วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569

เกษตรกรสกลนครพบ ดร.มหานิยม ส่องนโยบายพรรคโอกาสใหม่ ช่วยแก้ราคาพืชผล-สินค้าการเกษตร

   


การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 กำลังกลายเป็นสนามทดสอบแนวคิดทางการเมืองและนโยบายเกษตรรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะในจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของภาคอีสาน ล่าสุด “พรรคโอกาสใหม่” ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้เปิดเกมรุกทางนโยบายผ่านการขับเคลื่อนของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร สส. ที่มีฐานเสียงและบทบาททางสังคมในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง


จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 เมื่อกลุ่มเกษตรกรในเขต 2 สกลนคร เข้าพบ ดร.นิยม เพื่อสะท้อนปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ โดยเฉพาะวิกฤต “โคขุนโพนยางคำ” ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากรอบหนองหาร และภาระหนี้สินเรื้อรัง เหตุการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “พันธสัญญาประชาคม” ที่ท้าทายผู้สมัครและพรรคการเมืองน้องใหม่ว่าจะสามารถแปลงนโยบายให้ตอบโจทย์ปากท้องเกษตรกรได้จริงหรือไม่

จากประชานิยมสู่การบริหารจัดการทรัพยากร

รายงานวิเคราะห์เชิงนโยบายระบุว่า การย้ายสังกัดของ ดร.นิยม จากพรรคเดิมมาสู่พรรคโอกาสใหม่ ไม่ใช่เพียงยุทธวิธีทางการเมือง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากนโยบายประชานิยมแบบพยุงราคา สู่แนวคิด “การบริหารจัดการทรัพยากรและการสร้างโอกาสใหม่” ซึ่งเป็นอุดมการณ์หลักของพรรค

พรรคโอกาสใหม่วางตัวเป็นพรรคสายบริหาร เน้นการบูรณาการนโยบายเกษตร สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ โดยใช้จุดแข็งของหัวหน้าพรรคที่มีประสบการณ์ด้านทรัพยากรน้ำและการบริหารราชการแผ่นดิน มาออกแบบนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการลุ่มน้ำ การลดต้นทุนการผลิต และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

3 เสาหลัก “โอกาสใหม่เกษตรสกลนคร”

ดร.นิยม ได้นำชุดนโยบายของพรรคมาประยุกต์เป็นยุทธศาสตร์พื้นที่ ภายใต้แนวคิด “โอกาสใหม่เกษตรสกลนคร” ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่

  1. ฟื้นโคขุนโพนยางคำ ผ่านโมเดลลดต้นทุนครบวงจร เช่น การตั้งธนาคารอาหารสัตว์ชุมชน แปรรูปเศษวัสดุการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ ลดการพึ่งพานายทุน และยกระดับมาตรฐานเพื่อเปิดตลาดพรีเมียม

  2. หนองหารโมเดล แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ด้วยการบริหารจัดการลุ่มน้ำเชิงรุก การขุดลอกลำน้ำ สร้างระบบระบายน้ำสมัยใหม่ และใช้เทคโนโลยีประเมินความเสียหายเพื่อเยียวยาเกษตรกรอย่างรวดเร็ว

  3. สินค้าอัตลักษณ์และเกษตรแม่นยำ ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าท้องถิ่น เช่น หมากเม่า ผ้าย้อมคราม ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีโดรนและการจัดการดินมาใช้ ลดต้นทุนและรักษาสิ่งแวดล้อม

ความท้าทายสนามเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า ความท้าทายสำคัญของ ดร.นิยม คือการแข่งขันกับพรรคใหญ่ที่มีฐานเสียงเดิม และพรรคการเมืองคนรุ่นใหม่ที่ครองใจเยาวชน การสื่อสารนโยบายที่เน้นโครงสร้างและผลระยะยาว จำเป็นต้องทำให้เกษตรกรมองเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เพื่อสู้กับนโยบายประชานิยมที่ให้ผลรวดเร็วกว่า

บทสรุป

ศึกเลือกตั้งปี 2569 ในสกลนคร เขต 2 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างผู้สมัคร แต่เป็นการปะทะกันของแนวคิด “การเมืองแบบเดิม” กับ “โอกาสใหม่” หาก ดร.นิยม เวชกามา สามารถแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง และพิสูจน์ว่าการบริหารจัดการที่ดีช่วยยกระดับชีวิตเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน โมเดล “โอกาสใหม่สกลนคร” อาจกลายเป็นต้นแบบของการเมืองท้องถิ่นที่ก้าวข้ามประชานิยม สู่รัฐสวัสดิการและการจัดการเชิงระบบในอนาคต.

