในสนามการเมืองจริง ภาษาที่ใช้สื่อสารมีความเป็นวิชาการและนามธรรมสูง (High Context) ยากที่ชาวบ้านทั่วไปจะเข้าถึง นอกจากนี้ ดร.บรรจบ แม้จะเป็นปราชญ์ แต่ขาดบารมีทางการเมืองแบบ "บ้านใหญ่" หรือเครือข่ายอุปถัมภ์ ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยน "ศรัทธา" เป็น "คะแนนเสียง" ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.2 พรรคพลังธรรมใหม่ (The Nostalgic Warrior)
พรรคพลังธรรมใหม่ (หมายเลข 38) พยายามรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่ของพรรคพลังธรรมในยุค "มหาจำลอง"
ยุทธศาสตร์: พยายามวางตำแหน่งเป็นพรรค "ตัวแปร" หรือ Kingmaker ที่ซื่อสัตย์ ชูจุดยืนต่อต้านการทุจริตและการปกป้องสถาบันฯ
5 สถานะปี 2569: พรรคพลังธรรมใหม่ประสบปัญหา "วิกฤตอัตลักษณ์" (Identity Crisis) เพราะจุดขายเรื่องการปราบโกงถูกพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) ยึดครองพื้นที่ไปอย่างสิ้นเชิงด้วยวิธีการที่ทันสมัยและดุดันกว่า ในขณะที่ฐานเสียงอนุรักษ์นิยมเดิมก็หันไปเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติหรือพลังประชารัฐที่ดูจะมีโอกาสชนะมากกว่า ทำให้พรรคพลังธรรมใหม่กลายเป็นพรรคตกสำรวจ
3.3 พรรคกล้าธรรม (The Pragmatic "Dharma")
พรรคกล้าธรรม (หมายเลข 42) เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดในแง่ของ "การเมืองเรื่องชื่อ" (Politics of Naming) พรรคนี้มีแกนนำคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์
ความย้อนแย้ง: ชื่อพรรคมีคำว่า "ธรรม" ซึ่งอาจทำให้เข้าใจว่าเป็นพรรคสายบุญ แต่เนื้อแท้คือกลุ่มการเมืองที่แยกตัวมาจากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งใช้วิธีการทางการเมืองแบบดั้งเดิม (Traditional Patronage) คือการดูแลพื้นที่ แก้ปัญหาหนี้สิน และแจกที่ดิน ส.ป.ก.
8 การวิเคราะห์: พรรคกล้าธรรมไม่ได้เป็น "พรรคพุทธ" ตามนิยามของ Naga King หรือ ดร.บรรจบ แต่เป็นการใช้คำว่า "ธรรม" เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ (Rebranding) ให้ดูนุ่มนวลขึ้น และลดทอนภาพลักษณ์ "สีเทา" ในอดีต ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของพรรคนี้จึงไม่ได้วัดที่นโยบายศาสนา แต่วัดที่ความสามารถในการบริหารจัดการหัวคะแนนและทรัพยากร ซึ่งมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าพรรคพุทธแท้ๆ เพราะ "เข้าใจโลกิยะ" อย่างลึกซึ้ง
ส่วนที่ 4: การเมือง "โลกิยะ" ปะทะ "โลกุตระ" และพลวัตของสังคมไทย
หนึ่งในแกนหลักของบทวิเคราะห์ Naga King คือความขัดแย้งเชิงปรัชญาระหว่างเป้าหมายทางศาสนากับเป้าหมายทางการเมือง ซึ่งในการเลือกตั้ง 2569 ความขัดแย้งนี้ยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้น
4.1 ความต้องการของตลาด: ปากท้องต้องมาก่อนธรรมะ
ข้อมูลจากโพลสำรวจความคิดเห็นและทิศทางนโยบายปี 2569 ชี้ชัดว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับ "เศรษฐกิจปากท้อง" เป็นอันดับหนึ่ง
