เลือกตั้ง 2569 กับการเมืองศรัทธาเชิงนโยบาย: วิเคราะห์โมเดลสวัสดิการพระสงฆ์และ “ธนาคารพระพุทธศาสนา” ของ ดร.นิยม เวชกามา
วันที่ 19 มกราคม 2569 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังสะท้อนพลวัตใหม่ของการเมืองไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นสมรภูมิสำคัญทางยุทธศาสตร์ หนึ่งในกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ซึ่งหยิบยกประเด็น “สวัสดิการพระสงฆ์” และข้อเสนอเชิงโครงสร้างอย่าง “ธนาคารพระพุทธศาสนา” ขึ้นมาเป็นนโยบายเรือธงในการหาเสียง
นักวิชาการด้านการเมืองและนโยบายสาธารณะมองว่า นี่ไม่ใช่เพียงกลยุทธ์หาเสียงเฉพาะตัว หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทยจากการแบ่งขั้วอุดมการณ์แบบเดิม ไปสู่ การเมืองเชิงอัตลักษณ์และการเมืองเชิงประเด็น ที่เชื่อมโยงศาสนา สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของผู้คนในระดับชุมชนเข้าด้วยกัน
สกลนคร เขต 2: ฐานวัฒนธรรมพุทธกับจิตวิทยาการเมือง
พื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ประกอบด้วยอำเภอกุสุมาลย์ โพนนาแก้ว โคกศรีสุพรรณ เต่างอย และตำบลรอบนอกของอำเภอเมืองสกลนคร เป็นพื้นที่ที่วัดและพระสงฆ์มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของชุมชนมายาวนาน การเสนอ “นโยบายดูแลพระ” จึงมีผลทางจิตวิทยาการเมืองโดยตรงต่อประชาชน ซึ่งมองว่าการอุปถัมภ์พระสงฆ์ไม่เพียงเป็นเรื่องสวัสดิการ แต่ยังเป็นเรื่องบุญ คุณค่า และความมั่นคงทางจิตใจของสังคมท้องถิ่น
ในบริบทนี้ ต้นทุนทางสังคมของ ดร.นิยม เวชกามา ยิ่งโดดเด่นในฐานะอดีต ส.ส.หลายสมัย และผู้มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านพุทธจิตวิทยา ทำให้การสื่อสารบทบาท “ผู้ปกป้องและปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา” มีความน่าเชื่อถือสูงกว่านักการเมืองทั่วไป
วิกฤตสุขภาวะสงฆ์: ปัญหาที่ถูกมองข้าม
รายงานเชิงนโยบายระบุว่า คณะสงฆ์ไทยกำลังเผชิญวิกฤตสุขภาวะในหลายมิติ ทั้งข้อจำกัดของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ค่าใช้จ่ายแฝงในการรักษาพยาบาล ช่องว่างการดูแลพระชราภาพระยะยาว รวมถึงปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบในพระสงฆ์จำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเดินทางไปโรงพยาบาลเป็นภาระหนัก
ยิ่งไปกว่านั้น สถานะทางกฎหมายของพระสงฆ์ที่ถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง แต่กลับเปราะบางเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยิ่งทำให้พระสงฆ์ถูกมองว่าเป็น “กลุ่มเปราะบาง” ในมิติของสวัสดิการรัฐ
โมเดลกองทุนสวัสดิการพระ: จากวาทกรรมสู่โครงสร้าง
นโยบายหลักของ ดร.นิยม คือการจัดตั้ง “กองทุนรักษาพยาบาลพระอาพาธและพระชราภาพ” เพื่อปิดช่องว่างที่ระบบบัตรทองยังไม่ครอบคลุม โดยเน้นการสนับสนุนค่าพาหนะ การดูแลระยะยาว การจัดตั้งศูนย์ดูแลพระชราภาพในวัด และการจัดหาอุปกรณ์การแพทย์แบบหมุนเวียน
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอ Digital Monk ID เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลพระสงฆ์กับระบบสาธารณสุข ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าพระจะย้ายวัดหรือธุดงค์ไปพื้นที่ใดก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่านี่คือความพยายามใช้เทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระบบสวัสดิการ
“ธนาคารพระพุทธศาสนา”: นวัตกรรมที่ท้าทายที่สุด
หัวใจของความยั่งยืนทางการคลังคือข้อเสนอจัดตั้ง ธนาคารพระพุทธศาสนา ซึ่งออกแบบโดยอ้างอิงโมเดลธนาคารอิสลาม แต่ปรับให้สอดคล้องกับบริบทพุทธศาสนาไทย เพื่อบริหารจัดการศาสนสมบัติอย่างโปร่งใส และนำผลกำไรมาสนับสนุนสวัสดิการพระสงฆ์
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้เผชิญข้อถกเถียงรุนแรง ทั้งด้านพระธรรมวินัย กฎหมาย และความกังวลเรื่อง “พุทธพาณิชย์” ทีมงานของ ดร.นิยม เสนอทางออกด้วยโมเดล “ไวยาวัจกรนิติบุคคล” ให้พระไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเงินโดยตรง แต่ยังคงได้รับประโยชน์ด้านปัจจัย 4 และการรักษาพยาบาล
ยุทธศาสตร์หาเสียง: ศรัทธาเป็นทุนทางการเมือง
ในสมรภูมิที่มีคู่แข่งจากหลายพรรคใหญ่ ดร.นิยม เลือกใช้ยุทธศาสตร์ลงพื้นที่เชิงลึก สื่อสารตรงกับประชาชนระดับครัวเรือน ควบคู่กับการใช้พุทธจิตวิทยาและอัตลักษณ์ทางศาสนา สร้างภาพจำว่า “ศาสนากับปากท้องคือเรื่องเดียวกัน” พร้อมผนวกนโยบายประชานิยมหลักของพรรคโอกาสใหม่ เพื่อขยายฐานเสียงไปยังคนรุ่นใหม่และครอบครัวแรงงาน
บทสรุป: การเมืองศาสนาในสนามรัฐสภา
นักวิชาการสรุปว่า นโยบายสวัสดิการพระสงฆ์และธนาคารพระพุทธศาสนาของ ดร.นิยม เวชกามา คือหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของ การเมืองเชิงโครงสร้างในยุคใหม่ ที่พยายามแก้ปัญหาสังคมเชิงลึกผ่านกลไกรัฐสภา มากกว่าจะหยุดอยู่แค่วาทกรรมหาเสียง
ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า สังคมไทยพร้อมหรือไม่ที่จะยอมรับการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาผ่านระบบการเมืองสมัยใหม่ และพร้อมหรือไม่ที่จะให้ “สวัสดิการสงฆ์” กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม
พลวัตทางนโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์การหาเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569: กรณีศึกษาโมเดลสวัสดิการพระสงฆ์และธนาคารพระพุทธศาสนาของ ดร.นิยม เวชกามา
จัดทำโดย: คณะทำงานวิจัยยุทธศาสตร์การเมืองและนโยบายสาธารณะ
วันที่: 19 มกราคม 2569
1. บทนำ: ภูมิทัศน์ใหม่ของการเมืองไทยและการอุบัติขึ้นของ "พุทธราชาชาตินิยมเชิงสวัสดิการ"
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดกรณีหนึ่งในสมรภูมิการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการเคลื่อนไหวของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกไปที่นโยบายเรือธง (Flagship Policy) ของ ดร.นิยม เวชกามา อันได้แก่ "นโยบายสวัสดิการพระสงฆ์ – กองทุนรักษาพยาบาลพระอาพาธและพระชราภาพ" และข้อเสนอเชิงโครงสร้างเรื่อง "ธนาคารพระพุทธศาสนา"
1.1 บริบทพื้นที่: สกลนคร เขต 2 และจิตวิทยาทางการเมือง
จังหวัดสกลนคร เขต 2 ประกอบด้วยพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอโพนนาแก้ว อำเภอโคกศรีสุพรรณ อำเภอเต่างอย และตำบลรอบนอกของอำเภอเมืองสกลนคร (ต.โคกก่อง, ต.ม่วงลาย, ต.ดงชน, ต.โนนหอม)
1.2 ผู้สมัครและต้นทุนทางสังคม
