วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569

เปิดวิสัยทัศน์ "ยศชนัน" ชูยกระดับภาคการศึกษาเทียบการเมือง ประกาศอธิปไตยทางปัญญาเป็นวาระแห่งชาติ


ปีพุทธศักราช 2569 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองและการพัฒนาประเทศไทย ท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญ “มรสุมที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Storms) จากการบรรจบกันของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างฉับพลัน นักวิเคราะห์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า รูปแบบการเมืองแบบเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมหรือผลประโยชน์ระยะสั้น ไม่อาจตอบโจทย์การอยู่รอดของรัฐชาติได้อีกต่อไป



ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่เปราะบางนี้ การปรากฏตัวของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย พร้อมทีมยุทธศาสตร์ ในการหารือร่วมกับ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ณ โรงแรมสุโกศล ได้จุดประกายการถกเถียงครั้งสำคัญต่อ “กระบวนทัศน์ใหม่” ของการบริหารประเทศ โดยมีแกนกลางคือแนวคิดการ ยกระดับภาคการศึกษาให้อยู่ในระนาบเดียวกับภาคการเมือง เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ตาม” มาเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ของรัฐ


การหารือดังกล่าวไม่ใช่เพียงเวทีแสดงวิสัยทัศน์ทางการเมือง หากแต่เป็นการวางรากฐานของสิ่งที่ยศชนันเรียกว่า “รัฐศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์” (Scientific Politics) ซึ่งยึดหลักข้อมูลเชิงประจักษ์ ตรรกะทางวิทยาศาสตร์ และการคิดเชิงระบบ มาแทนการตัดสินใจบนฐานความเชื่อหรืออารมณ์

จากห้องแล็บสู่ทำเนียบรัฐบาล
ด้วยภูมิหลังในฐานะศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมระบบประสาท ยศชนันมองประเทศเสมือน “ระบบซับซ้อน” ที่องค์ประกอบทุกส่วนเชื่อมโยงกัน คล้ายเครือข่ายประสาทในสมอง แนวคิดนี้นำไปสู่การมอง “รัฐ” เป็นแพลตฟอร์มที่ต้องทำหน้าที่เชื่อมศักยภาพของประชาชนกับทรัพยากรและโอกาสของโลก โดยอาศัยกลไกป้อนกลับและการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

คำว่า “กัดไม่ปล่อย” ที่ยศชนันใช้สื่อสารต่อสาธารณะ ถูกตีความว่าเป็นจริยธรรมการทำงานแบบนักวิจัย ที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และไม่พึ่งพานโยบายฉาบฉวย

พลิกความล้าหลังด้วยแนวคิด ‘ต้นทุนจมต่ำ’
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือแนวคิด Low Sunk Cost Advantage ซึ่งยศชนันเสนอว่า ความที่ประเทศไทยยังไม่ผูกติดกับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีเก่าอย่างลึกซึ้ง กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ เปิดโอกาสให้ประเทศสามารถ “ก้าวกระโดด” (Leapfrogging) สู่เทคโนโลยีอนาคตได้รวดเร็วกว่า โดยไม่ต้องแบกรับภาระจากโครงสร้างมรดกเดิม

แนวคิดนี้สะท้อนผ่านนโยบายระบบรางสมัยใหม่ รถไฟฟ้า และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงมาตรการลดค่าครองชีพ แต่คือการวาง “ระบบปฏิบัติการใหม่” ให้กับเมืองและเศรษฐกิจไทย

แก้ปม ‘Missing Link’ การศึกษา–อุตสาหกรรม
ที่ประชุม ทปอ. ซึ่งมีอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเข้าร่วม เห็นพ้องถึงปัญหา “Missing Link” ระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งในด้านหลักสูตร ทักษะ และวิสัยทัศน์ ยศชนันจึงเสนอแนวคิด Supply Push ให้ภาครัฐและการศึกษาผลิตกำลังคนล่วงหน้าในสาขาเทคโนโลยีแนวหน้า เพื่อดึงดูดการลงทุนระดับโลก ด้วยตรรกะว่า “ถ้ามีคนเก่ง งานจะมาเอง”

นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างระบบนิเวศแรงงานแบบสหวิทยาการ ไม่จำกัดเพียงวิศวกร แต่รวมถึงนักออกแบบ โปรแกรมเมอร์ นักจิตวิทยา และช่างฝีมือ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่อย่างครบวงจร

ปัดฝุ่น ‘1 อำเภอ 1 ทุน’ สู่เครื่องมือยุทธศาสตร์
อีกหนึ่งข้อเสนอคือการฟื้นโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) ในรูปแบบใหม่ ให้เป็นเครื่องมือสร้าง “คริติคอลแมส” ของบุคลากรทักษะสูง โดยมุ่งเป้าไปยังสาขาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม S-Curve และระบบพี่เลี้ยงจากมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน เพื่อให้ความรู้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ

อธิปไตยทางปัญญา วาระแห่งชาติใหม่
ยศชนันประกาศแนวคิด Intellectual Property Sovereignty เป็นแกนสำคัญของความมั่นคงชาติในศตวรรษที่ 21 ชี้ว่าไทยต้องขยับจากการเป็นผู้ใช้หรือผู้ผลิตตามสั่ง ไปสู่การเป็นผู้สร้างและเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวิจัยขั้นแนวหน้า การเปลี่ยน KPI มหาวิทยาลัยสู่สิทธิบัตรและการใช้เชิงพาณิชย์ รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุนต่างชาติอย่างเข้มข้น

สองเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ขับเคลื่อนไทยสู่อนาคต
ภาพรวมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจตามแนวคิดยศชนัน คือการใช้ เครื่องยนต์คู่ขนาน ได้แก่ การยกระดับภาคเศรษฐกิจดั้งเดิมอย่างเกษตร อาหาร และท่องเที่ยว ด้วยเทคโนโลยี และการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ในสาขาอย่าง EV, Neuro-tech, Wellness และ Longevity Tech เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจมูลค่าสูง

การเมืองบนระนาบใหม่
นักวิชาการมองว่า แนวคิด “รัฐศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์” ของยศชนัน เป็นความพยายามยกระดับการเมืองไทยสู่ระนาบใหม่ ที่การศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับการเมือง แม้ความท้าทายในการนำไปปฏิบัติยังรออยู่ข้างหน้า แต่การประกาศทิศทางเช่นนี้สะท้อนความพยายามเปลี่ยนสมการการเมืองไทย จากการแข่งขันด้วยนโยบายระยะสั้น สู่การแข่งขันด้วย “มันสมอง” และ “นวัตกรรม” ในเวทีโลก.

การวิเคราะห์เชิงลึก: การยกระดับภาคการศึกษาระนาบเดียวกับการเมืองและยุทธศาสตร์ "รัฐศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์" ตามแนวคิดของยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

บทนำ: รุ่งอรุณแห่งนวตกรรมทางการเมืองในยุคแห่ง "มรสุมที่สมบูรณ์แบบ" (Perfect Storms)

ปีพุทธศักราช 2569 (ค.ศ. 2026) นับเป็นหมุดหมายสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ช่วงเวลาที่บริบทโลกและบริบทภายในประเทศกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ซับซ้อนและรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ หรือที่นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์เรียกว่า "มรสุมที่สมบูรณ์แบบ" (Perfect Storms) 1 ปรากฏการณ์นี้มิได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเดี่ยว แต่เป็นการบรรจบกันของวิกฤตการณ์หลายระนาบ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แบ่งขั้วอำนาจโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและภัยพิบัติ และคลื่นสึนามิแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Technological Disruption) ที่กำลังรื้อทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมอย่างไม่ประนีประนอม ในสถานการณ์เช่นนี้ รูปแบบการเมืองแบบเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยวาทกรรม การต่อรองผลประโยชน์ระยะสั้น หรือนโยบายประชานิยมที่ไร้รากฐานทางตรรกะ ไม่สามารถเป็นคำตอบให้กับความอยู่รอดของรัฐชาติได้อีกต่อไป

ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่เปราะบางนี้ การปรากฏตัวของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยทีมงานยุทธศาสตร์ ในการหารือร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ณ โรงแรมสุโกศล 1 ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงและวิเคราะห์ถึง "กระบวนทัศน์ใหม่" (New Paradigm) ของการบริหารราชการแผ่นดิน การหารือครั้งนี้มิใช่เพียงพิธีกรรมทางการเมืองเพื่อแสวงหาฐานเสียงจากกลุ่มปัญญาชน แต่เป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์ที่มุ่ง "ยกระดับภาคการศึกษาให้อยู่ในระนาบเดียวกับภาคการเมือง" (Elevating Education to the Same Plane as Politics) ซึ่งถือเป็นการรื้อถอนโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเดิมที่ภาคการศึกษามักเป็นเพียง "ผู้ตาม" หรือ "เครื่องมือ" ของฝ่ายการเมือง ให้กลายมาเป็น "หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์" ที่มีบทบาทในการชี้นำทิศทางของประเทศ

รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงแก่นแกนทางความคิดของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากภูมิหลังทางวิชาการด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และระบบประสาท 3 ผนวกเข้ากับข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำเสนอต่อ ทปอ. อาทิ แนวคิด "ต้นทุนจมต่ำ" (Low Sunk Cost Advantage), "อธิปไตยทางปัญญา" (Intellectual Property Sovereignty) และการแก้ปัญหา "Missing Link" ในระบบนิเวศการเรียนรู้ 1 เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงโครงสร้างของ "รัฐศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์" (Scientific Politics) ที่อาจกลายเป็นโมเดลใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำในเวทีโลก

1. ฐานรากทางปรัชญา: จากห้องปฏิบัติการสู่ทำเนียบรัฐบาล

1.1 วิศวกรรมระบบประสาทกับการออกแบบสถาปัตยกรรมรัฐ

การทำความเข้าใจปรัชญาทางการเมืองของ ศ.ดร.ยศชนัน จำเป็นต้องพิจารณาผ่านเลนส์ของ "วิศวกรวิจัย" ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในฐานะศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface: BCI) และวิศวกรรมระบบประสาท 3 ยศชนันมิได้มองปัญหาของประเทศเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เขามองเห็น "ระบบ" (System) ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน (Interconnectedness) เฉกเช่นเครือข่ายประสาทในสมองมนุษย์ที่มีการรับส่งสัญญาณไฟฟ้าและสารเคมีเพื่อควบคุมการทำงานของร่างกาย

แนวคิด BCI ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อสมองมนุษย์เข้ากับอุปกรณ์ภายนอกเพื่อการควบคุมและการสื่อสาร 3 สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของ "มนุษย์" ที่สามารถถูกขยายขีดความสามารถ (Augmented Capabilities) ด้วย "เทคโนโลยี" เมื่อนำกรอบคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับการเมือง ยศชนันจึงมองว่า "รัฐ" เปรียบเสมือน "แพลตฟอร์ม" หรือ "อินเทอร์เฟซ" ที่ต้องทำหน้าที่เชื่อมต่อศักยภาพของประชาชนเข้ากับโอกาสและทรัพยากรของโลก เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกายภาพหรือทางเศรษฐกิจเดิมๆ

หลักการ "Scientific Logic" หรือตรรกะทางวิทยาศาสตร์ที่เขาเน้นย้ำในการหารือกับ ทปอ. 1 คือการปฏิเสธการตัดสินใจบนฐานของความเชื่อ (Belief-based) หรืออารมณ์ความรู้สึก (Emotion-based) แต่ให้ความสำคัญกับ "ข้อมูลเชิงประจักษ์" (Empirical Evidence) และกระบวนการคิดที่เป็นเหตุเป็นผล (Causal Reasoning) เช่นเดียวกับการทดลองในห้องแล็บที่ต้องมีการตั้งสมมติฐาน การทดสอบ และการวัดผลที่แม่นยำ แนวทางนี้สอดคล้องกับทฤษฎีการจัดการปกครองแบบไซเบอร์เนติกส์ (Cybernetic Governance) ของ Stafford Beer และ Karl Deutsch 6 ซึ่งมองว่ารัฐบาลควรทำหน้าที่เป็นระบบควบคุมที่มีกลไกป้อนกลับ (Feedback Loops) เพื่อปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

1.2 "กัดไม่ปล่อย": จริยธรรมการทำงานของนักวิจัย

บุคลิกภาพที่ ศ.ดร.ยศชนัน สื่อสารออกมาผ่านคำว่า "กัดไม่ปล่อย" (Bite and don't let go) 1 มิใช่เป็นเพียงวาทกรรมแสดงความมุ่งมั่นแบบนักการเมืองทั่วไป แต่เป็นภาพสะท้อนของ "วินัยแห่งการวิจัย" (Research Discipline) ในโลกวิทยาศาสตร์ ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการทดลองที่ล้มเหลวนับพันครั้ง การวิเคราะห์ข้อผิดพลาด และการปรับปรุงแก้ไขอย่างไม่ย่อท้อ จนกว่าจะค้นพบคำตอบที่ถูกต้อง การนำทัศนคตินี้มาสู่เวทีการเมือง เป็นการส่งสัญญาณว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย เช่น ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือความล้าหลังทางเทคโนโลยี ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายฉาบฉวย (Quick Fixes) แต่ต้องอาศัยการทำงานที่ต่อเนื่อง กัดติด และมุ่งผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว

2. เศรษฐศาสตร์แห่ง "ต้นทุนจมต่ำ" (Low Sunk Cost): พลิกวิกฤตความล้าหลังสู่โอกาสแห่งการก้าวกระโดด

2.1 ทฤษฎีบทและการตีความใหม่ในบริบทไทย

หนึ่งในข้อเสนอที่ทรงพลังที่สุดทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ ศ.ดร.ยศชนัน นำเสนอต่อที่ประชุม ทปอ. คือแนวคิดเรื่องความได้เปรียบจาก "ต้นทุนจมต่ำ" (Low Sunk Cost Advantage) 1 ในทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก "ต้นทุนจม" (Sunk Cost) หมายถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้วและไม่สามารถเรียกคืนได้ ซึ่งมักกลายเป็นพันธนาการที่ทำให้ผู้ประกอบการหรือรัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า เพราะเสียดายการลงทุนเดิม (Sunk Cost Fallacy)

อย่างไรก็ตาม ยศชนันได้พลิกมุมมองนี้โดยชี้ให้เห็นว่า ความ "ล้าหลัง" หรือการที่ประเทศไทยยังไม่ได้ลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีเก่าบางประเภท (เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว) กลับกลายเป็น "สินทรัพย์" (Asset) ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในปี 2569 1

ประเทศอุตสาหกรรมเก่าแก่หลายประเทศ กำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) เนื่องจากมี "Legacy Infrastructure" หรือโครงสร้างพื้นฐานมรดกที่ผูกติดกับเทคโนโลยียุคเก่าอย่างหนาแน่น เช่น โรงงานผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายใน ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ หรือระบบโทรคมนาคมแบบเก่า การจะรื้อถอนและเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่ (เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า หรือพลังงานสะอาด) ต้องใช้ต้นทุนมหาศาลทั้งในแง่การเงินและสังคม (การเลิกจ้างแรงงานเดิม)

ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยซึ่งมีพันธนาการเหล่านี้น้อยกว่า (Low Sunk Cost) เปรียบเสมือนผ้าใบที่ว่างเปล่ากว่า จึงมีศักยภาพในการ "Pivot" หรือหมุนทิศทางยุทธศาสตร์ชาติเข้าหาเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้รวดเร็วกว่า คล่องตัวกว่า และเจ็บปวดน้อยกว่า 1

2.2 ยุทธศาสตร์การก้าวกระโดด (Leapfrogging Strategy)

แนวคิด Low Sunk Cost นำไปสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบ "ก้าวกระโดด" (Technological Leapfrogging) 8 ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถข้ามขั้นตอนทางเทคโนโลยีบางระดับที่กำลังจะล้าสมัย และมุ่งตรงไปสู่การรับเอาและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงล่าสุดได้ทันที

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ นโยบายโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและรถไฟฟ้าที่ ศ.ดร.ยศชนัน ยกขึ้นมา 1 การที่ไทยยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะแบบเก่าที่ซับซ้อนและฝังรากลึกในทุกเมืองใหญ่ ทำให้เราสามารถวางระบบรถไฟฟ้าสมัยใหม่ (Modern Electric Rail Systems) และระบบ Feeder ที่เชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (AI-driven Logistics) ได้ทันที โดยไม่ต้องรื้อถอนระบบเก่าที่ยุ่งยาก การประกาศนโยบาย "รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย" ในบริบทนี้ จึงมิใช่เพียงนโยบายลดค่าครองชีพ แต่เป็นการ "วางโครงข่ายระบบปฏิบัติการใหม่" (New Operating System) ให้กับเมือง เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และเตรียมพร้อมสู่ Smart City อย่างเต็มรูปแบบ

2.3 การท่องเที่ยวเชิงคลัสเตอร์ (Cluster Tourism) ในฐานะ Hub เชื่อมโยง

ยศชนันเสนอให้ใช้ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดแข็งเดิมของไทย เป็น "Hub" หรือแกนกลางในการเชื่อมโยงและยกระดับภาคส่วนอื่นๆ 1 โดยใช้ตรรกะ Low Sunk Cost เข้ามาจับ

  • การเชื่อมโยงกับเกษตรกรรม: ยกระดับจากการขายวัตถุดิบราคาถูก สู่การเป็นแหล่งผลิตอาหารคุณภาพสูง (Functional Food) ป้อนนักท่องเที่ยวและส่งออก โดยใช้นวัตกรรม Bio-tech ที่ไม่ต้องลงทุนโรงงานแปรรูปแบบเก่ามหาศาล แต่ใช้ Smart Processing Unit ขนาดเล็กกระจายตัว

  • การเชื่อมโยงกับการแพทย์ (Medical Hub): ใช้ความคล่องตัวของระบบสาธารณสุขไทยที่ได้รับการยอมรับ ผนวกกับเทคโนโลยี BCI และ Telemedicine เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)

  • การเชื่อมโยงกับระบบราง: ใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวสร้าง Demand ให้กับระบบรถไฟฟ้าและ Feeder ในภูมิภาค ทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เร็วขึ้น

ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบระหว่างแนวทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมกับแนวทางใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ Low Sunk Cost

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ: Traditional vs. Low Sunk Cost Leapfrogging

มิติการเปรียบเทียบยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดั้งเดิม (Traditional)ยุทธศาสตร์ Low Sunk Cost Leapfrogging (แนวคิดยศชนัน)
ฐานคิดหลักพัฒนาตามลำดับขั้น (Linear Progression) เลียนแบบประเทศพัฒนาแล้วก้าวกระโดดข้ามขั้น (Non-linear/Leapfrogging) มุ่งสู่เทคโนโลยีล่าสุด
มุมมองต่อโครงสร้างพื้นฐานเน้นสิ่งปลูกสร้างถาวรขนาดใหญ่ (Hard Infra) ถนน, เขื่อนเน้นโครงข่ายเชื่อมโยงและดิจิทัล (Soft & Connectivity Infra) ระบบราง, Data
อุปสรรคการพัฒนาขาดแคลนทุนสะสม, เทคโนโลยีล้าหลังติดกับดักเทคโนโลยีเก่า (Legacy Trap) ของประเทศคู่แข่ง
การจัดการความเสี่ยงหลีกเลี่ยงความเสี่ยง, รักษาเสถียรภาพบริหารความเสี่ยงเชิงรุก (Calculated Risk), Pivot รวดเร็ว
เป้าหมายการเติบโตของ GDP, การจ้างงานทั่วไปมูลค่าเพิ่มสูง (High Value), อธิปไตยทางปัญญา, งานทักษะสูง
ตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาป, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, Bio-based Materials

3. ปฏิบัติการ "Missing Link": เชื่อมรอยต่อที่ขาดหายระหว่างหอคอยงาช้างกับสมรภูมิโลกจริง

3.1 การวินิจฉัยพยาธิสภาพของระบบการศึกษาไทย

ในการหารือร่วมกับ ทปอ. ซึ่งมีตัวแทนระดับสูงจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร), มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยบูรพา, และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) 2 ได้มีการยอมรับถึงปัญหาเรื้อรังที่เป็น "จุดตาย" ของการพัฒนาประเทศ นั่นคือ "Missing Link" หรือโซ่ข้อกลางที่ขาดหายไประหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม

ปัญหา Missing Link นี้มีหลายมิติ:

  1. มิติด้านหลักสูตร: สิ่งที่สอนในมหาวิทยาลัย (Textbook Knowledge) มักล้าหลังกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโลกอุตสาหกรรม (Real-world Practice) หลายปีแสง โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกไตรมาส

  2. มิติด้านทักษะ: บัณฑิตที่จบออกมามีทักษะไม่ตรงกับความต้องการ (Skill Mismatch) ทำให้เกิดภาวะว่างงานแฝง ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมขาดแคลนแรงงานทักษะสูง

  3. มิติด้านวิสัยทัศน์: การผลิตคนเป็นไปในลักษณะ "ตั้งรับ" (Reactive) ตามความถนัดของอาจารย์หรือความนิยมของผู้เรียน แทนที่จะเป็น "เชิกรุก" (Proactive) ตามทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ

3.2 Supply Push: ปฏิวัติบทบาทการศึกษาจากการเป็น "ผู้ตาม" สู่ "ผู้นำ"

เพื่ออุดรอยรั่วนี้ ศ.ดร.ยศชนัน และ ทปอ. ได้ตกผลึกแนวคิด "Supply Push" 1 ซึ่งถือเป็นการกลับทิศทางของนโยบายการศึกษาแบบเดิมโดยสิ้นเชิง

ในอดีต การผลิตกำลังคนมักรอให้เกิด "Demand" จากภาคอุตสาหกรรมก่อน (Demand-driven) แล้วสถาบันการศึกษาจึงค่อยผลิตคนป้อน ซึ่งมักจะล่าช้าเกินไป (Lag Time) ทำให้เสียโอกาสการลงทุน แต่แนวคิด Supply Push คือการที่ภาครัฐและมหาวิทยาลัยต้องกล้า "เดิมพัน" (Bet) กับอนาคต โดยการสร้างกำลังคนที่มีทักษะขั้นสูงในสาขาที่เป็น Frontier Technology มารรอไว้ล่วงหน้า

ตรรกะเบื้องหลังคือ "ถ้าเรามีคนเก่ง งานจะมาเอง" นักลงทุนระดับโลกในอุตสาหกรรมไฮเทค (เช่น ชิปเซ็ต, AI, ควอนตัม) ไม่ได้ตัดสินใจลงทุนเพียงเพราะค่าแรงถูกหรือลดภาษี แต่พวกเขามองหา "Talent Pool" หรือบ่อเกิดของคนเก่ง หากไทยมีวิศวกรควอนตัม 1,000 คน ย่อมดึงดูดบริษัทควอนตัมให้มาตั้งฐานวิจัยได้ง่ายกว่าประเทศที่ไม่มีเลย

3.3 นิเวศวิทยาของแรงงานที่หลากหลาย (Labor Ecosystem Diversity)

อีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโครงสร้างแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ ศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ 1 ว่าไม่ได้ต้องการเพียงวิศวกรเครื่องกลหรือไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องการ "สหวิทยาการ" (Multidisciplinary) อย่างแท้จริง:

  • นักออกแบบ (Designers): ออกแบบ User Experience (UX) ภายในห้องโดยสาร

  • นักวัสดุศาสตร์: พัฒนาวัสดุน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง

  • โปรแกรมเมอร์: เขียนโค้ดควบคุมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

  • นักจิตวิทยา: ออกแบบระบบตอบโต้ระหว่างรถกับคน

  • ช่างฝีมือ: งานตกแต่งภายในที่ประณีต

ดังนั้น การแก้ปัญหา Missing Link จึงไม่ใช่แค่การผลิตวิศวกรเพิ่ม แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทุกศาสตร์วิชา (Arts, Science, Engineering) สามารถทำงานร่วมกันได้ (Synergy) ในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน

4. การฟื้นคืนชีพของ "1 อำเภอ 1 ทุน" (ODOS): ยุทธศาสตร์สร้างคริติคอลแมส (Critical Mass)

4.1 มรดกทางนโยบายสู่เครื่องมือแห่งอนาคต

โครงการ "1 อำเภอ 1 ทุน" หรือ One District One Scholarship (ODOS) เป็นนโยบายเรือธงในอดีตที่มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กในชนบทได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ 11 ในการหารือครั้งนี้ ทปอ. ได้เสนอให้มีการปัดฝุ่นและ "Rebrand" โครงการนี้ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกปี 2569 2

ในมุมมองของ ศ.ดร.ยศชนัน ODOS ยุคใหม่ ไม่ใช่โครงการสงเคราะห์เด็กยากจนเพียงอย่างเดียว แต่เป็น "เครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการสร้างทุนมนุษย์" (Strategic Human Capital Investment Tool) รัฐบาลจะใช้เงินรายได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาล 2 มาลงทุนสร้าง "กองทัพนวัตกร" (Army of Innovators) จากทุกอำเภอทั่วประเทศ

4.2 ODOS Plus: การปรับแต่งเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

ความแตกต่างสำคัญของ ODOS ยุคใหม่ (หรืออาจเรียกว่า ODOS Plus) คือการกำหนด "ทิศทาง" ของทุนที่ชัดเจนและเข้มข้นขึ้น 1

  • Targeted Fields: ทุนจะไม่ถูกปล่อยเสรีจนสะเปะสะปะ แต่จะเน้นหนักในสาขาที่เป็น Missing Link และสาขาแห่งอนาคต เช่น AI, Robotics, Space Technology, Gene Editing, และ Creative Economy

  • Bonding to Industry: ผู้รับทุนเมื่อจบกลับมา อาจไม่ต้องใช้ทุนด้วยการเป็นข้าราชการเหมือนในอดีต แต่สามารถ "ใช้ทุนด้วยการทำงาน" (Bond-free but Work-committed) ในบริษัทเอกชนกลุ่มเป้าหมาย (S-Curve Industries) หรือตั้ง Start-up ของตนเองในประเทศไทย เพื่อให้ความรู้ได้ถูกนำไปใช้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง

  • Mentorship System: มีระบบพี่เลี้ยงจากภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยชั้นนำ (เช่นกลุ่ม ทปอ.) คอยดูแลตั้งแต่ก่อนไป จนถึงกลับมาทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กเหล่านี้จะไม่หลุดออกจากระบบ

ตารางที่ 2 แสดงพัฒนาการของโครงการ ODOS จากอดีตสู่อนาคตตามแนวคิดใหม่

ตารางที่ 2: วิวัฒนาการโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS)

คุณลักษณะODOS ยุคดั้งเดิม (2004)ODOS ยุคใหม่ (แนวคิดยศชนัน 2026)
เป้าหมายหลักลดความเหลื่อมล้ำ, ให้โอกาสเด็กชนบท

สร้าง Critical Mass ของบุคลากรทักษะสูง, ขับเคลื่อน S-Curve 1

สาขาวิชาค่อนข้างเปิดกว้างตามความสนใจเน้นสาขา Frontier Tech และ Creative Industry (Supply Push)
ประเทศปลายทางหลากหลาย (รวมถึงประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ)เน้นประเทศที่เป็นผู้นำเทคโนโลยีเฉพาะด้าน (Top-tier Nations)
การใช้ทุนกลับมาทำงานในไทย (ระบบราชการ/เอกชน)

ทำงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย/Start-up, เชื่อมโยงกับ FDI 2

แหล่งเงินทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลสลากกินแบ่งรัฐบาล + กองทุนนวัตกรรม + ภาคเอกชนสมทบ
บทบาท ทปอ.ผู้ร่วมคัดเลือก

หุ้นส่วนยุทธศาสตร์, พี่เลี้ยง (Mentor), ศูนย์บ่มเพาะ 2

5. อธิปไตยทางปัญญา (Intellectual Property Sovereignty): ปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมทางเทคโนโลยี

5.1 นิยามใหม่ของความมั่นคงชาติ

ในศตวรรษที่ 21 ความหมายของ "เอกราช" และ "อธิปไตย" ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การมีดินแดนและกองทัพอาจไม่เพียงพอ หากประเทศยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และองค์ความรู้จากต่างชาติแบบเบ็ดเสร็จ (Total Dependency) ศ.ดร.ยศชนัน จึงประกาศแนวคิด "อธิปไตยทางปัญญา" (Intellectual Property Sovereignty) เป็นวาระแห่งชาติ 1

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เราไม่สามารถรวยได้จากการ "รับจ้างผลิต" (OEM) ตลอดไป เพราะกำไรส่วนใหญ่จะถูกดูดกลับไปยังประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์และเทคโนโลยี (Value Capture) การจะมีรายได้สูงอย่างยั่งยืน ไทยต้องขยับสถานะจาก "User" (ผู้ใช้) และ "Maker" (ผู้ผลิตตามสั่ง) มาเป็น "Creator" (ผู้สร้างสรรค์) และ "Owner" (เจ้าของ) ทรัพย์สินทางปัญญา

5.2 กลยุทธ์การสร้างอธิปไตยทางปัญญา

  1. Frontier R&D Infrastructure: รัฐบาลต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยขั้นแนวหน้า (เช่น เครื่องเร่งอนุภาค, ศูนย์ทดสอบยานยนต์อัตโนมัติ, Bio-foundry) เพื่อให้เป็นสนามเด็กเล่นของนักวิจัยไทยและต่างชาติ 1

  2. University as IP Factory: มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนตัวชี้วัด (KPI) จากจำนวนเปเปอร์ตีพิมพ์ เป็นจำนวนสิทธิบัตร (Patents) และมูลค่าการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ (Commercialization Value) ทปอ. ต้องนำทัพในการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรนี้ 2

  3. Technology Transfer with Teeth: นโยบายดึงดูด FDI ต้องมี "เขี้ยวเล็บ" กล่าวคือ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่นักลงทุนต่างชาติ ต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เข้มข้นและตรวจสอบได้ (Mandatory Tech Transfer) รวมถึงการร่วมวิจัยกับมหาวิทยาลัยไทย

6. เครื่องยนต์เศรษฐกิจคู่ขนาน (Dual-Engine Economic Strategy): การผสานพลังเก่าและใหม่

จากข้อมูลการหารือ ศ.ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย 2 เครื่องยนต์หลัก (Two-Pillar Strategy) 1 ซึ่งทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว:

6.1 เครื่องยนต์ที่ 1: การยกระดับเครื่องยนต์เดิม (Upgrading Existing Engines)

เศรษฐกิจไทยยังมีภาคส่วนดั้งเดิมที่แข็งแกร่ง คือ เกษตรกรรม อาหาร และการท่องเที่ยว การทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปหาเทคโนโลยีใหม่อย่างเดียวเป็นเรื่องเสี่ยงเกินไป ยศชนันจึงเสนอให้ใช้เทคโนโลยีเข้าไป "Inject" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) และผลิตภาพ (Productivity)

  • Precision Agriculture: ใช้ AI และข้อมูลดาวเทียม พยากรณ์อากาศและศัตรูพืช ลดต้นทุนปุ๋ยยา

  • Smart Tourism: ใช้ Data Analytics วิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว นำเสนอแพ็กเกจแบบ Personalization และใช้ระบบ Feeder เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้

6.2 เครื่องยนต์ที่ 2: การสร้างเครื่องยนต์ใหม่ (Creating New Growth Engines)

นี่คือการสร้าง S-Curve ใหม่ที่ไทยไม่เคยมีมาก่อน โดยอาศัย Low Sunk Cost Advantage

  • BCI & Neuro-tech: ด้วยความเชี่ยวชาญส่วนตัวของ ศ.ดร.ยศชนัน ไทยสามารถมุ่งเป็นฮับด้านเทคโนโลยีประสาท (Neuro-technology Hub) ของภูมิภาค ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลในการแพทย์และ Metaverse

  • EV Ecosystem: ไม่ใช่แค่ประกอบรถ แต่รวมถึงการรีไซเคิลแบตเตอรี่ การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุมรถ

  • Wellness & Longevity Tech: ผสานจุดแข็งด้านการแพทย์และบริการ เข้ากับเทคโนโลยีชะลอวัย (Longevity) ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ของโลกสังคมสูงวัย

7. บทสรุป: การเมืองบนระนาบใหม่

ข้อเสนอของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในการหารือกับ ทปอ. เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง มันคือการประกาศเจตนารมณ์ที่จะนำ "วิทยาศาสตร์" มาเป็นแกนกลางของ "รัฐศาสตร์" (Scientific Politics) การยกระดับภาคการศึกษาให้มาเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับภาคการเมือง (Same Plane) มิใช่เพียงวาทกรรมสวยหรู แต่เป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอด

การมองวิกฤตความล้าหลังให้เป็นโอกาสผ่านเลนส์ "Low Sunk Cost" การมุ่งมั่นแก้ปัญหา "Missing Link" ด้วยการสร้างอุปทานนำตลาด และการปักธง "อธิปไตยทางปัญญา" ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะประกอบร่างสร้างประเทศไทยใหม่ ที่มิได้แข่งขันด้วยราคาถูกอีกต่อไป แต่แข่งขันด้วย "มันสมอง" และ "นวัตกรรม"

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงรออยู่เบื้องหน้า คือการแปลงวิสัยทัศน์เหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ (Execution) ท่ามกลางระบบราชการที่แข็งตัวและความผันผวนทางการเมือง แต่ด้วยปรัชญาการทำงานแบบ "กัดไม่ปล่อย" และพื้นฐานการคิดเชิงระบบแบบวิศวกร ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ อาจเป็นความหวังใหม่ที่ทำให้สมการการเมืองไทยเปลี่ยนไปตลอดกาล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดวิสัยทัศน์ "ยศชนัน" ชูยกระดับภาคการศึกษาเทียบการเมือง ประกาศอธิปไตยทางปัญญาเป็นวาระแห่งชาติ

ปีพุทธศักราช 2569 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองและการพัฒนาประเทศไทย ท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญ “มรสุมที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Storms)...