เลือกตั้ง 2569 กับสมรภูมิงบกระตุ้นเศรษฐกิจ จาก "มิยาซาวา" สู่ "คนละครึ่งพลัส" และโจทย์ใหญ่ความยั่งยืนการคลังไทย
การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เท่านั้น หากแต่ยังเป็นจุดชี้ขาดทิศทาง นโยบายการคลังและงบกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และหนี้สาธารณะใกล้แตะเพดานวินัยการคลัง
บทวิเคราะห์เชิงวิชาการล่าสุดชี้ว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองไทยในปี 2569 สะท้อน “วัฏจักรประชานิยมด้านอุปสงค์” ที่วนซ้ำมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุค โครงการเงินกู้มิยาซาวา หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง มาจนถึงข้อเสนอร่วมสมัยอย่าง “คนละครึ่งพลัส” และโมเดล “รัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30”
เศรษฐกิจไทยก่อนเลือกตั้ง: ฟื้นช้า–หนี้สูง–กระสุนจำกัด
ข้อมูลการคาดการณ์เศรษฐกิจการคลังระบุว่า ปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลจะมีรายได้สุทธิราว 2.92 ล้านล้านบาท แต่มีรายจ่ายสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ขาดดุลกว่า 8.6 แสนล้านบาท หรือประมาณ 4.4% ของ GDP ขณะที่หนี้สาธารณะคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 13 ล้านล้านบาท คิดเป็น 68.17% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%
นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว รัฐบาลใหม่จะมี “พื้นที่ทางการคลัง” เหลืออยู่อย่างจำกัด แต่แรงกดดันทางการเมืองกลับผลักดันให้พรรคการเมืองต้องเสนอนโยบายแจกเงินหรืออุดหนุนการบริโภค เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาชนที่กำลังเผชิญปัญหาปากท้อง
จาก “Workfare” สู่ “Digital Handout”
หากย้อนกลับไปหลังวิกฤตปี 2540 โครงการมิยาซาวาในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย เน้นแนวคิด Workfare หรือ “ช่วยเหลือผ่านการจ้างงาน” เช่น การขุดลอกคูคลอง สร้างถนน หรือจ้างแรงงานชั่วคราวในชนบท เพื่อสร้างรายได้และผลิตภาพ แม้จะช่วยบรรเทาการว่างงานได้หลายล้านคน แต่ก็ถูกวิจารณ์เรื่องความไม่ยั่งยืนและปัญหาทุจริตแบบ “แรงงานผี”
สองทศวรรษต่อมา วิกฤตโควิด-19 ได้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เมื่อรัฐใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดตัว โครงการคนละครึ่ง ผ่านแอปฯ เป๋าตัง เปลี่ยนจากการจ้างงานมาเป็นระบบ Co-payment หรือรัฐร่วมจ่าย 50% ช่วยกระตุ้นการบริโภคฐานรากและดึงร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล
โครงการดังกล่าวถูกประเมินว่าสามารถพยุง GDP ได้ราว 0.2–0.4% ต่อปี และสร้างเงินหมุนเวียนในระบบสูงกว่าเม็ดเงินงบประมาณที่รัฐใช้จริงถึง 2 เท่า อย่างไรก็ตาม ก็เกิดรูปแบบทุจริตใหม่ เช่น การ “แลกสิทธิเป็นเงินสด” และอาชญากรรมไซเบอร์
สมรภูมินโยบาย 2569: แข่งกันที่ “สัดส่วนการจ่าย”
เมื่อเข้าสู่โหมดหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้กลายเป็นอาวุธหลักของพรรคการเมืองใหญ่
พรรคภูมิใจไทย เสนอ “คนละครึ่งพลัส” ยังคงสัดส่วนรัฐ–ประชาชน 50:50 แต่เพิ่มวงเงิน พร้อมใช้วาทกรรม “ติดหนี้ประชาชน” เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
พรรคเพื่อไทย เสนอโมเดลที่เข้มข้นกว่า คือ รัฐจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30% โดยให้เหตุผลว่ากำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอเกินกว่าจะสมทบครึ่งหนึ่งได้เหมือนเดิม
นักวิชาการวิเคราะห์ว่า การเพิ่มสัดส่วนรัฐจ่ายอาจกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากขึ้นในระยะสั้น แต่จะลดประสิทธิภาพของ “ตัวคูณทางการคลัง” และเพิ่มภาระงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ เสี่ยงต่อปัญหา Moral Hazard และความเคยชินกับการอุดหนุนจากรัฐ
ความเสี่ยงระยะยาว: วินัยการคลังและกับดักประชานิยม
บทวิเคราะห์ชี้ว่า ไม่ว่านโยบายใดจะชนะใจประชาชนในสนามเลือกตั้ง แต่โจทย์ใหญ่ที่ถูกละเลยคือ ความยั่งยืนทางการคลัง ในช่วงปี 2569–2573 ที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มไต่ระดับเฉียดเพดานต่อเนื่อง การอัดฉีดงบประมาณเพื่อกระตุ้นอุปสงค์อาจให้ผลเพียงชั่วคราว หากไม่เชื่อมโยงกับการเพิ่มผลิตภาพหรือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดทางกฎหมายในช่วงรัฐบาลรักษาการ ยังทำให้หลายโครงการอาจไม่สามารถเดินหน้าได้ทันทีหลังการยุบสภา เสี่ยงเกิด “สุญญากาศทางนโยบาย” ในช่วงต้นปี 2569
บทสรุป: เลือก “แจก” หรือ “ลงทุนอนาคต”
ผู้วิจัยสรุปว่า การแข่งขันนโยบายงบกระตุ้นเศรษฐกิจในเลือกตั้ง 2569 สะท้อนความต่อเนื่องของประชานิยมไทยที่เปลี่ยนรูปแบบตามเทคโนโลยี แต่ยังยึดการกระตุ้นอุปสงค์เป็นแกนหลัก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า พรรคใดให้มากกว่า แต่คือ ประเทศจะรับภาระได้นานแค่ไหน
ข้อเสนอเชิงนโยบายระบุว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้งควรเปลี่ยนจากการ “แจกเพื่อใช้จ่าย” ไปสู่การ “ลงทุนในมนุษย์” ใช้ข้อมูลดิจิทัลคัดกรองกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ และเสริมระบบตรวจสอบการทุจริตให้เท่าทันยุคดิจิทัล
การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นบททดสอบสำคัญ ว่าสังคมไทยจะก้าวสู่เส้นทาง ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ หรือจะยังคงวนเวียนอยู่ในวังวนของ ประชานิยมระยะสั้น ที่ฝากภาระไว้กับคนรุ่นต่อไป.
วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทยเกี่ยวกับงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ: จากงบมิยาซาวาสู่คนละครึ่งพลัส
1. บทนำ: พลวัตเศรษฐกิจการเมืองไทยและวัฏจักรนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจการเมืองร่วมสมัยของประเทศไทย การเลือกตั้งทั่วไปไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจที่กำหนดทิศทางของนโยบายการคลัง (Fiscal Policy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการกระจายทรัพยากรและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปี 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นในบริบทที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เปราะบางภายหลังวิกฤตโควิด-19 และข้อจำกัดทางงบประมาณที่ทวีความตึงตัวมากขึ้น บทความวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกถึงวิวัฒนาการของนโยบายหาเสียงที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยฉายภาพเปรียบเทียบเชิงประวัติศาสตร์ตั้งแต่ "โครงการมิยาซาวา" (Miyazawa Plan) ในช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง มาจนถึงข้อเสนอล่าสุดอย่าง "คนละครึ่งพลัส" และโมเดล "รัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30" ในบริบทการเลือกตั้งปี 2569 เพื่อทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงปรัชญาเศรษฐกิจ กลไกการดำเนินงาน และผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ
1.1 บริบททางเศรษฐกิจมหภาคก่อนการเลือกตั้ง 2569
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงรอยต่อปี 2568-2569 เต็มไปด้วยสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการคลัง จากข้อมูลการคาดการณ์สถานะการคลังระยะปานกลาง (2569-2573) พบว่าในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลไทยจะมีรายได้สุทธิประมาณ 2.92 ล้านล้านบาท ในขณะที่มีภาระงบประมาณรายจ่ายสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาท ส่งผลให้เกิดการขาดดุลการคลังที่ระดับ 8.6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.4 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
ประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือสถานะของ "หนี้สาธารณะ" ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความยั่งยืนทางการคลังที่สำคัญ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างของไทยอยู่ที่ 11.7 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 13.099 ล้านล้านบาทในปี 2569 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 68.17 ต่อ GDP
1.2 จาก "Workfare" สู่ "Digital Handout": การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์
หากพิจารณาวิวัฒนาการของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในรอบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา จะพบการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ จากยุคหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย ได้ดำเนินนโยบาย "โครงการมิยาซาวา" ซึ่งเน้นหนักในรูปแบบ "Workfare" หรือสวัสดิการที่ผูกเงื่อนไขกับการทำงาน (Conditionality on Work) เช่น การจ้างงานขุดลอกคูคลอง หรือการปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้หมุนเวียน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและวิกฤตโควิด-19 รูปแบบของนโยบายได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ "Cash Transfer" (การโอนเงินสด) และ "Co-payment" (รัฐร่วมจ่าย) อย่างชัดเจน ดังที่เห็นได้จากโครงการ "คนละครึ่ง" ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างความนิยมทางการเมืองและกระตุ้นการบริโภคระดับฐานราก การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นการแข่งขันกันบนฐานคิดของการ "เติมเงิน" (Top-up) เข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัลของประชาชน โดยพรรคการเมืองต่างนำเสนอตัวเลขและสัดส่วนการอุดหนุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดคำถามถึงความยั่งยืนและผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว
2. กรอบแนวคิดทฤษฎี: ประชานิยมอุปสงค์และข้อถกเถียงทางเศรษฐศาสตร์
การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงในปี 2569 จำเป็นต้องวางอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ โดยเฉพาะข้อถกเถียงระหว่างแนวทางเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Economics) และแนวคิดประชานิยมที่เน้นอุปสงค์ (Demand-Side Populism)
2.1 นโยบายประชานิยมด้านอุปสงค์ (Demand-Side Populist Policies: DSPPs)
นโยบายที่พรรคการเมืองไทยนำเสนอในการเลือกตั้งปี 2569 ไม่ว่าจะเป็น "คนละครึ่งพลัส" หรือ "รัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30" ล้วนจัดอยู่ในประเภทของ "นโยบายประชานิยมด้านอุปสงค์" (DSPPs) ซึ่งมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน เพื่อให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) ที่จะส่งผลทวีคูณ (Multiplier Effect) ต่อ GDP
แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ (Keynesian Economics) ที่เชื่อว่าในยามที่เศรษฐกิจถดถอยหรือเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ รัฐบาลควรแทรกแซงด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อชดเชยอุปสงค์ภาคเอกชนที่หายไป
2.2 ข้อวิจารณ์จากมุมมองเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก
นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและหน่วยงานวิชาการในไทย เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มักแสดงความกังวลต่อนโยบาย DSPPs โดยมองว่านโยบายเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพ (Inefficient) ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ข้อวิจารณ์หลักประกอบด้วย:
การบิดเบือนกลไกตลาด: การอุดหนุนราคาหรือการแจกเงินอาจทำให้พฤติกรรมการบริโภคและการผลิตบิดเบือนไปจากความเป็นจริง
ปัญหา Crowding Out Effect: การที่รัฐบาลกู้เงินจำนวนมหาศาลมาเพื่อแจกจ่าย อาจไปแย่งชิงทรัพยากรทางการเงินจากภาคเอกชน หรือทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในตลาดสูงขึ้น
กับดักหนี้: การสร้างภาระผูกพันทางการคลังระยะยาวเพื่อแลกกับการกระตุ้น GDP เพียงชั่วคราว อาจนำไปสู่วิกฤตหนี้สาธารณะในอนาคต ดังที่บทวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าหนี้สาธารณะของไทยกำลังไต่ระดับขึ้นสู่จุดที่น่ากังวล
3
ในทางกลับกัน นักทฤษฎีบางกลุ่มแย้งว่าภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำสูงและการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม (Uneven Development) ของไทย นโยบาย DSPPs อาจเป็น "ความจำเป็น" (Endogenous phenomena) เพื่อประคองชีวิตความเป็นอยู่ของคนรากหญ้า และหากออกแบบให้ดี (เช่น เชื่อมโยงกับการเพิ่มผลิตภาพ) ก็อาจช่วยสนับสนุนการเติบโตระยะยาวได้
3. ปฐมบทการกระตุ้นเศรษฐกิจ: บทเรียนจากโครงการเงินกู้มิยาซาวา (Miyazawa Plan)
เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณา "โครงการมิยาซาวา" (Miyazawa Plan) ในปี 2542 ซึ่งถือเป็นต้นแบบ (Prototype) ของมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก
3.1 บริบทวิกฤตและการกำเนิดโครงการ
ภายหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2540 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) เศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างรุนแรง ธุรกิจล้มละลาย และอัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลในขณะนั้นภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นผ่าน "ข้อริเริ่มมิยาซาวา" (New Miyazawa Initiative) ซึ่งเป็นการสนับสนุนเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย
โครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Miyazawa Plan) มีวงเงินรวมประมาณ 53,000 ล้านบาท (หรือเทียบเท่า 1.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น) โดยมีแหล่งเงินทุนหลักจากการกู้ยืมธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JEXIM) และกองทุนเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเล (OECF) รวมถึงธนาคารโลก (World Bank)
3.2 โครงสร้างการใช้จ่าย: เน้น "การจ้างงาน" (Workfare)
วัตถุประสงค์หลักของโครงการมิยาซาวาคือการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในชนบท โดยแบ่งกรอบการใช้จ่ายออกเป็นหลายด้าน ได้แก่:
การจ้างงานและพัฒนาอาชีพ: เป็นสัดส่วนใหญ่ของโครงการ โดยเน้นการจ้างงานระยะสั้นสำหรับผู้ว่างงานและบัณฑิตจบใหม่ เช่น การจ้างคนดายหญ้า ขุดลอกคูคลอง ซ่อมแซมสถานที่ราชการ และการเก็บข้อมูลสำรวจ
5 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: การสร้างถนนในชนบท แหล่งน้ำขนาดเล็ก และสาธารณูปโภคพื้นฐาน
สวัสดิการสังคม: การให้ทุนการศึกษา อาหารกลางวันเด็กนักเรียน และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
10
3.3 การประเมินผลสัมฤทธิ์: ความสำเร็จและความล้มเหลว
จากการประเมินผลโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งธนาคารโลกและนักวิชาการไทย พบว่าโครงการมิยาซาวาให้ผลลัพธ์ที่หลากหลาย:
ด้านบวก: โครงการสามารถบรรเทาปัญหาการว่างงานได้ในระดับหนึ่ง โดยมีการจ้างงานกว่า 4.89 ล้านแรงงาน (Manpower units) และช่วยพยุงการบริโภคในระดับฐานรากในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาที่สุด
10 ธนาคารโลกประเมินว่าผลลัพธ์โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ "น่าพึงพอใจ" (Satisfactory) ในแง่ของการตอบสนองต่อวิกฤต (Crisis Response)12 ด้านลบและความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง:
ปัญหา "แรงงานผี" (Ghost Workers): หนึ่งในมลทินสำคัญของโครงการคือการทุจริตในรูปแบบ "แรงงานผี" หรือการที่มีรายชื่อบุคคลในบัญชีรับค่าจ้างแต่ไม่มีตัวตนจริง หรือไม่ได้มาทำงานจริง โดยมีการหักหัวคิวค่าจ้างโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้นำชุมชน ปัญหานี้สะท้อนถึงความอ่อนแอของระบบตรวจสอบแบบกระดาษ (Paper-based) ในยุคนั้น
13 ความไม่ยั่งยืนของการจ้างงาน: งานที่ถูกสร้างขึ้นส่วนใหญ่เป็นงานชั่วคราวที่ไม่ก่อให้เกิดทักษะใหม่ (Reskilling) หรือความยั่งยืน ตัวอย่างที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือ "การจ้างคนดายหญ้า" ซึ่งเมื่อหมดงบประมาณ งานก็หายไป ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจระยะยาว
5 โครงการที่ล้มเหลว: บางโครงการ เช่น โครงการโรงสีข้าวชุมชน พบว่าอุปกรณ์ที่จัดซื้อมาถูกทิ้งร้างหรือไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ในเชิงพาณิชย์ กลายเป็นภาระหนี้สินของกลุ่มเกษตรกรในเวลาต่อมา
16
4. ยุคดิจิทัลภิวัตน์และกำเนิด "คนละครึ่ง": การปฏิวัติกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจ
สองทศวรรษผ่านไป วิกฤตโควิด-19 ได้นำมาซึ่งความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้บริบททางเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นำมาสู่การกำเนิดของโครงการ "คนละครึ่ง" ที่เปลี่ยนจากรูปแบบการจ้างงานมาเป็นการ "ร่วมจ่าย" (Co-payment) ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
4.1 กลไกการทำงานและนวัตกรรม "เป๋าตัง"
โครงการคนละครึ่งเริ่มต้นในปี 2563 เพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 โดยใช้แอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" (Pao Tang) เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล (G-Wallet) กลไกหลักคือรัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าสินค้า อาหาร เครื่องดื่ม และบริการ 50% สูงสุดไม่เกิน 150 บาทต่อวัน และไม่เกินวงเงินรวมที่กำหนดในแต่ละเฟส (เช่น 3,000 หรือ 4,500 บาท)
นวัตกรรมนี้ช่วยแก้ปัญหาคลาสสิกของโครงการในอดีตได้หลายประการ:
การกระจายเงินสู่เป้าหมาย (Targeting): เงินถูกส่งตรงถึงมือประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน ลดขั้นตอนคนกลางและระบบราชการที่ซับซ้อน
การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบ: เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการบังคับให้ร้านค้าหาบเร่แผงลอยต้องลงทะเบียนและยืนยันตัวตน ทำให้รัฐได้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 1 ล้านราย ซึ่งเป็นสินทรัพย์สำคัญในการกำหนดนโยบายภาษีและสวัสดิการในอนาคต
18 ตัวคูณทวีทางการคลัง (Fiscal Multiplier): ด้วยกลไก Co-payment รัฐจ่ายครึ่งหนึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่งหนึ่ง ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมีมูลค่าเป็น 2 เท่าของงบประมาณที่รัฐใช้จริง ตัวอย่างเช่น ในเฟส 3 มีการใช้จ่ายหมุนเวียนสูงถึง 110,000 ล้านบาท
17
4.2 ผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังและสำนักเศรษฐกิจการคลังระบุว่า โครงการคนละครึ่งเฟสต่าง ๆ มีส่วนสำคัญในการพยุง GDP ของไทย โดยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ราว 0.2% - 0.4% ต่อปี
4.3 จุดอ่อนใหม่: อาชญากรรมไซเบอร์และการทุจริตดิจิทัล
แม้เทคโนโลยีจะช่วยลดปัญหา "แรงงานผี" แต่ก็นำมาซึ่งรูปแบบการทุจริตใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น คือ "การแลกสิทธิเป็นเงินสด" (Cashing Out Fraud)
พฤติการณ์: ร้านค้าที่ทุจริตจะสมรู้ร่วมคิดกับผู้ใช้สิทธิ โดยทำการสแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าแต่ไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง (Fake Transaction) จากนั้นร้านค้าจะโอนเงินสดคืนให้ผู้ใช้สิทธิโดยหักเปอร์เซ็นต์ส่วนต่าง (เช่น 10-20%) เป็นค่าดำเนินการ
21 การตอบโต้ของรัฐ: รัฐบาลต้องจัดตั้งทีมตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติด้วย AI และดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดจำนวนมาก ทั้งร้านค้าและประชาชน โดยมีความผิดฐานฉ้อโกงและผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์
23 บทเรียนนี้แสดงให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่แรงจูงใจในการหาประโยชน์มิชอบ (Rent-seeking behavior) ยังคงดำรงอยู่
5. สมรภูมินโยบายเลือกตั้ง 2569: จาก "คนละครึ่ง" สู่สงคราม "สัดส่วนการจ่าย"
เมื่อเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งปี 2569 นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถูกยกระดับจากการเยียวยาวิกฤต มาเป็นเครื่องมือหลักในการหาเสียง (Campaign Tool) โดยสองพรรคการเมืองใหญ่ได้นำเสนอโมเดลที่พัฒนาต่อยอดจาก "คนละครึ่ง" แต่มีรายละเอียดและนัยทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
5.1 พรรคภูมิใจไทย: ยุทธศาสตร์ "คนละครึ่งพลัส" และวาทกรรม "หนี้ประชาชน"
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ใช้วาทกรรมที่แหลมคมในการเปิดตัวนโยบาย "คนละครึ่งพลัส" โดยระบุว่า "ผมยังติดหนี้พี่น้องอยู่ 2,400 บาท ขอให้ผมมีโอกาสกลับมาใช้หนี้"
รายละเอียดนโยบาย:
โครงสร้าง: ยังคงยึดโมเดล Co-payment (รัฐ 50 : ประชาชน 50) แต่เพิ่มวงเงินเป็น 2,400 บาทสำหรับผู้เสียภาษี และ 2,000 บาทสำหรับประชาชนทั่วไป
26 ส่วนเสริม (Plus): ขยายขอบเขตการใช้จ่ายให้ครอบคลุมค่าขนส่งสาธารณะ และการเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการจับจ่ายข้ามพื้นที่
19 งบประมาณ: กรอบวงเงินรวมประมาณ 44,000 ล้านบาท โดยดึงจากงบกลางสำรองฉุกเฉินปี 2568 และงบประมาณโครงการปี 2569
25
การวิเคราะห์: นักวิชาการมองว่าวาทกรรม "ติดหนี้" เป็นความพยายามในการสร้างความผูกพันส่วนบุคคล (Personalization of Policy) ระหว่างนักการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยแปลง "งบประมาณแผ่นดิน" ให้กลายเป็น "สัญญาใจ" ซึ่งเป็นเทคนิคการหาเสียงแบบประชานิยมที่ชาญฉลาดแต่หมิ่นเหม่ต่อหลักการประชาธิปไตยที่งบประมาณควรเป็นเรื่องของรัฐ ไม่ใช่หนี้ส่วนตัวของนักการเมือง
5.2 พรรคเพื่อไทย: ข้อเสนอเชิงรุก "รัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30"
พรรคเพื่อไทย นำโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้นำเสนอนโยบายที่มุ่ง "เกทับ" คู่แข่งด้วยการปรับเปลี่ยนสมการการจ่ายเงินใหม่เป็น "รัฐจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30%"
ตรรกะเบื้องหลัง:
กำลังซื้อที่หดหาย: พรรคเพื่อไทยอ้างเหตุผลว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันซบเซาจนประชาชนไม่มีกำลังซื้อเพียงพอที่จะสมทบเงิน 50% ได้ หากยังใช้โมเดลเดิม ประชาชนกลุ่มเปราะบางอาจเลือกที่จะไม่เข้าร่วมโครงการ ("อยู่บ้านดีกว่า") ทำให้นโยบายล้มเหลวในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
28 การกระตุ้นที่รุนแรงกว่า: การลดภาระประชาชนเหลือเพียง 30% คาดว่าจะจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น หรือในภาคบริการท่องเที่ยว
วาทกรรมตอบโต้: นายสุริยะใช้วลี "ทำให้หลานมันดู" และอ้างประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยมีวิสัยทัศน์ที่เหนือกว่าคู่แข่งและเข้าใจปัญหาปากท้องได้ลึกซึ้งกว่า
29
การวิเคราะห์: ข้อเสนอนี้สะท้อนถึงแนวคิดประชานิยมที่เข้มข้นขึ้น (Hyper-Populism) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อวินัยการคลัง การเพิ่มสัดส่วนรัฐจ่ายเป็น 70% หมายความว่าตัวคูณทวีทางการคลัง (Multiplier) ต่อหน่วยงบประมาณรัฐจะลดลง (จาก 2 เท่า เหลือประมาณ 1.4 เท่า) ในขณะที่ภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
5.3 ตารางเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์และผลกระทบ
| คุณลักษณะ | โครงการคนละครึ่ง (เฟส 1-5) | คนละครึ่งพลัส (พรรคภูมิใจไทย) | โมเดล 70:30 (พรรคเพื่อไทย) |
| สัดส่วนการจ่าย (Co-pay) | รัฐ 50% : ประชาชน 50% | รัฐ 50% : ประชาชน 50% | รัฐ 70% : ประชาชน 30% |
| วงเงินต่อคน | 3,000 - 4,500 บาท | ~2,000 - 2,400 บาท | ยังไม่ระบุชัดเจน (เน้นสัดส่วน) |
| กลุ่มเป้าหมาย | ประชาชนทั่วไป (มีสมาร์ทโฟน) | ขยายกลุ่มผู้เสียภาษี/ประชาชนทั่วไป | เน้นกลุ่มเปราะบาง/SME ท่องเที่ยว |
| จุดเน้นนโยบาย | เยียวยาโควิด, รักษาสภาพคล่อง | "ใช้หนี้ประชาชน", ความต่อเนื่อง | "ลดภาระสูงสุด", กระตุ้นภาคบริการ |
| Fiscal Multiplier (โดยประมาณ) | 2.0x (เงินหมุนเวียน 2 เท่าของงบรัฐ) | 2.0x | ~1.43x (เงินหมุนเวียนน้อยลงเมื่องบรัฐเท่ากัน) |
| ความเสี่ยง Moral Hazard | ปานกลาง | ปานกลาง | สูง (ประชาชนเคยชินกับการอุดหนุนสูง) |
6. นัยทางการคลังและผลกระทบมหภาคต่อประเทศไทยปี 2569-2573
ภายใต้ความร้อนแรงของการแข่งขันทางการเมือง ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่มักถูกละเลยคือ "ความยั่งยืนทางการคลัง" (Fiscal Sustainability) การดำเนินนโยบายเหล่านี้ในปี 2569 จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อสถานะการเงินของประเทศในระยะยาว
6.1 สถานการณ์หนี้สาธารณะและพื้นที่ทางการคลัง
ข้อมูลประมาณการเศรษฐกิจการคลังระยะ 5 ปี (2569-2573) ชี้ให้เห็นภาพที่น่ากังวล:
| ปีงบประมาณ | รายได้สุทธิ (ล้านล้านบาท) | งบรายจ่าย (ล้านล้านบาท) | ขาดดุล (ล้านล้านบาท) | ขาดดุลต่อ GDP | หนี้สาธารณะต่อ GDP |
| 2569 | 2.92 | 3.78 | 0.86 | 4.4% | 68.17% |
| 2570 | 3.00 | 3.78 | 0.78 | 3.9% | 69.36% |
| 2571 | 3.14 | 3.82 | 0.68 | 3.3% | 69.78% |
| 2572 | 3.27 | 3.86 | 0.59 | 2.7% | 69.52% |
ที่มา: สรุปข้อมูลจากข่าวเดลินิวส์และ ThaiPublica
ตารางข้างต้นแสดงให้เห็นว่าในปี 2569-2571 หนี้สาธารณะจะไต่ระดับขึ้นไปเฉียดเพดานร้อยละ 70 อย่างต่อเนื่อง การดำเนินนโยบาย "แจกเงิน" ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่งพลัสหรือ 70:30 จะเป็นการซ้ำเติมการขาดดุลการคลัง ทำให้รัฐบาลเหลือพื้นที่ทางการคลังน้อยมากสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น หรือเพื่อรองรับวิกฤตการณ์ที่ไม่คาดฝันในอนาคต (Fiscal Buffer)
6.2 ผลกระทบต่อ GDP และเงินเฟ้อ
แม้ว่ากระทรวงการคลังจะประเมินว่าโครงการคนละครึ่งพลัสอาจช่วยดัน GDP ปี 2568-2569 ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.2% - 0.4%
เงินเฟ้อด้านอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation): หากกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการผลิต อาจส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะกลับมาทำร้ายอำนาจซื้อที่แท้จริงของประชาชน
การรั่วไหลสู่ภาคต่างประเทศ (Leakage): ในระบบเศรษฐกิจเปิด หากสินค้าที่ประชาชนซื้อเป็นสินค้านำเข้า (เช่น น้ำมัน, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะไหลออกนอกประเทศ แทนที่จะหมุนเวียนสร้างรายได้ให้ผู้ผลิตภายในประเทศ
6.3 ข้อจำกัดทางกฎหมายในช่วงเลือกตั้ง
อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลรักษาการ (Caretaker Government) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ได้ชี้แจงว่าโครงการที่ผูกพันงบประมาณใหม่ไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงยุบสภาหรือช่วงรัฐบาลรักษาการ ตามรัฐธรรมนูญและกฎระเบียบของ กกต.
7. บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ: กายวิภาคของการทุจริต (Anatomy of Corruption)
ประเด็นที่ไม่สามารถมองข้ามได้ในการวิเคราะห์นโยบายงบประมาณคือ "ความเสี่ยงด้านการทุจริต" ซึ่งมีวิวัฒนาการควบคู่ไปกับรูปแบบของนโยบาย
7.1 ยุคมิยาซาวา: การทุจริตแบบแอนะล็อก (Analog Corruption)
ในโครงการมิยาซาวา การทุจริตเกิดขึ้นในรูปแบบดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับระบบราชการและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น:
แรงงานผี (Ghost Workers): เป็นรูปแบบที่แพร่หลายที่สุด คือการปลอมแปลงรายชื่อคนงานในโครงการจ้างงานสาธารณะ เพื่อเบิกจ่ายงบประมาณเข้ากระเป๋าเจ้าหน้าที่หรือหัวหน้าคนงาน โดยที่ไม่มีการทำงานจริง
13 การฮั้วประมูล (Bid Rigging): ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์ (เช่น โครงการโรงสี) มักมีการล็อกสเปกหรือฮั้วประมูลเพื่อให้พวกพ้องได้รับงาน
16
7.2 ยุคคนละครึ่ง: การทุจริตแบบดิจิทัล (Digital Corruption)
เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล รูปแบบการทุจริตได้ปรับตัวไปสู่ระดับปัจเจกและกระจายตัว (Decentralized):
การแลกเงินสด (Cashing Out): เป็นการสมรู้ร่วมคิดระหว่าง "ผู้ซื้อ" และ "ผู้ขาย" โดยไม่มีสินค้าจริงเข้ามาเกี่ยวข้อง ร้านค้าสแกนรับเงินจากแอปฯ เป๋าตัง แล้วโอนเงินสดคืนลูกค้าโดยหักส่วนต่าง การกระทำนี้ตรวจสอบยากกว่าการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างแบบเดิม เพราะเป็นธุรกรรมรายย่อยจำนวนมหาศาล (Micro-transactions)
22 บัญชีม้าและร้านค้าผี: มิจฉาชีพมีการรับซื้อสิทธิหรือจ้างคนเปิดบัญชี (บัญชีม้า) เพื่อนำมาสวมสิทธิรับเงินจากโครงการ หรือการตั้งร้านค้าออนไลน์ปลอมเพื่อรับแลกเงินโดยเฉพาะ
21
การเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยี Blockchain หรือ Digital Wallet จะถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดตัวกลาง แต่ "เจตนาในการทุจริต" (Intent to fraud) ยังคงดำรงอยู่และปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามช่องโหว่ของระบบ รัฐบาลชุดใหม่ในปี 2569 จึงต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายในการออกแบบระบบตรวจสอบที่เท่าทันอาชญากรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เหล่านี้
8. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 เกี่ยวกับงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ จากรากฐานของโครงการมิยาซาวาสู่ข้อเสนอคนละครึ่งพลัสและโมเดล 70:30 สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของเศรษฐกิจการเมืองไทยที่ยังคงติดอยู่ในกับดักของนโยบายประชานิยมระยะสั้น (Short-termism)
8.1 บทสรุป: ความต่อเนื่องที่น่ากังวล
แม้รูปแบบของนโยบายจะพัฒนาจาก "การจ้างงาน" (Workfare) มาสู่ "การร่วมจ่าย" (Co-payment) ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการกระจายเงินมากขึ้น แต่เนื้อแท้ของนโยบายยังคงเป็นการ "กระตุ้นอุปสงค์" (Demand Stimulation) เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและหวังผลทางการเมือง โดยปราศจากการเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมกับการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) หรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structural Reform) ที่จำเป็นต่อการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
การแข่งขันกันเพิ่มวงเงินหรือสัดส่วนการอุดหนุนของพรรคการเมือง (จาก 50:50 เป็น 70:30) ภายใต้สถานการณ์ที่หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน 70% เป็นสัญญาณเตือนภัยถึงความเปราะบางทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากไม่มีการหารายได้ใหม่เข้าสู่ประเทศ
8.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
เพื่อให้ประเทศไทยก้าวพ้นวัฏจักรประชานิยมที่บั่นทอนวินัยการคลัง รัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 2569 ควรพิจารณาแนวทางดังนี้:
เปลี่ยนจาก "การแจก" เป็น "การลงทุนมนุษย์": ปรับเปลี่ยนงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนจากการกระตุ้นการบริโภค ไปสู่การสนับสนุนการพัฒนาทักษะ (Reskilling/Upskilling) ที่จับต้องได้ โดยอาจใช้กลไก Co-payment ในการสนับสนุนค่าคอร์สเรียนหรือการฝึกอบรม แทนที่จะเป็นเพียงค่าอาหารและเครื่องดื่ม
Targeted Approach: ยกเลิกการหว่านโปรยงบประมาณแบบถ้วนหน้า (Universal) และหันมาใช้ระบบฐานข้อมูล Big Data ที่รัฐมีอยู่แล้วในการคัดกรองกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ (Means-testing) เพื่อลดภาระงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพ
ธรรมาภิบาลดิจิทัลที่เข้มข้น: พัฒนาระบบ AI Audit เพื่อตรวจจับรูปแบบการทุจริตแบบเรียลไทม์ และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับเครือข่ายรับแลกเงินสด เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่แห่งความโปร่งใส
การเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นบททดสอบสำคัญว่าสังคมไทยและพรรคการเมืองจะเลือกเดินหน้าไปสู่ "ความยั่งยืน" หรือจะยังคงวนเวียนอยู่ในวังวนของ "ประชานิยม" ที่สร้างภาระให้กับคนรุ่นหลังต่อไป


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น