ในทางตรงกันข้าม นโยบายของพรรคพุทธมักเป็นเรื่อง "ศีลธรรม", "ความดี", "ความสงบ" ซึ่งเป็นสินค้าทางนามธรรม (Intangible Goods) ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำ (Economic Downturn) ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของ Maslow อธิบายได้ว่า ผู้คนจะแสวงหาความมั่นคงทางกายภาพก่อนความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ ดังนั้น นโยบายของพรรคพุทธจึงกลายเป็น "สินค้าฟุ่มเฟือย" ทางการเมืองที่คนจะเลือกบริโภคก็ต่อเมื่อท้องอิ่มแล้วเท่านั้น
4.2 ภูมิทัศน์ทางปัญญา: Lokiya vs Lokuttara
ในบทความวิชาการที่ศึกษาเรื่องพุทธศาสนากับการเมืองไทย
โลกิยะ: คือปริมณฑลของปุถุชน การแก่งแย่ง การใช้อำนาจ ซึ่งเป็นธรรมชาติของการเมือง
โลกุตระ: คือปริมณฑลของอริยชน การปล่อยวาง การอยู่เหนือสมมติ
สังคมไทยถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่า "การเมืองเป็นเรื่องสกปรก" (Dirty Business) และ "พระสงฆ์ควรอยู่เหนือการเมือง" การที่พรรคการเมืองพยายามนำเอา "ความศักดิ์สิทธิ์" (Sacredness) ของโลกุตระลงมาเกลือกกลั้วในพื้นที่โลกิยะ จึงมักถูกมองด้วยความเคลือบแคลงสงสัย (Skepticism) จากทั้งฝ่ายเสรีนิยมที่มองว่าล้าหลัง และฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มองว่าทำให้ศาสนามัวหมอง ความย้อนแย้งนี้ทำให้พรรคพุทธไม่มี "พื้นที่ยืน" ที่มั่นคง เพราะไม่ว่าจะขยับไปทางไหนก็ผิดหลักการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอ
ส่วนที่ 5: เปรียบเทียบข้ามรัฐ "ไทย vs ศรีลังกา": บทเรียนจากรัฐพุทธคู่ขนาน
เพื่อตอบคำถามว่า "ทำไมพรรคพุทธไทยถึงเล็ก" ได้อย่างสมบูรณ์ จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับ "ศรีลังกา" ซึ่งเป็นประเทศพุทธเถรวาทเหมือนกัน แต่กลับมีพรรคการเมืองพุทธ (Monk-led Parties) ที่ทรงพลังและเคยร่วมรัฐบาลมาแล้ว
5.1 สถานะทางกฎหมาย: กุญแจดอกสำคัญ
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดอยู่ที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ:
ประเทศไทย (2569): รัฐธรรมนูญ มาตรา 96 (1) บัญญัติห้ามภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช "ใช้สิทธิเลือกตั้ง"
11 ซึ่งโดยนัยยะคือห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย (เพราะขาดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้ง) กฎหมายนี้ตัดสิทธิทางการเมืองของพระสงฆ์กว่า 300,000 รูปทั่วประเทศ ทำให้พรรคพุทธขาด "แกนนำ" และ "หัวคะแนน" ที่ทรงอิทธิพลที่สุดไปโดยปริยาย พรรคพุทธไทยจึงเป็น "พรรคพุทธที่ไม่มีพระ" (Monk-less Buddhist Party)ประเทศศรีลังกา: รัฐธรรมนูญศรีลังกา มาตรา 9 ให้สถานะ "Foremost Place" แก่พุทธศาสนา และที่สำคัญคือ ไม่มีข้อห้ามพระสงฆ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง
26 ทำให้เกิดพรรค Jathika Hela Urumaya (JHU) ซึ่งมีพระสงฆ์เป็น ส.ส. และรัฐมนตรี พระสงฆ์สามารถใช้ฐานศรัทธาในวัดระดมคะแนนเสียงได้โดยตรง
ตารางที่ 2: เปรียบเทียบโครงสร้างโอกาสทางการเมืองของพรรคพุทธ
| ปัจจัย | ประเทศไทย | ประเทศศรีลังกา | ผลลัพธ์ต่อขนาดพรรค |
| สิทธิเลือกตั้งของพระสงฆ์ | ห้าม (Disenfranchised) | ได้ (Enfranchised) | ไทยเสียฐานเสียงหลัก / ศรีลังกามีฐานเสียงแน่นหนา |
| สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง | ห้าม | ได้ | ไทยต้องใช้ฆราวาส (บารมีน้อย) / ศรีลังกาใช้พระ (บารมีมาก) |
| บทบาทศาสนาในรัฐธรรมนูญ | อุปถัมภ์ (Patronage) | สูงสุด (Foremost Place) | ศรีลังกามีความชอบธรรมในการเมืองมากกว่า |
| ผลลัพธ์ทางการเมือง | พรรคพุทธเป็นพรรคต่ำสิบ | พรรคพุทธเคยได้ 9 ที่นั่ง และร่วมรัฐบาล | พรรคพุทธไทยเล็กเพราะกฎหมายกดทับ |
5.2 ดาบสองคมของ "พุทธการเมือง"
กรณีศึกษาศรีลังกายังให้บทเรียนสำคัญที่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมชนชั้นนำไทยถึง "ล็อก" ไม่ให้พรรคพุทธเติบโต นั่นคือ ปัญหาความขัดแย้งรุนแรง พรรค JHU และขบวนการพุทธชาตินิยมในศรีลังกามีบทบาทสูงในการผลักดันนโยบายต่อต้านชนกลุ่มน้อย (ทมิฬ, มุสลิม) จนนำไปสู่ความตึงเครียดทางเชื้อชาติและสงครามกลางเมืองในบางช่วง
การที่พรรคพุทธไทยเป็น "พรรคเล็ก" อาจเป็น "ความตั้งใจ" (Intended Consequence) ของรัฐไทยที่ต้องการป้องกันไม่ให้ไฟแห่งความศรัทธามาเผาไหม้โครงสร้างทางการเมือง การแยกศาสนาออกจากการเมือง (Secularization of Politics) แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็ช่วยกันชนไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองกลายเป็นสงครามศาสนา ดังนั้น ความเล็กของพรรคพุทธไทย จึงเป็นทั้ง "ความล้มเหลว" ของตัวพรรคเอง และ "ความสำเร็จ" ของกลไกรัฐในการควบคุมศาสนา
ส่วนที่ 6: บทสรุปและทิศทางอนาคต
การวิเคราะห์สภาพพรรคนักการเมืองไทยที่ชูหลักพุทธธรรมในการเลือกตั้ง 2569 ผ่านเลนส์ "Naga King" และข้อมูลเชิงประจักษ์ นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า สถานะ "พรรคเล็ก" ของพรรคพุทธไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของ "กับดักสามชั้น" (Triple Trap):
กับดักโครงสร้าง (Structural Trap): ระบบเลือกตั้งหาร 100 ที่โหดร้ายต่อพรรคเล็ก และรัฐธรรมนูญที่ตัดสิทธิทางการเมืองของพระสงฆ์ ทำให้พรรคพุทธขาดทั้งแต้มต่อทางคณิตศาสตร์และแต้มต่อทางเครือข่าย
กับดักวัฒนธรรม (Cultural Trap): การแยกส่วนระหว่างโลกิยะและโลกุตระในวิธีคิดของคนไทย ทำให้ "นักธรรม" ไม่ได้รับความไว้วางใจให้เป็น "นักปกครอง"
กับดักยุทธศาสตร์ (Strategic Trap): การยึดติดกับนโยบายศีลธรรมที่เป็นนามธรรม ท่ามกลางสมรภูมิที่ประชาชนโหยหากินดีอยู่ดี ทำให้สินค้าของพรรคพุทธ "ขายไม่ออก"
อนาคตของการเมืองพุทธ 2569:
ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีแนวโน้มสูงที่พรรคแผ่นดินธรรมและพรรคพลังธรรมใหม่จะไม่ได้รับที่นั่งในสภา หรือหากได้ก็จะเป็นเพียงส่วนน้อย (Marginalized) สิ่งที่จะเกิดขึ้นแทนคือ "การแทรกซึมของพุทธในพรรคหลัก" นโยบายพุทธธรรมจะถูกพรรคใหญ่ (Catch-all Parties) หยิบฉวยไปใช้เป็นส่วนผสมของนโยบายท่องเที่ยว (Soft Power) หรือนโยบายสังคม เพื่อดึงคะแนนเสียงโดยไม่ต้องตั้งพรรคพุทธขึ้นมาเอง
ท้ายที่สุด บทเรียนจากพรรคพุทธไทยยืนยันสัจธรรมทางการเมืองว่า "ศรัทธาอาจขับเคลื่อนขุนเขาได้ แต่ศรัทธาเพียงอย่างเดียวไม่อาจขับเคลื่อนคะแนนเสียงในระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนได้" หากปราศจากกลไกจัดตั้งและนโยบายที่ตอบโจทย์ความทุกข์ยากทางกายภาพของประชาชน พรรคพุทธก็จะยังคงเป็นเพียง "พรรคเล็ก" ที่ทำหน้าที่เป็นมโนธรรมสำนึก (Conscience) ของระบบการเมือง แต่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจรัฐต่อไป


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น