การวิเคราะห์พลวัตทางการเมืองและนโยบายเกษตร: กรณีศึกษาพรรคโอกาสใหม่และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม เวชกามา ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569

บทคัดย่อ

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางการเมืองและแนวนโยบายด้านการเกษตรของ "พรรคโอกาสใหม่" ในบริบทของการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 โดยทำการเจาะลึกกรณีศึกษาในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ภายใต้การนำของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีฐานคะแนนเสียงเข้มแข็งในพื้นที่ การศึกษานี้ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากเอกสารชั้นต้นและชั้นรอง ผนวกกับการสังเคราะห์เหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ซึ่งกลุ่มเกษตรกรได้เข้าพบผู้สมัครเพื่อเรียกร้องมาตรการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ รายงานฉบับนี้เสนอข้อค้นพบว่า การเปลี่ยนผ่านสังกัดพรรคของ ดร.นิยม มิใช่เพียงยุทธวิธีทางการเมือง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จากนโยบายประชานิยมแบบดั้งเดิม สู่การเน้น "การบริหารจัดการทรัพยากรและการสร้างโอกาสใหม่" (Resource Management and Opportunity Creation) ตามอุดมการณ์ของหัวหน้าพรรค นายจตุพร บุรุษพัฒน์ โดยรายงานจะชี้ให้เห็นถึงความสอดคล้องระหว่างปัญหารากเหง้าในพื้นที่ (Pain Points) เช่น วิกฤตราคาโคขุนโพนยางคำ ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากลุ่มน้ำหนองหาร และภาระหนี้สิน กับชุดนโยบายของพรรคที่เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

1. บทนำ: ภูมิทัศน์ใหม่ของการเมืองไทยและวิกฤตการณ์ภาคเกษตรปี 2569

การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ภาคการเกษตรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจฐานรากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และกลไกตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย ในบริบทนี้ พรรคการเมืองทางเลือกใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อท้าทายขั้วอำนาจเดิม หนึ่งในนั้นคือ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ซึ่งประกาศเจตนารมณ์ในการนำ "การบริหาร" มานำ "การเมือง" 1

1.1 ความสำคัญของพื้นที่ศึกษา: สกลนคร เขต 2

จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ถือเป็น "พื้นที่ยุทธศาสตร์" ที่สะท้อนปัญหาและความท้าทายของภาคเกษตรไทยได้อย่างครบถ้วน พื้นที่นี้ครอบคลุมอำเภอที่มีความหลากหลายทางกายภาพและเศรษฐกิจ ตั้งแต่พื้นที่ลุ่มน้ำรอบหนองหารในอำเภอเมืองและโพนนาแก้ว ไปจนถึงพื้นที่ราบเชิงเขาในอำเภอกุสุมาลย์และเต่างอย 2 ความหลากหลายนี้นำมาซึ่งปัญหาที่ทับซ้อน ทั้งปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ภัยแล้ง และความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงอย่าง "โคขุนโพนยางคำ" ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความกินดีอยู่ดีของเกษตรกรในพื้นที่

1.2 เหตุการณ์นัยสำคัญ: การพบปะเกษตรกร 5 มกราคม 2569

จุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ในรายงานฉบับนี้ สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ที่กลุ่มตัวแทนเกษตรกรจังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะจากพื้นที่เขต 2 ได้เดินทางเข้าพบ "ดร.นิยม เวชกามา" หรือที่ชาวบ้านเรียกขานด้วยความเคารพว่า "ดร.มหานิยม" เพื่อสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนเรื่องราคาพืชผลและสินค้าเกษตรตกต่ำ พร้อมทั้งฝากความหวังให้ผลักดันการแก้ไขปัญหาในระดับนิติบัญญัติ [User Query] เหตุการณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือน "พันธสัญญาประชาคม" (Social Contract) ที่ผูกมัดผู้สมัครเข้ากับภารกิจในการแก้ปัญหาปากท้อง และเป็นบททดสอบสำคัญว่านโยบายของพรรคการเมืองน้องใหม่อย่าง "พรรคโอกาสใหม่" จะสามารถตอบโจทย์ความเป็นจริงอันโหดร้ายในพื้นที่ได้หรือไม่

2. โครงสร้างปัญหาและพลวัตเศรษฐกิจการเกษตรในสกลนคร เขต 2

เพื่อให้เข้าใจถึงบริบทของการออกแบบและประยุกต์ใช้นโยบาย จำเป็นต้องวิเคราะห์โครงสร้างปัญหาในพื้นที่อย่างละเอียด ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้

2.1 วิกฤตการณ์ราคาและต้นทุนการผลิตปศุสัตว์ (The Livestock Crisis)

สกลนคร เขต 2 โดยเฉพาะอำเภอเมืองและอำเภอโพนนาแก้ว เป็นฐานการผลิตโคเนื้อคุณภาพสูง หรือที่รู้จักในนาม "โคขุนโพนยางคำ" อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปี 2568 ต่อเนื่องถึง 2569 เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนต้องเผชิญกับภาวะ "Squeeze Effect" หรือการถูกบีบอัดทางกำไร

จากการรวบรวมข้อมูลสถิติราคา พบว่าราคาวัวมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ในภาคอีสานปรับตัวลดลงอยู่ที่เฉลี่ย 78-80 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะค่าอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์ กลับพุ่งสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ 4 ปัญหานี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ Srilapat et al. (2025) ที่ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกำไรทางเศรษฐกิจของธุรกิจฟาร์มโคขุนในสกลนคร ซึ่งพบว่า "ต้นทุนอาหารข้น" (Concentrate Feed Cost) เป็นปัจจัยลบที่มีนัยสำคัญต่อกำไรสุทธิ ในขณะที่การจัดการระยะเวลาการเลี้ยงและการเลือกสายพันธุ์ (เช่น ชาโรเล่ส์) เป็นปัจจัยบวก 6

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของเกษตรกรเขต 2 ไม่ใช่เพียงแค่ "ราคาขาย" ตกต่ำ แต่เป็นปัญหา "ประสิทธิภาพการผลิตและต้นทุน" ที่ไม่สมดุล ซึ่งข้อเรียกร้องของเกษตรกรเมื่อวันที่ 5 มกราคม จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับ ดร.นิยม ว่าจะนำเสนอนโยบายที่มากกว่าการ "ประกันราคา" แบบเดิมๆ ได้หรือไม่

2.2 วิกฤตการณ์น้ำท่วมซ้ำซากและการบริหารจัดการน้ำ (Water Management Crisis)

สภาพภูมิศาสตร์ของเขต 2 ที่ครอบคลุมพื้นที่รอบ "หนองหาร" ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ทำให้พื้นที่ตำบลโคกก่อง ตำบลดงชน ตำบลม่วงลาย และตำบลโนนหอม ในอำเภอเมืองสกลนคร ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก 7 ข้อมูลจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการระบายน้ำผ่านลำน้ำก่ำลงสู่แม่น้ำโขง เมื่อระดับน้ำโขงหนุนสูง การระบายน้ำทำได้ล่าช้า ส่งผลให้นาข้าวเสียหายกว่า 3,000 ไร่ และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจชุมชนอย่างมหาศาล 7

ความเดือดร้อนนี้มิใช่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการบริหารจัดการน้ำ (Water Governance) ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่มองหา "ผู้นำ" ที่มีความเข้าใจและสามารถผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ได้จริง

2.3 กับดักหนี้สินและปัญหาที่ดินทำกิน

เกษตรกรในพื้นที่ยังคงประสบปัญหาหนี้สินสะสม ทั้งหนี้ในระบบผ่าน ธ.ก.ส. และหนี้นอกระบบ การขาดกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินที่มั่นคงในบางพื้นที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการลงทุนระยะยาว ปัญหาหนี้สินนี้สัมพันธ์โดยตรงกับความผันผวนของรายได้ เมื่อราคาพืชผลตกต่ำ ความสามารถในการชำระหนี้จึงลดลง ก่อให้เกิดวงจรหนี้สินที่ไม่สิ้นสุด

ตารางที่ 1: สรุปสถานการณ์ปัญหาและข้อเรียกร้องของเกษตรกรในพื้นที่สกลนคร เขต 2

พื้นที่ (อำเภอ/ตำบล)สินค้าเกษตรหลักปัญหาหลัก (Pain Points)ข้อเรียกร้อง (5 ม.ค. 69)
อ.เมือง (ต.โคกก่อง, ดงชน, โนนหอม)ข้าวนาปี, ประมงน้ำจืดน้ำท่วมซ้ำซาก, ระบายน้ำลงโขงไม่ได้, นาข้าวเสียหายแก้ปัญหาระบบระบายน้ำ, ชดเชยความเสียหาย
อ.โพนนาแก้วโคขุน, ข้าว, ยางพาราราคาโคตกต่ำ, ต้นทุนอาหารสัตว์สูง, ราคาข้าวผันผวนประกันราคาโค/ข้าว, ลดต้นทุนปุ๋ย/อาหารสัตว์
อ.กุสุมาลย์มันสำปะหลัง, ยางพารา, โคเนื้อราคาผลผลิตไม่คุ้มทุน, ขาดแคลนแหล่งน้ำจัดหาแหล่งน้ำบาดาล, ประกันราคามันสำปะหลัง
อ.เต่างอย / โคกศรีสุพรรณมะเขือเทศ, ผลไม้, หมากเม่าตลาดรองรับสินค้าแปรรูป, ราคาวัตถุดิบส่งเสริมการแปรรูป, หาตลาดใหม่

3. สังเคราะห์นโยบาย "พรรคโอกาสใหม่": จากวิสัยทัศน์สู่ปฏิบัติการ

พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ไม่ได้วางตำแหน่งทางการเมืองเป็นพรรคประชานิยมสุดโต่ง แต่เน้นภาพลักษณ์ของ "นักบริหารจัดการมืออาชีพ" (Technocrat) โดยมีสโลแกนสำคัญคือ "วิกฤตเปลี่ยนไทย โอกาสใหม่เปลี่ยนอนาคต" 1 นโยบายหลักของพรรคสามารถถอดรหัสเพื่อประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรได้ดังนี้:

3.1 นโยบาย "บริหารนำการเมือง" และการจัดการทรัพยากร

จุดแข็งที่สุดของพรรคคือความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของหัวหน้าพรรค ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ และอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ 10 นโยบายเกษตรของพรรคจึงไม่ได้แยกขาดจากนโยบายสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการบูรณาการร่วมกัน (Integrated Approach)

  • Zero Burn & Bio-Economy: พรรคมีนโยบายเปลี่ยน "ซากวัสดุทางการเกษตร" ที่มักถูกเผาและก่อให้เกิด PM2.5 (เช่น ตอซังข้าว ใบอ้อย) ให้เป็น "สินทรัพย์" โดยการนำไปผลิตไฟฟ้าชีวมวล หรือแปรรูปเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ 11 นโยบายนี้มุ่งแก้ปัญหาแบบ Win-Win คือ ลดมลพิษและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

  • การจัดการน้ำเชิงรุก: เน้นการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งด้วยเทคโนโลยีและการบริหารจัดการลุ่มน้ำที่เป็นระบบ (River Basin Management) ซึ่งตรงกับความต้องการของพื้นที่สกลนครที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

3.2 นโยบาย "รัฐสวัสดิการ" และ "โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ"

พรรคโอกาสใหม่เสนอแนวทางรัฐสวัสดิการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยมองว่าเกษตรกรควรมี "ตาข่ายรองรับทางสังคม" (Social Safety Net) ที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาพยาบาล หรือเบี้ยผู้สูงอายุ ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต 13

  • การแก้หนี้อย่างยั่งยืน: แตกต่างจากการพักหนี้ชั่วคราว นโยบายพรรคเน้นการ "ปลดล็อก" ศักยภาพในการหารายได้เพื่อชำระหนี้ เช่น การส่งเสริมอาชีพที่สอง (Second Income) และการใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน

3.3 การทูตเชิงพาณิชย์และการเปิดตลาดใหม่

ด้วยประสบการณ์ของนายจตุพรที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 15 พรรคจึงมีนโยบายเชิงรุกในการเปิดตลาดต่างประเทศ โดยเน้นการเจรจาการค้า (FTA) เพื่อระบายสินค้าเกษตร และการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

4. ยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม เวชกามา: การประยุกต์ใช้นโยบายในพื้นที่สกลนคร เขต 2

ดร.นิยม เวชกามา หรือ "ดร.มหานิยม" เป็นนักการเมืองที่มีรากฐานมาจากความศรัทธาทางศาสนาและการทำงานมวลชนที่เข้มข้น การย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสู่พรรคโอกาสใหม่ในการเลือกตั้งปี 2569 ถือเป็นการนำ "ทุนทางสังคม" ส่วนตัว มาผสานกับ "นวัตกรรมทางนโยบาย" ของพรรคใหม่ 16

การตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของเกษตรกรเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ไม่ใช่เพียงการรับเรื่องร้องทุกข์ แต่เป็นการนำเสนอยุทธศาสตร์ "โอกาสใหม่เกษตรสกลนคร" ที่ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ดังนี้:

4.1 เสาหลักที่ 1: พลิกฟื้น "โคขุนโพนยางคำ" ด้วยโมเดลลดต้นทุนครบวงจร

เพื่อตอบสนองต่อปัญหาราคาโคตกต่ำและต้นทุนอาหารสูง ดร.นิยม ประยุกต์นโยบาย "Zero Burn" ของพรรค มาใช้แก้ปัญหาอาหารสัตว์:

  • ธนาคารอาหารสัตว์ชุมชน (Community Feed Bank): ผลักดันให้มีการจัดตั้งศูนย์ผลิตอาหารสัตว์ TMR (Total Mixed Ration) ในระดับตำบล โดยรับซื้อเปลือกข้าวโพด ยอดอ้อย และฟางข้าวจากเกษตรกรในพื้นที่มาแปรรูป วิธีนี้ช่วยลดต้นทุนอาหารข้นที่เกษตรกรต้องซื้อจากนายทุน และสร้างรายได้จากการขายเศษวัสดุ 6

  • การสร้างแบรนด์และมาตรฐาน: สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงมาตรฐาน GAP และ GMP เพื่อยกระดับเนื้อโคขุนสกลนครให้สามารถส่งออกไปยังตลาดพรีเมียมได้ โดยใช้เครือข่ายกระทรวงพาณิชย์ (สายสัมพันธ์เดิมของหัวหน้าพรรค) ในการเปิดตลาดจีนและเวียดนาม 18

4.2 เสาหลักที่ 2: การบริหารจัดการน้ำ "หนองหารโมเดล"

เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในตำบลโคกก่องและพื้นที่ใกล้เคียง ดร.นิยม ชูจุดแข็งเรื่องความเชี่ยวชาญด้านน้ำของหัวหน้าพรรค โดยเสนอ:

  • โครงการแก้มลิงและทางด่วนน้ำ: ผลักดันงบประมาณสำหรับการขุดลอกลำน้ำก่ำและสร้างประตูระบายน้ำที่ทันสมัย เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงในช่วงน้ำหลาก และเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง

  • การเยียวยาที่รวดเร็ว: เสนอระบบการประเมินความเสียหายด้วยภาพถ่ายดาวเทียม (Satellite Assessment) เพื่อให้เกษตรกรได้รับเงินชดเชยน้ำท่วมรวดเร็วขึ้น ตัดตอนขั้นตอนราชการที่ล่าช้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย "Management over Politics"

4.3 เสาหลักที่ 3: โอกาสใหม่สินค้าอัตลักษณ์ (GI) และเกษตรแม่นยำ

สำหรับพื้นที่อำเภอเต่างอยและภูพาน ดร.นิยม ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูง:

  • อุตสาหกรรมแปรรูปชุมชน: สนับสนุนเงินทุนและเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในการแปรรูป "หมากเม่า" เป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ ไวน์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงการยกระดับ "ผ้าย้อมคราม" สู่ตลาดแฟชั่นสากล 19

  • เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture): นำเทคโนโลยีโดรนเพื่อการเกษตรและการตรวจสภาพดินมาใช้ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนและรักษาสิ่งแวดล้อม

5. บทวิเคราะห์เชิงวิพากษ์: ความท้าทายและความเป็นไปได้

5.1 การเปลี่ยนผ่านภาพลักษณ์ทางการเมือง

ความท้าทายสำคัญของ ดร.นิยม คือการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์จากนักการเมืองสายศาสนาและวัฒนธรรม มาสู่นักการเมืองสาย "ปากท้องและการบริหารจัดการ" แม้ว่าฉายา "ดร.มหานิยม" จะช่วยในเรื่องความนิยมส่วนตัว แต่เกษตรกรในพื้นที่ยังคงยึดติดกับนโยบายประชานิยมที่ "เห็นเงินเร็ว" ของพรรคคู่แข่ง การสื่อสารนโยบายที่ซับซ้อน เช่น การจัดการขยะเกษตรเพื่อลดต้นทุน หรือการทำเกษตรคาร์บอนต่ำ จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและทำให้เห็นผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

5.2 การแข่งขันในพื้นที่เขต 2

การแข่งขันในเขต 2 มีความดุเดือด เนื่องจากมีผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย (แชมป์เก่าและอดีตต้นสังกัด) และพรรคประชาชน (ทายาทพรรคก้าวไกล) ที่มีฐานคะแนนคนรุ่นใหม่ 21 พรรคโอกาสใหม่ต้องดึงคะแนนจากกลุ่ม "เกษตรกรระดับกลาง" ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงแต่ไม่ต้องการความขัดแย้ง โดยใช้จุดขายเรื่อง "ประสบการณ์" ของหัวหน้าพรรคและความ "เข้าถึงง่าย" ของผู้สมัคร

5.3 ความเป็นไปได้ในการผลักดันนโยบาย

หาก ดร.นิยม ได้รับเลือกตั้ง บทบาทในสภาจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็น "ตัวกลาง" (Intermediary) ระหว่างเกษตรกรกับฝ่ายบริหาร การมีหัวหน้าพรรคที่เคยเป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ อาจช่วยให้การผลักดันโครงการน้ำและที่ดินในสกลนครมีความเป็นไปได้สูงกว่า สส. ทั่วไป เนื่องจากมีความเข้าใจกลไกราชการและเครือข่ายข้าราชการที่แน่นแฟ้น

6. บทสรุป

การเลือกตั้งปี 2569 ในจังหวัดสกลนคร เขต 2 เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการปะทะกันระหว่าง "การเมืองแบบเก่า" และ "โอกาสใหม่" ดร.นิยม เวชกามา ได้แปรเปลี่ยนข้อเรียกร้องของเกษตรกรเมื่อวันที่ 5 มกราคม ให้เป็นพิมพ์เขียวของนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทั้งการลดต้นทุนปศุสัตว์ การจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

ความสำเร็จของพรรคโอกาสใหม่และ ดร.นิยม ในครั้งนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่ตัวนโยบายที่สวยหรู แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการ "แปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ" (Policy Implementation) และการพิสูจน์ให้เกษตรกรเห็นว่า "การบริหารจัดการที่ดี" สามารถกินได้และสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนกว่าการรอความช่วยเหลือแบบเดิมๆ หากทำได้สำเร็จ โมเดล "โอกาสใหม่สกลนคร" อาจกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาการเมืองท้องถิ่นที่ก้าวข้ามประชานิยมไปสู่รัฐสวัสดิการและการจัดการที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง


ตารางที่ 2: เปรียบเทียบจุดเน้นนโยบายเกษตรระหว่างแนวทางเดิมกับแนวทาง "พรรคโอกาสใหม่"

มิติการเปรียบเทียบแนวทางเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Approach)แนวทางพรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Approach)
เป้าหมายหลักการพยุงราคาสินค้าเกษตร (Price Support)การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ (Cost Reduction & Efficiency)
การจัดการวัสดุเหลือใช้การเผาทิ้ง (Open Burning)การแปรรูปเป็นพลังงาน/ปุ๋ย/อาหารสัตว์ (Zero Burn Economy)
การแก้ปัญหาน้ำการแจกถุงยังชีพ/เงินเยียวยาหลังน้ำท่วมการบริหารจัดการลุ่มน้ำและระบบระบายน้ำ (Water Governance)
แหล่งเงินทุนการพักหนี้/เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำการสร้างรายได้ทางเลือกและอาชีพเสริม (Income Diversification)
บทบาท สส.ผู้ประสานของบประมาณผู้นำการเปลี่ยนแปลงและนักบริหารจัดการ (Change Agent)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พรรคโอกาสใหม่ ชู "คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้" สู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 ทางลัดแก้วิกฤตหนี้ หรือความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง

เพลง: ล้มได้ แต่ต้องมีทางลุก (ท่อนที่ 1)   บนถนนชีวิตที่แสนยาวไกล ใครหลายคนเคยพลาด เคยล้มลงไป ภาระหนี้สินเหมือนเงาตามตัว ความหวังเลือนรา...