วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

เปิดบทบาท “ดร.นิยม เวชกามา” ชูปฏิรูประบบนิตยภัต ท่ามกลางศึกงบศาสนา 2569

 

เปิดบทบาท “ดร.นิยม เวชกามา” ชูปฏิรูประบบนิตยภัต ท่ามกลางศึกงบศาสนา 2569

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์พรรคโอกาสใหม่ บนจุดตัดรัฐ–ศาสนา–เศรษฐกิจสังคมไทย

ในห้วงการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาได้กลับมาเป็นวาระร้อนในระดับชาติอีกครั้ง โดยเฉพาะการถกเถียงเรื่อง งบประมาณด้านศาสนาและเงินนิตยภัตของคณะสงฆ์ ซึ่งถูกยกขึ้นมาพิจารณาควบคู่กับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ท่ามกลางการเผชิญหน้าทางอุดมการณ์ระหว่างฝ่ายที่ยึดหลักรัฐฆราวาสกับฝ่ายอนุรักษนิยม หนึ่งในนักการเมืองที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ซึ่งประกาศจุดยืนชัดเจนในการ ปกป้องและปฏิรูปสิทธิประโยชน์ของคณะสงฆ์ โดยเฉพาะโครงสร้าง “นิตยภัต” ที่ถูกตรึงอัตรามายาวนานกว่า 15 ปี

“นิตยภัต” จากพระราชศรัทธาสู่โจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่

นิตยภัต ซึ่งมีรากฐานจากพระราชศรัทธาในฐานะการอุปถัมภ์พระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่ปกครองและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้วิวัฒนาการจากการถวายสิ่งของ มาเป็นเงินตรา และถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบงบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ยุคปฏิรูประบบราชการ

อย่างไรก็ตาม อัตรานิตยภัตที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังคงยึดตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2554 ทำให้ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปี 2569 ที่ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พระสังฆาธิการระดับพื้นที่ โดยเฉพาะเจ้าคณะจังหวัด อำเภอ และตำบล ต้องเผชิญภาวะ “ค่าตอบแทนไม่พอกับภาระงาน” อย่างชัดเจน

นักวิชาการด้านศาสนาและนโยบายสาธารณะชี้ว่า โครงสร้างนิตยภัตในปัจจุบันมีลักษณะ “หัวโต–ขาลีบ” คือ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ยังพอเลี้ยงชีพได้ ขณะที่พระผู้ทำงานภาคสนามกลับได้รับนิตยภัตต่ำกว่าเส้นความยากจน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อการบริหารจัดการวัดและภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์ในระยะยาว

บทบาท “ดร.มหานิยม” ในสภา: ตอบโต้การตัดงบศาสนา

ในเวทีอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2569 มาตรา 27 ที่เกี่ยวข้องกับงบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดร.นิยม ซึ่งมีบทบาททั้งในฐานะอดีตกรรมาธิการงบประมาณและนักการเมืองสายศาสนา ได้ลุกขึ้นโต้แย้งข้อเสนอของพรรคฝ่ายค้านที่ต้องการตัดลดงบประมาณนิตยภัต

ดร.นิยม ระบุว่า การนำกรณีพระสงฆ์ประพฤติผิดบางรายมาเหมารวมเพื่อตัดงบทั้งระบบ เป็นการลงโทษสถาบันโดยไม่เป็นธรรม และจะกระทบพระสงฆ์น้ำดีทั่วประเทศ พร้อมย้ำว่าวัดและพระสงฆ์ทำหน้าที่เป็น “ตาข่ายรองรับทางสังคม” ดูแลเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุในชุมชน โดยเฉพาะในชนบทที่รัฐเข้าไม่ถึง

เขายังชี้ว่า การตัดงบพื้นฐานอย่างนิตยภัต อาจยิ่งเปิดช่องให้เกิดปัญหาทุจริตและพุทธพาณิชย์ เพราะความขาดแคลนเป็นแรงผลักสำคัญให้เกิดการแสวงหาทุนจากแหล่งที่ไม่โปร่งใส

พรรคโอกาสใหม่ กับยุทธศาสตร์ “ศาสนา–สวัสดิการ–ปากท้อง”

การย้ายสังกัดสู่พรรคโอกาสใหม่ ทำให้ ดร.นิยม มีพื้นที่ทางการเมืองในการผลักดันนโยบายเฉพาะด้านศาสนาอย่างชัดเจน ภายใต้แนวคิดผสมผสาน “รัฐสวัสดิการก้าวหน้า” กับ “การอนุรักษ์วัฒนธรรม”

ในพื้นที่สกลนคร เขต 2 ซึ่งเป็นฐานพระป่าสายวิปัสสนาและมีวัดเป็นศูนย์กลางชุมชน ดร.นิยม ชูนโยบายปรับปรุงนิตยภัตควบคู่กับนโยบายพลังงาน “มีเราไม่มีมืด” และสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย โดยมองว่าวัดไม่ใช่เพียงสถาบันศาสนา แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ

ข้อเสนอปฏิรูป: จากเพิ่มเงิน สู่ธรรมาภิบาล

ข้อเสนอของ ดร.นิยม ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเพิ่มอัตรานิตยภัต แต่รวมถึงการปรับโครงสร้างเชิงระบบ เช่น

  • การปรับฐานนิตยภัตแบบขั้นบันได โดยเร่งยกระดับพระสังฆาธิการระดับล่าง

  • การแยกค่าตอบแทนตำแหน่งออกจากงบดำเนินงาน เพื่อเพิ่มความโปร่งใส

  • การเสริมสวัสดิการที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ค่าไฟฟ้า การรักษาพยาบาล และการเดินทาง

  • การจัดตั้งกองทุนพุทธศาสนูปถัมภ์ เพื่อให้วัดที่มีศักยภาพช่วยเหลือวัดชนบท

บทสรุป: นิตยภัตกับความมั่นคงทางวัฒนธรรม

การผลักดันปฏิรูประบบนิตยภัตของ ดร.นิยม เวชกามา ถูกมองว่าเป็นมากกว่านโยบายหาเสียง แต่คือความพยายามสร้าง “ความมั่นคงทางวัฒนธรรม” ให้กับสังคมไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากโลกสมัยใหม่และข้อจำกัดด้านงบประมาณรัฐ

ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งและการถกเถียงในสภาปี 2569 จึงไม่เพียงชี้ชะตาทางการเมืองของนักการเมืองรายหนึ่ง หากยังสะท้อนคำถามใหญ่ของสังคมไทยว่า จะรักษาสมดุลระหว่างความทันสมัยกับรากเหง้าทางจิตวิญญาณได้อย่างไรในอนาคต

การวิเคราะห์บทบาททางนิติบัญญัติและยุทธศาสตร์นโยบายศาสนาของ ดร.นิยม เวชกามา: กรณีศึกษาการปฏิรูปโครงสร้างนิตยภัตในบริบทเศรษฐกิจและสังคมไทย ปี 2569

บทนำ: ภูมิทัศน์ความสัมพันธ์รัฐ-ศาสนาและวิกฤตการณ์งบประมาณสงฆ์ในทศวรรษ 2560

ในท่ามกลางพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคมและการเมืองไทยในปี พุทธศักราช 2569 (ค.ศ. 2026) ประเด็นเรื่องสถานะและบทบาทของสถาบันพระพุทธศาสนาในพื้นที่สาธารณะได้กลับมาเป็นข้อถกเถียงสำคัญระดับชาติอีกครั้ง การเลือกตั้งทั่วไปและการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้กลายเป็นเวทีประลองกำลังทางความคิดระหว่างกลุ่มขั้วการเมืองที่มีจุดยืนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่งคือนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ยึดถือหลักการรัฐฆราวาส (Secular State) ซึ่งมองว่ารัฐควรลดบทบาทและงบประมาณในการอุปถัมภ์ศาสนาเฉพาะเจาะจง ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มอนุรักษนิยมและนักการเมืองสายพุทธที่มองว่าศาสนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมที่รัฐมีพันธกรณีต้องดูแล

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกไปที่บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ซึ่งได้สถาปนาตนเองเป็นหัวหอกสำคัญในการปกป้องและปฏิรูปสิทธิประโยชน์ของคณะสงฆ์ โดยเฉพาะประเด็น "นิตยภัต" หรือเงินค่าตอบแทนตามสมณศักดิ์และตำแหน่งทางการปกครองของพระภิกษุสงฆ์ การศึกษานี้จะวิเคราะห์ความจำเป็นเร่งด่วนในการทบทวนหลักเกณฑ์นิตยภัตที่ถูกแช่แข็งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปี 2569 โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากมติมหาเถรสมาคม สถิติทางเศรษฐศาสตร์มหภาค และข้อมูลการอภิปรายในรัฐสภา เพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ครอบคลุมและยั่งยืน

นิยามและพัฒนาการของ "นิตยภัต" ในบริบทประวัติศาสตร์

คำว่า "นิตยภัต" (Nitayaphat) มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลี หมายถึง อาหารหรือภัตตาหารที่ถวายเป็นนิตย์ หรือประจำ ในบริบททางประวัติศาสตร์ไทย นิตยภัตถือกำเนิดขึ้นจากพระราชศรัทธาของพระมหากษัตริย์ในฐานะอัครศาสนูปถัมภก ที่ทรงพระราชทานแก่พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิหรือมีสมณศักดิ์ เพื่อเป็นเครื่องสักการะและสนับสนุนการปฏิบัติศาสนกิจ 1

วิวัฒนาการของนิตยภัตสามารถแบ่งออกได้เป็นยุคสมัยสำคัญ ดังนี้:

  1. ยุคจารีต (ก่อนรัชกาลที่ 3): นิตยภัตยังคงรูปแบบเป็นสิ่งของ (In-kind) เช่น ภัตตาหารเช้าและเพล หรือเครื่องอุปโภคบริโภค ซึ่งรัฐจัดถวายโดยตรง

  2. ยุคเปลี่ยนผ่าน (รัชกาลที่ 3 - รัชกาลที่ 4): เริ่มมีการเปลี่ยนรูปแบบจากสิ่งของมาเป็นเงินตรา (Monetization) โดยกำหนดอัตราเป็น "ตำลึง" เนื่องจากจำนวนพระสงฆ์ที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของหัวเมือง ทำให้การจัดส่งอาหารไม่สะดวก 1

  3. ยุคระบบราชการ (รัชกาลที่ 5 - ปัจจุบัน): การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ควบคู่กับการปฏิรูปเดศาภิบาล ทำให้นิตยภัตถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบงบประมาณแผ่นดิน มีการกำหนดบัญชีอัตราที่ชัดเจนตามชั้นยศสมณศักดิ์ (เช่น สมเด็จพระราชาคณะ, พระราชาคณะชั้นเทพ, พระครูสัญญาบัตร) เพื่อตอบแทนภาระหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์และการศึกษาพระปริยัติธรรม

ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในปี 2569 คือ โครงสร้างอัตรานิตยภัตในปัจจุบันยังคงอิงตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2554 2 ซึ่งหมายความว่าตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อสะสม และค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น คณะสงฆ์ไทยไม่ได้รับการปรับฐานค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับความเป็นจริง สิ่งนี้สร้างแรงกดดันต่อระบบการบริหารจัดการวัดและส่งผลกระทบทางอ้อมต่อภาพลักษณ์ของวงการสงฆ์ เมื่อพระสังฆาธิการบางส่วนต้องดิ้นรนหาทุนทรัพย์เพื่อดูแลวัดและกิจการคณะสงฆ์ด้วยตนเอง


ส่วนที่ 1: ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่: อุดมการณ์และยุทธศาสตร์ทางการเมือง

1.1 ประวัติและพัฒนาการทางการเมืองของ "ดร.มหานิยม"

ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักกันในแวดวงการเมืองและศาสนาว่า "ดร.มหานิยม" มิใช่นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เป็นบุคคลที่มีรากฐานความเข้าใจในกิจการคณะสงฆ์อย่างลึกซึ้ง ด้วยวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาพุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) 4 พื้นฐานการศึกษานี้ทำให้เขามีความเข้าใจทั้งในหลักธรรมคำสอนและจิตวิทยาทางสังคมของพุทธศาสนิกชนไทย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านศาสนา

ในอดีต ดร.นิยม เคยสังกัดพรรคเพื่อไทย และดำรงตำแหน่งสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร เช่น เลขานุการคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ รวมถึงบทบาทในกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 4 ผลงานที่ผ่านมาของเขาเน้นหนักไปที่การปกป้องพระพุทธศาสนาจากการถูกคุกคามและการผลักดันกฎหมายสำคัญ เช่น ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย 7

1.2 การย้ายสังกัดสู่ "พรรคโอกาสใหม่" และยุทธศาสตร์การเลือกตั้งปี 2569

การเลือกตั้งในปี 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ ดร.นิยม ตัดสินใจลงสมัครในนาม "พรรคโอกาสใหม่" (Phak Okas Mai) หมายเลข 6 เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร 8 การย้ายพรรคครั้งนี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ที่ต้องการพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นกว่าเดิมในการผลักดันนโยบายเฉพาะกลุ่ม (Niche Policy) โดยเฉพาะประเด็นทางศาสนาและสวัสดิการสังคม

พรรคโอกาสใหม่วางตำแหน่งตนเองเป็นพรรคทางเลือกที่มีนโยบายผสมผสานระหว่าง "รัฐสวัสดิการก้าวหน้า" และ "การอนุรักษ์วัฒนธรรม" โดยมีสโลแกน "โอกาสของคนไทยทุกคน" 9 นโยบายหลักของพรรคที่ ดร.นิยม นำมาหาเสียงในพื้นที่สกลนคร ประกอบด้วย:

  1. นโยบายพลังงาน "มีเราไม่มีมืด": การให้สิทธิ์ใช้ไฟฟ้าฟรี 500 บาท และการติดตั้งโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) ให้กับครัวเรือนรายได้น้อย 8 ซึ่งนโยบายนี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับวัดในชนบทที่มักประสบปัญหาค่าไฟฟ้าแพงจากการจัดกิจกรรมสาธารณะ

  2. นโยบายสวัสดิการ "จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน": เงินอุดหนุนการตั้งครรภ์ 10,000 บาท, เงินรับขวัญบุตร 100,000 บาท และเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ 1,000,000 บาท 8

  3. นโยบายศาสนาเชิงรุก: การชูประเด็น "เลือกมหานิยมไปดูแลเรื่องศาสนา" โดยเน้นย้ำว่าปัญหาปากท้องและศาสนาเป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนควบคู่กัน 8

1.3 บริบทพื้นที่: สกลนคร เขต 2 กับโมเดล "พุทธเกษตร"

พื้นที่เขต 2 จังหวัดสกลนคร (ประกอบด้วย อำเภอกุสุมาลย์, โพนนาแก้ว, โคกศรีสุพรรณ, เต่างอย และบางส่วนของอำเภอเมือง) 8 เป็นพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นฐานที่มั่นของ "พระป่า" สายวิปัสสนากรรมฐาน และมีวัฒนธรรมภูไทที่เข้มแข็ง วัดในพื้นที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรม แต่เป็นศูนย์กลางของชุมชน (Community Center) ในทุกมิติ ตั้งแต่การศึกษา การสาธารณสุขพื้นฐาน ไปจนถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ดังนั้น การที่ ดร.นิยม ชูนโยบายปรับปรุงนิตยภัต จึงมิใช่เพียงการหาเสียงกับพระสงฆ์ แต่เป็นการเสริมความเข้มแข็งให้กับ "ผู้นำชุมชน" (Key Opinion Leaders) ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อประชาชนในพื้นที่


ส่วนที่ 2: วิกฤตการณ์งบประมาณศาสนาปี 2569: การปะทะกันของอุดมการณ์

2.1 ข้อถกเถียงในสภาผู้แทนราษฎร: มาตรา 27 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2569

เหตุการณ์สำคัญที่จุดชนวนให้เรื่องนิตยภัตกลายเป็นวาระเร่งด่วน คือการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระที่ 2 ในส่วนของมาตรา 27 ซึ่งเกี่ยวข้องกับงบประมาณของส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) วงเงินรวม 43,111 ล้านบาท 10

ในการอภิปรายครั้งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก "พรรคประชาชน" (People's Party) ได้เปิดฉากโจมตีโครงสร้างงบประมาณด้านศาสนาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ นายภัณฑิล น่วมเจิม และนายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ที่เสนอให้ตัดลดงบประมาณในส่วนของ "เงินอุดหนุนพระสงฆ์" หรือนิตยภัต จำนวน 1,233 ล้านบาท รวมถึงงบพระวินยาธิการ (ตำรวจพระ) และงบพัดยศ 10

ข้อโต้แย้งหลักของฝ่ายค้าน (พรรคประชาชน):

  1. ความไม่โปร่งใสและทุจริต: อ้างถึงข่าวฉาวในวงการสงฆ์ (Monk Scandals) เพื่อชี้ให้เห็นว่าการจัดสรรงบประมาณไม่มีประสิทธิภาพและรั่วไหล

  2. ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์: มองว่าการนำเงินภาษีไปจ่ายเป็นเงินเดือนพระไม่ก่อให้เกิดผลผลิตมวลรวม (GDP) และขัดต่อหลักการใช้ภาษีของรัฐฆราวาสที่ควรแยกศาสนาออกจากรัฐ

  3. การเลือกปฏิบัติ: ตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมในการจัดสรรงบประมาณให้พุทธศาสนามากกว่าศาสนาอื่น

2.2 บทบาทการตอบโต้และปกป้องของ ดร.นิยม เวชกามา

ในฐานะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร ส.ส. ที่มีจุดยืนปกป้องพุทธศาสนา ดร.นิยม ได้ลุกขึ้นอภิปรายตอบโต้ด้วยข้อมูลและหลักการที่น่าสนใจยิ่ง 10:

  1. การต่อต้านตรรกะเหมารวม (Fallacy of Generalization): ดร.นิยม ชี้ให้เห็นว่าการนำความผิดส่วนตัวของพระสงฆ์บางรูปมาเป็นข้ออ้างในการตัดงบประมาณทั้งระบบ เป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม เปรียบเสมือนการเสนอให้ยุบสภาหรือตัดงบประมาณรัฐสภาเพียงเพราะมีนักการเมืองทุจริต การลงโทษเชิงโครงสร้างต่อสถาบันสงฆ์จะกระทบต่อพระสงฆ์น้ำดีทั่วประเทศกว่า 200,000 รูปที่ตั้งใจปฏิบัติศาสนกิจ

  2. มิติด้านความมั่นคงทางสังคม: ได้ย้ำว่าวัดและพระสงฆ์คือ "ตาข่ายรองรับทางสังคม" (Social Safety Net) ของไทยมาแต่อดีต การตัดงบนิตยภัตซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐาน จะทำให้ระบบการปกครองคณะสงฆ์อ่อนแอ เปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาแทรกแซง

  3. หลักการอยู่ร่วมกันของศาสนา: ยืนยันว่ารัฐบาลไทยอุดหนุนทุกศาสนาตามสัดส่วนประชากร มิได้เลือกปฏิบัติ การโจมตีงบพุทธศาสนาจึงเป็นการสร้างความแตกแยกและ "เหยียบย่ำศรัทธา" ของประชาชน 10


ส่วนที่ 3: การวิเคราะห์โครงสร้างนิตยภัต: ความเหลื่อมล้ำและการแช่แข็งทางเศรษฐกิจ

เพื่อให้เห็นภาพความจำเป็นในการ "ปรับปรุง" ตามข้อเสนอของ ดร.นิยม รายงานฉบับนี้ได้ทำการสังเคราะห์ข้อมูลอัตรานิตยภัตในปัจจุบัน (อ้างอิงปี 2554) เปรียบเทียบกับภาระงานและสภาพเศรษฐกิจในปี 2569

3.1 โครงสร้างอัตรานิตยภัตปัจจุบัน (บังคับใช้ 2554 - 2569)

ข้อมูลจากมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุอัตรานิตยภัตในปัจจุบัน ดังปรากฏในตารางที่ 3.1 2

ตารางที่ 3.1: บัญชีอัตรานิตยภัตพระสังฆาธิการและสมณศักดิ์ (คัดเลือก) ปี 2569 (อิงฐาน 2554)

ลำดับชั้นสมณศักดิ์/ตำแหน่งอัตรานิตยภัต (บาท/เดือน)เทียบเคียงรายได้ขั้นต่ำ (ปี 2569)สถานะความเพียงพอ
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า37,700--
สมเด็จพระสังฆราช34,200เทียบเท่าข้าราชการ C8-C9เหมาะสมตามเกียรติยศ
กรรมการมหาเถรสมาคม23,900ต่ำกว่าเงินเดือน ป.เอก จบใหม่ต่ำกว่าภาระงานระดับบริหารสูงสุด
เจ้าคณะจังหวัด (ชั้นสามัญ)10,300ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนวิกฤต (รับผิดชอบทั้งจังหวัด)
เจ้าคณะอำเภอ (ชั้นสามัญยก)4,100-วิกฤต
เจ้าอาวาสพระอารามหลวง (ชั้นเอก)4,800-ไม่สอดคล้องกับค่าบริหารวัดหลวง
พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล2,500 - 3,100ต่ำกว่าเส้นความยากจนวิกฤตสูงสุด
เลขานุการเจ้าคณะตำบล~1,200-เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

การวิเคราะห์เชิงลึก:

จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ชัดเจนว่าโครงสร้างนิตยภัตมีลักษณะ "หัวโต ขาลีบ" กล่าวคือ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ระดับสมเด็จพระราชาคณะได้รับนิตยภัตในอัตราที่พอเลี้ยงชีพได้ (20,000 - 37,000 บาท) แต่พระสังฆาธิการระดับปฏิบัติการในพื้นที่ (Field Operations) เช่น เจ้าคณะจังหวัด, เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะตำบล กลับได้รับค่าตอบแทนที่ต่ำมากจนน่าตกใจ

  • กรณีศึกษา เจ้าคณะจังหวัด: รับผิดชอบวัดในปกครอง 500-1,000 วัด ต้องออกตรวจการณ์ ระงับอธิกรณ์ และประสานงานราชการ แต่ได้รับนิตยภัตเพียง 10,300 บาท ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่ค่าเชื้อเพลิงพาหนะในการลงพื้นที่

  • กรณีศึกษา เจ้าคณะตำบล: เป็นด่านหน้าในการปกครองคณะสงฆ์ ต้องดูแลวัด 5-10 แห่ง แต่ได้รับนิตยภัตเพียง 2,500 บาท เงินจำนวนนี้ในปี 2569 แทบไม่สามารถซื้อสิ่งของจำเป็นพื้นฐานได้ครบถ้วน

3.2 ผลกระทบจากเงินเฟ้อและค่าครองชีพ (2554-2569)

แม้ข้อมูลทางเศรษฐกิจในปี 2568-2569 จะบ่งชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ในระดับต่ำหรือติดลบเล็กน้อย (-0.14% ถึง -0.28%) อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันโลกที่ลดลง 13 แต่อัตราเงินเฟ้อ สะสม (Cumulative Inflation) ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ได้กัดเซาะอำนาจการซื้อ (Purchasing Power) ของเงินนิตยภัตไปอย่างมหาศาล

จากการคำนวณโดยใช้ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ย้อนหลัง 15 พบว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (ซึ่งเป็นรายจ่ายหลักของวัดในการเลี้ยงดูพระลูกวัดและสามเณร) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับนิตยภัตที่ถูกตรึงไว้

  • สมการอำนาจการซื้อ: เงิน 2,500 บาท ในปี 2554 อาจเทียบเท่ากับการซื้อข้าวสารได้ 100 กิโลกรัม แต่ในปี 2569 เงินจำนวนเดียวกันอาจซื้อได้เพียง 60-70 กิโลกรัม

  • ต้นทุนแฝง (Hidden Costs): วัดต้องแบกรับภาระค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นตามอัตราก้าวหน้า ค่ารักษาพยาบาลพระภิกษุอาพาธ และค่าซ่อมแซมศาสนสถาน ซึ่งวัสดุก่อสร้างมีการปรับราคาขึ้นตามกลไกตลาดโลก


ส่วนที่ 4: ความจำเป็นในการทบทวนหลักเกณฑ์นิตยภัต: มิติทางสังคมและธรรมาภิบาล

ข้อเสนอของ ดร.นิยม เวชกามา ในการปรับปรุงระบบนิตยภัต ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของการเรียกร้องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่มีรากฐานความชอบธรรมทางวิชาการและสังคมศาสตร์รองรับใน 4 มิติสำคัญ:

4.1 มิติด้านธรรมาภิบาล: การแก้ปัญหาทุจริตที่ต้นเหตุ

ข้อวิจารณ์ของพรรคประชาชนที่ว่า "นิตยภัตทำให้เกิดการทุจริต" เป็นการมองปัญหาที่ปลายเหตุ 10 ในทางตรงกันข้าม ทฤษฎีอาชญาวิทยาและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชี้ให้เห็นว่า "ความขาดแคลน" (Scarcity) คือปัจจัยเร่งที่สำคัญที่สุดที่ผลักดันให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

เมื่อรัฐสนับสนุนงบประมาณไม่เพียงพอต่อรายจ่ายจริง เจ้าอาวาสหรือพระสังฆาธิการจำเป็นต้องดิ้นรนหารายได้เข้าวัด ซึ่งนำไปสู่:

  1. พุทธพาณิชย์ (Commercialization): การสร้างวัตถุมงคล หรือการทำพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์เชิงธุรกิจ เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าน้ำค่าไฟ

  2. การพึ่งพาทุนสีเทา: วัดบางแห่งอาจจำยอมรับเงินบริจาคจากแหล่งที่ไม่โปร่งใสเพื่อความอยู่รอด

    การปรับนิตยภัตให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จะช่วยลดแรงกดดันทางการเงิน (Financial Pressure) ทำให้พระสงฆ์สามารถดำรงสมณเพศได้อย่างสมเกียรติและลดความเสี่ยงในการเข้าไปพัวพันกับผลประโยชน์ทับซ้อน

4.2 มิติด้านภาระหน้าที่ใหม่ (New Job Descriptions)

ในบริบทสังคมปี 2569 พระสังฆาธิการไม่ได้มีหน้าที่เพียงนั่งสมาธิหรือสวดมนต์ แต่มีสถานะทางกฎหมายเป็น "เจ้าพนักงาน" ตามประมวลกฎหมายอาญา 17 มีหน้าที่รับผิดชอบมหาศาล ได้แก่:

  • การจัดการศึกษา: ดูแลโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากจนในชนบท 19

  • การสาธารณสุขชุมชน: บทบาทในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในชุมชน (Palliative Care) ซึ่งวัดหลายแห่งทำหน้าที่เป็นศูนย์พักคอย

  • การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: รัฐบาลส่งเสริมให้วัดเป็นแหล่งท่องเที่ยว (Soft Power) แต่ภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลความสะอาด ห้องน้ำ และภูมิทัศน์ ตกอยู่ที่วัดโดยไม่มีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติม

4.3 มิติด้านความเสมอภาคของบุคลากรภาครัฐ

หากเทียบเคียงตำแหน่งทางราชการ พระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะอำเภอ หรือเจ้าคณะจังหวัด มีภาระงานเทียบเท่า "นายอำเภอ" หรือ "ผู้ว่าราชการจังหวัด" ในทางธรรม แต่กลับได้รับค่าตอบแทนต่างกันราวฟ้ากับเหว การปรับปรุงนิตยภัตจึงเป็นเรื่องของ "ความเป็นธรรมในการจ้างงานภาครัฐ" (Fairness in Public Service Compensation) แม้พระสงฆ์จะไม่ใช่ข้าราชการโดยตรง แต่ก็เป็นกลไกของรัฐในการอบรมบ่มเพาะศีลธรรม

4.4 ข้อมูลจากมติมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปี 2569

จากการสืบค้นท่าทีของมหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในช่วงปี 2569 ผ่านการชี้แจงงบประมาณ พบว่าหน่วยงานเหล่านี้ยอมรับถึงปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ 20 โดย พศ. ได้ระบุว่าต้องมีการ "จัดลำดับ" การจ่ายนิตยภัต ทำให้พระที่มีสิทธิ์บางรูปไม่ได้รับเงิน เนื่องจากวงเงินงบประมาณถูกจำกัด (Cap) ไว้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของ ดร.นิยม ที่ต้องการให้รื้อระบบโควตานี้และจัดสรรให้ครอบคลุมตามสิทธิ์


ส่วนที่ 5: ข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์นิตยภัตอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับข้อจำกัดทางงบประมาณ รายงานฉบับนี้ขอเสนอโมเดลการปฏิรูปนิตยภัตที่ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ สามารถนำไปผลักดันในรัฐสภา ดังนี้:

5.1 การปรับฐานอัตรานิตยภัตแบบ "ขั้นบันไดพลวัต" (Dynamic Step-up)

แทนที่จะปรับเพิ่มเป็นเปอร์เซ็นต์เท่ากันหมด ซึ่งจะยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ควรใช้วิธีการปรับฐานล่างให้สูงขึ้นในอัตราเร่ง:

  • กลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน: พระครูสัญญาบัตรระดับตำบลและเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ควรปรับฐานขั้นต่ำจาก 2,500 บาท เป็น 5,000 - 6,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับเส้นความยากจนและค่าครองชีพจริง

  • กลุ่มระดับกลาง: เจ้าคณะอำเภอและจังหวัด ควรปรับให้สอดคล้องกับค่าพาหนะและค่ารับรองในการปฏิบัติงานราชการคณะสงฆ์ โดยอาจกำหนดที่ 15,000 - 20,000 บาท

  • กลุ่มระดับสูง: อาจคงอัตราเดิมหรือปรับเพิ่มเล็กน้อยตามดัชนีเงินเฟ้อ

5.2 การแยก "ค่าตอบแทนตำแหน่ง" ออกจาก "งบดำเนินงาน"

ควรปฏิรูประบบบัญชี โดยแยกนิตยภัต (ซึ่งถือเป็นค่าบูชาคุณส่วนบุคคล) ออกจาก "งบอุดหนุนการปฏิบัติศาสนกิจ"

  • ข้อเสนอ: ตั้งงบประมาณหมวดใหม่เรียกว่า "เงินอุดหนุนการบริหารจัดการคณะสงฆ์" จ่ายให้กับ ตำแหน่ง (เช่น สำนักงานเจ้าคณะตำบล) โดยต้องมีการทำบัญชีเบิกจ่ายตามจริง สำหรับค่ากระดาษ ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (ตอบโจทย์พรรคประชาชน)

5.3 สวัสดิการที่ไม่ใช่ตัวเงิน (Non-Monetary Welfare)

สอดคล้องกับนโยบายพรรคโอกาสใหม่ การช่วยเหลือพระสงฆ์ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงินเสมอไป:

  1. คูปองสาธารณูปโภค: รัฐอุดหนุนค่าไฟฟ้า-ประปา ให้กับวัดที่มีรายได้น้อยโดยตรง (เชื่อมโยงนโยบาย "มีเราไม่มีมืด")

  2. สิทธิรักษาพยาบาลช่องทางพิเศษ (Fast Track): ยกระดับสิทธิบัตรทองของพระสงฆ์ ให้สามารถเข้าถึงการรักษาในโรงพยาบาลสงฆ์หรือหอผู้ป่วยสงฆ์ได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนเกิน

  3. ตั๋วเดินทางสาธารณะ: สนับสนุนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะฟรีสำหรับพระสังฆาธิการที่ต้องเดินทางไปประชุม

5.4 การจัดตั้ง "กองทุนพุทธศาสนูปถัมภ์"

เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินในระยะยาว ดร.นิยม ควรผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย หรือกองทุนความมั่งคั่งของวัด (Temple Wealth Fund) ที่เปิดโอกาสให้วัดที่มีรายได้มาก (วัดท่องเที่ยว) ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนกลาง เพื่อนำมาเกลี่ยจ่ายเป็นนิตยภัตและสวัสดิการให้แก่วัดในชนบทที่ขาดแคลน (Sakon Nakhon Model) ซึ่งจะเป็นการสร้างระบบ "วัดช่วยวัด" (Sangha Solidarity)


บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์

การวิเคราะห์บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ ในประเด็นการส่งเสริมการปรับปรุงระบบนิตยภัต ชี้ให้เห็นว่านี่มิใช่เพียงวาระทางการเมืองเพื่อหาเสียงเฉพาะหน้า แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางวัฒนธรรม" (Cultural Security Strategy) ที่มีความสำคัญต่อเสถียรภาพของสังคมไทยในปี 2569

ข้อมูลเชิงประจักษ์ยืนยันว่าระบบนิตยภัตในปัจจุบันล้าสมัย ไม่เป็นธรรม และไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและการปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์ส่วนใหญ่ การปล่อยปละละเลยปัญหานี้รังแต่จะทำให้สถาบันสงฆ์อ่อนแอลง เปิดช่องให้เกิดการทุจริต และลดทอนศักยภาพของวัดในการเป็นที่พึ่งของชุมชน

ข้อเสนอแนะสำหรับการขับเคลื่อนนโยบาย:

  1. การสื่อสารสาธารณะ: ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ ต้องเปลี่ยนกรอบแนวคิด (Reframing) จากการ "ขอเงินเพิ่มให้พระ" เป็นการ "ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม" ต้องชี้ให้เห็นว่าเงินทุกบาทที่เพิ่มให้นิตยภัต คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุในชุมชนที่วัดดูแลอยู่

  2. การสร้างพันธมิตร: แสวงหาจุดร่วมกับพรรคการเมืองอื่นในสภาที่มี ส.ส. สายวัฒนธรรม เพื่อสร้างฉันทามติข้ามขั้ว (Cross-party Consensus) ในการผ่านร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสงฆ์

  3. การใช้ข้อมูลนำ: ใช้ข้อมูลสถิติเงินเฟ้อและภาระค่าใช้จ่ายจริงของวัดในพื้นที่สกลนครเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ในการอภิปรายในสภา เพื่อให้เห็นภาพความเดือดร้อนที่เป็นรูปธรรม มิใช่นามธรรม

ท้ายที่สุด การปฏิรูปนิตยภัตคือบททดสอบสำคัญของสังคมไทยว่าจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) กับรากเหง้าทางจิตวิญญาณ (Spirituality) ได้อย่างไร ภายใต้บริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ดร.นิยม เวชกามา ได้เลือกที่จะยืนอยู่ ณ จุดตัดของความขัดแย้งนี้ เพื่อทำหน้าที่เป็น "สะพาน" เชื่อมต่อระหว่างรัฐและสงฆ์ ให้เกื้อกูลกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของ "โอกาสใหม่" แห่งสังคมไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ดร.มหานิยม" ปะทะ "พรรคพุทธไทย" สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 สกลนคร เขต 2

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยทั่วไป พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นสนามแข่งขันที่สำคัญของนักการเมืองและพรรคการเ...