ดร.นิยม เวชกามา หรือ "มหานิยม" มีต้นทุนทางสังคมที่โดดเด่นในฐานะอดีต ส.ส. หลายสมัย และมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
2. วิกฤตการณ์สุขภาวะสงฆ์: ความจำเป็นเร่งด่วนของนโยบายสวัสดิการ
ก่อนจะวิเคราะห์ตัวนโยบาย จำเป็นต้องทำความเข้าใจถึง "สภาพปัญหา" (Situational Analysis) ที่เป็นรากฐานของการเสนอนโยบายนี้ จากการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์สุขภาพและสวัสดิการของพระสงฆ์ พบว่าคณะสงฆ์ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ 3 ด้านหลัก ซึ่งเป็น "Pain Points" ที่นโยบายของ ดร.นิยม พยายามเข้ามาแก้ไข
2.1 กับดักของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)
แม้ในทางทฤษฎี พระภิกษุและสามเณรกว่า 300,000 รูปทั่วประเทศ จะมีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือบัตรทอง
ปัญหาเรื่องใบส่งตัวและหน่วยบริการประจำ: พระสงฆ์มีวิถีชีวิตที่ต้องจาริก หรือย้ายวัดเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม การผูกติดสิทธิการรักษากับหน่วยบริการประจำตามทะเบียนบ้านหรือวัดต้นสังกัด ทำให้เกิดปัญหาเมื่ออาพาธในพื้นที่อื่น พระสงฆ์ต้องกลับไปขอ "ใบส่งตัว" ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและความล่าช้าในการรักษา
12 ค่าใช้จ่ายแฝง (Hidden Costs): แม้ค่ารักษาจะฟรี แต่ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าพาหนะเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าเวชภัณฑ์บางรายการที่อยู่นอกบัญชี หรือค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับพระอาพาธติดเตียง (เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ถังออกซิเจน) เป็นภาระที่วัดและญาติโยมต้องแบกรับ โดยเฉพาะในวัดชนบทที่ขาดแคลนปัจจัย
12 ช่องว่างของการดูแลระยะยาว (Long-term Care Gap): ระบบสาธารณสุขเน้นการรักษาแบบเฉียบพลัน (Acute Care) แต่ขาดกลไกการดูแลระยะยาวสำหรับพระสงฆ์ชราภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พระสงฆ์ไม่มีลูกหลานคอยดูแล และพระลูกวัดด้วยกันเองก็อาจขาดทักษะในการบริบาล
13
2.2 วิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในวงการสงฆ์
ข้อมูลจากกรมการแพทย์และเครือข่ายสุขภาพสงฆ์ระบุว่า พระสงฆ์ไทยกว่า 78% มีความเสี่ยงหรือป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคไตวายเรื้อรัง
โภชนาการที่ไม่สมดุล: พระสงฆ์ไม่สามารถเลือกฉันอาหารได้ ต้องฉันตามที่ญาติโยมใส่บาตร ซึ่งมักเป็นอาหารรสจัด หวาน มัน เค็ม (แกงกะทิ ขนมหวาน)
ข้อจำกัดทางวินัยในการออกกำลังกาย: พระธรรมวินัยและจารีตประเพณีกำหนดสำรวมกิริยา ทำให้พระสงฆ์ขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ
ภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว: โรคกลุ่ม NCDs โดยเฉพาะโรคไตวายที่ต้องฟอกเลือด มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องสูง แม้ สปสช. จะสนับสนุนค่าฟอกไต แต่การเดินทางไปศูนย์ฟอกไต 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นภาระหนักสำหรับพระสงฆ์ในพื้นที่ห่างไกลอย่างเขตเลือกตั้งที่ 2 ของสกลนคร
13
2.3 สถานะทางกฎหมายที่เปราะบาง (Legal Vulnerability)
