เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร เขต 2 เบอร์ 6 พรรคโอกาสใหม่ ลงพื้นที่ อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร เพื่อพบปะพี่น้องชาวบ้าน ใน ต..นาโพธิ์ ต.โพธิไพศาล โดยตระเวนปราศรัยบอกให้ทราบว่ายังลงสู้ศึกเลืแกตั้งอยู่ไม่ได้ปลดป้ายลงแต่อย่างใด วันนี้มาบอกกล่าวกับพี่น้องถึงเรือนถึงชานในเวลาอันน้แยนิด โดยตลอดระยะเวลาที่เข้าไปเป็นผู้แทน 4 สมัย มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ อภิปรายปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน มากที่สุด จำนวน 277 ครั้ง จนนำไปสู่การแก้ไข เช่น ถนน แหล่งน้ำ ไฟ้ฟ้า ที่ทำกิน โดยเฉพาะปัญหาเอกสารสิทธิ์ในที่ดินรอบหนองหาร และดูแลศาสนา
"การเลือก ส.ส.ครั้งนี้ ข่าวการซื้อเสียงตามที่ออกสื่อหนาหูหัวละ 7,500 ,5000 มีพรรคการเมืองได้ทุนจากสีเทาแสกมเมอร์ นับหมื่นล้านของใหญ่ เราพรรคเล็กไม่มีโอกาส จึงขอโอกาสให้มหานิยม เบอร์ 6 เข้าไปเป็นปากเป็นเสียงอีกครั้ง ระบรองว่าจะไม่ผิดหวัง กล้าพูด คนตรง คือมหานิยม เวชกามา เบอร์ 6 โอกาสนี้ ได้ไปปราศรัยที่ตลาด อ.กุสุม่ลย์ ได้รับความสนใจจากชาวบ้านมีกระแสตอบรับที่ดี" ดร.นิยม กล่าว
ชูพุทธนำการเมือง–เขียวไม่เทา สร้างทางเลือกที่สามในสนามอีสาน
ทั้งนี้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นสมรภูมิที่มีจำนวนที่นั่งมากที่สุดและชี้ขาดทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือ เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ซึ่งกำลังเผชิญการแข่งขันดุเดือดจากผู้สมัครระดับ “บิ๊กเนม” หลายพรรค
งานวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การหาเสียงล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า การลงสนามของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครจาก พรรคโอกาสใหม่ สะท้อนความพยายามสร้าง “พื้นที่ทางการเมืองใหม่” ในสมรภูมิอีสาน ด้วยการผสานทุนทางศาสนาเดิม เข้ากับนโยบายสมัยใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการที่ดิน ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Green No Grey” หรือ “เขียวบริสุทธิ์ ยุติสีเทา”
จากเพื่อไทยสู่โอกาสใหม่
ดร.นิยม หรือที่รู้จักในนาม “ดร.มหานิยม” มีภูมิหลังเป็นอดีตข้าราชการครู นักวิชาการด้านกฎหมาย และสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกสาขาพุทธจิตวิทยา เส้นทางการเมืองเริ่มจากพรรคพลังประชาชน ต่อเนื่องถึงพรรคเพื่อไทย และเคยได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สกลนครหลายสมัย จุดเด่นสำคัญคือบทบาทในฐานะ “ผู้พิทักษ์พุทธศาสนา” ผ่านการทำงานในคณะกรรมาธิการการศาสนา และการผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับกิจการสงฆ์
อย่างไรก็ดี ความพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2566 ในเขต 2 ด้วยคะแนนเฉียดฉิวเพียง 706 คะแนน ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ นำไปสู่การทบทวนบทบาททางการเมืองและการตัดสินใจย้ายสังกัด จนสุดท้ายเลือกเข้าร่วม พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งนำโดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นักวิเคราะห์มองว่า การย้ายพรรคครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการหา “พื้นที่ลงสมัคร” แต่เป็นการขยับฐานคิด จากการเมืองประชานิยมแบบเดิม สู่การเมืองเชิงประเด็นและความเชี่ยวชาญ (Niche Politics) โดยเฉพาะประเด็นที่ดิน ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสกลนครมาอย่างยาวนาน
พรรคเทคโนแครตกับนโยบาย “เขียวไม่เทา”
พรรคโอกาสใหม่ถูกนิยามว่าเป็นพรรคการเมืองแนว “Technocratic Populism” หรือพรรคเทคโนแครตที่ใช้ความรู้เชิงบริหารเป็นจุดขาย โครงสร้างพรรคประกอบด้วยอดีตข้าราชการระดับสูงและนักบริหารมืออาชีพ โดยชูนโยบายหลักคือยุทธศาสตร์ Green No Grey ที่ผสานเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) เข้ากับการต่อต้านคอร์รัปชัน
นโยบายเด่น ได้แก่ การเปิดทางให้เกษตรกรสร้างรายได้จาก คาร์บอนเครดิต, การใช้แผนที่ One Map แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนรัฐ–ประชาชน และการสร้างรัฐสวัสดิการผ่านการ “เปิดโอกาส” เข้าถึงทุนและการศึกษา แทนการอุดหนุนแบบระยะสั้น
สมรภูมิที่ดินหนองหาร
เขตเลือกตั้งที่ 2 ครอบคลุมหลายอำเภอรอบหนองหารและรอยต่อเทือกเขาภูพาน ปัญหาหลักคือข้อพิพาทสิทธิในที่ดินทำกินที่ยืดเยื้อมากว่า 80 ปี ประชาชนจำนวนมากยังขาดความมั่นคงในทรัพย์สิน และมองหานักการเมืองที่สามารถ “ปลดล็อก” ปัญหาเชิงกฎหมายได้จริง
ในการปราศรัยเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ดร.นิยม ชูผลงานสำคัญคือการผลักดันมติ ครม. ออกโฉนดที่ดินวัดในพื้นที่รัฐ ซึ่งถูกถอดรหัสว่าเป็นการใช้ “พุทธานุภาพนำการเมือง” สร้างความมั่นคงทางจิตวิญญาณให้ชุมชน ควบคู่กับการเสนอทางออกปากท้องผ่านเกษตรสีเขียวและคาร์บอนเครดิต
ขณะเดียวกัน ดร.นิยม ยังประกาศจุดยืนต่อต้านการซื้อเสียง ปลุก “ศักดิ์ศรีคนสกล” ให้เลือกจากผลงานและอนาคต มากกว่ากระแสเงินในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง
ศึกช้างชนช้าง
การเลือกตั้งในเขตนี้ถูกมองว่าเป็น “ศึกช้างชนช้าง” ระหว่างผู้สมัครจากพรรคใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งต่างมีฐานเสียงและทรัพยากรหนุนหลัง ขณะที่ดร.นิยม ต้องเผชิญทั้งข้อได้เปรียบจากเครือข่ายศาสนา และข้อจำกัดจากการเปลี่ยนพรรคและแบรนด์พรรคใหม่
ทางเลือกที่สามของอีสาน
บทวิเคราะห์สรุปว่า การรณรงค์ของดร.นิยม เวชกามา คือความพยายามสร้าง “ทางเลือกที่สาม” ในการเมืองอีสาน ก้าวข้ามการเมืองแบ่งขั้ว มุ่งสู่การเมืองเชิงประเด็นที่เน้นความรู้ ศรัทธา และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ความสำเร็จหรือความพ่ายแพ้ในศึกสกลนคร เขต 2 จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า การเมืองแบบ “พุทธ–เขียว–เทคโนแครต” จะสามารถยืนหยัดท่ามกลางกระแสธนกิจการเมืองได้หรือไม่ ในการเลือกตั้งปี 2569 นี้
การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และนโยบายหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป ปี พ.ศ. 2569 ของพรรคโอกาสใหม่: กรณีศึกษา ดร.นิยม เวชกามา และพลวัตทางการเมืองในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร
1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยและนัยสำคัญของการเลือกตั้ง 2569
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในปี พ.ศ. 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย โดยเป็นช่วงเวลาที่โครงสร้างอำนาจทางการเมืองกำลังเกิดการปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ (Major Realignment) จากการปะทะสังสรรค์ระหว่างขั้วอำนาจเก่าที่ครองพื้นที่มาอย่างยาวนานกับกลุ่มพลังทางการเมืองใหม่ที่นำเสนอชุดนโยบายที่ก้าวข้ามกรอบคิดแบบประชานิยมดั้งเดิม ไปสู่การเน้นประสิทธิภาพของการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Management Efficiency) และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ซึ่งเป็นสมรภูมิเลือกตั้งที่มีจำนวนที่นั่งสูงสุดและเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล
ในบริบทของจังหวัดสกลนคร พื้นที่ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงที่มั่นคงของพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน กำลังเผชิญกับความท้าทายจากพลวัตการย้ายพรรคของนักการเมืองระดับแกนนำ และการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองทางเลือกใหม่ที่มีจุดขายเฉพาะตัว กรณีศึกษาของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร สังกัด พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) นำเสนอภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความพยายามในการสร้างพื้นที่ทางการเมืองใหม่ (New Political Space) ที่ผสมผสานระหว่างทุนทางสังคมเดิม คือบทบาทในฐานะ "ผู้พิทักษ์พุทธศาสนา" เข้ากับชุดนโยบายสมัยใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการที่ดิน ภายใต้ยุทธศาสตร์ "Green No Grey" ของพรรค
รายงานการวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงลึกถึงยุทธศาสตร์การหาเสียง เนื้อหานโยบาย และพลวัตการแข่งขันในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร โดยใช้วิธีการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) จากการลงพื้นที่และคำปราศรัยเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เป็นแกนกลางในการถอดรหัสความคิดทางการเมือง ควบคู่ไปกับการสังเคราะห์ข้อมูลบริบททางประวัติศาสตร์ กฎหมาย และสังคมวิทยาการเมือง เพื่อให้เห็นภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในระดับฐานรากของสังคมไทย
2. พัฒนาการและจุดยืนทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา: จาก "เพื่อไทย" สู่ "โอกาสใหม่"
2.1 ภูมิหลังและทุนทางสังคม
ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักกันในนาม "ดร.มหานิยม" เป็นนักการเมืองที่มีพื้นฐานมาจากข้าราชการครูและนักวิชาการด้านกฎหมายและการประกันภัย
จุดเด่นประการสำคัญที่ทำให้ ดร.นิยม แตกต่างจากนักการเมืองท้องถิ่นทั่วไป คือบทบาทในระดับชาติฐานะ "ปาร์ตี้ลิสต์ทางจิตวิญญาณ" หรือผู้แทนของวงการสงฆ์ ท่านมีบทบาทสำคัญในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร และเป็นผู้ผลักดันร่างกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เช่น ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และร่างพระราชบัญญัติธนาคารพุทธแห่งประเทศไทย
2.2 รอยร้าวและการเปลี่ยนผ่านสังกัดพรรค
การเลือกตั้งในปี 2566 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ ดร.นิยม พ่ายแพ้การเลือกตั้งในเขต 2 ให้กับ นายชาตรี หล้าพรหม จากพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยคะแนนเฉียดฉิวเพียง 706 คะแนน (26,700 ต่อ 27,406)
ในช่วงปี 2568 ดร.นิยม ได้ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐในช่วงสั้นๆ
3. พรรคโอกาสใหม่: สถาบันการเมืองแบบ "Technocratic Populism"
3.1 โครงสร้างและการนำทัพ
พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ นำเสนอโมเดลพรรคการเมืองแบบใหม่ที่อาจนิยามได้ว่าเป็น "พรรคข้าราชการเทคโนแครต" (Technocratic Party)
โครงสร้างบริหารพรรคประกอบด้วยข้าราชการระดับสูงและนักบริหารมืออาชีพ อาทิ นายธงชัย ลืออดุลย์ (เลขาธิการพรรค) และ นายโสภณ ทองดี (เหรัญญิกพรรค)
3.2 ยุทธศาสตร์ "Green No Grey" และนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว
หัวใจสำคัญของนโยบายพรรคโอกาสใหม่ในการเลือกตั้งปี 2569 คือยุทธศาสตร์ "Green No Grey" (เขียวบริสุทธิ์ ยุติสีเทา)
เกษตรไม่จน และ คาร์บอนเครดิต: พรรคเสนอให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้จากการขาย "คาร์บอนเครดิต" ผ่านการทำเกษตรแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปลูกไม้ยืนต้น ซึ่งนายจตุพรมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษจากประสบการณ์ในกระทรวงทรัพยากรฯ
7 นโยบายนี้มุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรด้วยการสร้างกระแสรายได้ใหม่ (New Income Stream) ที่ไม่ใช่แค่การประกันราคาพืชผลการจัดการที่ดินแนวใหม่ (One Map): การใช้เทคโนโลยีแผนที่อัตราส่วน 1:4000 (One Map) เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าสงวนและที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในจังหวัดสกลนคร
9 รัฐสวัสดิการและการเข้าถึงโอกาส: ภายใต้สโลแกน "โอกาสของคนไทยทุกคน" พรรคเน้นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง
11
4. วิเคราะห์พลวัตการเมืองในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร
4.1 ภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาเชิงพื้นที่
เขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสกลนคร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอโพนนาแก้ว อำเภอโคกศรีสุพรรณ อำเภอเต่างอย และบางตำบลของอำเภอเมืองสกลนคร
ปัญหาที่ดินรอบหนองหารเป็นประเด็นความขัดแย้งเรื้อรังมากว่า 80 ปี อันเนื่องมาจากการประกาศพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดิน พ.ศ. 2484 และการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ (น.ส.ล.) ที่ทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของราษฎรกว่า 10,000 ครอบครัว
4.2 คู่แข่งทางการเมือง: ศึกช้างชนช้างในสมรภูมิอีสาน
การเลือกตั้งปี 2569 ในเขต 2 สกลนคร เป็นการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างผู้สมัครระดับ "บิ๊กเนม" ที่ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกัน:
ดร.นิยม เวชกามา (พรรคโอกาสใหม่): อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิม จุดแข็งคือฐานเสียงทางศาสนาและผลงานการแก้ปัญหาที่ดินวัด จุดอ่อนคือการย้ายพรรคและการต้องสร้างแบรนด์พรรคใหม่
1 นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย (พรรคเพื่อไทย): อดีต ส.ส. เขต 1 ผู้มากบารมีที่ย้ายข้ามเขตมาลงเขต 2
17 การย้ายเขตครั้งนี้ถือเป็นความเสี่ยง (Gamble) เพราะต้องสร้างฐานเสียงใหม่ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย แม้จะมีแบรนด์พรรคเพื่อไทยที่แข็งแกร่งหนุนหลัง แต่ก็อาจเผชิญแรงต้านจากผู้นำท้องถิ่นสายเดิมนายชาตรี หล้าพรหม (พรรคกล้าธรรม): แชมป์เก่าจากการเลือกตั้งปี 2566 (สังกัด ปชป. ในขณะนั้น) ปัจจุบันย้ายมาสังกัดพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
2 มีจุดแข็งคือความเป็นเจ้าของพื้นที่ปัจจุบันและทรัพยากรทางการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาล แต่ต้องเผชิญคำถามเรื่องอุดมการณ์จากการย้ายขั้วน.ส.ณภัชชา ศิลปะรายะ (พรรคภูมิใจไทย): ทายาททางการเมืองของ "นายกฯ จ๋า" (นางกัญญาภัค ศิลปะรายะ) นายก อบจ. สกลนคร
17 มีฐานเสียงท้องถิ่นที่เข้มแข็งผ่านเครือข่าย อบจ. และ อสม.
5. การวิเคราะห์วาทกรรมและนัยสำคัญทางการเมือง: การปราศรัย 22 มกราคม 2569
วันที่ 22 มกราคม 2569 ถือเป็นช่วงเวลาเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Timing) ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง การลงพื้นที่และคำปราศรัยของ ดร.นิยม เวชกามา ในวันดังกล่าว ไม่ใช่เพียงกิจกรรมหาเสียงปกติ แต่เป็นการ "ตกผลึก" (Crystallization) นโยบายและจุดยืนทางการเมืองทั้งหมดของพรรคและตัวบุคคล เพื่อสื่อสารไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการซื้อเสียงและการโจมตีทางการเมือง
จากการสังเคราะห์ข้อมูล สามารถจำแนกแกนหลักของคำปราศรัยออกเป็น 3 มิติสำคัญ ดังนี้:
5.1 มิติที่ 1: "พุทธานุภาพนำการเมือง" - ความสำเร็จเรื่องโฉนดที่ดินวัด
ในคำปราศรัย ดร.นิยม ได้หยิบยกความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมที่สุดของท่าน คือการผลักดัน มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่อนุมัติมาตรการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในพื้นที่ของรัฐเพื่อออกโฉนดเป็นที่ธรณีสงฆ์
เนื้อหาการสื่อสาร: ดร.นิยม เน้นย้ำว่าวัดจำนวนมากในสกลนครและภาคอีสานตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนหรือที่ราชพัสดุ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาศาสนสถานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ท่านชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยความเข้าใจที่ลึกซึ้งในกฎหมายและระเบียบราชการ ซึ่งท่านได้ดำเนินการสำเร็จแล้ว โดยยกตัวอย่าง "วัดดอยธรรมเจดีย์" เป็นโมเดลความสำเร็จ
นัยสำคัญ: การชูประเด็นนี้มีผลทางจิตวิทยาการเมืองสูงมาก เพราะในสังคมชนบท "วัด" คือศูนย์กลางของชุมชน การทำให้วัดถูกต้องตามกฎหมายเท่ากับเป็นการสร้างความมั่นคงทางจิตวิญญาณให้กับชุมชน (Spiritual Security) ดร.นิยม กำลังแปลงสถานะ "ผู้พิทักษ์พุทธศาสนา" ให้เป็นคะแนนเสียง โดยสื่อสารว่า "ถ้าเลือกนิยม วัดและพุทธศาสนาจะมั่นคง" ซึ่งเป็นจุดขายที่คู่แข่งจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคกล้าธรรมไม่สามารถเลียนแบบได้
5.2 มิติที่ 2: "Green No Grey" - ทางรอดปากท้องผ่านคาร์บอนเครดิต
สอดคล้องกับนโยบายพรรคโอกาสใหม่ ดร.นิยม ได้นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาความยากจนด้วยการเกษตรสมัยใหม่
เนื้อหาการสื่อสาร: ท่านเชื่อมโยงปัญหาสิ่งแวดล้อม (PM 2.5 จากการเผาตอซัง) เข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยสัญญาว่ารัฐบาลพรรคโอกาสใหม่จะไม่เพียงแค่ห้ามเผา แต่จะสนับสนุนเครื่องจักรและงบประมาณในการไถกลบ พร้อมทั้งนำพื้นที่เกษตรกรรมเข้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการ "ขายอากาศบริสุทธิ์"
นัยสำคัญ: นโยบายนี้พยายามดึงดูดกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าและคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ซึ่งเริ่มตระหนักถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมและต้องการทางเลือกทางเศรษฐกิจใหม่ๆ นอกจากนี้ การอ้างถึงความเชี่ยวชาญของหัวหน้าพรรค (นายจตุพร) ในเรื่องนี้ ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ (Credibility) ว่านโยบายนี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณา
5.3 มิติที่ 3: "ศักดิ์ศรีคนสกล" - การต่อต้านวาทกรรมการซื้อเสียง
ท่ามกลางกระแสข่าวลือหนาหูในช่วงเดือนมกราคม 2569 เกี่ยวกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในภาคอีสานด้วยเม็ดเงินมหาศาล (ตัวเลขลือสูงถึง 7,500 บาทต่อหัว)
เนื้อหาการสื่อสาร: ท่านเรียกร้องให้ประชาชน "รับเงินหมา กาพรรคโอกาสใหม่" (วาทกรรมเปรียบเปรย) หรือเลือกคนที่ผลงาน โดยเน้นย้ำว่าการรับเงินซื้อเสียงคือการขายอนาคตลูกหลาน และจะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ของการถอนทุนคืนผ่านโครงการรัฐ ท่านพยายามปลุกเร้า "ศักดิ์ศรี" ของชาวสกลนครว่าไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน
นัยสำคัญ: ในฐานะผู้สมัครจากพรรคขนาดกลางที่อาจมีทรัพยากรทางการเงินน้อยกว่าพรรคใหญ่ การสร้างเส้นแบ่งทางจริยธรรม (Moral Boundary) ระหว่าง "นักการเมืองน้ำดี" กับ "นักเลือกตั้งใช้เงิน" เป็นยุทธศาสตร์ที่จำเป็น เพื่อดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มพลังเงียบ (Silent Force) ที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเก่า
6. บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: จุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาส
ตารางที่ 1 แสดงการวิเคราะห์ SWOT ของ ดร.นิยม เวชกามา ในบริบทการเลือกตั้ง 2569
| ปัจจัย | รายละเอียดการวิเคราะห์ |
| จุดแข็ง (Strengths) | 1. ฐานเสียงจัดตั้งทางศาสนา: เครือข่ายวัดและกลุ่มผู้ศรัทธาเป็นฐานคะแนนที่เหนียวแน่นและยากที่คู่แข่งจะเจาะเข้าถึง 2. ภาพลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญ: การมีดีกรีปริญญาเอกและผลงานกฎหมายชัดเจน สร้างภาพลักษณ์ "ที่พึ่ง" ที่เชื่อถือได้ 3. ความเชี่ยวชาญของพรรค: การมีอดีตปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ เป็นหัวหน้าพรรค ช่วยหนุนเสริมนโยบายแก้ปัญหาที่ดินหนองหารได้อย่างมีน้ำหนัก |
| จุดอ่อน (Weaknesses) | 1. การย้ายพรรคบ่อยครั้ง: การเปลี่ยนสังกัดจากเพื่อไทย -> พปชร. -> โอกาสใหม่ อาจสร้างความสับสนและถูกมองว่าขาดจุดยืน 2. แบรนด์พรรคใหม่: "พรรคโอกาสใหม่" ยังขาดการจดจำ (Brand Awareness) เมื่อเทียบกับเพื่อไทยหรือก้าวไกล/ประชาชน 3. ทรัพยากร: อาจเสียเปรียบพรรคใหญ่ในด้านกลไกหัวคะแนนและทรัพยากรในการระดมคน |
| โอกาส (Opportunities) | 1. ความขัดแย้งในพรรคคู่แข่ง: การย้ายข้ามเขตของนายอภิชาติ (เพื่อไทย) อาจสร้างรอยร้าวในกลุ่มแกนนำท้องถิ่น เปิดช่องให้ ดร.นิยม ดึงคะแนนจัดตั้งเดิมกลับมา 2. วิกฤตที่ดิน: ความล้มเหลวของรัฐบาลชุดก่อนในการแก้ปัญหาที่ดินหนองหาร เป็นเชื้อไฟที่ทำให้ข้อเสนอ "One Map" ของพรรคโอกาสใหม่ดูน่าสนใจขึ้น 3. กระแสเบื่อหน่ายการเมือง 2 ขั้ว: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เบื่อทั้งขั้วอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยมสุดโต่ง อาจหันมาเลือกพรรคสายกลางที่เน้นการปฏิบัติ |
| อุปสรรค (Threats) | 1. อำนาจรัฐและกระสุนดินดำ: คู่แข่งจากพรรคร่วมรัฐบาล (กล้าธรรม, ภูมิใจไทย) มีกลไกอำนาจรัฐและงบประมาณสนับสนุนเต็มที่ 2. การซื้อเสียง: หากกระแสการซื้อเสียงรุนแรงจริงตามข่าวลือ อาจส่งผลกระทบต่อฐานเสียงชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ได้มีอุดมการณ์เข้มข้น |
7. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
การวิเคราะห์นโยบายและการรณรงค์หาเสียงของ ดร.นิยม เวชกามา ในนามพรรคโอกาสใหม่ สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการนำเสนอ "ทางเลือกที่สาม" ในสมรภูมิการเมืองอีสาน โดยพยายามก้าวข้ามกับดักของการเมืองเชิงอุดมการณ์ (Ideological Trap) ที่แบ่งขั้วสีเสื้อ มาสู่ "การเมืองเชิงประเด็น" (Issue-based Politics) ที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้องและสิทธิพื้นฐานผ่านกลไกความรู้และความเชี่ยวชาญ
คำปราศรัยเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่า ดร.นิยม เลือกที่จะใช้วิธี "ตีโอบล้อม" คู่แข่ง โดยใช้ความสำเร็จเรื่องที่ดินวัด (เจาะฐานจิตวิญญาณ) ผสมผสานกับนโยบายสิ่งแวดล้อมและที่ดินทำกิน (เจาะฐานปากท้อง) เพื่อสร้างพันธมิตรข้ามชนชั้นและข้ามขั้วการเมือง
ความสำเร็จของ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ ในเขต 2 สกลนคร จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการแปลง "นโยบายเทคนิค" (เช่น คาร์บอนเครดิต, One Map) ให้เป็น "ภาษาชาวบ้าน" ที่จับต้องได้ และความสามารถในการรักษาฐานเสียงทางศาสนาให้เป็นเกราะป้องกันกระแสธารแห่ง "ธนกิจการเมือง" (Money Politics) ที่กำลังเชี่ยวกราก หากทำสำเร็จ นี่อาจเป็นต้นแบบของการเมืองภาคพลเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาและศรัทธาอย่างแท้จริงในระบอบประชาธิปไตยไทย


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น