เลือกตั้ง 2569: ปะทะสองยุทธศาสตร์ใหญ่ “ยกเครื่องประเทศไทย” เพื่อไทย vs “ปฏิรูปโครงสร้าง” พรรคประชาชน ใต้เงากับดักวงจรรัฐประหาร
การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกจับตามองว่าเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้ง ไม่เพียงเพราะเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ยังเป็นการเผชิญหน้ากันโดยตรงของสองชุดความคิดทางนโยบายที่แตกต่างอย่างรากฐาน ระหว่าง พรรคเพื่อไทย ที่เสนอแนวทาง “ยกเครื่องประเทศไทย” กับ พรรคประชาชน ที่ชูนโยบาย “ปฏิรูปโครงสร้าง”
นักวิชาการจำนวนไม่น้อยมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือการตัดสินใจเลือก “ระบบปฏิบัติการของประเทศ” มากกว่าการเลือกเพียงตัวบุคคลหรือพรรคการเมือง
ภูมิทัศน์วิกฤตซ้อนวิกฤต ก่อนเลือกตั้ง
บริบทการเมืองก่อนเลือกตั้ง 2569 เต็มไปด้วยความผันผวน จากเหตุการณ์ยุบพรรค การเปลี่ยนผ่านอำนาจรัฐบาล และการยุบสภาในช่วงปี 2567–2568 ส่งผลให้ระบบการเมืองไทยติดอยู่ในสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “กับดักวงจรรัฐประหาร” คือ สังคมยอมรับอำนาจรัฐสูง แต่ความมั่นคงทางการเมืองต่ำ และเต็มไปด้วยความแบ่งขั้ว
ด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยเผชิญการเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนใกล้ 90% ของ GDP และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก กลายเป็น “พายุสมบูรณ์แบบ” ที่บีบให้พรรคการเมืองต้องนำเสนอทางออกอย่างจริงจังและแตกต่าง
เพื่อไทย: “ยกเครื่องประเทศไทย” เน้นรัฐจัดการ–ฟื้นเศรษฐกิจเร็ว
พรรคเพื่อไทย ภายใต้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และทีมเศรษฐกิจ เสนอแนวคิด รัฐจัดการ (Managerial State) มองว่าปัญหาหลักของไทยคือ “ประสิทธิภาพ” ของรัฐที่ถดถอย ไม่ใช่โครงสร้างอำนาจโดยตรง
หัวใจนโยบายคือการฟื้นเศรษฐกิจแบบ Quick Win ผ่านการบริหารแบบ CEO ใช้เครื่องมือการเงินและเทคโนโลยี โดยหลีกเลี่ยงการแตะประเด็นอ่อนไหวอย่างกองทัพหรือศาล
นโยบายเด่น
-
ภาษีเงินได้ติดลบ (Negative Income Tax – NIT) ช่วยผู้มีรายได้น้อยแบบมุ่งเป้า พร้อมดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ฐานข้อมูลรัฐ
-
แก้หนี้ด้วย AMC ใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์รับซื้อหนี้รายย่อย ลดภาระหนี้ เพื่อปลดล็อกการบริโภค
-
เมกะโปรเจกต์–โครงสร้างพื้นฐาน เช่น แลนด์บริดจ์ รถไฟความเร็วสูง
-
Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ Reskill แรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง
นักวิเคราะห์มองว่า เพื่อไทยเสนอ “ความหวังที่จับต้องได้” ผ่านเม็ดเงินและกลไกการคลัง แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยยังคงโครงสร้างอำนาจเดิมไว้
พรรคประชาชน: “ปฏิรูปโครงสร้าง” สร้างรัฐสวัสดิการ–กระจายอำนาจ
ในอีกฟากหนึ่ง พรรคประชาชน สานต่ออุดมการณ์จากอนาคตใหม่–ก้าวไกล มองว่าปัญหาไทยคือ โครงสร้างอำนาจและทุนผูกขาด ที่บิดเบือนเศรษฐกิจและประชาธิปไตย
แนวคิดหลักคือ รัฐสวัสดิการประชาธิปไตย และยุทธศาสตร์ “3D” ได้แก่
-
De-militarization เอาทหารออกจากการเมือง
-
De-centralization กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
-
De-monopolization ทลายทุนผูกขาด
นโยบายเด่น
-
สวัสดิการถ้วนหน้า บำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาท เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า
-
ทลายทุนผูกขาด สุราก้าวหน้า พลังงานเสรี กฎหมายแข่งขันทางการค้าเข้มงวด
-
ผู้ว่าราชการจังหวัดจากการเลือกตั้ง โอนอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรสู่ท้องถิ่น
พรรคประชาชนชู “ความหวังเชิงโครงสร้าง” เน้นสิทธิและศักดิ์ศรี แต่ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ทางการคลัง และความเสี่ยงต่อแรงต้านจากกลุ่มอำนาจเดิม
เปรียบเทียบชัด: ประสิทธิภาพ vs ความเป็นธรรม
นักวิเคราะห์สรุปว่า ความแตกต่างหลักไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจ แต่คือ ตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจ
-
เพื่อไทย รวมศูนย์อำนาจเพื่อประสิทธิภาพ เชื่อมั่นผู้นำและทีมบริหาร
-
พรรคประชาชน กระจายอำนาจเพื่อความเป็นธรรมและการตรวจสอบ
อย่างไรก็ดี ทั้งสองพรรคมีจุดร่วม คือ ยอมรับว่าโมเดลเศรษฐกิจเดิมหมดอายุ ต้องพึ่งเทคโนโลยีดิจิทัล และต้องรับมือสังคมสูงวัย
ข้อจำกัดใหญ่: งบประมาณและการเมือง
ภายใต้งบประมาณปี 2569 วงเงินราว 3.78 ล้านล้านบาท พื้นที่ทางการคลังเหลือจำกัด
-
เพื่อไทยเสี่ยงชนเพดานหนี้สาธารณะ หากเศรษฐกิจไม่โตตามเป้า
-
พรรคประชาชนต้องเผชิญแรงต้านหากขึ้นภาษีเพื่อทำสวัสดิการถ้วนหน้า
ขณะที่ความเปราะบางของระบบการเมืองทำให้นโยบายปฏิรูปโครงสร้างของพรรคประชาชนมีความเสี่ยงต่อการถูกสกัดด้วยกลไกนอกระบบ ส่วนเพื่อไทยถูกมองว่า “ปลอดภัยกว่า” ในสายตาชนชั้นนำ
บทสรุป: สองทางแพร่งของอนาคตไทย
การเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นการเลือกระหว่าง
-
เส้นทางเพื่อไทย ที่เน้นการบริหารจัดการ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ให้เศรษฐกิจเดินต่อภายใต้โครงสร้างเดิม
-
เส้นทางพรรคประชาชน ที่มุ่งรื้อโครงสร้างอำนาจ สร้างความเท่าเทียม แม้ต้องแลกกับแรงปะทะทางการเมือง
คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “ใครชนะ” แต่คือ ชัยชนะนั้นจะได้รับการยอมรับและถูกปล่อยให้บริหารประเทศหรือไม่ ภายใต้เงาของ “กับดักวงจรรัฐประหาร” ที่ยังคงปกคลุมการเมืองไทยในปี 2569
บทวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงลึก: ยุทธศาสตร์ "ยกเครื่องประเทศไทย" ของพรรคเพื่อไทย กับ "ปฏิรูปโครงสร้าง" ของพรรคประชาชน ในบริบทการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569
บทคัดย่อ
การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของราชอาณาจักรไทย ไม่เพียงเพราะเป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการณ์ "กับดักวงจรรัฐประหาร" (Coup Cycle Trap) และภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน แต่ยังเป็นการปะทะกันของสองปรัชญาความคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างพรรคเพื่อไทยที่นำเสนอแนวทาง "รัฐจัดการ" (Managerial State) ผ่านนโยบาย "ยกเครื่องประเทศไทย" และพรรคประชาชนที่สานต่ออุดมการณ์ "รัฐสวัสดิการประชาธิปไตย" (Democratic Welfare State) ผ่านนโยบาย "ปฏิรูปโครงสร้าง" รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์เจาะลึกถึงรายละเอียด กลไก ความเป็นไปได้ และผลกระทบของชุดนโยบายทั้งสอง โดยเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างในมิติต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การบริหารราชการแผ่นดิน และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมทั้งประเมินภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และข้อจำกัดทางสถาบันการเมืองไทย
1. บทนำ: ภูมิทัศน์วิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis Landscape) ก่อนการเลือกตั้ง 2569
บริบทของการเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้เกิดขึ้นในสภาวะปกติ แต่เป็นผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมายาวนานและการบริหารงานที่ขาดความต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากความผันผวนทางการเมืองในช่วงปี 2567-2568 ซึ่งรวมถึงการยุบพรรคก้าวไกล การพ้นจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และการยุบสภาของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล
ในทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "พายุที่สมบูรณ์แบบ" (Perfect Storm)
2. พรรคเพื่อไทย: ยุทธศาสตร์ "ยกเครื่องประเทศไทย" (Overhaul Thailand)
พรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่าง ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และทีมเศรษฐกิจที่นำโดย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้นำเสนอชุดนโยบายภายใต้สโลแกน "ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้"
2.1 ปรัชญาพื้นฐาน: รัฐบริการและทุนนิยมจัดการ (The Service State & Managerial Capitalism)
แก่นแท้ของแนวคิด "ยกเครื่อง" ไม่ใช่การรื้อถอนโครงสร้างอำนาจรัฐ แต่เป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพของกลไกรัฐที่มีอยู่เดิมให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และตอบสนองต่อภาคธุรกิจและประชาชนเสมือนลูกค้า พรรคเพื่อไทยมองว่าโครงสร้างราชการไทยมีความแข็งแกร่งแต่ขาดการนำที่มีวิสัยทัศน์และการจัดการที่ดี ดังนั้น แนวทางแก้ไขคือการนำเทคโนโลยีมาใช้ (Digitization) และการใช้เครื่องมือทางการเงินและการคลัง (Financial & Fiscal Tools) มากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องไปแตะต้องโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ละเอียดอ่อน เช่น กองทัพหรือศาล ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่
2.2 เสาหลักทางเศรษฐกิจ: จากประชานิยมสู่สวัสดิการแบบมุ่งเป้า
2.2.1 ภาษีเงินได้ติดลบ (Negative Income Tax - NIT): นวัตกรรมสวัสดิการใหม่
หนึ่งในข้อเสนอที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2569 คือการนำระบบ "ภาษีเงินได้ติดลบ" (Negative Income Tax) มาใช้
กลไกนี้มีความซับซ้อนและแยบยลในทางการเมืองและเศรษฐกิจ:
การดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบ: เงื่อนไขสำคัญของการได้รับเงิน NIT คือประชาชนต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี สิ่งนี้จะบีบให้แรงงานนอกระบบและเศรษฐกิจใต้ดิน (Informal Economy) ซึ่งมีขนาดใหญ่มากในไทย ต้องเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของกรมสรรพากร หรือ "Data Lake" ที่กระทรวงการคลังกำลังจัดทำ
11 ความคุ้มค่าทางการคลัง: ต่างจากระบบสวัสดิการถ้วนหน้า (Universal Welfare) ที่ให้ทุกคนเท่ากัน NIT เป็นระบบ "มุ่งเป้า" (Targeted) ที่จ่ายให้เฉพาะผู้มีรายได้น้อยจริง ทำให้ใช้งบประมาณน้อยกว่าและตรงจุดกว่าในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์สายเสรีนิยม
นัยทางการเมือง: นโยบายนี้ช่วยให้พรรคเพื่อไทยสามารถแข่งขันกับข้อเสนอรัฐสวัสดิการของพรรคประชาชนได้ โดยไม่ต้องผูกมัดงบประมาณมหาศาลแบบระยะยาว และยังสามารถอธิบายกับชนชั้นกลางและภาคธุรกิจได้ว่าเป็นมาตรการจูงใจให้คนทำงาน (Workfare) ไม่ใช่การแจกเงินฟรี
2.2.2 การแก้หนี้ด้วยวิศวกรรมการเงิน: โมเดล AMC
พรรคเพื่อไทยมองว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ขัดขวางมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากประชาชนยังมีหนี้ล้นพ้นตัว การอัดฉีดเงินเข้าไป (เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต) ก็จะถูกนำไปใช้หนี้แทนที่จะนำไปบริโภค ดังนั้น พรรคจึงเสนอการจัดตั้งหรือใช้อำนาจของ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company - AMC) เข้ามาจัดการหนี้เสีย (NPLs) ของรายย่อย โดยเฉพาะหนี้ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 100,000 บาท
กระบวนการทำงานคือ รัฐ (ผ่าน AMC) จะเข้าไปรับซื้อหนี้เสียจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐในราคาที่มีส่วนลดสูง (Discount Rate) ประมาณ 5-7% ของมูลค่าหนี้
2.3 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: เชื่อมไทย เชื่อมโลก
พรรคเพื่อไทยยังคงยึดมั่นในนโยบายเมกะโปรเจกต์ (Mega-projects) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ:
Land Bridge และระบบโลจิสติกส์: การสานต่อโครงการแลนด์บริดจ์และรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าและการเดินทาง เป็นการลงทุนภาครัฐ (Public Investment) ที่มุ่งหวังให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนตามมา (Crowding-in Effect)
13 เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Soft Power): ต่อยอดนโยบาย "1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์" (OFOS) เพื่อ Reskill/Upskill แรงงานไทย 20 ล้านคน ให้เข้าสู่อุตสาหกรรมบริการมูลค่าสูงและเศรษฐกิจดิจิทัล
8
3. พรรคประชาชน: ยุทธศาสตร์ "ปฏิรูปโครงสร้าง" (Structural Reform)
พรรคประชาชน (People's Party - PP) ซึ่งสืบทอดอุดมการณ์จากพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล นำเสนอชุดนโยบายที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Change) ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า ปัญหาเศรษฐกิจของไทยไม่สามารถแก้ได้ด้วยการกระตุ้นระยะสั้น แต่ต้องแก้ด้วยการทลายทุนผูกขาด การกระจายอำนาจ และการสร้างตาข่ายรองรับทางสังคมที่เข้มแข็ง
3.1 ปรัชญาพื้นฐาน: รัฐสวัสดิการประชาธิปไตยและการกระจายอำนาจ
แกนกลางความคิดของพรรคประชาชนคือการสร้าง "ความเท่าเทียม" (Equality) ผ่านการลดอำนาจรัฐราชการรวมศูนย์และเพิ่มอำนาจประชาชน โดยมี "3 D's" เป็นยุทธศาสตร์หลัก: De-militarization (เอาทหารออกจากการเมือง), De-centralization (กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น), และ De-monopolization (ทลายทุนผูกขาด)
3.2 เสาหลักทางเศรษฐกิจ: สวัสดิการถ้วนหน้าและการแข่งขันที่เป็นธรรม
3.2.1 รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า (Universal Welfare State)
ต่างจากพรรคเพื่อไทยที่ใช้วิธี "มุ่งเป้า" พรรคประชาชนเสนอนโยบายสวัสดิการแบบ "ถ้วนหน้า" ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน:
เบี้ยผู้สูงอายุ: ปรับเพิ่มเป็น 3,000 บาทต่อเดือน สำหรับผู้สูงอายุทุกคนทันที โดยไม่ต้องพิสูจน์ความยากจน
15 เงินอุดหนุนเด็กเล็ก: 1,200 บาทต่อเดือน สำหรับเด็กทุกคน
การศึกษาและรักษาพยาบาล: ยกระดับคุณภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค และเรียนฟรีจริงที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายแฝง
แหล่งที่มาของเงิน: พรรคประชาชนยืนยันว่าสามารถหาเงินได้จากการ "รื้อ" โครงสร้างงบประมาณ (Zero-based Budgeting) ตัดงบกองทัพ ลดขนาดราชการส่วนกลาง และปฏิรูปภาษี (Wealth Tax, Land Tax)
16 ซึ่งเป็นจุดที่ถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามว่าทำได้ยากและอาจกระทบวินัยการคลัง
3.2.2 การทลายทุนผูกขาด (De-monopolization)
พรรคประชาชนมองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยถูกบิดเบือนโดยกลุ่มทุนใหญ่ที่อิงแอบกับอำนาจรัฐ นโยบายเศรษฐกิจจึงเน้นไปที่การสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม (Level Playing Field):
สุราก้าวหน้า: การปลดล็อกกฎหมายเพื่ออนุญาตให้รายย่อยผลิตและจำหน่ายสุราได้ เป็นสัญลักษณ์ของการทลายกำแพงกีดกันทางการค้า
17 พลังงานเสรี: สนับสนุนให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายคืนเข้าระบบ (Net Metering) เพื่อลดการพึ่งพาทุนพลังงานขนาดใหญ่
กฎหมายแข่งขันทางการค้า: บังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการควบรวมกิจการที่ลดการแข่งขัน
3.3 การปฏิรูปการบริหารราชการ: ระเบิดอำนาจจากส่วนกลาง
3.3.1 ผู้ว่าราชการจังหวัดจากการเลือกตั้ง
นี่คือนโยบายที่สร้างความแตกต่างชัดเจนที่สุด พรรคประชาชนเสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อยุติบทบาทของ "ผู้ว่าฯ แต่งตั้ง" จากกระทรวงมหาดไทย
4. บทวิเคราะห์เปรียบเทียบ: ความเหมือนและความต่าง (Comparative Analysis)
จากการประมวลข้อมูลและเอกสารวิจัยที่เกี่ยวข้อง สามารถจำแนกความเหมือนและความต่างของนโยบายทั้งสองพรรคได้ดังนี้
4.1 ตารางเปรียบเทียบแนวนโยบายหลัก
| มิติการวิเคราะห์ | พรรคเพื่อไทย (ยกเครื่องประเทศไทย) | พรรคประชาชน (ปฏิรูปโครงสร้าง) |
| ปรัชญาเศรษฐกิจ | ทุนนิยมจัดการ (Managerial Capitalism): เน้นการเติบโตของ GDP ผ่านการลงทุนภาครัฐและการดึงดูด FDI เชื่อในทฤษฎีน้ำซึมบ่อทราย (Trickle-down) ว่าเมื่อเศรษฐกิจดี คนจนจะได้ประโยชน์ | สังคมประชาธิปไตย (Social Democracy): เน้นการลดความเหลื่อมล้ำผ่านระบบภาษีและสวัสดิการ เชื่อในการสร้างฐานรากที่เข้มแข็ง (Bottom-up) และการแข่งขันที่เป็นธรรม |
| สวัสดิการสังคม | มุ่งเป้า (Targeted) / Workfare: ใช้ระบบ Negative Income Tax (NIT) ช่วยเหลือเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ยื่นภาษี และนโยบายพักหนี้/แก้หนี้ | ถ้วนหน้า (Universal) / Rights-based: สวัสดิการเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น บำนาญ 3,000 บาทถ้วนหน้า เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า |
| การแก้หนี้ | วิศวกรรมการเงิน (Financial Engineering): ใช้ AMC ซื้อหนี้เสียมาบริหารและลดหนี้ให้ประชาชน เป็นการแก้ที่ "งบดุล" (Balance Sheet) | เพิ่มรายได้/ลดรายจ่าย: แก้ที่โครงสร้างรายได้ด้วยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ (450 บาท) และลดค่าครองชีพด้วยการทลายผูกขาด |
| การกระจายอำนาจ | ผู้ว่าฯ CEO: เพิ่มประสิทธิภาพการสั่งการจากส่วนกลางให้ผู้ว่าฯ มีอำนาจบริหารจัดการเบ็ดเสร็จ แต่ยังมาจากการแต่งตั้ง | ผู้ว่าฯ เลือกตั้ง: กระจายอำนาจการเมืองและการคลังสู่ท้องถิ่น ให้ผู้บริหารมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน |
| ดิจิทัลภาครัฐ | รัฐแพลตฟอร์ม (Platform Government): สร้าง Super App รวมบริการภาครัฐ เน้นความสะดวก รวดเร็ว และการใช้ข้อมูล (Data Lake) เพื่อบริหารจัดการ | รัฐเปิดเผย (Open Government): เน้นการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ในรูปแบบ Machine-readable เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ |
| จุดยืนทางการเมือง | ประนีประนอม (Compromise): เลี่ยงการแตะต้องโครงสร้างอำนาจศักดิ์สิทธิ์ (กองทัพ, สถาบันฯ) เพื่อความราบรื่นในการบริหาร | พุ่งชน (Confrontation): เสนอการปฏิรูปกองทัพ แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และปรับโครงสร้างอำนาจเพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ |
4.2 ความเหมือน: จุดร่วมในความต่าง
แม้จะมีอุดมการณ์ต่างกัน แต่ทั้งสองพรรคมีจุดร่วมที่สำคัญคือ:
ความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ: ทั้งคู่ยอมรับว่าโมเดลเศรษฐกิจเดิมของไทย (Old S-Curve) หมดอายุแล้ว และต้องเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
การใช้เทคโนโลยี: ทั้งคู่ให้ความสำคัญกับการนำ AI และ Cloud Technology มาใช้ในการบริหารงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน
การยอมรับปัญหาสังคมสูงวัย: ทั้งคู่มีนโยบายรองรับสังคมสูงวัยอย่างชัดเจน แม้วิธีการจะต่างกัน (ศูนย์ Wellness vs บำนาญถ้วนหน้า)
4.3 ความต่าง: อำนาจอยู่ที่ใคร?
ความแตกต่างที่เป็นรากฐานสำคัญคือ "ตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจ":
พรรคเพื่อไทย: ต้องการ รวมศูนย์อำนาจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการบริหาร "ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยทำได้" สะท้อนความเชื่อมั่นในตัวผู้นำและทีมงาน
พรรคประชาชน: ต้องการ กระจายอำนาจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม (Equity) และการตรวจสอบถ่วงดุล "รัฐบาลประชาชน" สะท้อนความเชื่อในอำนาจของพลเมือง
5. การวิเคราะห์ความเป็นไปได้และข้อจำกัด (Feasibility & Constraints)
การนำเสนอนโยบายหาเสียงเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การนำไปปฏิบัติจริงต้องเผชิญกับข้อจำกัดมหาศาล โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านงบประมาณและกับดักทางการเมือง
5.1 ข้อจำกัดทางการคลัง (Fiscal Constraints)
ภายใต้กรอบงบประมาณปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท
ข้อจำกัดของเพื่อไทย: โครงการแก้หนี้ผ่าน AMC และการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ต้องใช้เม็ดเงินนอกงบประมาณหรือการกู้ยืม ซึ่งอาจชนเพดานหนี้สาธารณะ (70% ของ GDP) หากเศรษฐกิจไม่โตตามเป้า
ข้อจำกัดของพรรคประชาชน: การทำรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นมหาศาล (คาดว่าหลายแสนล้านบาท) ลำพังการตัดงบกองทัพไม่เพียงพอ จำเป็นต้องขึ้นภาษี ซึ่งอาจเจอแรงต้านจากชนชั้นกลางและภาคธุรกิจ
5.2 กับดักทางการเมือง (The Coup Cycle Trap)
การวิเคราะห์ตามกรอบ Nationcraft ชี้ให้เห็นว่าระบบการเมืองไทยมีความเปราะบางสูง (Stability V7=3)
ความเสี่ยงของพรรคประชาชน: นโยบายปฏิรูปโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่องกองทัพและการกระจายอำนาจ เป็นการท้าทายกลุ่มอำนาจเดิม (Establishment) โดยตรง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโต้กลับด้วยกลไกทางกฎหมาย (Lawfare) หรือการรัฐประหาร หากพรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งและพยายามผลักดันนโยบายเหล่านี้
ความได้เปรียบของพรรคเพื่อไทย: นโยบาย "ยกเครื่อง" ที่เน้นเศรษฐกิจและเลี่ยงประเด็นความมั่นคง เป็นแนวทางที่ "ปลอดภัย" กว่าในสายตาของชนชั้นนำ ทำให้มีโอกาสสูงกว่าที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลและบริหารงานได้โดยไม่ถูกแทรกแซง
6. บทสรุป: สองทางแพร่งของอนาคตไทย
การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกพรรคการเมือง แต่เป็นการเลือก "ระบอบปฏิบัติการ" (Operating System) ของประเทศ ระหว่าง ระบอบเพื่อไทย ที่เน้นการบริหารจัดการแบบ CEO แก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยกลไกการเงิน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ภายใต้โครงสร้างอำนาจเดิม หรือ ระบอบก้าวหน้า ของพรรคประชาชน ที่ต้องการรื้อโครงสร้างอำนาจ ปฏิรูประบบราชการและทุนผูกขาด เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมแต่อาจต้องแลกมาด้วยความขัดแย้งและการปะทะกับกลุ่มอำนาจเก่า
พรรคเพื่อไทยนำเสนอ "ความหวังที่จับต้องได้" (Tangible Hope) ผ่านเม็ดเงินและการแก้หนี้ ในขณะที่พรรคประชาชนนำเสนอ "ความหวังเชิงโครงสร้าง" (Structural Hope) ผ่านสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งจะขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนไทยให้ความสำคัญกับ "ปากท้อง" ในระยะสั้น หรือ "อนาคต" ในระยะยาวมากกว่ากัน และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ชัยชนะนั้นจะได้รับการยอมรับและอนุญาตให้บริหารประเทศหรือไม่ ภายใต้เงาของ "กับดักวงจรรัฐประหาร" ที่ยังคงปกคลุมการเมืองไทย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น