ดร.นิยม ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยอ้างถึงรายงานวิจัยที่ระบุว่า พระสงฆ์ไทยมีสถานะทางกฎหมายที่เปราะบาง ถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง (ห้ามเลือกตั้ง) แต่ในขณะเดียวกันเมื่อถูกดำเนินคดี กลับถูกบังคับให้สึกทันทีโดยยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด (ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์)
3. การวิเคราะห์นโยบาย: กองทุนรักษาพยาบาลและสวัสดิการพระสงฆ์
จากการสังเคราะห์ข้อมูลการหาเสียงและเอกสารนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่
3.1 โมเดล "กองทุนรักษาพยาบาลพระอาพาธและพระชราภาพ"
นโยบายนี้มิใช่การแจกเงินแบบประชานิยม (Populism) ทั่วไป แต่เป็นการเสนอจัดตั้ง "กองทุนเฉพาะกิจ" (Earmarked Fund) ที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน เพื่อปิดช่องว่างที่ระบบบัตรทองเอื้อมไม่ถึง
ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบสิทธิบัตรทองปัจจุบัน vs. สิ่งที่กองทุนใหม่จะมอบให้
| รายการสิทธิประโยชน์ | ระบบบัตรทอง (สปสช.) ปัจจุบัน | ข้อเสนอกองทุนรักษาพยาบาล (ดร.นิยม) |
| การเข้าถึงบริการ | ยึดติดกับหน่วยบริการประจำ / ต้องใช้ใบส่งตัว | ระบบไร้รอยต่อ (Seamless): เชื่อมโยงข้อมูลผ่าน Digital Monk ID รักษาได้ทุกที่โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว |
| ค่าพาหนะเดินทาง | ไม่ครอบคลุม (ภาระของวัด/ผู้ป่วย) | สนับสนุนค่าพาหนะ: มีงบประมาณเฉพาะสำหรับการเดินทางไปโรงพยาบาล โดยเฉพาะการฟอกไตและนัดหมอโรคเรื้อรัง |
| การดูแลผู้สูงอายุ | เน้นการรักษาในโรงพยาบาล | ศูนย์ดูแลระยะยาว (Temple-based Hospice): ปรับปรุงวัดให้เป็นศูนย์ดูแลพระชราภาพและผู้สูงอายุในชุมชน มีพระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัครสาธารณสุข) ดูแล |
| อุปกรณ์การแพทย์ | ครอบคลุมเฉพาะรายการพื้นฐาน | ธนาคารอุปกรณ์: จัดหาเตียงผู้ป่วย ถังออกซิเจน รถเข็น ให้ยืมใช้หมุนเวียนระหว่างวัดและชุมชน |
| แหล่งเงินทุน | งบประมาณแผ่นดิน (ภาษี) | ระบบผสมผสาน: งบประมาณรัฐ + ดอกผลจาก "ธนาคารพระพุทธศาสนา" + กองทุนผ้าป่าสวัสดิการ |
3.2 นวัตกรรม Digital Monk ID และฐานข้อมูลอัจฉริยะ
ดร.นิยม เสนอนโยบายการนำเทคโนโลยีมาใช้จัดทำทะเบียนพระสงฆ์ หรือ Digital Monk ID
การพิสูจน์ตัวตน (Authentication): โรงพยาบาลสามารถตรวจสอบสถานะความเป็นพระภิกษุได้ทันที ลดขั้นตอนราชการ
การส่งต่อข้อมูลสุขภาพ (Health Data Exchange): ประวัติการรักษา โรคประจำตัว และยาที่แพ้ จะถูกส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลได้ ทำให้การรักษาต่อเนื่องและปลอดภัย แม้พระสงฆ์จะธุดงค์ไปต่างพื้นที่
การจัดสรรงบประมาณที่แม่นยำ: รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณลงกองทุนได้ตรงตามจำนวนพระสงฆ์จริงในแต่ละพื้นที่ ไม่เกิดปัญหางบรั่วไหลหรือขาดแคลน
3.3 การบูรณาการ "วัด" เป็นศูนย์กลางสวัสดิการชุมชน
นัยสำคัญของนโยบายนี้คือการพลิกฟื้นบทบาทของวัด จากที่เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรม ให้กลับมาเป็น "ศูนย์กลางสวัสดิการชุมชน" (Welfare Hub)
4. กลไกขับเคลื่อน: "ธนาคารพระพุทธศาสนา" นวัตกรรมหรือกับดักทางวินัย?
