วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

“เพื่อไทย” ชูบางใหญ่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานรากอัจฉริยะ เชื่อมรถไฟฟ้า–โลจิสติกส์–วัฒนธรรม


การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย เมื่อพรรคการเมืองหลักต่างเร่งนำเสนอนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่านโยบายประชานิยมระยะสั้น ล่าสุด พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศวิสัยทัศน์พลิกโฉมพื้นที่ “ตลาดกลางบางใหญ่” จังหวัดนนทบุรี ให้เป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม พร้อมยกระดับพื้นที่ปริมณฑลให้เป็น “Westgate of Bangkok” อย่างเป็นระบบ


รายงานวิเคราะห์นโยบายหาเสียงดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยวางบางใหญ่เป็นพื้นที่นำร่อง (Sandbox) เพื่อบูรณาการ
โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตร และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยมีเป้าหมายลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ประชาชน และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว


รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ลดเหลื่อมล้ำ–กระตุ้นเศรษฐกิจ


หนึ่งในนโยบายหลักคือ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งถูกวิเคราะห์ว่าไม่ใช่เพียงกลยุทธ์หาเสียง แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดระบบขนส่งจากบริการเชิงพาณิชย์ไปสู่บริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน การศึกษาประเมินว่า นโยบายดังกล่าวจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวมกว่า หนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งจากการลดค่าใช้จ่ายการเดินทางของครัวเรือน การลดอุบัติเหตุ และผลดีด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่าความท้าทายสำคัญอยู่ที่ ความยั่งยืนทางการเงิน และการจัดการระบบตั๋วร่วม โดยรัฐจำเป็นต้องชดเชยรายได้ให้ผู้ประกอบการรถไฟฟ้า พร้อมเร่งแก้ปัญหาค่าธรรมเนียมแรกเข้าและการเชื่อมต่อข้ามสาย เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ

วิกฤตไมล์สุดท้าย จุดอ่อนของบางใหญ่

แม้บางใหญ่จะมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงเป็นแกนหลัก แต่ปัญหา First–Last Mile Connectivity ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการใช้ขนส่งสาธารณะ รายงานเสนอให้พรรคเพื่อไทยผลักดัน ระบบ Feeder อัจฉริยะ เช่น รถมินิบัสไฟฟ้า การบูรณาการค่าโดยสารกับตั๋วร่วม และการปรับปรุงทางเท้า–ทางจักรยาน เพื่อแก้ปัญหารถติดและลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว

ยกระดับตลาดบางใหญ่สู่ Smart Agricultural Logistics Hub

ในมิติเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยเสนอให้ยกระดับตลาดบางใหญ่จากตลาดค้าส่งทั่วไป สู่ ศูนย์กลางโลจิสติกส์เกษตรอัจฉริยะ รองรับทั้งห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) ระบบคลังสินค้าอัจฉริยะ และแพลตฟอร์ม E-commerce สำหรับสินค้าเกษตรสด เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร

รายงานยังเสนอแนวคิดเชื่อมต่อระบบรางเพื่อการขนส่งสินค้าในอนาคต รวมถึงการใช้ข้อมูลและ AI วิเคราะห์อุปสงค์–อุปทาน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ซึ่งถือเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค

ผสาน Soft Power วัฒนธรรม–ท่องเที่ยว

นอกจากเศรษฐกิจและคมนาคม นโยบายยังให้ความสำคัญกับ ทุนทางวัฒนธรรมของนนทบุรี อาทิ วัดเล่งเน่ยยี่ 2 และเกาะเกร็ด โดยเสนอพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและระบบขนส่งเพื่อการท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อ เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

ยุทธศาสตร์การเมือง “บางใหญ่–ยศชนัน”

นักวิชาการประเมินว่า การเลือกบางใหญ่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ สะท้อนแนวคิด “ป่าล้อมเมือง” รูปแบบใหม่ ที่มุ่งเจาะฐานเสียงชนชั้นกลางและแรงงานในเขตปริมณฑล ขณะที่ภาพลักษณ์ของนายยศชนัน ในฐานะนักวิชาการสายเทคโนแครต ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของนโยบายที่อาศัยข้อมูลและนวัตกรรมเป็นฐาน

บทสรุป

รายงานสรุปว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ตลาดบางใหญ่ มีความครบถ้วนทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐาน แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาระบบขนส่งรอง ความโปร่งใสด้านการคลัง และการมีส่วนร่วมของชุมชน หากทำได้จริง บางใหญ่อาจก้าวสู่การเป็นต้นแบบ “เมืองอัจฉริยะที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต” ของประเทศไทยในทศวรรษหน้า.

วิเคราะห์นโยบายการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองเกี่ยวกับการพัฒนาตลาดบางใหญ่จังหวัดนนทบุรี: พลวัตทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ และความท้าทายในการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคม

บทคัดย่อ

รายงานการวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการวิเคราะห์เชิงลึกและสังเคราะห์นโยบายการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปในปี พุทธศักราช 2569 โดยมุ่งเน้นไปที่ยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งได้ประกาศวิสัยทัศน์ในการพลิกโฉมพื้นที่ "ตลาดกลางบางใหญ่" จังหวัดนนทบุรี ให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานรากที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-Driven Grassroot Economy) รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงสามแกนหลักของนโยบาย ได้แก่ 1) นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายและผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์มหภาค 2) การยกระดับระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรสู่ความอัจฉริยะ (Smart Agricultural Logistics) และ 3) การจัดการปัญหาการเชื่อมต่อการเดินทางระบบรอง (Feeder Systems) เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตจราจรและเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชน

การศึกษานี้ใช้วิธีการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยรวบรวมข้อมูลจากรายงานทางวิชาการ สถิติเศรษฐกิจ บทวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ และข่าวสารทางการเมือง เพื่อประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility) ความคุ้มค่า (Cost-Benefit Analysis) และผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment) ของนโยบายดังกล่าว ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้บางใหญ่จะมีศักยภาพทางกายภาพในการเป็นฮับโลจิสติกส์และการค้า แต่ยังติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านผังเมืองที่ไม่เอื้อต่อการเชื่อมต่อ และระบบขนส่งมวลชนที่ยังไม่ครอบคลุมถึงไมล์สุดท้าย (Last Mile Connectivity) รายงานนี้จึงนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่บูรณาการมิติทางวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และสังคมวิทยาเข้าด้วยกัน เพื่อเสนอแนะทิศทางที่ยั่งยืนสำหรับการพัฒนาเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานครในทศวรรษหน้า


1. บทนำ: ภูมิทัศน์ใหม่ของการเมืองไทยและบริบทพื้นที่นนทบุรีในปี 2569

1.1 พลวัตทางการเมือง: การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคผู้นำเทคโนแครต

การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 นับเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "พายุหมุนทางวิกฤตการณ์" (Perfect Storm) ที่ประกอบไปด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI Transition) 1 บริบทนี้ได้กำหนดทิศทางการแข่งขันของพรรคการเมืองต่าง ๆ ให้ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการนำเสนอนโยบายประชานิยมระยะสั้น (Short-term Populism) ไปสู่การนำเสนอนโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในบริบทดังกล่าว การเปิดตัว นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย จึงมีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง นายยศชนัน ไม่ได้เป็นเพียงทายาททางการเมืองของตระกูลวงศ์สวัสดิ์และชินวัตร ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอิทธิพลสูงในการเมืองไทยมากว่าสองทศวรรษ แต่ยังมีคุณสมบัติความเป็นนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) ระดับแนวหน้าของประเทศ โดยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface) 1

การนำเสนอภาพลักษณ์ผู้นำที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการสร้างความน่าเชื่อถือ (Credibility) ในกลุ่มชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการบริหารประเทศด้วยข้อมูล (Data-Driven Governance) มากกว่าวาทกรรมทางการเมือง การลงพื้นที่หาเสียงที่ "ตลาดบางใหญ่" จังหวัดนนทบุรี ของ นายยศชนัน จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมรณรงค์หาเสียงทั่วไป แต่เป็นการประกาศพื้นที่นำร่อง (Pilot Area) หรือ "Sandbox" ทางนโยบาย ที่จะบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม (รถไฟฟ้า) เข้ากับเศรษฐกิจภาคเกษตร (ตลาดกลาง) โดยใช้นวัตกรรมเป็นตัวเชื่อมประสาน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเขาที่ต้องการพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1

1.2 นนทบุรีและบางใหญ่: จากพื้นที่เกษตรกรรมสู่ "Westgate of Bangkok"

จังหวัดนนทบุรี โดยเฉพาะอำเภอบางใหญ่ ได้ผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงความเป็นเมือง (Urbanization) อย่างรวดเร็วในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา จากเดิมที่เป็นพื้นที่สวนผลไม้และเกษตรกรรมหนาแน่น ได้กลายสภาพเป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของเมืองหลวง (Urban Sprawl) และเป็นที่อยู่อาศัยชั้นดี (Residential Hub) ของประชากรที่ทำงานในกรุงเทพมหานคร การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกเร่งเร้าด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกตะวันตก) มอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี และที่สำคัญที่สุดคือ รถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ช่วงบางใหญ่-เตาปูน

ข้อมูลจาก Amber Realty และ DDproperty ในปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า ราคาที่ดินในเขตบางกรวย-บางใหญ่-บางบัวทอง มีอัตราการเติบโตสูงถึง 26.4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร 4 การเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดินนี้สะท้อนถึงความคาดหวังของนักลงทุนและประชาชนต่อศักยภาพของพื้นที่ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ หรือ "New CBD" ของฝั่งตะวันตก อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางกายภาพที่รวดเร็วนี้กลับไม่ได้มาพร้อมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกัน ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหามลพิษ PM2.5 และค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการเดินทาง ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่กัดกินคุณภาพชีวิตของชาวนนทบุรี 5

นอกจากนี้ ตลาดกลางบางใหญ่ ยังคงบทบาทสำคัญในฐานะ "ครัวของกรุงเทพฯ" และศูนย์กลางการกระจายสินค้าเกษตรจากภาคตะวันตกและภาคใต้ การที่พรรคการเมืองเลือกพื้นที่นี้เป็นจุดประกาศนโยบาย จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงความสำคัญของการเชื่อมโยง "เมือง" (Urban Consumption) กับ "ชนบท" (Rural Production) เข้าด้วยกัน ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการลดต้นทุนค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร


2. วิเคราะห์เชิงลึก: นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายและผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจสังคม

2.1 หลักการเศรษฐศาสตร์ขนส่ง: สวัสดิการสังคม vs ภาระทางการคลัง

นโยบาย "รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย" ที่พรรคเพื่อไทยและนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นำเสนอ ไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing Gimmick) แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงปรัชญาการบริหารจัดการขนส่งสาธารณะ จากเดิมที่มองระบบขนส่งมวลชนเป็น "บริการเชิงพาณิชย์" (Commercial Service) ที่ผู้ใช้บริการต้องแบกรับต้นทุนตามระยะทาง (Distance-based Fare) ไปสู่การมองเป็น "บริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน" (Public Service) เฉกเช่นเดียวกับการรักษาพยาบาลหรือการศึกษา

2.1.1 มิติความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Valuation)

ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ระบุว่า การดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย คาดว่าจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวมมูลค่ากว่า 10,049.73 ล้านบาทต่อปี ในปีงบประมาณ 2569 5 ซึ่งประกอบด้วย:

  • การประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของครัวเรือน (Household Expenditure Saving): ประมาณ 7,360.43 ล้านบาท การลดลงของค่าโดยสารจะเพิ่มรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง (Disposable Income) ของประชาชน ซึ่งจะถูกนำไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากแทนที่จะสูญเสียไปกับค่าเดินทาง

  • การลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุและการเพิ่มคุณภาพชีวิต: ประมาณ 2,612.02 ล้านบาท การเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง (Modal Shift) จากรถจักรยานยนต์และรถยนต์ส่วนตัวมาสู่ระบบรางที่มีความปลอดภัยสูงกว่า จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของไทย

  • ผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม: ประมาณ 77.28 ล้านบาท จากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และฝุ่น PM2.5 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ 5

2.1.2 ความเป็นธรรมทางสังคม (Social Equity)

ในทางวิชาการ ความเป็นธรรมในการเข้าถึงระบบขนส่ง (Transit Equity) แบ่งออกเป็นสองมิติหลัก คือ ความเป็นธรรมแนวราบ (Horizontal Equity) และความเป็นธรรมแนวดิ่ง (Vertical Equity) 7

  • Vertical Equity: นโยบายค่าโดยสารคงที่ (Flat Fare) ที่ 20 บาท ส่งผลดีอย่างยิ่งต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (Low-income groups) ที่มักอาศัยอยู่ในเขตชานเมืองไกลออกไป (เช่น บางใหญ่ ไทรน้อย) และต้องเดินทางระยะไกลเพื่อเข้ามาทำงานในเมือง การเก็บค่าโดยสารตามระยะทางแบบเดิม (Distance-based) เป็นการลงโทษผู้ที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยน้อยให้ต้องแบกรับค่าเดินทางที่สูงกว่า 8 นโยบายนี้จึงช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจโดยตรง

  • Market Equity: อย่างไรก็ตาม มีข้อโต้แย้งทางวิชาการว่านโยบาย Flat Fare อาจทำให้ผู้เดินทางระยะสั้นต้อง "อุดหนุน" (Cross-subsidize) ผู้เดินทางระยะไกล หากราคา 20 บาทสูงกว่าต้นทุนจริงของการเดินทางสั้น ๆ (เช่น 1-2 สถานี) แต่ในบริบทของรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีน้ำเงิน ราคา 20 บาทถือว่าต่ำกว่าราคาเฉลี่ยส่วนใหญ่ จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการเกือบทุกกลุ่ม

2.2 ความยั่งยืนทางการเงิน (Financial Sustainability) และผลกระทบต่อผู้ประกอบการ

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของนโยบายนี้คือ "แหล่งเงินทุน" รัฐบาลจำเป็นต้องจัดหางบประมาณอุดหนุน (Subsidy) ให้กับผู้ให้บริการเอกชน (เช่น BEM - บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)) เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป ประมาณการว่ารัฐต้องใช้งบชดเชยราว 5,500 ล้านบาทต่อปี 5

2.2.1 ผลกระทบต่อ BEM และ BTS

ในมุมมองของตลาดทุน นักวิเคราะห์ประเมินว่านโยบายนี้อาจส่งผลกระทบต่อรายได้เฉลี่ยต่อเที่ยว (Average Fare per Trip) ของผู้ประกอบการ แต่จะถูกชดเชยด้วยปริมาณผู้โดยสาร (Ridership) ที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการที่มีความยืดหยุ่นต่อราคา (Price Elasticity of Demand) 10 สำหรับสายสีม่วง (บางใหญ่-เตาปูน) ซึ่งประสบปัญหาผู้โดยสารต่ำกว่าเป้าหมายมาโดยตลอดเนื่องจากทำเลที่ตั้งและปัญหาการเชื่อมต่อในอดีต 11 นโยบายลดราคาอาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้น Demand ให้เข้าใกล้จุดคุ้มทุนในการเดินรถ

2.2.2 กลไกตั๋วร่วม (Common Ticket) และระบบ EMV

ความสำเร็จของนโยบายนี้ขึ้นอยู่กับการนำระบบตั๋วร่วมและการชำระเงินผ่านระบบ EMV (Europay, Mastercard, and Visa) มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ 12 เพื่อให้การเดินทางข้ามสาย (Interoperability) ระหว่างสายสีม่วง สีน้ำเงิน สีแดง และสายอื่น ๆ เป็นไปอย่างไร้รอยต่อ ปัจจุบันยังมีความท้าทายเรื่องค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Flag Fall Charge) ซ้ำซ้อน ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเคลียร์ปัญหานี้ได้ จะช่วยลดอุปสรรคในการเปลี่ยนถ่ายสายรถไฟฟ้าของผู้โดยสารได้อย่างมหาศาล

2.3 บทเรียนจากอดีต: กรณีศึกษา "Missing Link" สายสีม่วง

การผลักดันนโยบายรถไฟฟ้าในพื้นที่บางใหญ่ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต กรณี "ฟันหลอ" หรือ Missing Link ระหว่างสถานีเตาปูนและบางซื่อ ในช่วงแรกของการเปิดให้บริการสายสีม่วง ส่งผลให้ผู้โดยสารลดลงอย่างน่าใจหายและเกิดวิกฤตความเชื่อมั่น 13 บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า "โครงข่ายคมนาคมต้องสมบูรณ์" (Network Completeness) การมีรถไฟฟ้าราคาถูกแต่ไม่เชื่อมต่อ ย่อมไม่สามารถจูงใจให้คนทิ้งรถส่วนตัวได้ ดังนั้น นโยบายของพรรคเพื่อไทยในปี 2569 จึงต้องให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อทางกายภาพ (Physical Connectivity) พอ ๆ กับการเชื่อมต่อทางราคา (Fare Integration)


3. วิกฤตการเชื่อมต่อไมล์แรกและไมล์สุดท้าย (First and Last Mile Connectivity Crisis) ในพื้นที่บางใหญ่

3.1 สภาพปัญหา: เมื่อ "รถไฟฟ้า" มาไม่ถึงหน้าบ้าน

แม้จะมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงพาดผ่านใจกลางย่านบางใหญ่ แต่ปัญหาสำคัญที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเลือกใช้รถยนต์ส่วนตัวคือ "ปัญหาการเดินทางไมล์แรกและไมล์สุดท้าย" (First and Last Mile - FLM) ซึ่งหมายถึงการเดินทางจากที่พักอาศัยมายังสถานีรถไฟฟ้า และจากสถานีไปยังจุดหมายปลายทาง การวิจัยทางวิชาการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลระบุชัดเจนว่า การขาดแคลนระบบ Feeder ที่มีประสิทธิภาพและทางเดินเท้าที่มีคุณภาพ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง (Mode Shift) 15

ในพื้นที่บางใหญ่และนนทบุรี ซึ่งลักษณะการอยู่อาศัยเป็นหมู่บ้านจัดสรรกระจายตัว (Sprawl) ลึกเข้าไปในซอยหรือถนนย่อย ทำให้ระยะทางจากบ้านถึงสถานีรถไฟฟ้าเกินระยะเดินเท้า (Walking Distance) ที่ยอมรับได้ (ปกติคือ 400-800 เมตร) 17 ประชาชนจึงต้องพึ่งพาระบบขนส่งกึ่งทางการ (Informal Transport) เช่น วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถสองแถว หรือรถตู้ ซึ่งมีปัญหาด้านมาตรฐานการบริการและความปลอดภัย 18

3.2 บทบาทของระบบขนส่งกึ่งทางการ (Informal Transport)

ข้อมูลจากการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่า "วินมอเตอร์ไซค์" และ "รถกะป๊อ" (Silor) ทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดฝอยที่สำคัญในการหล่อเลี้ยงระบบขนส่งมวลชน 18 อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบในพื้นที่ตลาดบางใหญ่คือ:

  1. โครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม: ในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือช่วงเทศกาล ค่าโดยสารวินมอเตอร์ไซค์อาจพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่มีการควบคุม 19 ทำให้ต้นทุนรวมในการเดินทาง (Total Travel Cost) สูงเกินกว่าที่นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทจะชดเชยได้

  2. ความปลอดภัย: มาตรฐานความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์รับจ้างยังคงเป็นประเด็นความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ

  3. การขาดการเชื่อมต่อข้อมูล: ผู้โดยสารไม่สามารถตรวจสอบเวลาการมาถึงของรถสองแถวหรือรถตู้ได้ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการวางแผนการเดินทาง

3.3 แนวทางแก้ไขและนโยบาย Feeder อัจฉริยะ

เพื่อให้นโยบายหาเสียงมีความสมบูรณ์ นายยศชนัน และพรรคเพื่อไทย จำเป็นต้องนำเสนอทางออกสำหรับปัญหา FLM อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาจประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและโมเดลการจัดการใหม่ ๆ ดังนี้:

  • ระบบ Feeder พลังงานไฟฟ้า (EV Micro-transit): การสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือเอกชน จัดหารถมินิบัสไฟฟ้าวิ่งรับส่งคนจากหมู่บ้านจัดสรรเข้าสู่สถานีตลาดบางใหญ่ โดยมีตารางเวลาที่แน่นอนและเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันติดตามตำแหน่ง (GPS Tracking)

  • การบูรณาการค่าโดยสาร (Fare Integration): การขยายขอบเขตของ "ตั๋วร่วม" ให้ครอบคลุมถึงระบบ Feeder ด้วย เช่น หากใช้บัตรแมงมุมหรือ EMV จ่ายค่ารถ Feeder แล้ว จะได้รับส่วนลดเมื่อขึ้นรถไฟฟ้าต่อ เพื่อจูงใจให้คนใช้ระบบขนส่งสาธารณะตลอดเส้นทาง

  • การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเดินและการปั่นจักรยาน (Active Transport): การวิจัยชี้ว่าสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดิน (Walkability) มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจใช้ระบบขนส่งมวลชน 16 การปรับปรุงทางเท้า การสร้าง Skywalk เชื่อมต่อสถานีบางใหญ่เข้ากับตลาดและชุมชนโดยรอบ (ไม่ใช่แค่เข้าห้างสรรพสินค้า) จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน


4. ยุทธศาสตร์ "บางใหญ่" ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agricultural Logistics Hub)

4.1 ศักยภาพและความท้าทายของภาคเกษตรไทย

ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจด้านอาหารและการเกษตร โดยในปี 2567 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรสูงถึง 52.19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 20 อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญของไทยคือ "ต้นทุนโลจิสติกส์" ที่สูง และการพึ่งพาการขนส่งทางถนนมากเกินไป (78.31%) ในขณะที่การขนส่งทางรางมีเพียง 2.21% 21 ความไม่สมดุลนี้ทำให้ต้นทุนสินค้าเกษตรของไทยแพงกว่าคู่แข่ง และยังเสี่ยงต่อความเสียหายของสินค้าเน่าเสียง่าย (Perishable Goods)

4.2 วิสัยทัศน์ตลาดบางใหญ่: จาก "ตลาดสด" สู่ "Agri-Tech Hub"

การที่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลงพื้นที่ตลาดบางใหญ่และประกาศนโยบายผลักดันศูนย์รวมสินค้าเกษตร สะท้อนถึงความเข้าใจในศักยภาพของพื้นที่ในฐานะจุดตัดการคมนาคม (Intersection) ของภาคตะวันตก ภาคใต้ และกรุงเทพฯ นโยบายนี้ควรมุ่งเน้นการยกระดับตลาดบางใหญ่ให้เป็นมากกว่าจุดซื้อขาย แต่เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี (Data-Driven Logistics Center)

4.2.1 นวัตกรรมห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain Innovation)

หนึ่งในปัญหาหลักของเกษตรกรไทยคือการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว (Post-harvest Loss) เนื่องจากขาดแคลนห้องเย็นและระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ 22 นโยบายควรสนับสนุนการลงทุนสร้าง "คลังสินค้าห้องเย็นอัจฉริยะ" (Smart Cold Storage) ในพื้นที่บางใหญ่ ที่เปิดให้เกษตรกรรายย่อยและ SMEs เช่าใช้ในราคาที่เข้าถึงได้ ระบบนี้ควรใช้ AI ในการบริหารจัดการสต็อกและอุณหภูมิ เพื่อยืดอายุสินค้าและรักษาคุณภาพก่อนกระจายเข้าสู่โมเดิร์นเทรดหรือส่งออก

4.2.2 การเปลี่ยนผ่านสู่ E-commerce และแพลตฟอร์มดิจิทัล

ตลาด E-commerce ของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด และคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 24 ตลาดบางใหญ่ควรถูกวางตำแหน่งเป็น "Fulfillment Center" สำหรับสินค้าเกษตรสด ที่รองรับคำสั่งซื้อออนไลน์จากผู้บริโภคในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การนำระบบอัตโนมัติ (Automation) และหุ่นยนต์มาใช้ในการคัดแยกและบรรจุสินค้า (Sorting and Packaging) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับปริมาณธุรกรรมมหาศาลได้ สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของแคนดิเดตนายกฯ

4.2.3 การเชื่อมโยงระบบราง (Rail Connectivity)

เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการผลักดันการขนส่งสินค้าทางรางเข้ามาสู่พื้นที่บางใหญ่ แม้ปัจจุบันสายสีม่วงจะเป็นรถไฟฟ้าขนส่งผู้โดยสาร แต่ในอนาคตควรมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ระบบราง (อาจเป็นรางเบาหรือระบบขนส่งสินค้าด่วนทางรางในช่วงเวลากลางคืน) เพื่อขนส่งสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตในต่างจังหวัดเข้ามายังศูนย์กระจายสินค้าบางใหญ่โดยตรง เพื่อลดภาระการจราจรบนถนนกาญจนาภิเษกและลดต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

4.3 การบูรณาการข้อมูล (Data Integration) เพื่อเสถียรภาพราคา

ปัญหาคลาสสิกของเกษตรกรไทยคือ "สินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ" การใช้ตลาดบางใหญ่เป็นศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่รวบรวมข้อมูลปริมาณผลผลิต (Supply) และความต้องการบริโภค (Demand) แบบ Real-time จะช่วยให้หน่วยงานรัฐและเกษตรกรวางแผนการผลิตและการตลาดได้แม่นยำขึ้น การใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มราคาและแจ้งเตือนเกษตรกรล่วงหน้า จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพรายได้ของเกษตรกร ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย


5. มิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: การผสาน Soft Power เข้ากับโครงสร้างพื้นฐาน

5.1 ทุนทางวัฒนธรรมของนนทบุรี

นอกเหนือจากความเป็นเมืองเศรษฐกิจ นนทบุรียังมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง นโยบายการพัฒนาบางใหญ่ต้องไม่ละเลยมิตินี้ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) ถือเป็นแม่เหล็กสำคัญทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ 25 วัดแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นศาสนสถาน แต่เป็นสถาปัตยกรรมจีนยุคราชวงศ์หมิง-ชิงที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งนอกประเทศจีน การดึงดูดนักท่องเที่ยวสายมู (Spiritual Tourism) และสายวัฒนธรรม เข้ามายังพื้นที่จะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน

นอกจากนี้ พื้นที่ เกาะเกร็ด แหล่งชุมชนมอญโบราณและเครื่องปั้นดินเผา 29 ยังเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่สำคัญ การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็น "เส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม" (Cultural Tourism Route) จะช่วยสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาในพื้นที่นานขึ้น

5.2 การท่องเที่ยวไร้รอยต่อ (Seamless Tourism)

ปัญหาของนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะชาวต่างชาติ) คือการเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ทำได้ยาก นโยบายควรเน้นการสร้างระบบขนส่งเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เช่น:

  • Shuttle Boat/Bus: เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง (สถานีตลาดบางใหญ่ หรือ สถานีสะพานพระนั่งเกล้า) ไปยังวัดเล่งเน่ยยี่ 2 และท่าเรือปากเกร็ดเพื่อข้ามไปเกาะเกร็ด

  • Tourist Pass: บัตรโดยสารใบเดียวที่รวมค่ารถไฟฟ้า ค่าเรือข้ามฟาก และส่วนลดค่าเข้าชมสถานที่หรือส่วนลดร้านค้าในตลาดบางใหญ่

  • การประชาสัมพันธ์เชิงรุก: ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลโปรโมทเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลกินเจที่วัดเล่งเน่ยยี่ หรือเทศกาลสงกรานต์มอญที่เกาะเกร็ด ให้เป็น Event ระดับนานาชาติ โดยมีบางใหญ่เป็นศูนย์กลางที่พักและอาหาร


6. บทวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเมือง: ทำไมต้อง "บางใหญ่" และ "ยศชนัน"?

6.1 ยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมืองรูปแบบใหม่

การเลือกบางใหญ่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ สะท้อนถึงความเข้าใจในพลวัตประชากร (Demographic Dynamics) ของพรรคเพื่อไทย พื้นที่ปริมณฑลอย่างนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ เป็นที่อยู่อาศัยของ "ชนชั้นกลางใหม่" (New Middle Class) และ "แรงงานพลัดถิ่น" ที่ย้ายมาจากต่างจังหวัด กลุ่มประชากรนี้มีความอ่อนไหวต่อปัญหาปากท้อง (ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง) แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคาดหวังต่อคุณภาพชีวิตที่ทันสมัย (Smart City, สิ่งแวดล้อมที่ดี)

การเสนอนโยบายที่ผสมผสานระหว่าง "การลดค่าครองชีพ" (รถไฟฟ้า 20 บาท) กับ "การสร้างอนาคตด้วยเทคโนโลยี" (Smart Agriculture Hub) จึงเป็นการตอบโจทย์ทั้งสองด้าน และเป็นการแย่งชิงฐานเสียงจากพรรคคู่แข่งที่อาจเน้นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

6.2 ความน่าเชื่อถือของผู้นำ (Leadership Credibility)

ภูมิหลังของ นายยศชนัน ในฐานะนักวิชาการและนักวิจัย 3 เป็นจุดขายที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นว่านโยบายเหล่านี้ "ทำได้จริง" และ "มีหลักการรองรับ" ไม่ใช่เพียงการขายฝัน การที่เขาสามารถอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีชีวการแพทย์ (Biomedical) กับคุณภาพชีวิต หรือ AI กับระบบโลจิสติกส์ ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้นำพรรคเพื่อไทยดูทันสมัยและเท่าทันโลก (Globalized) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการนำพาประเทศฝ่าฟัน "Perfect Storm" ทางเศรษฐกิจโลก 1


7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

จากการวิเคราะห์นโยบายการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทยและนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในพื้นที่ตลาดบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี สามารถสรุปได้ว่า เป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (Socio-economic Development) อย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้นโยบายนี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุด ภาครัฐและพรรคการเมืองควรพิจารณาข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้:

  1. การแก้ปัญหาคอขวดระบบ Feeder เป็นวาระเร่งด่วน: ความสำเร็จของรถไฟฟ้า 20 บาท ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการเข้าถึงสถานี รัฐบาลต้องลงทุนและจัดระเบียบระบบขนส่งรอง (วินมอเตอร์ไซค์, รถสองแถว, EV Shuttle Bus) ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และราคาเป็นธรรม เพื่อลดต้นทุนรวมในการเดินทางของประชาชน

  2. การสร้าง Ecosystem ของ Smart Agriculture: การพัฒนาตลาดกลางบางใหญ่ต้องไม่หยุดแค่การสร้างอาคาร แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้นวัตกรรม ทั้งแหล่งเงินทุน (Soft Loan) สำหรับเกษตรกรและ SMEs ในการลงทุนระบบ Cold Chain และการฝึกอบรมทักษะดิจิทัล (Digital Literacy)

  3. ความชัดเจนทางการคลัง (Financial Transparency): รัฐบาลต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสถึงแหล่งที่มาของงบประมาณที่จะใช้ชดเชยค่าโดยสารรถไฟฟ้า และมีแผนระยะยาวในการหารายได้เพิ่ม เช่น การเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากที่ดินรอบสถานีที่มีมูลค่าสูงขึ้น หรือการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Non-fare Revenue) เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดิน

  4. การมีส่วนร่วมของชุมชน (Public Participation): การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนดั้งเดิมในพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม และรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ให้สูญหายไปกับกระแสการพัฒนา

โดยสรุป การเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นจุดตัดสินว่า นนทบุรีและบางใหญ่ จะเติบโตไปในทิศทางใด ระหว่างการเป็นเมืองชานเมืองที่ไร้ทิศทาง หรือการเป็นต้นแบบของ "เมืองอัจฉริยะที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต" (Connected Smart City & Economic Hub) ตามวิสัยทัศน์ที่พรรคเพื่อไทยและ ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอ


ภาคผนวก: ตารางข้อมูลประกอบ

ตารางที่ 1: การเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินและศักยภาพการพัฒนาในพื้นที่นนทบุรี (2567-2568)

พื้นที่ / โซนอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดิน (YoY)ปัจจัยขับเคลื่อนหลักผลกระทบต่อการพัฒนาแหล่งข้อมูลอ้างอิง
บางกรวย-บางใหญ่-บางบัวทอง+26.4%รถไฟฟ้าสายสีม่วง, ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก, Central Westgateดึงดูดโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบและศูนย์การค้า4
เมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด+22.8%รถไฟฟ้าสายสีชมพู, ศูนย์ราชการ, ทางด่วนการขยายตัวของคอนโดมิเนียมและอาคารสำนักงาน4
แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่)+9.37% (เฉลี่ยต่อปี)การเชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมือง, การพัฒนา TODราคาที่ดินสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนที่อยู่อาศัยสูงขึ้น อาจเกิด Oversupply คอนโดมิเนียม4

ที่มา: รวบรวมและวิเคราะห์จากข้อมูล DDproperty และ Amber Realty

ตารางที่ 2: เปรียบเทียบโครงสร้างต้นทุนและประสิทธิภาพรูปแบบการขนส่งสินค้าของไทย

รูปแบบการขนส่งสัดส่วนปริมาณการขนส่ง (2566-2567)จุดแข็งจุดอ่อนข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาตลาดบางใหญ่
ทางถนน (รถบรรทุก)78.31%เข้าถึงแหล่งผลิตและผู้บริโภคได้โดยตรง (Door-to-Door), ยืดหยุ่นสูงต้นทุนต่อหน่วยสูง, ก่อมลพิษ, ปัญหาจราจร, ความผันผวนของราคาน้ำมันส่งเสริมการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Trucks) สำหรับกระจายสินค้าระยะสั้น (Last Mile Delivery)
ทางราง (รถไฟ)2.21%ต้นทุนต่ำ, ขนส่งปริมาณมาก, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโครงข่ายไม่ครอบคลุม, ใช้เวลานาน, ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้า (Transshipment)พัฒนาจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Rail-Truck Terminal) ใกล้ตลาดบางใหญ่ และเร่งรัดรถไฟทางคู่
ทางน้ำ19.47%ต้นทุนต่ำที่สุดจำกัดเฉพาะพื้นที่ที่มีแม่น้ำ, ใช้เวลานานมากใช้สำหรับสินค้าเกษตรที่ไม่เน่าเสียง่าย (เช่น ข้าวเปลือก) ผ่านท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา

ที่มา: สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และข้อมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 20

ตารางที่ 3: สถานะและข้อมูลจำเพาะของแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดนนทบุรี

สถานที่ท่องเที่ยวประเภทจุดเด่น / ไฮไลท์การเชื่อมต่อที่แนะนำ (Future Connectivity)แหล่งข้อมูลอ้างอิง
วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2)ศาสนสถาน / วัฒนธรรมสถาปัตยกรรมจีนยุคหมิง-ชิง, เทศกาลกินเจ, แก้ชงShuttle Bus จากสถานีรถไฟฟ้าบางใหญ่, ป้ายรถเมล์อัจฉริยะ25
เกาะเกร็ดชุมชนวิถีชีวิต / มรดกวัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผามอญ, ขนมไทยโบราณ, เส้นทางปั่นจักรยานเรือด่วนเจ้าพระยาเชื่อมต่อสถานีพระนั่งเกล้า, ท่าเรือท่องเที่ยวมาตรฐาน29
ตลาดนกฮูกแหล่งช้อปปิ้ง / ไลฟ์สไตล์ตลาดนัดกลางคืน, อาหาร Street Food, สินค้ามือสองทางเดิน Skywalk เชื่อมต่อรถไฟฟ้า, จุดจอดรถ Feeder ที่ปลอดภัย29
อุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษกสวนสาธารณะ / พักผ่อนหย่อนใจพื้นที่สีเขียวริมน้ำเจ้าพระยา, สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์เส้นทางจักรยานเชื่อมต่อจากชุมชนและสถานีรถไฟฟ้า31

ที่มา: รวบรวมจากข้อมูลการท่องเที่ยวจังหวัดนนทบุรีและเว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยวชั้นนำ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

“ดร.มหานิยม” ชูนโยบายแก้หนี้–ยกระดับศาสนา–พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มั่นใจการเมืองเชิงผลงานตอบโจทย์ประชาชน

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่จังหวัดสกลนคร ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 พรรคโอกาสใหม่ ได้ประชุ...