วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

การวิเคราะห์ภูมิทัศน์และพลวัตทางการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ปี 2569

การวิเคราะห์ภูมิทัศน์และพลวัตทางการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ปี 2569: บทบาทของกลุ่มบ้านใหญ่และการปรับเปลี่ยนขั้วอำนาจใน 9 เขตเลือกตั้ง

บทคัดย่อ (Executive Summary)

รายงานการวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้มการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลาที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2569 โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบพลวัตทางการเมืองในระดับจุลภาครายเขตเลือกตั้งทั้ง 9 เขต ผ่านกรอบการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมมิติต่างๆ ได้แก่ ผลการเลือกตั้งปี 2566 พฤติกรรมการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การย้ายสังกัดพรรคของกลุ่มการเมือง (Factional Realignment) และอิทธิพลของระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น (Patronage Politics) โดยเฉพาะปรากฏการณ์การขยายตัวของ "พรรคกล้าธรรม" และ "พรรคภูมิใจไทย" ที่กำลังรุกคืบเข้าสู่พื้นที่ฐานเสียงเดิมของ "พรรคประชาธิปัตย์" ซึ่งเคยเป็นพรรคหลักในพื้นที่มายาวนาน

จากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและสถิติการเลือกตั้ง พบว่าจังหวัดสงขลากำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองภาคใต้ การเลือกตั้งปี 2569 จะมิใช่เพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองตามอุดมการณ์ แต่จะเป็นการต่อสู้ระหว่าง "ตระกูลการเมือง" (Political Dynasties) ที่ทรงอิทธิพล ซึ่งได้กระจายตัวไปสังกัดพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อรักษาดุลอำนาจ รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า ระบบ "บ้านใหญ่" (Big House Politics) ได้เข้ามาแทนที่ศรัทธาที่มีต่อตราสัญลักษณ์พรรคการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เขตเลือกตั้งส่วนใหญ่ในสงขลามีแนวโน้มที่จะถูกตัดสินด้วย "ตัวบุคคล" และ "เครือข่ายหัวคะแนน" มากกว่ากระแสพรรคในระดับชาติ ยกเว้นในเขตเมืองใหญ่ที่กระแสการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจาก "พรรคประชาชน" (อดีตพรรคก้าวไกล) ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม


1. บทนำ: นิเวศวิทยาทางการเมืองของจังหวัดสงขลาและบริบทแห่งการเปลี่ยนแปลง

จังหวัดสงขลาถือเป็น "เมืองหลวงทางการเมือง" ของภาคใต้ตอนล่าง ด้วยจำนวนเขตเลือกตั้งที่มากที่สุดถึง 9 เขต และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การศึกษา และคมนาคมของภูมิภาค ในอดีต สงขลาคือป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ (Democrat Party) ที่ซึ่งวาทกรรม "ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ" เคยถูกใช้เพื่อเปรียบเปรยถึงความภักดีของฐานเสียง อย่างไรก็ตาม ภูมิทัศน์ทางการเมืองนี้ได้เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรงนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 และปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นในการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อพรรคการเมืองคู่แข่งสามารถเจาะฐานที่มั่นและแบ่งเก้าอี้ สส. ออกไปได้

1.1 การถอดรหัสผลการเลือกตั้งปี 2566: สัญญาณเตือนภัยของระบบเก่า

ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการลงคะแนนของชาวสงขลา แม้พรรคประชาธิปัตย์จะยังคงรักษาที่นั่งส่วนใหญ่ไว้ได้ (6 จาก 9 ที่นั่ง) แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของคะแนนดิบ (Raw Votes) และคะแนนบัญชีรายชื่อ (Party-List Votes) จะพบรอยร้าวที่ลึกซึ้งในฐานเสียงเดิม 1

ตารางที่ 1.1 แสดงภาพรวมผลการเลือกตั้ง สส. แบ่งเขต จังหวัดสงขลา ปี 2566 จำแนกตามพรรคการเมือง

พรรคการเมืองจำนวนที่นั่งที่ได้รับคะแนนรวม (แบ่งเขต)ร้อยละของคะแนนรวม
พรรคประชาธิปัตย์6322,74038.54%
พรรคภูมิใจไทย1132,56115.83%
พรรคก้าวไกล (ประชาชน)0122,60214.64%
พรรคพลังประชารัฐ1109,51413.08%
พรรครวมไทยสร้างชาติ189,05810.64%

ที่มา: ประมวลผลจากข้อมูล กกต. และ Wikipedia 2

ข้อมูลจากตารางที่ 1.1 ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาธิปัตย์จะได้ที่นั่งถึง 2 ใน 3 แต่คะแนนนิยมรวมกลับต่ำกว่าร้อยละ 40 ซึ่งหมายความว่าเสียงส่วนใหญ่ของชาวสงขลา (กว่าร้อยละ 60) ได้กระจายไปสู่พรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) ที่แม้จะไม่ได้ สส. เขตเลย แต่กลับได้รับคะแนนเสียงมหาศาลทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ สะท้อนถึงการเติบโตของกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ (New Voters) และชนชั้นกลางในเขตเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

1.2 ปัจจัยขับเคลื่อนสู่สมรภูมิเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้งที่จะมาถึงในปี 2569 จะเกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างจากปี 2566 อย่างสิ้นเชิง โดยมีตัวแปรสำคัญดังนี้:

  1. การแตกสลายของเอกภาพในพรรคประชาธิปัตย์: ความขัดแย้งภายในพรรคระหว่างขั้วอำนาจเก่า (นำโดยนายชวน หลีกภัย และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) กับขั้วอำนาจใหม่ (นำโดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และนายเดชอิศม์ ขาวทอง) ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสนามเลือกตั้งสงขลา เมื่อ "กลุ่มเดชอิศม์" ซึ่งกุมฐานเสียงหลักในสงขลา ตัดสินใจย้ายขั้วทางการเมือง 4

  2. ยุทธศาสตร์ "ดูดบ้านใหญ่" ของพรรคกล้าธรรม: การก่อตั้งและขับเคลื่อน "พรรคกล้าธรรม" โดยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้กลายเป็นตัวแปรแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุด ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นการดึงตัว สส. เจ้าของพื้นที่ที่มีฐานคะแนนจัดตั้งเข้มแข็งเข้าสังกัด เพื่อการันตีชัยชนะโดยไม่ต้องพึ่งพากระแสพรรค 4

  3. การรุกคืบของพรรคภูมิใจไทย: ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทยได้ใช้นโยบาย "พูดแล้วทำ" และทรัพยากรทางการเมืองในการขยายฐานเสียงในภาคใต้ โดยเฉพาะในสงขลาที่มีนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เป็นหัวหอกสำคัญ 7


2. การวิเคราะห์เจาะลึกรายเขตเลือกตั้ง (Comprehensive District Analysis)

การวิเคราะห์ในส่วนนี้จะลงลึกในรายละเอียดของบริบททางภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitics) ประวัติศาสตร์การลงคะแนน และแนวโน้มความน่าจะเป็นของผู้สมัครในแต่ละเขตเลือกตั้ง ทั้ง 9 เขต เพื่อฉายภาพอนาคตของการเลือกตั้งปี 2569

เขตเลือกตั้งที่ 1: อำเภอเมืองสงขลา — ปราการด่านสุดท้ายของประชาธิปัตย์

พื้นที่ครอบคลุม: อำเภอเมืองสงขลา (ทั้งอำเภอ)

ลักษณะทางสังคม: เป็นเขตเมืองเก่า ศูนย์กลางราชการและการศึกษา มีประชากรผสมผสานระหว่างข้าราชการ พ่อค้าชาวไทยเชื้อสายจีน และชุมชนดั้งเดิม

บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2566:

ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เขต 1 เป็นเขตที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะอย่างงดงามที่สุดเขตหนึ่งในภาคใต้ โดยนายสรรเพชญ บุญญามณี สามารถกวาดคะแนนเสียงได้ถึง 40,521 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งจากพรรคก้าวไกล (นายสักกพันธ์ อนันต์พงค์) ที่ได้ 19,112 คะแนน ถึงกว่า 20,000 คะแนน 1

ตารางที่ 2.1 ผลการเลือกตั้ง สส. สงขลา เขต 1 ปี 2566

ลำดับผู้สมัครพรรคคะแนนเสียง
1นายสรรเพชญ บุญญามณีประชาธิปัตย์40,521
2นายสักกพันธ์ อนันต์พงค์ก้าวไกล19,112
3นายเจือ ราชสีห์รวมไทยสร้างชาติ17,509
4นายประสงค์ บริรักษ์ภูมิใจไทย12,573

ที่มา: กกต. รายงานผลการเลือกตั้ง 2566 9

พลวัตสู่ปี 2569:

  • เจ้าถิ่นที่แข็งแกร่ง: นายสรรเพชญ บุญญามณี บุตรชายของนายนิพนธ์ บุญญามณี (อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย) ได้พิสูจน์ฝีมือในฐานะ สส. สมัยแรกด้วยบทบาทในสภาที่โดดเด่น ประกอบกับฐานเสียงของตระกูลบุญญามณีที่หยั่งรากลึกในเทศบาลนครสงขลาและ อบจ.สงขลา ทำให้นายสรรเพชญเป็น "เต็งหนึ่ง" ที่ยากจะโค่นล้ม 10

  • คู่แข่งและตัวแปร:

    • พรรคประชาชน (ก้าวไกลเดิม): แม้จะแพ้ขาดในปี 2566 แต่คะแนน 1.9 หมื่นคะแนนสะท้อนถึงฐานเสียงธรรมชาติของคนรุ่นใหม่ในเขตเมือง หากพรรคสามารถสรรหาผู้สมัครที่มีความโดดเด่นและสร้างกระแสระดับชาติได้ อาจเพิ่มส่วนแบ่งคะแนนได้ แต่โอกาสชนะยังริบหรี่หากระบบบ้านใหญ่ยังทำงานปกติ

    • รวมไทยสร้างชาติ: นายเจือ ราชสีห์ อดีต สส. หลายสมัย ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 3 ซึ่งสะท้อนความเสื่อมถอยของบารมีส่วนตัวและกระแส "ลุงตู่" ที่แผ่วลง ในปี 2569 หากไม่มีกระแสพรรคช่วย คะแนนส่วนนี้อาจไหลกลับไปหาประชาธิปัตย์หรือภูมิใจไทย

    • ภูมิใจไทย: นายประสงค์ บริรักษ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง แม้จะมีฐานเสียงท้องถิ่น แต่ผลคะแนนปี 2566 แสดงให้เห็นว่ายังไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับตระกูลบุญญามณีในระดับชาติ 7

บทสรุปเขต 1: พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายสรรเพชญ บุญญามณี มีโอกาสสูงมากที่จะรักษาที่นั่งนี้ไว้ได้ เป็นเขตที่มั่นคงที่สุดของพรรคในสงขลา

เขตเลือกตั้งที่ 2: อำเภอหาดใหญ่ (เขตเทศบาลนคร) — สมรภูมิเมืองหลวงเศรษฐกิจ

พื้นที่ครอบคลุม: อำเภอหาดใหญ่ (เฉพาะตำบลหาดใหญ่ และตำบลคลองอู่ตะเภา)

ลักษณะทางสังคม: เป็นเขตเมืองใหญ่ที่สุดของภาคใต้ ศูนย์กลางธุรกิจ การท่องเที่ยว และการแพทย์ มีประชากรหนาแน่นและมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง (Urban Voters)

บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2566:

เขต 2 เป็นเขตที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุด คะแนนของผู้ชนะและผู้แพ้ในลำดับ 2 และ 3 สูสีกันมาก ชัยชนะของนายศาสตรา ศรีปาน จากรวมไทยสร้างชาติ (20,553 คะแนน) เหนือนางสาววชิราภรณ์ นิรันตราภรณ์ จากก้าวไกล (20,385 คะแนน) เพียง 168 คะแนน เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงพลังของ "New Voters" อย่างแท้จริง 9

ตารางที่ 2.2 ผลการเลือกตั้ง สส. สงขลา เขต 2 ปี 2566

ลำดับผู้สมัครพรรคคะแนนเสียงหมายเหตุ
1นายศาสตรา ศรีปานรวมไทยสร้างชาติ20,553ชนะเฉียดฉิว
2นางสาววชิราภรณ์ นิรันตราภรณ์ก้าวไกล20,385แพ้ 168 คะแนน
3นายจูรี นุ่มแก้วชาติพัฒนากล้า15,368ดาว TikTok
4นายนิพัฒน์ อุดมอักษรประชาธิปัตย์9,573ฐานเสียงเดิมต่ำ

ที่มา: กกต. รายงานผลการเลือกตั้ง 2566 9

พลวัตสู่ปี 2569:

  • การย้ายค่ายของ "จูรี นุ่มแก้ว": ตัวแปรสำคัญที่สุดในเขตนี้คือ นายจูรี นุ่มแก้ว หรือ "แหลงเล่า By Jury" ดาวโซเชียลมีเดียที่กวาดคะแนนกว่า 1.5 หมื่นคะแนนในนามพรรคเล็ก ล่าสุดเขาได้เข้าสังกัด "พรรคประชาธิปัตย์" อย่างเป็นทางการ 13 การผสมผสานระหว่างฐานแฟนคลับส่วนตัวกับแบรนด์ประชาธิปัตย์ในพื้นที่ที่คนยังมีความผูกพันกับพรรค อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ ปชป. ทวงคืนเขตนี้ได้

  • สถานะของ "ศาสตรา ศรีปาน": แชมป์เก่าจาก รทสช. กำลังเผชิญความท้าทายจากกระแสข่าวการย้ายพรรคไปสู่ "พรรคภูมิใจไทย" หรือพรรคอื่นในขั้วรัฐบาล 16 หากนายศาสตราย้ายพรรค ฐานคะแนนนิยมจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เคยเลือกเพราะ "ลุงตู่" อาจสั่นคลอน

  • พรรคประชาชน (ก้าวไกลเดิม): ด้วยความพ่ายแพ้เพียงหลักร้อยคะแนน พรรคประชาชนย่อมหมายมั่นปั้นมือที่จะยึดเขตนี้ให้ได้ ฐานเสียงในเขตเมืองหาดใหญ่มีความเป็นอิสระสูงและพร้อมเลือกตามกระแส หากพรรคส่งผู้สมัครที่มีคุณภาพและกระแสระดับชาติดี โอกาสชนะย่อมมีสูง

บทสรุปเขต 2: เป็นการต่อสู้สามเส้า (Tripartite Battle) ระหว่าง ประชาธิปัตย์ (จูรี) vs ภูมิใจไทย (ศาสตรา) vs ประชาชน โดยมีแนวโน้มว่านายจูรี นุ่มแก้ว จะมีความได้เปรียบเล็กน้อยจากการรวมฐานคะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 3: อำเภอนาหม่อมและหาดใหญ่รอบนอก — การผลัดใบของบ้านใหญ่

พื้นที่ครอบคลุม: อำเภอนาหม่อม, อำเภอหาดใหญ่ (ตำบลบ้านพรุ, พะตง, คอหงส์ ฯลฯ)

ลักษณะทางสังคม: พื้นที่ชานเมืองและเกษตรกรรมสวนยางพารา ฐานเสียงผสมผสานระหว่างระบบหัวคะแนนและกระแส

บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2566:

นายสมยศ พลายด้วง (ประชาธิปัตย์) ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนท่วมท้น 39,577 คะแนน โดยมีนายไพร พัฒโน จากภูมิใจไทยตามมาห่างๆ ที่ 20,703 คะแนน 9

ตารางที่ 2.3 ผลการเลือกตั้ง สส. สงขลา เขต 3 ปี 2566

ลำดับผู้สมัครพรรคคะแนนเสียง
1นายสมยศ พลายด้วงประชาธิปัตย์39,577
2นายไพร พัฒโนภูมิใจไทย20,703
3นายฌาฆีภัตฐ์ เพชรคงก้าวไกล19,885
4นายพยม พรหมเพชรรวมไทยสร้างชาติ13,247

ที่มา: กกต. รายงานผลการเลือกตั้ง 2566 9

พลวัตสู่ปี 2569:

  • แผ่นดินไหวทางการเมือง: ข่าวใหญ่ที่สุดของเขตนี้คือการตัดสินใจของนายสมยศ พลายด้วง ที่ลาออกจากกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์และเตรียมย้ายไปสังกัด "พรรคภูมิใจไทย" 17 การย้ายครั้งนี้เป็นการนำฐานเสียงหัวคะแนนและเครือข่ายธุรกิจรับเหมาของนายสมยศไปด้วยทั้งระบบ

  • วิกฤตทับซ้อนของภูมิใจไทย: การเข้ามาของนายสมยศอาจสร้างความลำบากใจให้กับนายไพร พัฒโน เจ้าของพื้นที่เดิมของภูมิใจไทย พรรคจะต้องบริหารจัดการความขัดแย้งนี้ หากเคลียร์ลงตัว ภูมิใจไทยจะมีโอกาสยึดครองเขตนี้สูงมาก

  • ประชาธิปัตย์: ต้องเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ที่มีศักยภาพเทียบเท่า ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นโจทย์ที่ยากลำบาก ชื่อของ "ทนายอาร์ม สุวรรณรักษา" ถูกพูดถึงในฐานะคนรุ่นใหม่ที่อาจได้รับโอกาส 14

บทสรุปเขต 3: แนวโน้มเทไปทาง พรรคภูมิใจไทย (หากส่งนายสมยศลงสมัคร) เนื่องจากระบบการเมืองในเขตนี้พึ่งพา "กระสุน" และ "การดูและพื้นที่" อย่างเข้มข้น

เขตเลือกตั้งที่ 4: คาบสมุทรสทิงพระ — ศึกศักดิ์ศรีคนลุ่มน้ำทะเลสาบ

พื้นที่ครอบคลุม: อำเภอระโนด, กระแสสินธุ์, สทิงพระ, สิงหนคร (บางส่วน)

ลักษณะทางสังคม: พื้นที่เกษตรกรรม ทำนา ทำสวนตาล และประมง เป็นฐานที่มั่นดั้งเดิมของนักการเมืองสาย "ลูกป๋า" (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์)

บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2566:

เป็นเขตที่มีการพลิกล็อคถล่มทลาย เมื่อนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว (พลังประชารัฐ) หรือ "เสี่ยกฤต" นักธุรกิจหนุ่มเจ้าของสโมสรฟุตบอล สามารถเอาชนะนายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว อดีต สส. เก๋าเกมจากประชาธิปัตย์ได้ด้วยคะแนนเฉียดฉิว 35,289 ต่อ 34,036 คะแนน 9

ตารางที่ 2.4 ผลการเลือกตั้ง สส. สงขลา เขต 4 ปี 2566

ลำดับผู้สมัครพรรคคะแนนเสียง
1นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้วพลังประชารัฐ35,289
2นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้วประชาธิปัตย์34,036
3ร.ต.อ.อรุณ สวัสดีรวมไทยสร้างชาติ10,857

ที่มา: กกต. รายงานผลการเลือกตั้ง 2566 9

พลวัตสู่ปี 2569:

  • การย้ายเข้าสู่ "พรรคกล้าธรรม": นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว เป็นหนึ่งใน สส. สาย ร.อ.ธรรมนัส ที่มีแนวโน้มสูงมากที่จะย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม 21 เพื่อความคล่องตัวในการทำงานและการสนับสนุนงบประมาณ

  • คู่แข่งสายแข็ง: นายโยธิน ทองเนื้อแข็ง (นายก อบต.ท่าบอน) ได้ประกาศตัวลงสมัครในนาม "พรรคภูมิใจไทย" 21 โดยได้รับการสนับสนุนจากนายก อบจ.สงขลา (นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม) ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ทรงพลัง การแข่งขันในเขตนี้จึงจะเป็นสงครามระหว่าง "กล้าธรรม" vs "ภูมิใจไทย" อย่างดุเดือด

  • ประชาธิปัตย์: นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ยังคงมีฐานเสียงส่วนตัวที่เหนียวแน่น แต่การขาดทรัพยากรเมื่อเทียบกับสองพรรคใหญ่ฝ่ายรัฐบาลอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ

บทสรุปเขต 4: เขตนี้จะเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงที่สุด (Money Politics) ระหว่าง พรรคกล้าธรรม และ พรรคภูมิใจไทย โดยมีโอกาสที่นายชนนพัฒฐ์จะรักษาแชมป์ได้หากการย้ายพรรคราบรื่น

เขตเลือกตั้งที่ 5: อำเภอรัตภูมิและควนเนียง — อาณาจักรของ "นายกชาย"

พื้นที่ครอบคลุม: อำเภอรัตภูมิ, ควนเนียง, บางกล่ำ (บางส่วน), สิงหนคร (บางส่วน)

ลักษณะทางสังคม: พื้นที่เกษตรกรรมและธุรกิจท้องถิ่น เป็นฐานที่มั่นของตระกูล "ขาวทอง"

บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2566:

นายเดชอิศม์ ขาวทอง (เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น) ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุดในจังหวัดสงขลา 54,343 คะแนน แสดงถึงบารมีที่ไร้คู่ต่อกร 2

พลวัตสู่ปี 2569:

  • การเปลี่ยนขั้วยกตระกูล: ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือการย้ายสังกัดของกลุ่มนายเดชอิศม์ ไปสู่ "พรรคกล้าธรรม" ภายใต้การนำของนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ 5 สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์และการต้องการแสวงหาอำนาจบริหารที่มั่นคง

  • ทายาททางการเมือง: นายเดชอิศม์ได้วางตัวบุตรชายคนโต นายวงศ์วชิระ ขาวทอง (สจ.) ให้ลงสมัคร สส. เขต 5 แทนตนเอง ในนามพรรคกล้าธรรม 17 เพื่อสืบทอดอำนาจ

  • คู่แข่ง: ในเขตนี้ ระบบหัวคะแนนและผู้นำท้องถิ่น (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต.) อยู่ภายใต้เครือข่ายของนายเดชอิศม์เกือบทั้งหมด ทำให้ยากที่พรรคอื่นจะเจาะเข้ามาได้ ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ (ที่ต้องหาคนใหม่) หรือก้าวไกล

บทสรุปเขต 5: พรรคกล้าธรรม (ตระกูลขาวทอง) มีโอกาสชนะแบบ "นอนมา" (Landslide) เนื่องจากการยึดกุมพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ

เขตเลือกตั้งที่ 6: อำเภอสะเดา — ประตูสู่อาเซียนและฐานที่มั่นขาวทอง 2

พื้นที่ครอบคลุม: อำเภอสะเดา, คลองหอยโข่ง

ลักษณะทางสังคม: พื้นที่เศรษฐกิจชายแดน ด่านศุลกากร นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่เกษตรกรรม

บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2566:

นางสาวสุภาพร กำเนิดผล (ภรรยานายเดชอิศม์) ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน 34,835 คะแนน 2 รักษาฐานเสียงของสามีไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

พลวัตสู่ปี 2569:

  • การสลับตัวผู้เล่น: มีรายงานว่านางสาวสุภาพรอาจจะขยับไปลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ หรือวางมือจากการลงเขต เพื่อเปิดทางให้ นายบารมี ขาวทอง (มังกร) บุตรชายอีกคนของนายเดชอิศม์ ลงสมัครแทนในนาม "พรรคกล้าธรรม" 5

  • ความชอบธรรมในพื้นที่: นายบารมีได้ลงพื้นที่แนะนำตัวอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงฐานเสียงเดิมจากตระกูลมารดาและบิดา การเปลี่ยนตัวผู้สมัครในตระกูลเดียวกันมักไม่ส่งผลกระทบต่อฐานคะแนนจัดตั้ง

  • คู่แข่ง: พรรครวมไทยสร้างชาติและพลังประชารัฐเคยมีฐานเสียงในเขตนี้ แต่ด้วยอิทธิพลของ "บ้านใหญ่สงขลา" (อบจ.) ที่สนับสนุนกลุ่มขาวทอง ทำให้คู่แข่งทำงานได้ยาก

บทสรุปเขต 6: พรรคกล้าธรรม (ตระกูลขาวทอง) จะยังคงรักษาที่นั่งนี้ไว้ได้ เป็นการสืบทอดอำนาจรุ่นสู่รุ่นที่ชัดเจน

เขตเลือกตั้งที่ 7: อำเภอนาทวีและสะบ้าย้อย — ป้อมปราการภูมิใจไทย

พื้นที่ครอบคลุม: อำเภอนาทวี, สะบ้าย้อย, เทพา (บางส่วน)

ลักษณะทางสังคม: พื้นที่รอยต่อสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประชากรไทยพุทธและมุสลิมผสมผสาน เป็นพื้นที่ความมั่นคง

บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2566:

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ จากพรรคภูมิใจไทย ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน 31,926 คะแนน 7 เป็น สส. ภูมิใจไทยคนเดียวที่ยืนหยัดได้ท่ามกลางกระแส ปชป. และ พปชร. ในอดีต

พลวัตสู่ปี 2569:

  • ความแข็งแกร่งของเจ้าถิ่น: นายณัฏฐ์ชนนได้รับการยอมรับว่าเป็น สส. ที่ลงพื้นที่หนักที่สุดคนหนึ่ง และมีบทบาทในสภาสูงในฐานะโฆษกพรรค การนำงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลงสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่องทำให้เขามีคะแนนนิยมส่วนตัวสูงมาก

  • คู่แข่ง: พรรคประชาธิปัตย์พยายามส่งนายศิริโชค โสภา หรือผู้สมัครคนอื่นลงสู้ แต่กระแสของนายศิริโชคตกลงไปมาก ส่วนพรรคประชาชาติ (Prachachat Party) มีฐานเสียงมุสลิมในพื้นที่นี้พอสมควร (เขต 7 มีสัดส่วนมุสลิมสูง) อาจเป็นตัวตัดคะแนนที่น่ากลัว แต่ยังยากที่จะชนะ สส. เขตที่ทำงานเข้มแข็ง

บทสรุปเขต 7: พรรคภูมิใจไทย (ณัฏฐ์ชนน) มีโอกาสชนะสูงมาก (High Probability of Re-election)

เขตเลือกตั้งที่ 8: อำเภอจะนะและเทพา — ศรัทธาและบารมีผู้นำศาสนา

พื้นที่ครอบคลุม: อำเภอจะนะ, เทพา

ลักษณะทางสังคม: พื้นที่ที่มีประชากรมุสลิมหนาแน่นที่สุดในสงขลา เป็นฐานที่มั่นของโรงเรียนสอนศาสนาและกลุ่มผู้นำชุมชน

บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2566:

พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ (ประชาธิปัตย์) ชนะขาดลอยด้วยคะแนนท่วมท้น บารมีของท่านในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ทำให้ท่านเป็น "สส. ตลอดกาล" ของเขตนี้ 23

พลวัตสู่ปี 2569:

  • การย้ายขั้วสะท้านวงการ: พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ได้ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับ "พรรคกล้าธรรม" พร้อมกับกลุ่มของนายเดชอิศม์ 4 การย้ายพรรคครั้งนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงสุด เพราะเป็นการดึงฐานเสียงมุสลิมขนาดใหญ่ของสงขลาออกจากประชาธิปัตย์

  • ผลกระทบ: คะแนนในเขตนี้เป็น "คะแนนส่วนตัว" (Personal Vote) เกือบ 100% ไม่ว่า พล.ต.ต.สุรินทร์ จะย้ายไปพรรคใด ฐานเสียงก็จะย้ายตามไปด้วยอย่างไม่มีเงื่อนไข

บทสรุปเขต 8: พรรคกล้าธรรม (พล.ต.ต.สุรินทร์) จะชนะการเลือกตั้งอย่างแน่นอน

เขตเลือกตั้งที่ 9: อำเภอบางกล่ำและหาดใหญ่ใน — รอยต่อนครหาดใหญ่

พื้นที่ครอบคลุม: อำเภอบางกล่ำ, อำเภอหาดใหญ่ (ตำบลควนลัง, ทุ่งตำเสา, ฉลุง)

ลักษณะทางสังคม: พื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท รองรับการขยายตัวของเมืองหาดใหญ่

บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2566:

นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง (สิงโต) บุตรชายคนเล็กของนายเดชอิศม์ ชนะการเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ 10

พลวัตสู่ปี 2569:

  • เอกภาพของตระกูล: แม้จะมีข่าวลือและการอภิปรายที่ดูเหมือนยังอยู่กับประชาธิปัตย์ 28 แต่แนวโน้มหลักชี้ไปที่การย้ายตามบิดาและพี่ชายไปสู่ "พรรคกล้าธรรม" เพื่อความเป็นเอกภาพของตระกูลและฐานเสียง 5

  • การแข่งขัน: เขตนี้มีความเปราะบางกว่าเขต 5 และ 6 เนื่องจากมีความเป็นเมือง (Urbanization) สูงกว่า คู่แข่งจากพรรคประชาชนและรวมไทยสร้างชาติเคยทำคะแนนได้ดี แต่ด้วยทรัพยากรที่เหนือกว่าของกลุ่มบ้านใหญ่ น่าจะทำให้ตระกูลขาวทองรักษาพื้นที่ไว้ได้

บทสรุปเขต 9: พรรคกล้าธรรม (ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง) มีความได้เปรียบสูง


3. การวิเคราะห์สังเคราะห์ภาพรวม: นัยยะทางยุทธศาสตร์ (Strategic Synthesis)

3.1 การผงาดของ "พรรคกล้าธรรม" ในฐานะขั้วอำนาจใหม่

ปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองที่สุดในการเลือกตั้ง 2569 คือการถือกำเนิดของพรรคกล้าธรรมในพื้นที่สงขลา ซึ่งไม่ได้เกิดจากการสร้างฐานเสียงใหม่ แต่เกิดจากการ "Takeover" ฐานเสียงเดิมของประชาธิปัตย์ผ่านการดึงตัวผู้นำตระกูลการเมือง (ขาวทอง, ปาลาเร่)

  • คาดการณ์ที่นั่ง: พรรคกล้าธรรมมีโอกาสกวาดที่นั่งได้ถึง 4-5 ที่นั่ง (เขต 4, 5, 6, 8, 9) ซึ่งจะทำให้พรรคนี้กลายเป็นพรรคอันดับ 1 ของจังหวัดสงขลาทันที