หัวใจสำคัญที่เป็น "ท่อน้ำเลี้ยง" ให้นโยบายสวัสดิการพระสงฆ์มีความยั่งยืนและไม่ต้องพึ่งพางบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียว คือข้อเสนอเรื่องการจัดตั้ง "ธนาคารพระพุทธศาสนา" (Buddhist Bank)
4.1 แนวคิดและหลักการทำงานของธนาคารพุทธ
โมเดลธนาคารพระพุทธศาสนา ถูกออกแบบโดยอ้างอิงความสำเร็จของ "ธนาคารอิสลาม" (Islamic Bank) แต่ปรับให้เข้ากับบริบทของพุทธศาสนาเถรวาทไทย โดยมีพันธกิจหลักคือ:
การบริหารจัดการศาสนสมบัติ: รวบรวมเงินฝากจากวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันกระจัดกระจายอยู่ในบัญชีธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง และบางส่วนเป็นเงินสดที่ตรวจสอบยาก ให้เข้ามาอยู่ในระบบเดียว
ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล (Transparency & Governance): แก้ปัญหาคลาสสิกเรื่อง "เงินทอนวัด" และการทุจริตของไวยาวัจกร ด้วยระบบบัญชีมาตรฐานและการตรวจสอบ (Audit) ที่เข้มงวด
16 การระดมทุนเพื่อสังคม (Social Impact Financing): ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ยสำหรับโครงการพัฒนาวัด การศึกษาพระปริยัติธรรม และที่สำคัญคือ นำผลกำไรกลับมาตั้งเป็น "กองทุนรักษาพยาบาลและสวัสดิการพระสงฆ์"
19
4.2 ข้อถกเถียงทางพระธรรมวินัยและกฎหมาย (Theological & Legal Debates)
นโยบายนี้เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในประเด็นความเหมาะสมทางศาสนา:
อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์: พระธรรมวินัยห้ามมิให้ภิกษุรับและยินดีในเงินทอง (Gold and Silver) หรือทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน
20 การตั้งธนาคารอาจถูกมองว่าเป็นการส่งเสริมให้พระทำธุรกิจและยุ่งเกี่ยวกับเงินทองโดยตรง ซึ่งขัดต่อหลักสันโดษพุทธพาณิชย์ (Commercial Buddhism): ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กังวลว่าธนาคารจะเปลี่ยนวัดให้กลายเป็นองค์กรแสวงหากำไร และทำให้พุทธศาสนาแปดเปื้อนด้วยระบบทุนนิยม
23 ทางออกของ ดร.นิยม: ทีมงานนโยบายของ ดร.นิยม และนักวิชาการสนับสนุน เสนอทางออกโดยใช้โมเดล "ไวยาวัจกรนิติบุคคล"
17 คือให้ธนาคารทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทรัพย์สินแทนสงฆ์ (Trustee) พระสงฆ์ไม่ได้จับเงินหรือบริหารโดยตรง แต่มีสิทธิในการใช้ประโยชน์จากปัจจัย 4 ที่ธนาคารจัดหาให้ (เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน) วิธีนี้อ้างว่าสอดคล้องกับหลัก "เมณฑกานุญาต" ที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้มีผู้จัดการดูแลปัจจัยแทนสงฆ์22
4.3 ความเป็นไปได้ทางการคลังและการเมือง
จากการวิเคราะห์เชิงความเป็นไปได้ (Feasibility Study) การตั้งธนาคารเฉพาะกิจต้องใช้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่ง ดร.นิยม ได้เตรียมร่าง พ.ร.บ. ไว้แล้ว
5. ยุทธศาสตร์การรณรงค์หาเสียง: "ป่าล้อมเมือง" และ "การตลาดศรัทธา"
ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ดร.นิยม ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่น่ากลัว ทั้งจากพรรคเพื่อไทย (เจ้าของพื้นที่เดิม) พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทยที่มีทรัพยากรหนาแน่น
5.1 ยุทธศาสตร์ "เคาะประตูดาวกระจาย" (Starburst Door Knocking Strategy)
ทีมงานของ ดร.นิยม ใช้ยุทธศาสตร์ "ดาวกระจาย" ลงพื้นที่เจาะลึกระดับครัวเรือน
5.2 การใช้ "พุทธจิตวิทยา" และอัตลักษณ์นิยม
ดร.นิยม ใช้ความเชี่ยวชาญด้านพุทธจิตวิทยาในการสร้างแบรนด์ "มหานิยม" ที่ผูกโยงกับความเชื่อและความศรัทธา
5.3 การผนวกนโยบายพรรคโอกาสใหม่
แม้นโยบายพระสงฆ์จะเป็นจุดเด่น แต่ ดร.นิยม ก็ไม่ทิ้งนโยบายประชานิยมหลักของพรรคโอกาสใหม่ เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน ได้แก่:
การศึกษาฟรีจนถึงปริญญาตรี และยกเลิกหนี้ กยศ.: ดึงดูดกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครอง
2 ค่าไฟฟรีสำหรับครัวเรือนยากจน: ตอบโจทย์ค่าครองชีพ
2 สวัสดิการ "ท้องปุ๊บดูแลปั๊บ": ดูแลแม่และเด็ก ซึ่งสอดรับกับนโยบายดูแลผู้สูงอายุและพระสงฆ์ สร้างภาพลักษณ์พรรคที่ดูแลคนทุกช่วงวัย
2
6. บทวิเคราะห์ความเสี่ยงและข้อท้าทาย (Risk Analysis)
แม้โมเดลนโยบายจะดูสมบูรณ์ในเชิงหลักการ แต่ในทางปฏิบัติยังมีความเสี่ยงและข้อท้าทายที่ ดร.นิยม ต้องเตรียมรับมือ:
แรงต้านจากภายในวงการสงฆ์: พระสังฆาธิการและเจ้าอาวาสบางส่วนอาจไม่เห็นด้วยกับการนำเงินวัดเข้าสู่ระบบธนาคารที่ตรวจสอบได้ เพราะจะทำให้สูญเสียอำนาจในการบริหารจัดการเงินสด
ความซับซ้อนทางกฎหมาย: การผลักดัน พ.ร.บ.ธนาคารพระพุทธศาสนา และ พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ต้องผ่านกระบวนการรัฐสภาที่ซับซ้อน หากพรรคโอกาสใหม่ไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล โอกาสที่กฎหมายจะผ่านสภามีน้อย
การบิดเบือนข้อมูล (Disinformation): ในยุคสงครามข่าวสาร นโยบายนี้อาจถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่าเป็น "การยึดเงินวัด" หรือ "บังคับพระเล่นการเมือง" ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงอย่างรุนแรง
7. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของ ดร.นิยม เวชกามา ในการเลือกตั้งปี 2569 ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการเมืองไทยที่ก้าวไปสู่ความละเอียดอ่อนเชิงโครงสร้าง นโยบาย "สวัสดิการพระสงฆ์และกองทุนรักษาพยาบาล" มิใช่เพียงเครื่องมือหาเสียง แต่เป็น "ความจำเป็นทางสังคม" (Social Necessity) ในยุคที่สังคมสงฆ์กำลังเข้าสู่ภาวะสูงวัยและเผชิญวิกฤตสุขภาพ
โมเดล "ธนาคารพระพุทธศาสนา" ถือเป็นข้อเสนอเชิงนวัตกรรมที่กล้าหาญในการพยายามแก้ปัญหาทรัพยากรเพื่อสวัสดิการอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณรัฐฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสื่อสารเพื่อคลายความกังวลเรื่องพระธรรมวินัย และการสร้างความเชื่อมั่นในระบบธรรมาภิบาลของการบริหารจัดการกองทุน
สำหรับชาวสกลนคร เขต 2 การเลือก ดร.นิยม มิใช่เพียงการเลือกผู้แทนไปยกมือในสภา แต่คือการเลือก "ตัวแทนแห่งอุดมการณ์พุทธศาสนา" ไปทำหน้าที่รื้อสร้างโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับวัดใหม่ ผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะยอมรับการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาผ่านกลไกทางรัฐสภาสมัยใหม่
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น