“โซเมียไท” ใต้เงาความมั่นคง: เมื่อจินตกรรมทางวิชาการปะทะความจริงชายแดนจากกรณีประกาศเอกราช ‘สาธารณรัฐกอทูเล’
ต้นปี 2569 สถานการณ์ชายแดนไทย–เมียนมาด้านตะวันตกกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมไทยและนานาชาติอีกครั้ง หลังกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยง Kawthoolei Army (KTLA) ประกาศเอกราชจัดตั้ง “สาธารณรัฐกอทูเล” บริเวณรัฐกะเหรี่ยง ตรงข้ามอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และมนุษยธรรมเท่านั้น หากยังสะท้อน “รอยเลื่อน” สำคัญระหว่างจินตกรรมทางวิชาการเรื่อง “โซเมีย” กับความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องเผชิญโดยตรง
ในช่วงเวลาเดียวกัน วงวิชาการไทยกลับกำลังถกเถียงอย่างคึกคักผ่านงานเสวนา “โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งพยายามรื้อฟื้นความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ไทนอกพรมแดนรัฐชาติไทย โดยใช้กรอบแนวคิด “โซเมีย” (Zomia) และข้อเสนอใหม่อย่าง “กึ่งโซเมีย” (Semi-Zomia) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์แบบยืดหยุ่น ระหว่างผู้คนบนพื้นที่สูงกับรัฐสมัยใหม่
จาก “โซเมียในตำรา” สู่ “โซเมียในสนามรบ”
แนวคิดโซเมียซึ่งถูกเสนอโดย Willem van Schendel และขยายความโดย James C. Scott เคยมองพื้นที่สูงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเป็นดินแดนของผู้คนที่ “หลีกหนีรัฐ” อย่างจงใจ ทว่าการประกาศเอกราชของกอทูเลกลับท้าทายสมมติฐานดังกล่าวโดยตรง เพราะเป็นตัวอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ได้ต้องการหนีรัฐ แต่ต้องการ “สร้างรัฐ” ของตนเอง
นักวิชาการไทยหลายคนชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับคำวิจารณ์ของ ศ.กิตติคุณ ดร.นิติ ภวัครพันธุ์ ที่เตือนว่า การมองโซเมียแบบเหมารวมอาจทำให้ไม่เห็นพลวัตทางการเมืองที่แท้จริงของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งบางกลุ่มมีเป้าหมายเชิงรัฐนิยมและชาตินิยมอย่างเข้มข้น ไม่ต่างจากรัฐชาติสมัยใหม่
“โซเมียไท” กับ “โซเมียกอทูเล”: ภาพจำสองมาตรฐาน
รายงานวิเคราะห์ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งในสังคมไทยอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบภาพจำต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพื้นที่โซเมีย
-
กลุ่ม “ไท” นอกประเทศ เช่น ไทใหญ่ ไทเขิน หรือไทขาว มักถูกมองในฐานะ “เครือญาติที่พลัดพราก” เป็นโซเมียในเชิงบวก โรแมนติก และน่าเห็นใจ
-
ขณะที่กลุ่มกะเหรี่ยง โดยเฉพาะหลังการประกาศเอกราชกอทูเล กลับถูกมองเป็น “คนอื่น” และ “ภัยความมั่นคง” ที่ต้องรับมือด้วยมาตรการทหารและการควบคุมเข้มงวด
นักวิชาการมองว่า ความแตกต่างนี้สะท้อนการเลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์ที่ฝังรากลึก โดยรัฐและสังคมไทยพร้อมเปิดรับแนวคิด “กึ่งโซเมีย” เมื่อเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ไท แต่ถอยกลับสู่กรอบคิดรัฐชาติอย่างแข็งตัวทันที เมื่อเผชิญกรณีกอทูเลซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพชายแดนโดยตรง
ผลกระทบต่อไทย: จากพื้นที่เชื่อมต่อสู่เขตความมั่นคง
การประกาศเอกราชของสาธารณรัฐกอทูเลส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อประเทศไทย ทั้งการสู้รบที่รุนแรงขึ้น การปิดด่านและชะงักงันของการค้าชายแดนแม่สอด–เมียวดี ตลอดจนคลื่นผู้ลี้ภัยระลอกใหม่ที่เพิ่มภาระด้านมนุษยธรรม ขณะเดียวกัน ความหวาดระแวงของสังคมไทยต่อแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยก็ทวีความรุนแรงขึ้นตามกระแสข่าวความไม่มั่นคง
บทเรียนเชิงนโยบาย: มองโซเมียด้วยสายตาใหม่
รายงานเสนอว่า ไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามการทูตแบบรัฐต่อรัฐเพียงอย่างเดียว และยอมรับความจริงว่าพื้นที่ชายแดนมี “รัฐซ้อนรัฐ” และกลุ่มผู้มีอำนาจนอกระบบจำนวนมาก การเปิดช่องทางสื่อสารกับกลุ่มชาติพันธุ์ การบริหารชายแดนเชิงมนุษยธรรม และการปรับการรับรู้ของสังคมต่อชาติพันธุ์เพื่อนบ้าน จึงเป็นโจทย์เร่งด่วน
ท้ายที่สุด เหตุการณ์กอทูเลในปี 2569 เป็นเครื่องเตือนว่า “โซเมีย” ไม่ใช่เพียงแนวคิดโรแมนติกในห้องสัมมนา แต่คือพื้นที่มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และทุกความเปลี่ยนแปลงในโซเมีย ล้วนส่งแรงสะเทือนกลับมาถึงสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
พลวัตแห่งอัตลักษณ์และพื้นที่ทับซ้อน: การวิเคราะห์ภาพจำ "โซเมียไท" ในสังคมไทยผ่านปรากฏการณ์การประกาศเอกราชสาธารณรัฐกอทูเล (2026)
บทนำ: รอยเลื่อนระหว่างจินตกรรมทางวิชาการกับความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์
ในภูมิทัศน์ทางวิชาการและสังคมการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป (Mainland Southeast Asia) การทำความเข้าใจพื้นที่รอยต่อระหว่างรัฐชาติ (Nation-State) กับพื้นที่สูง (Highlands) เป็นโจทย์ที่มีความท้าทายและซับซ้อนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาผ่านกรอบแนวคิด "โซเมีย" (Zomia) ที่ได้รับการพัฒนาและถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในขณะที่วงวิชาการไทยกำลังตื่นตัวกับการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางเครือญาติชาติพันธุ์ผ่านงานเสวนา "โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน" ซึ่งมุ่งเน้นการทำความเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์ไท (Tai) นอกราชอาณาจักร ในทางกลับกัน ความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์บริเวณชายแดนตะวันตกของไทยกลับกำลังปะทุขึ้นด้วยความขัดแย้งระลอกใหม่จากการประกาศเอกราชของกองกำลังกะเหรี่ยงกลุ่ม Kawthoolei Army (KTLA) ในต้นปี 2026
รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ "ภาพจำ" (Perception/Image) ของสังคมไทยที่มีต่อพื้นที่โซเมียและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยใช้วิธีการศึกษาเปรียบเทียบ (Comparative Study) ระหว่างสองกระแสธารความคิดหลัก: หนึ่งคือกระแสธารทางภูมิปัญญาที่พยายามสร้าง "ความเป็นเครือญาติ" กับกลุ่มชาติพันธุ์ไทในฐานะ "โซเมียที่ดี" (Good Zomia) ผ่านมุมมองของนักวิชาการอย่าง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์, รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร และ ศ.กิตติคุณ ดร.นิติ ภวัครพันธุ์ และสองคือกระแสธารทางความมั่นคงที่มองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและการประกาศจัดตั้ง "สาธารณรัฐกอทูเล" (Republic of Kawthoolei) ในฐานะ "โซเมียที่เป็นภัยคุกคาม" (Dangerous Zomia)
ความสำคัญของรายงานฉบับนี้มิได้หยุดอยู่เพียงการบันทึกปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อปี 2025-2026 แต่ยังมุ่งหวังที่จะชี้ให้เห็นถึงความลักลั่น (Ambivalence) และความย้อนแย้ง (Paradox) ในวิธีคิดของรัฐและสังคมไทย ที่มักเลือกปฏิบัติและประกอบสร้างความหมายต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อย่างไม่เท่าเทียมกัน โดยขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางการเมือง อุดมการณ์ชาตินิยม และความมั่นคงชายแดนเป็นสำคัญ การวิเคราะห์นี้จะนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับสถานะของประเทศไทยในฐานะ "รัฐกึ่งกลาง" ที่ต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์กับทั้ง "รัฐเพื่อนบ้าน" (Myanmar State) และ "รัฐซ้อนรัฐ" (Non-State Actors) ที่กำลังพยายามยกระดับสถานะของตนเองขึ้นมา
รายงานจะแบ่งการนำเสนอออกเป็นส่วน ๆ เริ่มจากการปูพื้นฐานทางทฤษฎีว่าด้วยโซเมียและการวิพากษ์แนวคิดดังกล่าวในบริบทไทย จากนั้นจะเจาะลึกไปที่เนื้อหาของงานเสวนา "โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน" เพื่อสะท้อนมุมมองทางมานุษยวิทยา ก่อนจะขยายภาพไปสู่กรณีศึกษาเชิงประจักษ์ของการประกาศเอกราชกอทูเล และวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อนำเสนอข้อสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับพลวัตของโลกยุคใหม่
ส่วนที่ 1: กรอบแนวคิดทฤษฎี: จาก "อนาธิปไตย" สู่ "กึ่งโซเมีย" และมายาคติชาติพันธุ์
1.1 โซเมีย (Zomia) ในนิยามดั้งเดิมและข้อวิพากษ์
คำว่า "โซเมีย" ถูกนำเสนอครั้งแรกโดย Willem van Schendel ในปี 2002 เพื่ออธิบายพื้นที่สูงอันกว้างใหญ่ไพศาลของเอเชียที่กินอาณาบริเวณตั้งแต่เวียดนาม ลาว ไทย เมียนมา ไปจนถึงจีนตอนใต้และอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่นี้มีประชากรกว่า 100 ล้านคนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษาอย่างยิ่งยวด
Scott อธิบายว่า ลักษณะทางวัฒนธรรมหลายประการของชาวเขา เช่น การทำไร่เลื่อนลอย (Swidden Agriculture) การไม่มีภาษาเขียน หรือการนับถือผี ล้วนเป็น "เทคโนโลยีทางวัฒนธรรม" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้รัฐไม่สามารถเข้าถึงตัว หรือ "อ่านไม่ออก" (Illegible) ซึ่งเป็นการต่อต้านอำนาจรัฐในรูปแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แนวคิดของ Scott ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาหลายท่าน เช่น Victor Lieberman ที่มองว่า Scott ละเลยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าชาวเขาและชาวเรามีความสัมพันธ์พึ่งพาอาศัยกันมาโดยตลอด รวมถึงข้อวิจารณ์ที่ว่า Scott มีมุมมองแบบ "อนาธิปไตยโรแมนติก" ที่มองรัฐเป็นปีศาจและมองชาวเขาเป็นวีรบุรุษผู้รักเสรีภาพมากเกินไป
1.2 "กึ่งโซเมีย" (Semi-Zomia): ข้อเสนอใหม่จาก ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในงานเสวนาวิชาการ "โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน" รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอแนวคิดที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของทวิลักษณ์ (Binary Opposition) ระหว่าง "รัฐ" กับ "โซเมีย" ของ Scott โดยเสนอคำว่า "กึ่งโซเมีย" (Semi-Zomia)
แนวคิด "กึ่งโซเมีย" เสนอว่า พื้นที่และผู้คนในเขตภูเขาและหุบเขาของอุษาคเนย์ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไท-กะได (Tai-Kadai) มิได้ดำรงอยู่ในภาวะตัดขาดจากรัฐโดยสิ้นเชิง แต่ดำรงอยู่ในสภาวะ "กึ่ง" (Semi-) กล่าวคือ:
การเชื่อมต่อ (Connectivity): พวกเขามีบทบาทเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างที่สูงกับที่ราบ ระหว่างรัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่ง ผ่านเครือข่ายทางการค้า วัฒนธรรม และเครือญาติ
อัตภาวะไท (Tai Ontology): กลุ่มคนไท เช่น ไทขาวในเวียดนาม ไทใหญ่ในรัฐฉาน หรือไทเขินในเชียงตุง มีระบบโครงสร้างทางสังคมแบบ "เมือง" (Muang) ที่เป็นรัฐขนาดเล็ก (Chiefdoms/Principalities) ซึ่งซ้อนทับอยู่ในพื้นที่โซเมีย พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธรัฐ แต่สร้างรัฐในรูปแบบของตนเองและมีความสัมพันธ์แบบบรรณาการกับรัฐใหญ่
6
การมองผ่านเลนส์ "กึ่งโซเมีย" ช่วยให้เราเห็นภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะผู้กระทำการ (Agents) ที่มีความสามารถในการปรับตัว ต่อรอง และเลือกที่จะ "เข้าหา" หรือ "ถอยห่าง" จากรัฐตามสถานการณ์ ไม่ใช่ผู้ที่หนีรัฐเพียงอย่างเดียว
1.3 บทวิพากษ์จาก นิติ ภวัครพันธุ์: การรื้อถอนมายาคติ "ความเป็นไท"
ศ.กิตติคุณ ดร.นิติ ภวัครพันธุ์ นักมานุษยวิทยาอาวุโส ได้ทำหน้าที่เป็นผู้วิพากษ์ (Discussant) ในงานเสวนาและในงานเขียนที่เกี่ยวข้อง
นิติชี้ให้เห็นว่า ความพยายามในการศึกษา "โซเมียไท" หรือการตามหา "รากเหง้าไท" ในต่างแดน มักแฝงไปด้วยความต้องการของชนชั้นกลางไทยในการสร้างตัวตนที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ (Authenticity) การมองว่าคนไทในเวียดนามหรือเมียนมาคือ "พี่น้องที่พลัดพราก" อาจนำไปสู่การมองข้ามความหลากหลายและความแตกต่างทางบริบทประวัติศาสตร์ นิติยืนยันตามแนวทางของ Benedict Anderson และงานวิจัยสมัยใหม่ว่า "อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์" เป็นสิ่งที่เลื่อนไหลและถูกสร้างขึ้น (Constructed) ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริงโดยธรรมชาติหรือส่งทอดทางสายเลือดอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ นิติยังวิจารณ์แนวคิดโซเมียของ Scott ว่ามีความเป็น "สูตรสำเร็จ" เกินไป โดยเฉพาะการเหมารวมว่าทุกกลุ่มชาติพันธุ์มีเป้าหมายทางการเมืองเหมือนกันคือการหนีรัฐ ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่หลายกลุ่ม (เช่น ไทใหญ่ หรือ กะเหรี่ยง) พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างรัฐของตนเอง หรือแม้กระทั่งพยายามครอบงำกลุ่มอื่น
ส่วนที่ 2: โซเมียไทในจินตกรรมไทย: การแสวงหาตัวตนผ่าน "คนอื่น" ที่เหมือนเรา
2.1 "ไท" ในฐานะโซเมียที่ดี (The Good Zomians)
จากการวิเคราะห์งานเสวนาและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่าสังคมไทยมีแนวโน้มที่จะมองกลุ่มชาติพันธุ์ "ไท" (Tai) นอกประเทศในเชิงบวกและโรแมนติก โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้:
ความคล้ายคลึงทางภาษาและวัฒนธรรม: การที่กลุ่มไทใหญ่ ไทเขิน และไทขาว พูดภาษาตระกูลเดียวกับคนไทย มีประเพณีที่คล้ายคลึงกัน (เช่น สงกรานต์, การนับถือพุทธศาสนา) ทำให้คนไทยรู้สึกถึงความเป็น "พวกเดียวกัน" (In-group) ได้ง่าย การศึกษาของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง "โสมส่องแสง" หรือ "โซเมีย" ได้ตอกย้ำความสัมพันธ์นี้ โดยเสนอให้คนไทยมองประวัติศาสตร์ตนเองผ่านสายตาของคนไทนอกแว่นแคว้น เพื่อหลุดพ้นจากกรอบประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมที่คับแคบ
10 การโหยหาอดีต (Nostalgia): คนไทในโซเมียมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ "ความเป็นไทยแท้" (Authentic Thai) ที่ยังไม่ถูกเจือปนด้วยวัฒนธรรมตะวันตกหรือทุนนิยมสมัยใหม่ เป็นภาพแทนของอดีตที่บริสุทธิ์และสวยงาม ซึ่งตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาของคนไทยสมัยใหม่ที่รู้สึกสูญเสียรากเหง้า
สถานะที่ไม่เป็นภัยคุกคาม: เนื่องจากกลุ่มไทเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในสถานะที่เป็นมิตร หรือเป็นผู้ลี้ภัยทางวัฒนธรรมที่ไม่แสดงท่าทีก้าวร้าวต่อรัฐไทยโดยตรง (ต่างจากกรณีปัญหายาเสพติดในอดีตที่ผูกโยงกับกองกำลังว้า) ทำให้ภาพจำของพวกเขาคือ "เหยื่อ" ของรัฐบาลทหารเมียนมาที่น่าเห็นใจ และควรได้รับความช่วยเหลือในฐานะ "พี่น้อง"
12
2.2 บทบาทของงานวิชาการในการประกอบสร้างภาพจำ
งานวิจัยของ รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เรื่อง "โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน"
ส่วนที่ 3: กรณีศึกษาเชิงประจักษ์: การประกาศเอกราช "สาธารณรัฐกอทูเล" (2026)
ในขณะที่วงวิชาการไทยกำลังถกเถียงเรื่องอัตลักษณ์ไทในห้องสัมมนา สถานการณ์จริงในพื้นที่โซเมียฝั่งตะวันตกกลับเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่ท้าทายทุกทฤษฎี เมื่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งเป็นหนึ่งในประชากรหลักของโซเมีย ได้ก้าวข้ามจากการ "ต่อรองกับรัฐ" ไปสู่การ "ประกาศเป็นรัฐ" อย่างเป็นทางการ
3.1 ปฐมบทแห่งการประกาศเอกราช
เมื่อวันที่ 5-7 มกราคม 2026 (พ.ศ. 2569) พล.ต. เนอดา เมียะ (Maj. Gen. Nerdah Mya) ผู้นำกองกำลัง Kawthoolei Army (KTLA) และบุตรชายของนายพลโบเมียะ อดีตผู้นำในตำนานของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ได้ทำพิธีประกาศเอกราชจัดตั้ง "สาธารณรัฐกอทูเล" (Republic of Kawthoolei) ณ ฐานที่มั่นบริเวณบ้านซูการี (Shu Khali) รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้ามอำเภอพบพระ จังหวัดตาก
รายละเอียดสำคัญของคำประกาศ (Kawthoolei Declaration):
อธิปไตยสมบูรณ์: ประกาศแยกตัวออกจากสหภาพเมียนมา (Union of Myanmar) อย่างเด็ดขาด โดยอ้างความชอบธรรมจากการต่อสู้อันยาวนานกว่า 77 ปี (นับตั้งแต่ปี 1949) และความล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมาในการปกครอง
15 โครงสร้างรัฐ: มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว (Provisional Government) โดย พล.ต. เนอดา เมียะ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
อุดมการณ์: ระบุว่าจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ยึดหลักนิติธรรม (Rule of Law) ระบบเศรษฐกิจการค้าเสรี และเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อแสวงหาการรับรองจากนานาชาติ
15 พื้นที่อ้างสิทธิ์: อ้างสิทธิเหนือดินแดน "กอทูเล" (Kawthoolei) ซึ่งมีความหมายว่า "ดินแดนที่ปราศจากความมืดมน" หรือ "ดินแดนแห่งดอกไม้" โดยครอบคลุมพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงในปัจจุบันและพื้นที่รอยต่อบางส่วน
18
3.2 รอยร้าวในขบวนการกะเหรี่ยง: KNU vs. KTLA
สิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนความซับซ้อนของการเมืองในโซเมียคือ การประกาศนี้ ไม่ได้รับการยอมรับ จากองค์กรแม่ คือ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองหลักของชาวกะเหรี่ยง
ตารางเปรียบเทียบจุดยืนระหว่าง KNU และ KTLA:
| ประเด็นเปรียบเทียบ | สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) | กองทัพกอทูเล (KTLA) / สาธารณรัฐกอทูเล |
| เป้าหมายทางการเมือง | สหพันธรัฐนิยม (Federalism) ภายในสหภาพเมียนมา | เอกราชสมบูรณ์ (Independence/Secession) |
| ยุทธศาสตร์ | ร่วมมือกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) และกลุ่ม PDF | ปฏิบัติการเอกเทศ เน้นชาตินิยมกะเหรี่ยง (Karen Nationalism) |
| ปฏิกิริยาต่อการประกาศ | ปฏิเสธทันที มองว่าเป็นเรื่อง "ไร้สาระ" (Nonsense) และ "ปาหี่" (Publicity Stunt) | มองว่าเป็น "ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์" และ "ทางรอดเดียว" |
| ความชอบธรรม | มีโครงสร้างการปกครองจริง (27 อำเภอ), มีประชากร, มีดินแดน | เป็นกลุ่มแยกตัว (Splinter Group), ขาดโครงสร้างบริหารจัดการพลเรือนที่ชัดเจน |
โฆษก KNU, Padoh Saw Taw Nee ได้ให้สัมภาษณ์โจมตีการประกาศนี้อย่างรุนแรงว่า "เขา (เนอดา เมียะ) ไม่มีดินแดน ไม่มีประชาชน และไม่มีระบบการปกครอง สิ่งที่ทำเป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อดึงดูดความสนใจจากต่างชาติ"
3.3 การวิเคราะห์เชิงทฤษฎี: "รัฐจินตกรรม" (Imagined State)
นักวิชาการไทยอย่าง รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ว่า KTLA กำลังใช้ยุทธศาสตร์ "รัฐย่อยในจินตกรรมซ้อนรัฐใหญ่ในจินตกรรม" (Imagined sub-state within a greater imagined state)
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่ชาวโซเมียไม่ได้ต้องการ "หนีรัฐ" ตามทฤษฎีของ Scott เสมอไป แต่พวกเขากำลัง "เลียนแบบรัฐ" (Mimicry) และต้องการ "เป็นรัฐ" (State-making) เพื่อสร้างที่ยืนในเวทีโลก ซึ่งสอดคล้องกับข้อวิจารณ์ของ นิติ ภวัครพันธุ์ ที่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อนกว่าแค่การต่อต้านอำนาจรัฐ
ส่วนที่ 4: ผลกระทบต่อสังคมไทย: เมื่อ "โซเมีย" กลายเป็น "สมรภูมิ"
การประกาศเอกราชของสาธารณรัฐกอทูเล ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในลักษณะ "โดมิโน" ที่รุนแรงและฉับพลัน เปลี่ยนสถานะของพื้นที่ชายแดนจาก "พื้นที่แลกเปลี่ยน" (ตามแนวคิดกึ่งโซเมีย) กลายเป็น "พื้นที่ความมั่นคง" (Security Zone) เต็มรูปแบบ
4.1 วิกฤตความมั่นคงและการทหาร
การยกระดับความรุนแรง: การประกาศเอกราชถือเป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลทหารเมียนมา (SAC) ขั้นสูงสุด นำไปสู่การตอบโต้ด้วยกำลังทางอากาศและปฏิบัติการทางทหารที่เข้มข้นขึ้นในพื้นที่ตรงข้าม จ.ตาก และ จ.แม่ฮ่องสอน
14 ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนและกระสุนตก: การสู้รบระหว่าง KTLA กับกองทัพเมียนมา และความขัดแย้งอาจลามไปถึงระหว่าง KTLA กับ KNU หรือ BGF ในเรื่องการแย่งชิงพื้นที่ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อราษฎรไทยริมชายแดน มีรายงานกระสุนปืนใหญ่ตกข้ามฝั่งไทย ส่งผลให้กองกำลังนเรศวรต้องสั่งปิดด่านพรมแดนชั่วคราวและตรึงกำลังเข้มงวด
21 ความสับสนในการระบุฝ่าย (Identification Dilemma): สำหรับเจ้าหน้าที่ไทย การแยกแยะระหว่างทหาร KNU (พันธมิตรเดิม), KTLA (กลุ่มใหม่), และ BGF (พันธมิตรเมียนมา) ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากเครื่องแบบและภาษาที่คล้ายคลึงกัน สร้างความเสี่ยงในการปะทะโดยไม่ตั้งใจ
22
4.2 ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: เส้นเลือดใหญ่ที่ถูกตัดขาด
ด่านแม่สอด-เมียวดี เป็นประตูการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของไทย มีมูลค่าการค้ากว่า 1.3 แสนล้านบาทต่อปี ผลกระทบจากการประกาศเอกราชและการสู้รบมีดังนี้:
การชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน: การปิดสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา (Friendship Bridge) ส่งผลให้รถบรรทุกสินค้าติดค้าง สินค้าอุปโภคบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิง และวัสดุก่อสร้าง ไม่สามารถส่งข้ามไปได้
21 ภาวะเงินเฟ้อในพื้นที่: ราคาน้ำมันในเมืองเมียวดีพุ่งสูงขึ้นเกือบ 100% (จาก 90,000 จ๊าด เป็น 150,000 จ๊าด ต่อ 20 ลิตร) ภายในเวลาไม่กี่วันหลังเหตุการณ์
23 ระบบภาษีซ้อน (Double Taxation): กลุ่ม KTLA ที่ตั้งรัฐใหม่ย่อมต้องการรายได้ จึงมีความพยายามตั้งด่านเก็บภาษีเถื่อนซ้อนทับกับด่านของ KNU และรัฐบาลทหาร สร้างภาระต้นทุนมหาศาลให้กับผู้ประกอบการไทย จนอาจทำให้การค้าชายแดนกลายเป็นอัมพาต
22
4.3 วิกฤตมนุษยธรรมและสังคม
คลื่นผู้ลี้ภัยระลอกใหม่: ความรุนแรงจากการสู้รบผลักดันให้พลเรือนกะเหรี่ยงนับหมื่นคนต้องหนีภัยข้ามแม่น้ำเมยเข้ามายังฝั่งไทย เพิ่มภาระให้กับศูนย์พักพิงชั่วคราวที่มีผู้ลี้ภัยเดิมตกค้างอยู่แล้วกว่า 82,000 คน
25 ทัศนคติเชิงลบของคนไทย: ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีความหวาดระแวงต่อผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ โดยมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัย การแย่งงาน และโรคระบาด
13 การประกาศเอกราชที่นำมาซึ่งสงคราม ยิ่งตอกย้ำภาพจำของ "กะเหรี่ยง" ในฐานะตัวปัญหา (Troublemakers) มากกว่าเพื่อนบ้าน
ส่วนที่ 5: สังเคราะห์ภาพจำ: ความย้อนแย้งระหว่าง "ไท" กับ "กอทูเล"
จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลทั้งหมด เราสามารถสังเคราะห์ "ภาพจำโซเมียไท" ในสังคมไทยออกมาได้เป็น 2 ภาพที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสะท้อนความเลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์ (Ethnic Discrimination) ที่ฝังรากลึก:
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบภาพจำโซเมียในสังคมไทย
| มิติการเปรียบเทียบ | โซเมียไท (ไทใหญ่/ไทเขิน) | โซเมียกะเหรี่ยง (กอทูเล) |
| สถานะในจินตกรรม | "เครือญาติที่พลัดพราก" (Long-lost Kin) | "คนอื่น / คนชายขอบ" (The Other / Marginalized) |
| มุมมองทางวัฒนธรรม | โรแมนติก, อนุรักษ์นิยม, รากเหง้าที่งดงาม | ป่าเถื่อน, ล้าหลัง, หรืออันตราย (ยาเสพติด/ตัดไม้) |
| มุมมองทางการเมือง | น่าเห็นใจ, ผู้ถูกกระทำ (Victims) | ผู้ก่อความไม่สงบ, กบฏ, ภัยความมั่นคง |
| ทฤษฎีที่ใช้อธิบาย | "กึ่งโซเมีย" (Semi-Zomia): เน้นการเชื่อมต่อและบูรณาการ | "โซเมียแบบ Scott" (Classic Zomia): เน้นการหนีรัฐ หรือต่อต้านรัฐ |
| ปฏิกิริยาของรัฐไทย | ส่งเสริมวัฒนธรรม, ท่องเที่ยว, การศึกษา | ตรึงกำลังทหาร, ควบคุมเข้มงวด, ผลักดันกลับ |
บทวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์:
สังคมไทยพร้อมที่จะโอบรับแนวคิด "กึ่งโซเมีย" ของ ยุกติ มุกดาวิจิตร เมื่อพูดถึงคนไท เพราะมันอนุญาตให้เราขยายปริมณฑลความเป็นไทยออกไปและรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรม แต่เมื่อเป็นเรื่องของกะเหรี่ยงและการประกาศเอกราชกอทูเล สังคมไทยกลับถอยกลับไปใช้กรอบคิดแบบ "รัฐชาติ" (Nation-State) ที่เข้มงวด มองเห็นเส้นพรมแดนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมองความพยายามสร้างรัฐของกะเหรี่ยงว่าเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพ ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งสองกลุ่มต่างก็เป็นประชากรของโซเมียที่มีพลวัตของการต่อรองอำนาจเหมือนกัน
นิติ ภวัครพันธุ์ ได้เตือนไว้ว่า การเลือกปฏิบัติเช่นนี้เกิดจากการที่เราใช้ "เลนส์ชาตินิยม" ไปตัดสินความซับซ้อนของกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้เรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และมองไม่เห็นว่าปัญหากอทูเลไม่ใช่แค่เรื่องของ "กบฏ" แต่เป็นเรื่องของกลุ่มคนที่พยายามดิ้นรนหาที่ยืนในโลกที่ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับพวกเขา
ส่วนที่ 6: บทสรุปและข้อเสนอแนะ
6.1 บทสรุป: การตื่นรู้จากความฝันโซเมีย
เหตุการณ์เดือนมกราคม 2026 เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญว่า "โซเมีย" ไม่ใช่เพียงพื้นที่ในตำราเรียนมานุษยวิทยา หรือพื้นที่โรแมนติกสำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นพื้นที่ที่มีชีวิต เลือดเนื้อ และความขัดแย้งที่รุนแรง การประกาศเอกราชของสาธารณรัฐกอทูเล แม้จะถูกมองว่าเป็น "ปาหี่" ในสายตาบางกลุ่ม แต่ก็สะท้อนถึงความล้มเหลวของการจัดการปัญหาชาติพันธุ์ในเมียนมา และผลกระทบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต่อประเทศไทย
ภาพจำของ "โซเมียไท" ในสังคมไทยจึงต้องถูกรื้อสร้างใหม่ ไม่ใช่แค่การมองหา "พี่น้องไท" เพื่อสนองความโหยหาอดีต แต่ต้องมองเห็น "เพื่อนบ้านทุกชาติพันธุ์" ในฐานะหุ้นส่วนทางชะตากรรม (Partners in Destiny) ที่ความเปลี่ยนแปลงของเขาจะส่งผลถึงเราเสมอ
6.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ก้าวข้ามการทูตแบบรัฐต่อรัฐ (Beyond State-to-State Diplomacy): รัฐไทยต้องยอมรับความจริงว่ารัฐบาลทหารเมียนมาไม่ได้ควบคุมพื้นที่ชายแดนทั้งหมดอีกต่อไป จำเป็นต้องมีช่องทางการสื่อสารระดับปฏิบัติการกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ (รวมถึง KNU และ KTLA) อย่างเปิดเผยและโปร่งใส เพื่อบริหารจัดการชายแดน
เปลี่ยน "พื้นที่ปะทะ" เป็น "พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเพื่อมนุษยธรรม": เสนอให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่มีกลไกการกำกับดูแลร่วมกัน เพื่อให้การค้าดำเนินต่อไปได้ และนำรายได้ส่วนหนึ่งมาจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณไทยและสร้างเสถียรภาพในระยะยาว
การปฏิรูปการรับรู้ทางสังคม: สถาบันการศึกษาและสื่อควรนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในมิติที่หลากหลายกว่าเรื่องความมั่นคงหรือยาเสพติด โดยนำเสนอแง่มุมทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อลดอคติและสร้างความเข้าใจตามแนวคิด "พลเมืองอาเซียน"
รายงานฉบับนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้สังคมไทยหันมามอง "โซเมีย" ด้วยสายตาคู่ใหม่ ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความเท่าทันต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น