3.2 ยุทธศาสตร์ "ป่าล้อมเมือง" ของภูมิใจไทย

พรรคภูมิใจไทยใช้ยุทธศาสตร์เจาะพื้นที่รอบนอกและพื้นที่รอยต่อ โดยอาศัย สส. ที่มีผลงาน (เขต 7) และการดึง สส. บ้านใหญ่ที่มีศักยภาพ (เขต 3, 4)

  • คาดการณ์ที่นั่ง: ภูมิใจไทยมีโอกาสได้ 2-3 ที่นั่ง (เขต 7 ชัวร์, เขต 3 สูง, เขต 4 ลุ้นหนัก)

3.3 วิกฤตศรัทธาและการปรับตัวของประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์กำลังถูกบีบให้กลายเป็น "พรรคเขตเมือง" (Urban Party) ในสงขลา โดยเหลือที่มั่นแข็งแกร่งเพียงเขต 1 และเขต 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชนชั้นกลางและคนในเมืองยังยึดมั่นในอุดมการณ์พรรคและตัวบุคคล (สรรเพชญ, จูรี) มากกว่าระบบอุปถัมภ์

  • คาดการณ์ที่นั่ง: ประชาธิปัตย์อาจเหลือเพียง 2 ที่นั่ง (เขต 1, 2) ถือเป็นความตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเลือดใหม่

3.4 ตัวแปรแทรกซ้อน: พรรคประชาชน (New Politics)

แม้การวิเคราะห์ข้างต้นจะเน้นไปที่ระบบบ้านใหญ่ แต่กระแส "สีส้ม" ของพรรคประชาชนยังคงเป็นคลื่นใต้น้ำที่รุนแรง โดยเฉพาะในเขต 1, 2 และ 9 หากเกิดกระแสความไม่พอใจต่อการย้ายพรรคของนักการเมืองหน้าเดิม หรือเบื่อหน่ายรัฐบาล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจเทคะแนนให้พรรคประชาชนแบบถล่มทลาย (Landslide) ซึ่งจะพลิกโฉมหน้าการวิเคราะห์ทั้งหมดได้


4. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ

การเลือกตั้ง สส. สงขลา ปี 2569 จะเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจาก "การเมืองเชิงอัตลักษณ์พรรค" (Party Identity Politics) ไปสู่ "การเมืองเชิงเครือข่ายอุปถัมภ์และตระกูลการเมือง" (Patronage Network & Dynastic Politics) อย่างสมบูรณ์แบบ พรรคการเมืองระดับชาติเป็นเพียง "เสื้อคลุม" ที่นักเลือกตั้งท้องถิ่นใช้สวมใส่เพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ

ตารางสรุปคาดการณ์ผลการเลือกตั้ง สส. สงขลา 2569 รายเขต

เขตพื้นที่หลักแนวโน้มผู้ชนะพรรคสังกัด (คาดการณ์)ปัจจัยชี้ขาด
1เมืองสงขลานายสรรเพชญ บุญญามณีประชาธิปัตย์ฐานเสียงตระกูลบุญญามณี + ผลงานส่วนตัว
2หาดใหญ่ (ในเมือง)นายจูรี นุ่มแก้วประชาธิปัตย์กระแสคนรุ่นใหม่ + แบรนด์ ปชป. ในเมือง
3นาหม่อมนายสมยศ พลายด้วงภูมิใจไทยการย้ายฐานหัวคะแนนทั้งระบบ
4สทิงพระ/ระโนดนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้วกล้าธรรมทุนและการจัดการพื้นที่
5รัตภูมินายวงศ์วชิระ ขาวทองกล้าธรรมการสืบทอดอำนาจตระกูลขาวทอง
6สะเดานายบารมี ขาวทองกล้าธรรมเครือข่ายบ้านใหญ่
7นาทวีนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อภูมิใจไทยผลงานที่จับต้องได้
8จะนะพล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่กล้าธรรมบารมีผู้นำศาสนา
9บางกล่ำนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทองกล้าธรรมเอกภาพของตระกูล

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" ในภาคใต้ จะก้าวไปในทิศทางใด ระหว่างการยึดติดกับตัวบุคคลผู้มีบารมี หรือการก้าวไปสู่การเมืองเชิงนโยบายและอุดมการณ์ที่พรรคประชาชนพยายามนำเสนอ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดภูมิทัศน์เลือกตั้ง 2569 ศึกสามขั้ว ชนกันบนสมรภูมิ AI–นิติสงคราม–พลังเงียบ

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์สื่อสารการเมือง พรรคการเมือง เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้ลงคะแนนเสียง ก่อนวันชี้ชะตา 8 กุมภาพันธ์ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน...