วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

งบกระตุ้นเศรษฐกิจ จากมิยาซาวาสู่คนละครึ่งพลัส บนถนนการเมืองไทย


เลือกตั้ง 2569 กับสมรภูมิงบกระตุ้นเศรษฐกิจ จาก "มิยาซาวา" สู่ "คนละครึ่งพลัส" และโจทย์ใหญ่ความยั่งยืนการคลังไทย



การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เท่านั้น หากแต่ยังเป็นจุดชี้ขาดทิศทาง นโยบายการคลังและงบกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และหนี้สาธารณะใกล้แตะเพดานวินัยการคลัง


บทวิเคราะห์เชิงวิชาการล่าสุดชี้ว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองไทยในปี 2569 สะท้อน “วัฏจักรประชานิยมด้านอุปสงค์” ที่วนซ้ำมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุค โครงการเงินกู้มิยาซาวา หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง มาจนถึงข้อเสนอร่วมสมัยอย่าง “คนละครึ่งพลัส” และโมเดล “รัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30”

เศรษฐกิจไทยก่อนเลือกตั้ง: ฟื้นช้า–หนี้สูง–กระสุนจำกัด

ข้อมูลการคาดการณ์เศรษฐกิจการคลังระบุว่า ปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลจะมีรายได้สุทธิราว 2.92 ล้านล้านบาท แต่มีรายจ่ายสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ขาดดุลกว่า 8.6 แสนล้านบาท หรือประมาณ 4.4% ของ GDP ขณะที่หนี้สาธารณะคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 13 ล้านล้านบาท คิดเป็น 68.17% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว รัฐบาลใหม่จะมี “พื้นที่ทางการคลัง” เหลืออยู่อย่างจำกัด แต่แรงกดดันทางการเมืองกลับผลักดันให้พรรคการเมืองต้องเสนอนโยบายแจกเงินหรืออุดหนุนการบริโภค เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาชนที่กำลังเผชิญปัญหาปากท้อง

จาก “Workfare” สู่ “Digital Handout”

หากย้อนกลับไปหลังวิกฤตปี 2540 โครงการมิยาซาวาในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย เน้นแนวคิด Workfare หรือ “ช่วยเหลือผ่านการจ้างงาน” เช่น การขุดลอกคูคลอง สร้างถนน หรือจ้างแรงงานชั่วคราวในชนบท เพื่อสร้างรายได้และผลิตภาพ แม้จะช่วยบรรเทาการว่างงานได้หลายล้านคน แต่ก็ถูกวิจารณ์เรื่องความไม่ยั่งยืนและปัญหาทุจริตแบบ “แรงงานผี”

สองทศวรรษต่อมา วิกฤตโควิด-19 ได้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เมื่อรัฐใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดตัว โครงการคนละครึ่ง ผ่านแอปฯ เป๋าตัง เปลี่ยนจากการจ้างงานมาเป็นระบบ Co-payment หรือรัฐร่วมจ่าย 50% ช่วยกระตุ้นการบริโภคฐานรากและดึงร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

โครงการดังกล่าวถูกประเมินว่าสามารถพยุง GDP ได้ราว 0.2–0.4% ต่อปี และสร้างเงินหมุนเวียนในระบบสูงกว่าเม็ดเงินงบประมาณที่รัฐใช้จริงถึง 2 เท่า อย่างไรก็ตาม ก็เกิดรูปแบบทุจริตใหม่ เช่น การ “แลกสิทธิเป็นเงินสด” และอาชญากรรมไซเบอร์

สมรภูมินโยบาย 2569: แข่งกันที่ “สัดส่วนการจ่าย”

เมื่อเข้าสู่โหมดหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้กลายเป็นอาวุธหลักของพรรคการเมืองใหญ่

พรรคภูมิใจไทย เสนอ “คนละครึ่งพลัส” ยังคงสัดส่วนรัฐ–ประชาชน 50:50 แต่เพิ่มวงเงิน พร้อมใช้วาทกรรม “ติดหนี้ประชาชน” เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

พรรคเพื่อไทย เสนอโมเดลที่เข้มข้นกว่า คือ รัฐจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30% โดยให้เหตุผลว่ากำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอเกินกว่าจะสมทบครึ่งหนึ่งได้เหมือนเดิม

นักวิชาการวิเคราะห์ว่า การเพิ่มสัดส่วนรัฐจ่ายอาจกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากขึ้นในระยะสั้น แต่จะลดประสิทธิภาพของ “ตัวคูณทางการคลัง” และเพิ่มภาระงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ เสี่ยงต่อปัญหา Moral Hazard และความเคยชินกับการอุดหนุนจากรัฐ

ความเสี่ยงระยะยาว: วินัยการคลังและกับดักประชานิยม

บทวิเคราะห์ชี้ว่า ไม่ว่านโยบายใดจะชนะใจประชาชนในสนามเลือกตั้ง แต่โจทย์ใหญ่ที่ถูกละเลยคือ ความยั่งยืนทางการคลัง ในช่วงปี 2569–2573 ที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มไต่ระดับเฉียดเพดานต่อเนื่อง การอัดฉีดงบประมาณเพื่อกระตุ้นอุปสงค์อาจให้ผลเพียงชั่วคราว หากไม่เชื่อมโยงกับการเพิ่มผลิตภาพหรือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดทางกฎหมายในช่วงรัฐบาลรักษาการ ยังทำให้หลายโครงการอาจไม่สามารถเดินหน้าได้ทันทีหลังการยุบสภา เสี่ยงเกิด “สุญญากาศทางนโยบาย” ในช่วงต้นปี 2569

บทสรุป: เลือก “แจก” หรือ “ลงทุนอนาคต”

ผู้วิจัยสรุปว่า การแข่งขันนโยบายงบกระตุ้นเศรษฐกิจในเลือกตั้ง 2569 สะท้อนความต่อเนื่องของประชานิยมไทยที่เปลี่ยนรูปแบบตามเทคโนโลยี แต่ยังยึดการกระตุ้นอุปสงค์เป็นแกนหลัก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า พรรคใดให้มากกว่า แต่คือ ประเทศจะรับภาระได้นานแค่ไหน

ข้อเสนอเชิงนโยบายระบุว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้งควรเปลี่ยนจากการ “แจกเพื่อใช้จ่าย” ไปสู่การ “ลงทุนในมนุษย์” ใช้ข้อมูลดิจิทัลคัดกรองกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ และเสริมระบบตรวจสอบการทุจริตให้เท่าทันยุคดิจิทัล

การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นบททดสอบสำคัญ ว่าสังคมไทยจะก้าวสู่เส้นทาง ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ หรือจะยังคงวนเวียนอยู่ในวังวนของ ประชานิยมระยะสั้น ที่ฝากภาระไว้กับคนรุ่นต่อไป.

วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทยเกี่ยวกับงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ: จากงบมิยาซาวาสู่คนละครึ่งพลัส

1. บทนำ: พลวัตเศรษฐกิจการเมืองไทยและวัฏจักรนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจการเมืองร่วมสมัยของประเทศไทย การเลือกตั้งทั่วไปไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจที่กำหนดทิศทางของนโยบายการคลัง (Fiscal Policy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการกระจายทรัพยากรและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปี 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นในบริบทที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เปราะบางภายหลังวิกฤตโควิด-19 และข้อจำกัดทางงบประมาณที่ทวีความตึงตัวมากขึ้น บทความวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกถึงวิวัฒนาการของนโยบายหาเสียงที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยฉายภาพเปรียบเทียบเชิงประวัติศาสตร์ตั้งแต่ "โครงการมิยาซาวา" (Miyazawa Plan) ในช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง มาจนถึงข้อเสนอล่าสุดอย่าง "คนละครึ่งพลัส" และโมเดล "รัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30" ในบริบทการเลือกตั้งปี 2569 เพื่อทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงปรัชญาเศรษฐกิจ กลไกการดำเนินงาน และผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ

1.1 บริบททางเศรษฐกิจมหภาคก่อนการเลือกตั้ง 2569

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงรอยต่อปี 2568-2569 เต็มไปด้วยสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการคลัง จากข้อมูลการคาดการณ์สถานะการคลังระยะปานกลาง (2569-2573) พบว่าในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลไทยจะมีรายได้สุทธิประมาณ 2.92 ล้านล้านบาท ในขณะที่มีภาระงบประมาณรายจ่ายสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาท ส่งผลให้เกิดการขาดดุลการคลังที่ระดับ 8.6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.4 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) 1 ตัวเลขการขาดดุลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว (Expansionary Fiscal Policy) เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.2-2.2 เท่านั้น 1

ประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือสถานะของ "หนี้สาธารณะ" ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความยั่งยืนทางการคลังที่สำคัญ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างของไทยอยู่ที่ 11.7 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 13.099 ล้านล้านบาทในปี 2569 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 68.17 ต่อ GDP 1 แม้ตัวเลขดังกล่าวจะยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ขยายเพดานไว้ไม่เกินร้อยละ 70 แต่ทิศทางแนวโน้มขาขึ้น (Upward Trend) ที่ต่อเนื่องและช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) ที่ลดน้อยลง ได้กลายเป็นข้อจำกัดสำคัญสำหรับการออกแบบนโยบายประชานิยมในการเลือกตั้งครั้งนี้ 3 การที่หนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดานวินัยการคลัง หมายความว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะมี "กระสุนดินดำ" ทางการคลังเหลืออยู่อย่างจำกัด ในขณะที่ความคาดหวังของประชาชนต่อนโยบายช่วยเหลือเยียวยากลับเพิ่มสูงขึ้น

1.2 จาก "Workfare" สู่ "Digital Handout": การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์

หากพิจารณาวิวัฒนาการของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในรอบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา จะพบการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ จากยุคหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย ได้ดำเนินนโยบาย "โครงการมิยาซาวา" ซึ่งเน้นหนักในรูปแบบ "Workfare" หรือสวัสดิการที่ผูกเงื่อนไขกับการทำงาน (Conditionality on Work) เช่น การจ้างงานขุดลอกคูคลอง หรือการปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้หมุนเวียน 4 แนวคิดนี้วางอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า การช่วยเหลือควรมาพร้อมกับการสร้างผลิตภาพ (Productivity) แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและวิกฤตโควิด-19 รูปแบบของนโยบายได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ "Cash Transfer" (การโอนเงินสด) และ "Co-payment" (รัฐร่วมจ่าย) อย่างชัดเจน ดังที่เห็นได้จากโครงการ "คนละครึ่ง" ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างความนิยมทางการเมืองและกระตุ้นการบริโภคระดับฐานราก การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นการแข่งขันกันบนฐานคิดของการ "เติมเงิน" (Top-up) เข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัลของประชาชน โดยพรรคการเมืองต่างนำเสนอตัวเลขและสัดส่วนการอุดหนุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดคำถามถึงความยั่งยืนและผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว


2. กรอบแนวคิดทฤษฎี: ประชานิยมอุปสงค์และข้อถกเถียงทางเศรษฐศาสตร์

การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงในปี 2569 จำเป็นต้องวางอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ โดยเฉพาะข้อถกเถียงระหว่างแนวทางเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Economics) และแนวคิดประชานิยมที่เน้นอุปสงค์ (Demand-Side Populism)

2.1 นโยบายประชานิยมด้านอุปสงค์ (Demand-Side Populist Policies: DSPPs)

นโยบายที่พรรคการเมืองไทยนำเสนอในการเลือกตั้งปี 2569 ไม่ว่าจะเป็น "คนละครึ่งพลัส" หรือ "รัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30" ล้วนจัดอยู่ในประเภทของ "นโยบายประชานิยมด้านอุปสงค์" (DSPPs) ซึ่งมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน เพื่อให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) ที่จะส่งผลทวีคูณ (Multiplier Effect) ต่อ GDP 6

แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ (Keynesian Economics) ที่เชื่อว่าในยามที่เศรษฐกิจถดถอยหรือเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ รัฐบาลควรแทรกแซงด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อชดเชยอุปสงค์ภาคเอกชนที่หายไป 7 อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการเมืองไทย DSPPs ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้างฐานคะแนนเสียง (Vote Maximization) มากกว่าเพียงแค่การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจตามตำรา โดยนักเศรษฐศาสตร์การเมืองวิจารณ์ว่า DSPPs มักถูกใช้อย่าง "สายตาสั้น" (Short-sighted) เพื่อหวังผลทางการเมืองระยะสั้น โดยละเลยผลกระทบระยะยาวต่อวินัยการคลัง 6

2.2 ข้อวิจารณ์จากมุมมองเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและหน่วยงานวิชาการในไทย เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มักแสดงความกังวลต่อนโยบาย DSPPs โดยมองว่านโยบายเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพ (Inefficient) ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ข้อวิจารณ์หลักประกอบด้วย:

  1. การบิดเบือนกลไกตลาด: การอุดหนุนราคาหรือการแจกเงินอาจทำให้พฤติกรรมการบริโภคและการผลิตบิดเบือนไปจากความเป็นจริง

  2. ปัญหา Crowding Out Effect: การที่รัฐบาลกู้เงินจำนวนมหาศาลมาเพื่อแจกจ่าย อาจไปแย่งชิงทรัพยากรทางการเงินจากภาคเอกชน หรือทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในตลาดสูงขึ้น

  3. กับดักหนี้: การสร้างภาระผูกพันทางการคลังระยะยาวเพื่อแลกกับการกระตุ้น GDP เพียงชั่วคราว อาจนำไปสู่วิกฤตหนี้สาธารณะในอนาคต ดังที่บทวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าหนี้สาธารณะของไทยกำลังไต่ระดับขึ้นสู่จุดที่น่ากังวล 3

ในทางกลับกัน นักทฤษฎีบางกลุ่มแย้งว่าภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำสูงและการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม (Uneven Development) ของไทย นโยบาย DSPPs อาจเป็น "ความจำเป็น" (Endogenous phenomena) เพื่อประคองชีวิตความเป็นอยู่ของคนรากหญ้า และหากออกแบบให้ดี (เช่น เชื่อมโยงกับการเพิ่มผลิตภาพ) ก็อาจช่วยสนับสนุนการเติบโตระยะยาวได้ 6


3. ปฐมบทการกระตุ้นเศรษฐกิจ: บทเรียนจากโครงการเงินกู้มิยาซาวา (Miyazawa Plan)

เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณา "โครงการมิยาซาวา" (Miyazawa Plan) ในปี 2542 ซึ่งถือเป็นต้นแบบ (Prototype) ของมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก

3.1 บริบทวิกฤตและการกำเนิดโครงการ

ภายหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2540 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) เศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างรุนแรง ธุรกิจล้มละลาย และอัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลในขณะนั้นภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นผ่าน "ข้อริเริ่มมิยาซาวา" (New Miyazawa Initiative) ซึ่งเป็นการสนับสนุนเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย 4

โครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Miyazawa Plan) มีวงเงินรวมประมาณ 53,000 ล้านบาท (หรือเทียบเท่า 1.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น) โดยมีแหล่งเงินทุนหลักจากการกู้ยืมธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JEXIM) และกองทุนเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเล (OECF) รวมถึงธนาคารโลก (World Bank) 10

3.2 โครงสร้างการใช้จ่าย: เน้น "การจ้างงาน" (Workfare)

วัตถุประสงค์หลักของโครงการมิยาซาวาคือการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในชนบท โดยแบ่งกรอบการใช้จ่ายออกเป็นหลายด้าน ได้แก่:

  1. การจ้างงานและพัฒนาอาชีพ: เป็นสัดส่วนใหญ่ของโครงการ โดยเน้นการจ้างงานระยะสั้นสำหรับผู้ว่างงานและบัณฑิตจบใหม่ เช่น การจ้างคนดายหญ้า ขุดลอกคูคลอง ซ่อมแซมสถานที่ราชการ และการเก็บข้อมูลสำรวจ 5

  2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: การสร้างถนนในชนบท แหล่งน้ำขนาดเล็ก และสาธารณูปโภคพื้นฐาน

  3. สวัสดิการสังคม: การให้ทุนการศึกษา อาหารกลางวันเด็กนักเรียน และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 10

3.3 การประเมินผลสัมฤทธิ์: ความสำเร็จและความล้มเหลว

จากการประเมินผลโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งธนาคารโลกและนักวิชาการไทย พบว่าโครงการมิยาซาวาให้ผลลัพธ์ที่หลากหลาย:

  • ด้านบวก: โครงการสามารถบรรเทาปัญหาการว่างงานได้ในระดับหนึ่ง โดยมีการจ้างงานกว่า 4.89 ล้านแรงงาน (Manpower units) และช่วยพยุงการบริโภคในระดับฐานรากในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาที่สุด 10 ธนาคารโลกประเมินว่าผลลัพธ์โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ "น่าพึงพอใจ" (Satisfactory) ในแง่ของการตอบสนองต่อวิกฤต (Crisis Response) 12

  • ด้านลบและความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง:

    • ปัญหา "แรงงานผี" (Ghost Workers): หนึ่งในมลทินสำคัญของโครงการคือการทุจริตในรูปแบบ "แรงงานผี" หรือการที่มีรายชื่อบุคคลในบัญชีรับค่าจ้างแต่ไม่มีตัวตนจริง หรือไม่ได้มาทำงานจริง โดยมีการหักหัวคิวค่าจ้างโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้นำชุมชน ปัญหานี้สะท้อนถึงความอ่อนแอของระบบตรวจสอบแบบกระดาษ (Paper-based) ในยุคนั้น 13

    • ความไม่ยั่งยืนของการจ้างงาน: งานที่ถูกสร้างขึ้นส่วนใหญ่เป็นงานชั่วคราวที่ไม่ก่อให้เกิดทักษะใหม่ (Reskilling) หรือความยั่งยืน ตัวอย่างที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือ "การจ้างคนดายหญ้า" ซึ่งเมื่อหมดงบประมาณ งานก็หายไป ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจระยะยาว 5

    • โครงการที่ล้มเหลว: บางโครงการ เช่น โครงการโรงสีข้าวชุมชน พบว่าอุปกรณ์ที่จัดซื้อมาถูกทิ้งร้างหรือไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ในเชิงพาณิชย์ กลายเป็นภาระหนี้สินของกลุ่มเกษตรกรในเวลาต่อมา 16


4. ยุคดิจิทัลภิวัตน์และกำเนิด "คนละครึ่ง": การปฏิวัติกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจ

สองทศวรรษผ่านไป วิกฤตโควิด-19 ได้นำมาซึ่งความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้บริบททางเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นำมาสู่การกำเนิดของโครงการ "คนละครึ่ง" ที่เปลี่ยนจากรูปแบบการจ้างงานมาเป็นการ "ร่วมจ่าย" (Co-payment) ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

4.1 กลไกการทำงานและนวัตกรรม "เป๋าตัง"

โครงการคนละครึ่งเริ่มต้นในปี 2563 เพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 โดยใช้แอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" (Pao Tang) เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล (G-Wallet) กลไกหลักคือรัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าสินค้า อาหาร เครื่องดื่ม และบริการ 50% สูงสุดไม่เกิน 150 บาทต่อวัน และไม่เกินวงเงินรวมที่กำหนดในแต่ละเฟส (เช่น 3,000 หรือ 4,500 บาท) 17

นวัตกรรมนี้ช่วยแก้ปัญหาคลาสสิกของโครงการในอดีตได้หลายประการ:

  1. การกระจายเงินสู่เป้าหมาย (Targeting): เงินถูกส่งตรงถึงมือประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน ลดขั้นตอนคนกลางและระบบราชการที่ซับซ้อน

  2. การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบ: เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการบังคับให้ร้านค้าหาบเร่แผงลอยต้องลงทะเบียนและยืนยันตัวตน ทำให้รัฐได้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 1 ล้านราย ซึ่งเป็นสินทรัพย์สำคัญในการกำหนดนโยบายภาษีและสวัสดิการในอนาคต 18

  3. ตัวคูณทวีทางการคลัง (Fiscal Multiplier): ด้วยกลไก Co-payment รัฐจ่ายครึ่งหนึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่งหนึ่ง ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมีมูลค่าเป็น 2 เท่าของงบประมาณที่รัฐใช้จริง ตัวอย่างเช่น ในเฟส 3 มีการใช้จ่ายหมุนเวียนสูงถึง 110,000 ล้านบาท 17

4.2 ผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลจากกระทรวงการคลังและสำนักเศรษฐกิจการคลังระบุว่า โครงการคนละครึ่งเฟสต่าง ๆ มีส่วนสำคัญในการพยุง GDP ของไทย โดยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ราว 0.2% - 0.4% ต่อปี 19 นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสภาพคล่องให้กับร้านค้ารายย่อยในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป ทำให้เศรษฐกิจฐานรากยังพอขับเคลื่อนไปได้

4.3 จุดอ่อนใหม่: อาชญากรรมไซเบอร์และการทุจริตดิจิทัล

แม้เทคโนโลยีจะช่วยลดปัญหา "แรงงานผี" แต่ก็นำมาซึ่งรูปแบบการทุจริตใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น คือ "การแลกสิทธิเป็นเงินสด" (Cashing Out Fraud)

  • พฤติการณ์: ร้านค้าที่ทุจริตจะสมรู้ร่วมคิดกับผู้ใช้สิทธิ โดยทำการสแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าแต่ไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง (Fake Transaction) จากนั้นร้านค้าจะโอนเงินสดคืนให้ผู้ใช้สิทธิโดยหักเปอร์เซ็นต์ส่วนต่าง (เช่น 10-20%) เป็นค่าดำเนินการ 21

  • การตอบโต้ของรัฐ: รัฐบาลต้องจัดตั้งทีมตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติด้วย AI และดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดจำนวนมาก ทั้งร้านค้าและประชาชน โดยมีความผิดฐานฉ้อโกงและผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 23 บทเรียนนี้แสดงให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่แรงจูงใจในการหาประโยชน์มิชอบ (Rent-seeking behavior) ยังคงดำรงอยู่


5. สมรภูมินโยบายเลือกตั้ง 2569: จาก "คนละครึ่ง" สู่สงคราม "สัดส่วนการจ่าย"

เมื่อเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งปี 2569 นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถูกยกระดับจากการเยียวยาวิกฤต มาเป็นเครื่องมือหลักในการหาเสียง (Campaign Tool) โดยสองพรรคการเมืองใหญ่ได้นำเสนอโมเดลที่พัฒนาต่อยอดจาก "คนละครึ่ง" แต่มีรายละเอียดและนัยทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

5.1 พรรคภูมิใจไทย: ยุทธศาสตร์ "คนละครึ่งพลัส" และวาทกรรม "หนี้ประชาชน"

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ใช้วาทกรรมที่แหลมคมในการเปิดตัวนโยบาย "คนละครึ่งพลัส" โดยระบุว่า "ผมยังติดหนี้พี่น้องอยู่ 2,400 บาท ขอให้ผมมีโอกาสกลับมาใช้หนี้" 25 คำกล่าวนี้อ้างอิงถึงวงเงินที่อาจจะยังไม่ได้รับจัดสรรหรือคงค้างจากเฟสก่อนหน้าในสายตาของพรรค

รายละเอียดนโยบาย:

  • โครงสร้าง: ยังคงยึดโมเดล Co-payment (รัฐ 50 : ประชาชน 50) แต่เพิ่มวงเงินเป็น 2,400 บาทสำหรับผู้เสียภาษี และ 2,000 บาทสำหรับประชาชนทั่วไป 26

  • ส่วนเสริม (Plus): ขยายขอบเขตการใช้จ่ายให้ครอบคลุมค่าขนส่งสาธารณะ และการเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการจับจ่ายข้ามพื้นที่ 19

  • งบประมาณ: กรอบวงเงินรวมประมาณ 44,000 ล้านบาท โดยดึงจากงบกลางสำรองฉุกเฉินปี 2568 และงบประมาณโครงการปี 2569 25

การวิเคราะห์: นักวิชาการมองว่าวาทกรรม "ติดหนี้" เป็นความพยายามในการสร้างความผูกพันส่วนบุคคล (Personalization of Policy) ระหว่างนักการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยแปลง "งบประมาณแผ่นดิน" ให้กลายเป็น "สัญญาใจ" ซึ่งเป็นเทคนิคการหาเสียงแบบประชานิยมที่ชาญฉลาดแต่หมิ่นเหม่ต่อหลักการประชาธิปไตยที่งบประมาณควรเป็นเรื่องของรัฐ ไม่ใช่หนี้ส่วนตัวของนักการเมือง 25

5.2 พรรคเพื่อไทย: ข้อเสนอเชิงรุก "รัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30"

พรรคเพื่อไทย นำโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้นำเสนอนโยบายที่มุ่ง "เกทับ" คู่แข่งด้วยการปรับเปลี่ยนสมการการจ่ายเงินใหม่เป็น "รัฐจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30%" 28

ตรรกะเบื้องหลัง:

  • กำลังซื้อที่หดหาย: พรรคเพื่อไทยอ้างเหตุผลว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันซบเซาจนประชาชนไม่มีกำลังซื้อเพียงพอที่จะสมทบเงิน 50% ได้ หากยังใช้โมเดลเดิม ประชาชนกลุ่มเปราะบางอาจเลือกที่จะไม่เข้าร่วมโครงการ ("อยู่บ้านดีกว่า") ทำให้นโยบายล้มเหลวในการกระตุ้นเศรษฐกิจ 28

  • การกระตุ้นที่รุนแรงกว่า: การลดภาระประชาชนเหลือเพียง 30% คาดว่าจะจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น หรือในภาคบริการท่องเที่ยว

  • วาทกรรมตอบโต้: นายสุริยะใช้วลี "ทำให้หลานมันดู" และอ้างประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยมีวิสัยทัศน์ที่เหนือกว่าคู่แข่งและเข้าใจปัญหาปากท้องได้ลึกซึ้งกว่า 29

การวิเคราะห์: ข้อเสนอนี้สะท้อนถึงแนวคิดประชานิยมที่เข้มข้นขึ้น (Hyper-Populism) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อวินัยการคลัง การเพิ่มสัดส่วนรัฐจ่ายเป็น 70% หมายความว่าตัวคูณทวีทางการคลัง (Multiplier) ต่อหน่วยงบประมาณรัฐจะลดลง (จาก 2 เท่า เหลือประมาณ 1.4 เท่า) ในขณะที่ภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

5.3 ตารางเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์และผลกระทบ

คุณลักษณะโครงการคนละครึ่ง (เฟส 1-5)คนละครึ่งพลัส (พรรคภูมิใจไทย)โมเดล 70:30 (พรรคเพื่อไทย)
สัดส่วนการจ่าย (Co-pay)รัฐ 50% : ประชาชน 50%รัฐ 50% : ประชาชน 50%รัฐ 70% : ประชาชน 30%
วงเงินต่อคน3,000 - 4,500 บาท~2,000 - 2,400 บาทยังไม่ระบุชัดเจน (เน้นสัดส่วน)
กลุ่มเป้าหมายประชาชนทั่วไป (มีสมาร์ทโฟน)ขยายกลุ่มผู้เสียภาษี/ประชาชนทั่วไปเน้นกลุ่มเปราะบาง/SME ท่องเที่ยว
จุดเน้นนโยบายเยียวยาโควิด, รักษาสภาพคล่อง"ใช้หนี้ประชาชน", ความต่อเนื่อง"ลดภาระสูงสุด", กระตุ้นภาคบริการ
Fiscal Multiplier (โดยประมาณ)2.0x (เงินหมุนเวียน 2 เท่าของงบรัฐ)2.0x~1.43x (เงินหมุนเวียนน้อยลงเมื่องบรัฐเท่ากัน)
ความเสี่ยง Moral Hazardปานกลางปานกลางสูง (ประชาชนเคยชินกับการอุดหนุนสูง)

6. นัยทางการคลังและผลกระทบมหภาคต่อประเทศไทยปี 2569-2573

ภายใต้ความร้อนแรงของการแข่งขันทางการเมือง ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่มักถูกละเลยคือ "ความยั่งยืนทางการคลัง" (Fiscal Sustainability) การดำเนินนโยบายเหล่านี้ในปี 2569 จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อสถานะการเงินของประเทศในระยะยาว

6.1 สถานการณ์หนี้สาธารณะและพื้นที่ทางการคลัง

ข้อมูลประมาณการเศรษฐกิจการคลังระยะ 5 ปี (2569-2573) ชี้ให้เห็นภาพที่น่ากังวล:

ปีงบประมาณรายได้สุทธิ (ล้านล้านบาท)งบรายจ่าย (ล้านล้านบาท)ขาดดุล (ล้านล้านบาท)ขาดดุลต่อ GDPหนี้สาธารณะต่อ GDP
25692.923.780.864.4%68.17%
25703.003.780.783.9%69.36%
25713.143.820.683.3%69.78%
25723.273.860.592.7%69.52%

ที่มา: สรุปข้อมูลจากข่าวเดลินิวส์และ ThaiPublica 1

ตารางข้างต้นแสดงให้เห็นว่าในปี 2569-2571 หนี้สาธารณะจะไต่ระดับขึ้นไปเฉียดเพดานร้อยละ 70 อย่างต่อเนื่อง การดำเนินนโยบาย "แจกเงิน" ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่งพลัสหรือ 70:30 จะเป็นการซ้ำเติมการขาดดุลการคลัง ทำให้รัฐบาลเหลือพื้นที่ทางการคลังน้อยมากสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น หรือเพื่อรองรับวิกฤตการณ์ที่ไม่คาดฝันในอนาคต (Fiscal Buffer) 3

6.2 ผลกระทบต่อ GDP และเงินเฟ้อ

แม้ว่ากระทรวงการคลังจะประเมินว่าโครงการคนละครึ่งพลัสอาจช่วยดัน GDP ปี 2568-2569 ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.2% - 0.4% 19 แต่ผลกระทบนี้มักเป็นเพียงผลระยะสั้น (Short-term boost) หากโครงสร้างการผลิตของไทย (Supply Side) ยังไม่ได้รับการปรับปรุง การกระตุ้นด้านอุปสงค์ (Demand Side) อย่างต่อเนื่องอาจนำไปสู่ผลข้างเคียง:

  1. เงินเฟ้อด้านอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation): หากกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการผลิต อาจส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะกลับมาทำร้ายอำนาจซื้อที่แท้จริงของประชาชน

  2. การรั่วไหลสู่ภาคต่างประเทศ (Leakage): ในระบบเศรษฐกิจเปิด หากสินค้าที่ประชาชนซื้อเป็นสินค้านำเข้า (เช่น น้ำมัน, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะไหลออกนอกประเทศ แทนที่จะหมุนเวียนสร้างรายได้ให้ผู้ผลิตภายในประเทศ

6.3 ข้อจำกัดทางกฎหมายในช่วงเลือกตั้ง

อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลรักษาการ (Caretaker Government) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ได้ชี้แจงว่าโครงการที่ผูกพันงบประมาณใหม่ไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงยุบสภาหรือช่วงรัฐบาลรักษาการ ตามรัฐธรรมนูญและกฎระเบียบของ กกต. 25 ดังนั้น แม้พรรคการเมืองจะหาเสียงไว้อย่างสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติ การเบิกจ่ายงบประมาณจริงอาจต้องรอจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งอาจทำให้เกิด "สุญญากาศทางนโยบาย" (Policy Vacuum) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569


7. บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ: กายวิภาคของการทุจริต (Anatomy of Corruption)

ประเด็นที่ไม่สามารถมองข้ามได้ในการวิเคราะห์นโยบายงบประมาณคือ "ความเสี่ยงด้านการทุจริต" ซึ่งมีวิวัฒนาการควบคู่ไปกับรูปแบบของนโยบาย

7.1 ยุคมิยาซาวา: การทุจริตแบบแอนะล็อก (Analog Corruption)

ในโครงการมิยาซาวา การทุจริตเกิดขึ้นในรูปแบบดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับระบบราชการและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น:

  • แรงงานผี (Ghost Workers): เป็นรูปแบบที่แพร่หลายที่สุด คือการปลอมแปลงรายชื่อคนงานในโครงการจ้างงานสาธารณะ เพื่อเบิกจ่ายงบประมาณเข้ากระเป๋าเจ้าหน้าที่หรือหัวหน้าคนงาน โดยที่ไม่มีการทำงานจริง 13

  • การฮั้วประมูล (Bid Rigging): ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์ (เช่น โครงการโรงสี) มักมีการล็อกสเปกหรือฮั้วประมูลเพื่อให้พวกพ้องได้รับงาน 16

7.2 ยุคคนละครึ่ง: การทุจริตแบบดิจิทัล (Digital Corruption)

เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล รูปแบบการทุจริตได้ปรับตัวไปสู่ระดับปัจเจกและกระจายตัว (Decentralized):

  • การแลกเงินสด (Cashing Out): เป็นการสมรู้ร่วมคิดระหว่าง "ผู้ซื้อ" และ "ผู้ขาย" โดยไม่มีสินค้าจริงเข้ามาเกี่ยวข้อง ร้านค้าสแกนรับเงินจากแอปฯ เป๋าตัง แล้วโอนเงินสดคืนลูกค้าโดยหักส่วนต่าง การกระทำนี้ตรวจสอบยากกว่าการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างแบบเดิม เพราะเป็นธุรกรรมรายย่อยจำนวนมหาศาล (Micro-transactions) 22

  • บัญชีม้าและร้านค้าผี: มิจฉาชีพมีการรับซื้อสิทธิหรือจ้างคนเปิดบัญชี (บัญชีม้า) เพื่อนำมาสวมสิทธิรับเงินจากโครงการ หรือการตั้งร้านค้าออนไลน์ปลอมเพื่อรับแลกเงินโดยเฉพาะ 21

การเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยี Blockchain หรือ Digital Wallet จะถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดตัวกลาง แต่ "เจตนาในการทุจริต" (Intent to fraud) ยังคงดำรงอยู่และปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามช่องโหว่ของระบบ รัฐบาลชุดใหม่ในปี 2569 จึงต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายในการออกแบบระบบตรวจสอบที่เท่าทันอาชญากรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เหล่านี้


8. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 เกี่ยวกับงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ จากรากฐานของโครงการมิยาซาวาสู่ข้อเสนอคนละครึ่งพลัสและโมเดล 70:30 สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของเศรษฐกิจการเมืองไทยที่ยังคงติดอยู่ในกับดักของนโยบายประชานิยมระยะสั้น (Short-termism)

8.1 บทสรุป: ความต่อเนื่องที่น่ากังวล

แม้รูปแบบของนโยบายจะพัฒนาจาก "การจ้างงาน" (Workfare) มาสู่ "การร่วมจ่าย" (Co-payment) ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการกระจายเงินมากขึ้น แต่เนื้อแท้ของนโยบายยังคงเป็นการ "กระตุ้นอุปสงค์" (Demand Stimulation) เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและหวังผลทางการเมือง โดยปราศจากการเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมกับการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) หรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structural Reform) ที่จำเป็นต่อการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

การแข่งขันกันเพิ่มวงเงินหรือสัดส่วนการอุดหนุนของพรรคการเมือง (จาก 50:50 เป็น 70:30) ภายใต้สถานการณ์ที่หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน 70% เป็นสัญญาณเตือนภัยถึงความเปราะบางทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากไม่มีการหารายได้ใหม่เข้าสู่ประเทศ

8.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

เพื่อให้ประเทศไทยก้าวพ้นวัฏจักรประชานิยมที่บั่นทอนวินัยการคลัง รัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 2569 ควรพิจารณาแนวทางดังนี้:

  1. เปลี่ยนจาก "การแจก" เป็น "การลงทุนมนุษย์": ปรับเปลี่ยนงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนจากการกระตุ้นการบริโภค ไปสู่การสนับสนุนการพัฒนาทักษะ (Reskilling/Upskilling) ที่จับต้องได้ โดยอาจใช้กลไก Co-payment ในการสนับสนุนค่าคอร์สเรียนหรือการฝึกอบรม แทนที่จะเป็นเพียงค่าอาหารและเครื่องดื่ม

  2. Targeted Approach: ยกเลิกการหว่านโปรยงบประมาณแบบถ้วนหน้า (Universal) และหันมาใช้ระบบฐานข้อมูล Big Data ที่รัฐมีอยู่แล้วในการคัดกรองกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ (Means-testing) เพื่อลดภาระงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพ

  3. ธรรมาภิบาลดิจิทัลที่เข้มข้น: พัฒนาระบบ AI Audit เพื่อตรวจจับรูปแบบการทุจริตแบบเรียลไทม์ และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับเครือข่ายรับแลกเงินสด เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่แห่งความโปร่งใส

การเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นบททดสอบสำคัญว่าสังคมไทยและพรรคการเมืองจะเลือกเดินหน้าไปสู่ "ความยั่งยืน" หรือจะยังคงวนเวียนอยู่ในวังวนของ "ประชานิยม" ที่สร้างภาระให้กับคนรุ่นหลังต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

งบกระตุ้นเศรษฐกิจ จากมิยาซาวาสู่คนละครึ่งพลัส บนถนนการเมืองไทย

เลือกตั้ง 2569 กับสมรภูมิงบกระตุ้นเศรษฐกิจ จาก "มิยาซาวา" สู่ "คนละครึ่งพลัส" และโจทย์ใหญ่ความยั่งยืนการคลังไทย การเลือก...