วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569

โซเมียไทใต้เงาความมั่นคง สู่ภาพความเป็นจริงประกาศเอกราชกอทูเล


“โซเมียไท” ใต้เงาความมั่นคง: เมื่อจินตกรรมทางวิชาการปะทะความจริงชายแดนจากกรณีประกาศเอกราช ‘สาธารณรัฐกอทูเล’

ต้นปี 2569 สถานการณ์ชายแดนไทย–เมียนมาด้านตะวันตกกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมไทยและนานาชาติอีกครั้ง หลังกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยง Kawthoolei Army (KTLA) ประกาศเอกราชจัดตั้ง “สาธารณรัฐกอทูเล” บริเวณรัฐกะเหรี่ยง ตรงข้ามอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และมนุษยธรรมเท่านั้น หากยังสะท้อน “รอยเลื่อน” สำคัญระหว่างจินตกรรมทางวิชาการเรื่อง “โซเมีย” กับความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องเผชิญโดยตรง




ในช่วงเวลาเดียวกัน วงวิชาการไทยกลับกำลังถกเถียงอย่างคึกคักผ่านงานเสวนา “โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งพยายามรื้อฟื้นความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ไทนอกพรมแดนรัฐชาติไทย โดยใช้กรอบแนวคิด “โซเมีย” (Zomia) และข้อเสนอใหม่อย่าง “กึ่งโซเมีย” (Semi-Zomia) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์แบบยืดหยุ่น ระหว่างผู้คนบนพื้นที่สูงกับรัฐสมัยใหม่


จาก “โซเมียในตำรา” สู่ “โซเมียในสนามรบ”

แนวคิดโซเมียซึ่งถูกเสนอโดย Willem van Schendel และขยายความโดย James C. Scott เคยมองพื้นที่สูงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเป็นดินแดนของผู้คนที่ “หลีกหนีรัฐ” อย่างจงใจ ทว่าการประกาศเอกราชของกอทูเลกลับท้าทายสมมติฐานดังกล่าวโดยตรง เพราะเป็นตัวอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ได้ต้องการหนีรัฐ แต่ต้องการ “สร้างรัฐ” ของตนเอง

นักวิชาการไทยหลายคนชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับคำวิจารณ์ของ ศ.กิตติคุณ ดร.นิติ ภวัครพันธุ์ ที่เตือนว่า การมองโซเมียแบบเหมารวมอาจทำให้ไม่เห็นพลวัตทางการเมืองที่แท้จริงของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งบางกลุ่มมีเป้าหมายเชิงรัฐนิยมและชาตินิยมอย่างเข้มข้น ไม่ต่างจากรัฐชาติสมัยใหม่

“โซเมียไท” กับ “โซเมียกอทูเล”: ภาพจำสองมาตรฐาน

รายงานวิเคราะห์ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งในสังคมไทยอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบภาพจำต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพื้นที่โซเมีย

  • กลุ่ม “ไท” นอกประเทศ เช่น ไทใหญ่ ไทเขิน หรือไทขาว มักถูกมองในฐานะ “เครือญาติที่พลัดพราก” เป็นโซเมียในเชิงบวก โรแมนติก และน่าเห็นใจ

  • ขณะที่กลุ่มกะเหรี่ยง โดยเฉพาะหลังการประกาศเอกราชกอทูเล กลับถูกมองเป็น “คนอื่น” และ “ภัยความมั่นคง” ที่ต้องรับมือด้วยมาตรการทหารและการควบคุมเข้มงวด

นักวิชาการมองว่า ความแตกต่างนี้สะท้อนการเลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์ที่ฝังรากลึก โดยรัฐและสังคมไทยพร้อมเปิดรับแนวคิด “กึ่งโซเมีย” เมื่อเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ไท แต่ถอยกลับสู่กรอบคิดรัฐชาติอย่างแข็งตัวทันที เมื่อเผชิญกรณีกอทูเลซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพชายแดนโดยตรง

ผลกระทบต่อไทย: จากพื้นที่เชื่อมต่อสู่เขตความมั่นคง

การประกาศเอกราชของสาธารณรัฐกอทูเลส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อประเทศไทย ทั้งการสู้รบที่รุนแรงขึ้น การปิดด่านและชะงักงันของการค้าชายแดนแม่สอด–เมียวดี ตลอดจนคลื่นผู้ลี้ภัยระลอกใหม่ที่เพิ่มภาระด้านมนุษยธรรม ขณะเดียวกัน ความหวาดระแวงของสังคมไทยต่อแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยก็ทวีความรุนแรงขึ้นตามกระแสข่าวความไม่มั่นคง

บทเรียนเชิงนโยบาย: มองโซเมียด้วยสายตาใหม่

รายงานเสนอว่า ไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามการทูตแบบรัฐต่อรัฐเพียงอย่างเดียว และยอมรับความจริงว่าพื้นที่ชายแดนมี “รัฐซ้อนรัฐ” และกลุ่มผู้มีอำนาจนอกระบบจำนวนมาก การเปิดช่องทางสื่อสารกับกลุ่มชาติพันธุ์ การบริหารชายแดนเชิงมนุษยธรรม และการปรับการรับรู้ของสังคมต่อชาติพันธุ์เพื่อนบ้าน จึงเป็นโจทย์เร่งด่วน

ท้ายที่สุด เหตุการณ์กอทูเลในปี 2569 เป็นเครื่องเตือนว่า “โซเมีย” ไม่ใช่เพียงแนวคิดโรแมนติกในห้องสัมมนา แต่คือพื้นที่มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และทุกความเปลี่ยนแปลงในโซเมีย ล้วนส่งแรงสะเทือนกลับมาถึงสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

พลวัตแห่งอัตลักษณ์และพื้นที่ทับซ้อน: การวิเคราะห์ภาพจำ "โซเมียไท" ในสังคมไทยผ่านปรากฏการณ์การประกาศเอกราชสาธารณรัฐกอทูเล (2026)

บทนำ: รอยเลื่อนระหว่างจินตกรรมทางวิชาการกับความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์

ในภูมิทัศน์ทางวิชาการและสังคมการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป (Mainland Southeast Asia) การทำความเข้าใจพื้นที่รอยต่อระหว่างรัฐชาติ (Nation-State) กับพื้นที่สูง (Highlands) เป็นโจทย์ที่มีความท้าทายและซับซ้อนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาผ่านกรอบแนวคิด "โซเมีย" (Zomia) ที่ได้รับการพัฒนาและถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในขณะที่วงวิชาการไทยกำลังตื่นตัวกับการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางเครือญาติชาติพันธุ์ผ่านงานเสวนา "โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน" ซึ่งมุ่งเน้นการทำความเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์ไท (Tai) นอกราชอาณาจักร ในทางกลับกัน ความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์บริเวณชายแดนตะวันตกของไทยกลับกำลังปะทุขึ้นด้วยความขัดแย้งระลอกใหม่จากการประกาศเอกราชของกองกำลังกะเหรี่ยงกลุ่ม Kawthoolei Army (KTLA) ในต้นปี 2026

รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ "ภาพจำ" (Perception/Image) ของสังคมไทยที่มีต่อพื้นที่โซเมียและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยใช้วิธีการศึกษาเปรียบเทียบ (Comparative Study) ระหว่างสองกระแสธารความคิดหลัก: หนึ่งคือกระแสธารทางภูมิปัญญาที่พยายามสร้าง "ความเป็นเครือญาติ" กับกลุ่มชาติพันธุ์ไทในฐานะ "โซเมียที่ดี" (Good Zomia) ผ่านมุมมองของนักวิชาการอย่าง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์, รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร และ ศ.กิตติคุณ ดร.นิติ ภวัครพันธุ์ และสองคือกระแสธารทางความมั่นคงที่มองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและการประกาศจัดตั้ง "สาธารณรัฐกอทูเล" (Republic of Kawthoolei) ในฐานะ "โซเมียที่เป็นภัยคุกคาม" (Dangerous Zomia)

ความสำคัญของรายงานฉบับนี้มิได้หยุดอยู่เพียงการบันทึกปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อปี 2025-2026 แต่ยังมุ่งหวังที่จะชี้ให้เห็นถึงความลักลั่น (Ambivalence) และความย้อนแย้ง (Paradox) ในวิธีคิดของรัฐและสังคมไทย ที่มักเลือกปฏิบัติและประกอบสร้างความหมายต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อย่างไม่เท่าเทียมกัน โดยขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางการเมือง อุดมการณ์ชาตินิยม และความมั่นคงชายแดนเป็นสำคัญ การวิเคราะห์นี้จะนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับสถานะของประเทศไทยในฐานะ "รัฐกึ่งกลาง" ที่ต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์กับทั้ง "รัฐเพื่อนบ้าน" (Myanmar State) และ "รัฐซ้อนรัฐ" (Non-State Actors) ที่กำลังพยายามยกระดับสถานะของตนเองขึ้นมา

รายงานจะแบ่งการนำเสนอออกเป็นส่วน ๆ เริ่มจากการปูพื้นฐานทางทฤษฎีว่าด้วยโซเมียและการวิพากษ์แนวคิดดังกล่าวในบริบทไทย จากนั้นจะเจาะลึกไปที่เนื้อหาของงานเสวนา "โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน" เพื่อสะท้อนมุมมองทางมานุษยวิทยา ก่อนจะขยายภาพไปสู่กรณีศึกษาเชิงประจักษ์ของการประกาศเอกราชกอทูเล และวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อนำเสนอข้อสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับพลวัตของโลกยุคใหม่


ส่วนที่ 1: กรอบแนวคิดทฤษฎี: จาก "อนาธิปไตย" สู่ "กึ่งโซเมีย" และมายาคติชาติพันธุ์

1.1 โซเมีย (Zomia) ในนิยามดั้งเดิมและข้อวิพากษ์

คำว่า "โซเมีย" ถูกนำเสนอครั้งแรกโดย Willem van Schendel ในปี 2002 เพื่ออธิบายพื้นที่สูงอันกว้างใหญ่ไพศาลของเอเชียที่กินอาณาบริเวณตั้งแต่เวียดนาม ลาว ไทย เมียนมา ไปจนถึงจีนตอนใต้และอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่นี้มีประชากรกว่า 100 ล้านคนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษาอย่างยิ่งยวด 1 ต่อมา James C. Scott นักรัฐศาสตร์และมานุษยวิทยาชื่อดัง ได้ขยายความแนวคิดนี้ในหนังสือ The Art of Not Being Governed: An Anarchist History of Upland Southeast Asia (2009) โดยเสนอสมมติฐานที่สั่นสะเทือนวงการว่า ผู้คนในโซเมียมิได้เป็นกลุ่มคนที่ "ล้าหลัง" หรือ "ยังไม่เจริญ" ตามที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักของรัฐลุ่มน้ำ (Valley States) มักพรรณนา แต่พวกเขาคือกลุ่มคนที่ "จงใจ" เลือกวิถีชีวิต วัฒนธรรม รูปแบบการเกษตร และโครงสร้างทางสังคม เพื่อ "หลีกหนี" (Evade) การถูกควบคุม การเกณฑ์แรงงาน และการเก็บภาษีจากรัฐ 1

Scott อธิบายว่า ลักษณะทางวัฒนธรรมหลายประการของชาวเขา เช่น การทำไร่เลื่อนลอย (Swidden Agriculture) การไม่มีภาษาเขียน หรือการนับถือผี ล้วนเป็น "เทคโนโลยีทางวัฒนธรรม" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้รัฐไม่สามารถเข้าถึงตัว หรือ "อ่านไม่ออก" (Illegible) ซึ่งเป็นการต่อต้านอำนาจรัฐในรูปแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แนวคิดของ Scott ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาหลายท่าน เช่น Victor Lieberman ที่มองว่า Scott ละเลยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าชาวเขาและชาวเรามีความสัมพันธ์พึ่งพาอาศัยกันมาโดยตลอด รวมถึงข้อวิจารณ์ที่ว่า Scott มีมุมมองแบบ "อนาธิปไตยโรแมนติก" ที่มองรัฐเป็นปีศาจและมองชาวเขาเป็นวีรบุรุษผู้รักเสรีภาพมากเกินไป 2

1.2 "กึ่งโซเมีย" (Semi-Zomia): ข้อเสนอใหม่จาก ยุกติ มุกดาวิจิตร

ในงานเสวนาวิชาการ "โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน" รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอแนวคิดที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของทวิลักษณ์ (Binary Opposition) ระหว่าง "รัฐ" กับ "โซเมีย" ของ Scott โดยเสนอคำว่า "กึ่งโซเมีย" (Semi-Zomia) 6

แนวคิด "กึ่งโซเมีย" เสนอว่า พื้นที่และผู้คนในเขตภูเขาและหุบเขาของอุษาคเนย์ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไท-กะได (Tai-Kadai) มิได้ดำรงอยู่ในภาวะตัดขาดจากรัฐโดยสิ้นเชิง แต่ดำรงอยู่ในสภาวะ "กึ่ง" (Semi-) กล่าวคือ:

  1. การเชื่อมต่อ (Connectivity): พวกเขามีบทบาทเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างที่สูงกับที่ราบ ระหว่างรัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่ง ผ่านเครือข่ายทางการค้า วัฒนธรรม และเครือญาติ

  2. อัตภาวะไท (Tai Ontology): กลุ่มคนไท เช่น ไทขาวในเวียดนาม ไทใหญ่ในรัฐฉาน หรือไทเขินในเชียงตุง มีระบบโครงสร้างทางสังคมแบบ "เมือง" (Muang) ที่เป็นรัฐขนาดเล็ก (Chiefdoms/Principalities) ซึ่งซ้อนทับอยู่ในพื้นที่โซเมีย พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธรัฐ แต่สร้างรัฐในรูปแบบของตนเองและมีความสัมพันธ์แบบบรรณาการกับรัฐใหญ่ 6

การมองผ่านเลนส์ "กึ่งโซเมีย" ช่วยให้เราเห็นภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะผู้กระทำการ (Agents) ที่มีความสามารถในการปรับตัว ต่อรอง และเลือกที่จะ "เข้าหา" หรือ "ถอยห่าง" จากรัฐตามสถานการณ์ ไม่ใช่ผู้ที่หนีรัฐเพียงอย่างเดียว

1.3 บทวิพากษ์จาก นิติ ภวัครพันธุ์: การรื้อถอนมายาคติ "ความเป็นไท"

ศ.กิตติคุณ ดร.นิติ ภวัครพันธุ์ นักมานุษยวิทยาอาวุโส ได้ทำหน้าที่เป็นผู้วิพากษ์ (Discussant) ในงานเสวนาและในงานเขียนที่เกี่ยวข้อง 6 โดยนิติได้เสนอข้อคิดเห็นที่แหลมคมเพื่อเตือนสติสังคมไทยไม่ให้ตกลงไปในหลุมพรางของ "ชาตินิยมทางเชื้อชาติ" (Ethno-nationalism) แบบใหม่

นิติชี้ให้เห็นว่า ความพยายามในการศึกษา "โซเมียไท" หรือการตามหา "รากเหง้าไท" ในต่างแดน มักแฝงไปด้วยความต้องการของชนชั้นกลางไทยในการสร้างตัวตนที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ (Authenticity) การมองว่าคนไทในเวียดนามหรือเมียนมาคือ "พี่น้องที่พลัดพราก" อาจนำไปสู่การมองข้ามความหลากหลายและความแตกต่างทางบริบทประวัติศาสตร์ นิติยืนยันตามแนวทางของ Benedict Anderson และงานวิจัยสมัยใหม่ว่า "อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์" เป็นสิ่งที่เลื่อนไหลและถูกสร้างขึ้น (Constructed) ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริงโดยธรรมชาติหรือส่งทอดทางสายเลือดอย่างไม่เปลี่ยนแปลง 11

นอกจากนี้ นิติยังวิจารณ์แนวคิดโซเมียของ Scott ว่ามีความเป็น "สูตรสำเร็จ" เกินไป โดยเฉพาะการเหมารวมว่าทุกกลุ่มชาติพันธุ์มีเป้าหมายทางการเมืองเหมือนกันคือการหนีรัฐ ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่หลายกลุ่ม (เช่น ไทใหญ่ หรือ กะเหรี่ยง) พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างรัฐของตนเอง หรือแม้กระทั่งพยายามครอบงำกลุ่มอื่น 2


ส่วนที่ 2: โซเมียไทในจินตกรรมไทย: การแสวงหาตัวตนผ่าน "คนอื่น" ที่เหมือนเรา

2.1 "ไท" ในฐานะโซเมียที่ดี (The Good Zomians)

จากการวิเคราะห์งานเสวนาและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่าสังคมไทยมีแนวโน้มที่จะมองกลุ่มชาติพันธุ์ "ไท" (Tai) นอกประเทศในเชิงบวกและโรแมนติก โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้:

  1. ความคล้ายคลึงทางภาษาและวัฒนธรรม: การที่กลุ่มไทใหญ่ ไทเขิน และไทขาว พูดภาษาตระกูลเดียวกับคนไทย มีประเพณีที่คล้ายคลึงกัน (เช่น สงกรานต์, การนับถือพุทธศาสนา) ทำให้คนไทยรู้สึกถึงความเป็น "พวกเดียวกัน" (In-group) ได้ง่าย การศึกษาของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง "โสมส่องแสง" หรือ "โซเมีย" ได้ตอกย้ำความสัมพันธ์นี้ โดยเสนอให้คนไทยมองประวัติศาสตร์ตนเองผ่านสายตาของคนไทนอกแว่นแคว้น เพื่อหลุดพ้นจากกรอบประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมที่คับแคบ 10

  2. การโหยหาอดีต (Nostalgia): คนไทในโซเมียมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ "ความเป็นไทยแท้" (Authentic Thai) ที่ยังไม่ถูกเจือปนด้วยวัฒนธรรมตะวันตกหรือทุนนิยมสมัยใหม่ เป็นภาพแทนของอดีตที่บริสุทธิ์และสวยงาม ซึ่งตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาของคนไทยสมัยใหม่ที่รู้สึกสูญเสียรากเหง้า

  3. สถานะที่ไม่เป็นภัยคุกคาม: เนื่องจากกลุ่มไทเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในสถานะที่เป็นมิตร หรือเป็นผู้ลี้ภัยทางวัฒนธรรมที่ไม่แสดงท่าทีก้าวร้าวต่อรัฐไทยโดยตรง (ต่างจากกรณีปัญหายาเสพติดในอดีตที่ผูกโยงกับกองกำลังว้า) ทำให้ภาพจำของพวกเขาคือ "เหยื่อ" ของรัฐบาลทหารเมียนมาที่น่าเห็นใจ และควรได้รับความช่วยเหลือในฐานะ "พี่น้อง" 12

2.2 บทบาทของงานวิชาการในการประกอบสร้างภาพจำ

งานวิจัยของ รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เรื่อง "โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน" 6 มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนมุมมองจากการมองคนไทเป็นเพียง "วัตถุทางประวัติศาสตร์" มาเป็นการมองพวกเขาในฐานะ "ผู้กระทำการร่วมสมัย" ที่กำลังต่อรองกับรัฐสมัยใหม่ในเวียดนามและเมียนมา การศึกษาแสดงให้เห็นว่า คนไทเหล่านี้ใช้ "ทุนทางวัฒนธรรม" และ "เครือข่ายข้ามพรมแดน" ในการปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลกและการเมืองท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด "กึ่งโซเมีย" ที่เน้นการเชื่อมต่อมากกว่าการตัดขาด


ส่วนที่ 3: กรณีศึกษาเชิงประจักษ์: การประกาศเอกราช "สาธารณรัฐกอทูเล" (2026)

ในขณะที่วงวิชาการไทยกำลังถกเถียงเรื่องอัตลักษณ์ไทในห้องสัมมนา สถานการณ์จริงในพื้นที่โซเมียฝั่งตะวันตกกลับเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่ท้าทายทุกทฤษฎี เมื่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งเป็นหนึ่งในประชากรหลักของโซเมีย ได้ก้าวข้ามจากการ "ต่อรองกับรัฐ" ไปสู่การ "ประกาศเป็นรัฐ" อย่างเป็นทางการ

3.1 ปฐมบทแห่งการประกาศเอกราช

เมื่อวันที่ 5-7 มกราคม 2026 (พ.ศ. 2569) พล.ต. เนอดา เมียะ (Maj. Gen. Nerdah Mya) ผู้นำกองกำลัง Kawthoolei Army (KTLA) และบุตรชายของนายพลโบเมียะ อดีตผู้นำในตำนานของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ได้ทำพิธีประกาศเอกราชจัดตั้ง "สาธารณรัฐกอทูเล" (Republic of Kawthoolei) ณ ฐานที่มั่นบริเวณบ้านซูการี (Shu Khali) รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้ามอำเภอพบพระ จังหวัดตาก 14

รายละเอียดสำคัญของคำประกาศ (Kawthoolei Declaration):

  • อธิปไตยสมบูรณ์: ประกาศแยกตัวออกจากสหภาพเมียนมา (Union of Myanmar) อย่างเด็ดขาด โดยอ้างความชอบธรรมจากการต่อสู้อันยาวนานกว่า 77 ปี (นับตั้งแต่ปี 1949) และความล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมาในการปกครอง 15

  • โครงสร้างรัฐ: มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว (Provisional Government) โดย พล.ต. เนอดา เมียะ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี

  • อุดมการณ์: ระบุว่าจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ยึดหลักนิติธรรม (Rule of Law) ระบบเศรษฐกิจการค้าเสรี และเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อแสวงหาการรับรองจากนานาชาติ 15

  • พื้นที่อ้างสิทธิ์: อ้างสิทธิเหนือดินแดน "กอทูเล" (Kawthoolei) ซึ่งมีความหมายว่า "ดินแดนที่ปราศจากความมืดมน" หรือ "ดินแดนแห่งดอกไม้" โดยครอบคลุมพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงในปัจจุบันและพื้นที่รอยต่อบางส่วน 18

3.2 รอยร้าวในขบวนการกะเหรี่ยง: KNU vs. KTLA

สิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนความซับซ้อนของการเมืองในโซเมียคือ การประกาศนี้ ไม่ได้รับการยอมรับ จากองค์กรแม่ คือ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองหลักของชาวกะเหรี่ยง 19

ตารางเปรียบเทียบจุดยืนระหว่าง KNU และ KTLA:

ประเด็นเปรียบเทียบสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU)กองทัพกอทูเล (KTLA) / สาธารณรัฐกอทูเล
เป้าหมายทางการเมืองสหพันธรัฐนิยม (Federalism) ภายในสหภาพเมียนมาเอกราชสมบูรณ์ (Independence/Secession)
ยุทธศาสตร์ร่วมมือกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) และกลุ่ม PDFปฏิบัติการเอกเทศ เน้นชาตินิยมกะเหรี่ยง (Karen Nationalism)
ปฏิกิริยาต่อการประกาศปฏิเสธทันที มองว่าเป็นเรื่อง "ไร้สาระ" (Nonsense) และ "ปาหี่" (Publicity Stunt)มองว่าเป็น "ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์" และ "ทางรอดเดียว"
ความชอบธรรมมีโครงสร้างการปกครองจริง (27 อำเภอ), มีประชากร, มีดินแดนเป็นกลุ่มแยกตัว (Splinter Group), ขาดโครงสร้างบริหารจัดการพลเรือนที่ชัดเจน

โฆษก KNU, Padoh Saw Taw Nee ได้ให้สัมภาษณ์โจมตีการประกาศนี้อย่างรุนแรงว่า "เขา (เนอดา เมียะ) ไม่มีดินแดน ไม่มีประชาชน และไม่มีระบบการปกครอง สิ่งที่ทำเป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อดึงดูดความสนใจจากต่างชาติ" 20 ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า "โซเมีย" ไม่ใช่พื้นที่ที่เป็นเนื้อเดียวกัน แต่เต็มไปด้วยการแข่งขันช่วงชิงอำนาจระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่มีอุดมการณ์ต่างกัน

3.3 การวิเคราะห์เชิงทฤษฎี: "รัฐจินตกรรม" (Imagined State)

นักวิชาการไทยอย่าง รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ว่า KTLA กำลังใช้ยุทธศาสตร์ "รัฐย่อยในจินตกรรมซ้อนรัฐใหญ่ในจินตกรรม" (Imagined sub-state within a greater imagined state) 20 กล่าวคือ แม้ KTLA จะมีกำลังทหารและพื้นที่ควบคุมจริงเพียงจำกัด แต่การใช้ชื่อ "กอทูเล" ซึ่งเป็นดินแดนในฝันของชาวกะเหรี่ยงทุกคน เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมทางจิตวิทยาและระดมมวลชน

นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่ชาวโซเมียไม่ได้ต้องการ "หนีรัฐ" ตามทฤษฎีของ Scott เสมอไป แต่พวกเขากำลัง "เลียนแบบรัฐ" (Mimicry) และต้องการ "เป็นรัฐ" (State-making) เพื่อสร้างที่ยืนในเวทีโลก ซึ่งสอดคล้องกับข้อวิจารณ์ของ นิติ ภวัครพันธุ์ ที่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อนกว่าแค่การต่อต้านอำนาจรัฐ


ส่วนที่ 4: ผลกระทบต่อสังคมไทย: เมื่อ "โซเมีย" กลายเป็น "สมรภูมิ"

การประกาศเอกราชของสาธารณรัฐกอทูเล ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในลักษณะ "โดมิโน" ที่รุนแรงและฉับพลัน เปลี่ยนสถานะของพื้นที่ชายแดนจาก "พื้นที่แลกเปลี่ยน" (ตามแนวคิดกึ่งโซเมีย) กลายเป็น "พื้นที่ความมั่นคง" (Security Zone) เต็มรูปแบบ

4.1 วิกฤตความมั่นคงและการทหาร

  1. การยกระดับความรุนแรง: การประกาศเอกราชถือเป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลทหารเมียนมา (SAC) ขั้นสูงสุด นำไปสู่การตอบโต้ด้วยกำลังทางอากาศและปฏิบัติการทางทหารที่เข้มข้นขึ้นในพื้นที่ตรงข้าม จ.ตาก และ จ.แม่ฮ่องสอน 14

  2. ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนและกระสุนตก: การสู้รบระหว่าง KTLA กับกองทัพเมียนมา และความขัดแย้งอาจลามไปถึงระหว่าง KTLA กับ KNU หรือ BGF ในเรื่องการแย่งชิงพื้นที่ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อราษฎรไทยริมชายแดน มีรายงานกระสุนปืนใหญ่ตกข้ามฝั่งไทย ส่งผลให้กองกำลังนเรศวรต้องสั่งปิดด่านพรมแดนชั่วคราวและตรึงกำลังเข้มงวด 21

  3. ความสับสนในการระบุฝ่าย (Identification Dilemma): สำหรับเจ้าหน้าที่ไทย การแยกแยะระหว่างทหาร KNU (พันธมิตรเดิม), KTLA (กลุ่มใหม่), และ BGF (พันธมิตรเมียนมา) ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากเครื่องแบบและภาษาที่คล้ายคลึงกัน สร้างความเสี่ยงในการปะทะโดยไม่ตั้งใจ 22

4.2 ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: เส้นเลือดใหญ่ที่ถูกตัดขาด

ด่านแม่สอด-เมียวดี เป็นประตูการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของไทย มีมูลค่าการค้ากว่า 1.3 แสนล้านบาทต่อปี ผลกระทบจากการประกาศเอกราชและการสู้รบมีดังนี้:

  • การชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน: การปิดสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา (Friendship Bridge) ส่งผลให้รถบรรทุกสินค้าติดค้าง สินค้าอุปโภคบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิง และวัสดุก่อสร้าง ไม่สามารถส่งข้ามไปได้ 21

  • ภาวะเงินเฟ้อในพื้นที่: ราคาน้ำมันในเมืองเมียวดีพุ่งสูงขึ้นเกือบ 100% (จาก 90,000 จ๊าด เป็น 150,000 จ๊าด ต่อ 20 ลิตร) ภายในเวลาไม่กี่วันหลังเหตุการณ์ 23

  • ระบบภาษีซ้อน (Double Taxation): กลุ่ม KTLA ที่ตั้งรัฐใหม่ย่อมต้องการรายได้ จึงมีความพยายามตั้งด่านเก็บภาษีเถื่อนซ้อนทับกับด่านของ KNU และรัฐบาลทหาร สร้างภาระต้นทุนมหาศาลให้กับผู้ประกอบการไทย จนอาจทำให้การค้าชายแดนกลายเป็นอัมพาต 22

4.3 วิกฤตมนุษยธรรมและสังคม

  • คลื่นผู้ลี้ภัยระลอกใหม่: ความรุนแรงจากการสู้รบผลักดันให้พลเรือนกะเหรี่ยงนับหมื่นคนต้องหนีภัยข้ามแม่น้ำเมยเข้ามายังฝั่งไทย เพิ่มภาระให้กับศูนย์พักพิงชั่วคราวที่มีผู้ลี้ภัยเดิมตกค้างอยู่แล้วกว่า 82,000 คน 25

  • ทัศนคติเชิงลบของคนไทย: ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีความหวาดระแวงต่อผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ โดยมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัย การแย่งงาน และโรคระบาด 13 การประกาศเอกราชที่นำมาซึ่งสงคราม ยิ่งตอกย้ำภาพจำของ "กะเหรี่ยง" ในฐานะตัวปัญหา (Troublemakers) มากกว่าเพื่อนบ้าน


ส่วนที่ 5: สังเคราะห์ภาพจำ: ความย้อนแย้งระหว่าง "ไท" กับ "กอทูเล"

จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลทั้งหมด เราสามารถสังเคราะห์ "ภาพจำโซเมียไท" ในสังคมไทยออกมาได้เป็น 2 ภาพที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสะท้อนความเลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์ (Ethnic Discrimination) ที่ฝังรากลึก:

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบภาพจำโซเมียในสังคมไทย

มิติการเปรียบเทียบโซเมียไท (ไทใหญ่/ไทเขิน)โซเมียกะเหรี่ยง (กอทูเล)
สถานะในจินตกรรม"เครือญาติที่พลัดพราก" (Long-lost Kin)"คนอื่น / คนชายขอบ" (The Other / Marginalized)
มุมมองทางวัฒนธรรม

โรแมนติก, อนุรักษ์นิยม, รากเหง้าที่งดงาม 10

ป่าเถื่อน, ล้าหลัง, หรืออันตราย (ยาเสพติด/ตัดไม้)
มุมมองทางการเมืองน่าเห็นใจ, ผู้ถูกกระทำ (Victims)

ผู้ก่อความไม่สงบ, กบฏ, ภัยความมั่นคง 28

ทฤษฎีที่ใช้อธิบาย"กึ่งโซเมีย" (Semi-Zomia): เน้นการเชื่อมต่อและบูรณาการ"โซเมียแบบ Scott" (Classic Zomia): เน้นการหนีรัฐ หรือต่อต้านรัฐ
ปฏิกิริยาของรัฐไทยส่งเสริมวัฒนธรรม, ท่องเที่ยว, การศึกษาตรึงกำลังทหาร, ควบคุมเข้มงวด, ผลักดันกลับ

บทวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์:

สังคมไทยพร้อมที่จะโอบรับแนวคิด "กึ่งโซเมีย" ของ ยุกติ มุกดาวิจิตร เมื่อพูดถึงคนไท เพราะมันอนุญาตให้เราขยายปริมณฑลความเป็นไทยออกไปและรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรม แต่เมื่อเป็นเรื่องของกะเหรี่ยงและการประกาศเอกราชกอทูเล สังคมไทยกลับถอยกลับไปใช้กรอบคิดแบบ "รัฐชาติ" (Nation-State) ที่เข้มงวด มองเห็นเส้นพรมแดนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมองความพยายามสร้างรัฐของกะเหรี่ยงว่าเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพ ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งสองกลุ่มต่างก็เป็นประชากรของโซเมียที่มีพลวัตของการต่อรองอำนาจเหมือนกัน

นิติ ภวัครพันธุ์ ได้เตือนไว้ว่า การเลือกปฏิบัติเช่นนี้เกิดจากการที่เราใช้ "เลนส์ชาตินิยม" ไปตัดสินความซับซ้อนของกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้เรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และมองไม่เห็นว่าปัญหากอทูเลไม่ใช่แค่เรื่องของ "กบฏ" แต่เป็นเรื่องของกลุ่มคนที่พยายามดิ้นรนหาที่ยืนในโลกที่ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับพวกเขา


ส่วนที่ 6: บทสรุปและข้อเสนอแนะ

6.1 บทสรุป: การตื่นรู้จากความฝันโซเมีย

เหตุการณ์เดือนมกราคม 2026 เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญว่า "โซเมีย" ไม่ใช่เพียงพื้นที่ในตำราเรียนมานุษยวิทยา หรือพื้นที่โรแมนติกสำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นพื้นที่ที่มีชีวิต เลือดเนื้อ และความขัดแย้งที่รุนแรง การประกาศเอกราชของสาธารณรัฐกอทูเล แม้จะถูกมองว่าเป็น "ปาหี่" ในสายตาบางกลุ่ม แต่ก็สะท้อนถึงความล้มเหลวของการจัดการปัญหาชาติพันธุ์ในเมียนมา และผลกระทบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต่อประเทศไทย

ภาพจำของ "โซเมียไท" ในสังคมไทยจึงต้องถูกรื้อสร้างใหม่ ไม่ใช่แค่การมองหา "พี่น้องไท" เพื่อสนองความโหยหาอดีต แต่ต้องมองเห็น "เพื่อนบ้านทุกชาติพันธุ์" ในฐานะหุ้นส่วนทางชะตากรรม (Partners in Destiny) ที่ความเปลี่ยนแปลงของเขาจะส่งผลถึงเราเสมอ

6.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

  1. ก้าวข้ามการทูตแบบรัฐต่อรัฐ (Beyond State-to-State Diplomacy): รัฐไทยต้องยอมรับความจริงว่ารัฐบาลทหารเมียนมาไม่ได้ควบคุมพื้นที่ชายแดนทั้งหมดอีกต่อไป จำเป็นต้องมีช่องทางการสื่อสารระดับปฏิบัติการกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ (รวมถึง KNU และ KTLA) อย่างเปิดเผยและโปร่งใส เพื่อบริหารจัดการชายแดน

  2. เปลี่ยน "พื้นที่ปะทะ" เป็น "พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเพื่อมนุษยธรรม": เสนอให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่มีกลไกการกำกับดูแลร่วมกัน เพื่อให้การค้าดำเนินต่อไปได้ และนำรายได้ส่วนหนึ่งมาจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณไทยและสร้างเสถียรภาพในระยะยาว

  3. การปฏิรูปการรับรู้ทางสังคม: สถาบันการศึกษาและสื่อควรนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในมิติที่หลากหลายกว่าเรื่องความมั่นคงหรือยาเสพติด โดยนำเสนอแง่มุมทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อลดอคติและสร้างความเข้าใจตามแนวคิด "พลเมืองอาเซียน"

รายงานฉบับนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้สังคมไทยหันมามอง "โซเมีย" ด้วยสายตาคู่ใหม่ ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความเท่าทันต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

วันเด็กแห่งชาติ ประชันวิสัยทัศน์การศึกษา พรรคไหน "แจก รื้อ เสี่ยงวินัยการคลัง"

  เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 2569  ถอดรหัสนโยบายการศึกษาเลือกตั้ง 8 ก.พ. ใครแจก ใครรื้อ ใครเสี่ยงวินัยการคลัง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร...