วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

โมเดลสวัสดิการพระสงฆ์และ “ธนาคารพระพุทธศาสนา” ของ ดร.นิยม เวชกามา

 

เลือกตั้ง 2569 กับการเมืองศรัทธาเชิงนโยบาย: วิเคราะห์โมเดลสวัสดิการพระสงฆ์และ “ธนาคารพระพุทธศาสนา” ของ ดร.นิยม เวชกามา

วันที่ 19 มกราคม 2569 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังสะท้อนพลวัตใหม่ของการเมืองไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นสมรภูมิสำคัญทางยุทธศาสตร์ หนึ่งในกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ซึ่งหยิบยกประเด็น “สวัสดิการพระสงฆ์” และข้อเสนอเชิงโครงสร้างอย่าง “ธนาคารพระพุทธศาสนา” ขึ้นมาเป็นนโยบายเรือธงในการหาเสียง

นักวิชาการด้านการเมืองและนโยบายสาธารณะมองว่า นี่ไม่ใช่เพียงกลยุทธ์หาเสียงเฉพาะตัว หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทยจากการแบ่งขั้วอุดมการณ์แบบเดิม ไปสู่ การเมืองเชิงอัตลักษณ์และการเมืองเชิงประเด็น ที่เชื่อมโยงศาสนา สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของผู้คนในระดับชุมชนเข้าด้วยกัน

สกลนคร เขต 2: ฐานวัฒนธรรมพุทธกับจิตวิทยาการเมือง

พื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ประกอบด้วยอำเภอกุสุมาลย์ โพนนาแก้ว โคกศรีสุพรรณ เต่างอย และตำบลรอบนอกของอำเภอเมืองสกลนคร เป็นพื้นที่ที่วัดและพระสงฆ์มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของชุมชนมายาวนาน การเสนอ “นโยบายดูแลพระ” จึงมีผลทางจิตวิทยาการเมืองโดยตรงต่อประชาชน ซึ่งมองว่าการอุปถัมภ์พระสงฆ์ไม่เพียงเป็นเรื่องสวัสดิการ แต่ยังเป็นเรื่องบุญ คุณค่า และความมั่นคงทางจิตใจของสังคมท้องถิ่น

ในบริบทนี้ ต้นทุนทางสังคมของ ดร.นิยม เวชกามา ยิ่งโดดเด่นในฐานะอดีต ส.ส.หลายสมัย และผู้มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านพุทธจิตวิทยา ทำให้การสื่อสารบทบาท “ผู้ปกป้องและปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา” มีความน่าเชื่อถือสูงกว่านักการเมืองทั่วไป

วิกฤตสุขภาวะสงฆ์: ปัญหาที่ถูกมองข้าม

รายงานเชิงนโยบายระบุว่า คณะสงฆ์ไทยกำลังเผชิญวิกฤตสุขภาวะในหลายมิติ ทั้งข้อจำกัดของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ค่าใช้จ่ายแฝงในการรักษาพยาบาล ช่องว่างการดูแลพระชราภาพระยะยาว รวมถึงปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบในพระสงฆ์จำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเดินทางไปโรงพยาบาลเป็นภาระหนัก

ยิ่งไปกว่านั้น สถานะทางกฎหมายของพระสงฆ์ที่ถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง แต่กลับเปราะบางเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยิ่งทำให้พระสงฆ์ถูกมองว่าเป็น “กลุ่มเปราะบาง” ในมิติของสวัสดิการรัฐ

โมเดลกองทุนสวัสดิการพระ: จากวาทกรรมสู่โครงสร้าง

นโยบายหลักของ ดร.นิยม คือการจัดตั้ง “กองทุนรักษาพยาบาลพระอาพาธและพระชราภาพ” เพื่อปิดช่องว่างที่ระบบบัตรทองยังไม่ครอบคลุม โดยเน้นการสนับสนุนค่าพาหนะ การดูแลระยะยาว การจัดตั้งศูนย์ดูแลพระชราภาพในวัด และการจัดหาอุปกรณ์การแพทย์แบบหมุนเวียน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอ Digital Monk ID เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลพระสงฆ์กับระบบสาธารณสุข ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าพระจะย้ายวัดหรือธุดงค์ไปพื้นที่ใดก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่านี่คือความพยายามใช้เทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระบบสวัสดิการ

“ธนาคารพระพุทธศาสนา”: นวัตกรรมที่ท้าทายที่สุด

หัวใจของความยั่งยืนทางการคลังคือข้อเสนอจัดตั้ง ธนาคารพระพุทธศาสนา ซึ่งออกแบบโดยอ้างอิงโมเดลธนาคารอิสลาม แต่ปรับให้สอดคล้องกับบริบทพุทธศาสนาไทย เพื่อบริหารจัดการศาสนสมบัติอย่างโปร่งใส และนำผลกำไรมาสนับสนุนสวัสดิการพระสงฆ์

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้เผชิญข้อถกเถียงรุนแรง ทั้งด้านพระธรรมวินัย กฎหมาย และความกังวลเรื่อง “พุทธพาณิชย์” ทีมงานของ ดร.นิยม เสนอทางออกด้วยโมเดล “ไวยาวัจกรนิติบุคคล” ให้พระไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเงินโดยตรง แต่ยังคงได้รับประโยชน์ด้านปัจจัย 4 และการรักษาพยาบาล

ยุทธศาสตร์หาเสียง: ศรัทธาเป็นทุนทางการเมือง

ในสมรภูมิที่มีคู่แข่งจากหลายพรรคใหญ่ ดร.นิยม เลือกใช้ยุทธศาสตร์ลงพื้นที่เชิงลึก สื่อสารตรงกับประชาชนระดับครัวเรือน ควบคู่กับการใช้พุทธจิตวิทยาและอัตลักษณ์ทางศาสนา สร้างภาพจำว่า “ศาสนากับปากท้องคือเรื่องเดียวกัน” พร้อมผนวกนโยบายประชานิยมหลักของพรรคโอกาสใหม่ เพื่อขยายฐานเสียงไปยังคนรุ่นใหม่และครอบครัวแรงงาน

บทสรุป: การเมืองศาสนาในสนามรัฐสภา

นักวิชาการสรุปว่า นโยบายสวัสดิการพระสงฆ์และธนาคารพระพุทธศาสนาของ ดร.นิยม เวชกามา คือหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของ การเมืองเชิงโครงสร้างในยุคใหม่ ที่พยายามแก้ปัญหาสังคมเชิงลึกผ่านกลไกรัฐสภา มากกว่าจะหยุดอยู่แค่วาทกรรมหาเสียง

ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า สังคมไทยพร้อมหรือไม่ที่จะยอมรับการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาผ่านระบบการเมืองสมัยใหม่ และพร้อมหรือไม่ที่จะให้ “สวัสดิการสงฆ์” กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม

พลวัตทางนโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์การหาเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569: กรณีศึกษาโมเดลสวัสดิการพระสงฆ์และธนาคารพระพุทธศาสนาของ ดร.นิยม เวชกามา

จัดทำโดย: คณะทำงานวิจัยยุทธศาสตร์การเมืองและนโยบายสาธารณะ

วันที่: 19 มกราคม 2569


1. บทนำ: ภูมิทัศน์ใหม่ของการเมืองไทยและการอุบัติขึ้นของ "พุทธราชาชาตินิยมเชิงสวัสดิการ"

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 1 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีจำนวนที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดและมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จากการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ระหว่างขั้วประชาธิปไตยและอนุรักษนิยมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเมืองเชิงอัตลักษณ์ (Identity Politics) และการเมืองเชิงประเด็น (Issue-based Politics) ที่มีความซับซ้อนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดกรณีหนึ่งในสมรภูมิการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการเคลื่อนไหวของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 2 การย้ายสังกัดจากพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคแกนนำหลักในอดีต มาสู่ "พรรคโอกาสใหม่" 4 มิใช่เพียงการย้ายบ้านทางการเมืองตามปกติ แต่สะท้อนถึงยุทธศาสตร์การสร้าง "พื้นที่เฉพาะ" (Niche Political Space) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่มีความละเอียดอ่อนสูงและอาจไม่สามารถผลักดันได้ภายใต้โครงสร้างของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ต้องประนีประนอมผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและฐานเสียงที่หลากหลาย

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกไปที่นโยบายเรือธง (Flagship Policy) ของ ดร.นิยม เวชกามา อันได้แก่ "นโยบายสวัสดิการพระสงฆ์ – กองทุนรักษาพยาบาลพระอาพาธและพระชราภาพ" และข้อเสนอเชิงโครงสร้างเรื่อง "ธนาคารพระพุทธศาสนา" 6 โดยจะทำการสังเคราะห์ผ่านกรอบคิดทางรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และพุทธเศรษฐศาสตร์ เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า นโยบายเหล่านี้เป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง (Campaign Rhetoric) หรือเป็นนวัตกรรมทางนโยบาย (Policy Innovation) ที่สามารถปฏิรูปโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนจักร และยกระดับคุณภาพชีวิตของพระสงฆ์ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางสิทธิในสังคมไทยได้จริงหรือไม่

1.1 บริบทพื้นที่: สกลนคร เขต 2 และจิตวิทยาทางการเมือง

จังหวัดสกลนคร เขต 2 ประกอบด้วยพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอโพนนาแก้ว อำเภอโคกศรีสุพรรณ อำเภอเต่างอย และตำบลรอบนอกของอำเภอเมืองสกลนคร (ต.โคกก่อง, ต.ม่วงลาย, ต.ดงชน, ต.โนนหอม) 7 พื้นที่นี้มีลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่างสังคมเกษตรกรรมและวิถีชีวิตที่ผูกพันกับพระพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น วัดมิได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่เป็นศูนย์กลางของชุมชน (Community Center) การกำหนดนโยบายที่มุ่งเป้าไปที่การดูแลพระสงฆ์ จึงมีผลทางจิตวิทยาโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมองว่าการดูแลพระคือการ "ได้บุญ" และเป็นการรักษาเสาหลักของชุมชน

1.2 ผู้สมัครและต้นทุนทางสังคม

ดร.นิยม เวชกามา หรือ "มหานิยม" มีต้นทุนทางสังคมที่โดดเด่นในฐานะอดีต ส.ส. หลายสมัย และมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 8 ความเชี่ยวชาญนี้ทำให้เขามีความเข้าใจลึกซึ้งในโครงสร้างคณะสงฆ์และจิตวิทยาของชาวพุทธ การนำเสนอตัวเองในฐานะ "ผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา" และผู้ผลักดันกฎหมายอุปถัมภ์ศาสนา 10 จึงมีความน่าเชื่อถือ (Credibility) สูงกว่านักการเมืองทั่วไปที่อาจหยิบยกเรื่องศาสนามาพูดเพียงผิวเผิน


2. วิกฤตการณ์สุขภาวะสงฆ์: ความจำเป็นเร่งด่วนของนโยบายสวัสดิการ

ก่อนจะวิเคราะห์ตัวนโยบาย จำเป็นต้องทำความเข้าใจถึง "สภาพปัญหา" (Situational Analysis) ที่เป็นรากฐานของการเสนอนโยบายนี้ จากการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์สุขภาพและสวัสดิการของพระสงฆ์ พบว่าคณะสงฆ์ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ 3 ด้านหลัก ซึ่งเป็น "Pain Points" ที่นโยบายของ ดร.นิยม พยายามเข้ามาแก้ไข

2.1 กับดักของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)

แม้ในทางทฤษฎี พระภิกษุและสามเณรกว่า 300,000 รูปทั่วประเทศ จะมีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือบัตรทอง 11 แต่ในทางปฏิบัติกลับพบอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่รุนแรง ดังนี้:

  • ปัญหาเรื่องใบส่งตัวและหน่วยบริการประจำ: พระสงฆ์มีวิถีชีวิตที่ต้องจาริก หรือย้ายวัดเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม การผูกติดสิทธิการรักษากับหน่วยบริการประจำตามทะเบียนบ้านหรือวัดต้นสังกัด ทำให้เกิดปัญหาเมื่ออาพาธในพื้นที่อื่น พระสงฆ์ต้องกลับไปขอ "ใบส่งตัว" ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและความล่าช้าในการรักษา 12

  • ค่าใช้จ่ายแฝง (Hidden Costs): แม้ค่ารักษาจะฟรี แต่ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าพาหนะเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าเวชภัณฑ์บางรายการที่อยู่นอกบัญชี หรือค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับพระอาพาธติดเตียง (เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ถังออกซิเจน) เป็นภาระที่วัดและญาติโยมต้องแบกรับ โดยเฉพาะในวัดชนบทที่ขาดแคลนปัจจัย 12

  • ช่องว่างของการดูแลระยะยาว (Long-term Care Gap): ระบบสาธารณสุขเน้นการรักษาแบบเฉียบพลัน (Acute Care) แต่ขาดกลไกการดูแลระยะยาวสำหรับพระสงฆ์ชราภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พระสงฆ์ไม่มีลูกหลานคอยดูแล และพระลูกวัดด้วยกันเองก็อาจขาดทักษะในการบริบาล 13

2.2 วิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในวงการสงฆ์

ข้อมูลจากกรมการแพทย์และเครือข่ายสุขภาพสงฆ์ระบุว่า พระสงฆ์ไทยกว่า 78% มีความเสี่ยงหรือป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคไตวายเรื้อรัง 13 สาเหตุหลักมาจาก:

  • โภชนาการที่ไม่สมดุล: พระสงฆ์ไม่สามารถเลือกฉันอาหารได้ ต้องฉันตามที่ญาติโยมใส่บาตร ซึ่งมักเป็นอาหารรสจัด หวาน มัน เค็ม (แกงกะทิ ขนมหวาน)

  • ข้อจำกัดทางวินัยในการออกกำลังกาย: พระธรรมวินัยและจารีตประเพณีกำหนดสำรวมกิริยา ทำให้พระสงฆ์ขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ

  • ภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว: โรคกลุ่ม NCDs โดยเฉพาะโรคไตวายที่ต้องฟอกเลือด มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องสูง แม้ สปสช. จะสนับสนุนค่าฟอกไต แต่การเดินทางไปศูนย์ฟอกไต 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นภาระหนักสำหรับพระสงฆ์ในพื้นที่ห่างไกลอย่างเขตเลือกตั้งที่ 2 ของสกลนคร 13

2.3 สถานะทางกฎหมายที่เปราะบาง (Legal Vulnerability)

ดร.นิยม ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยอ้างถึงรายงานวิจัยที่ระบุว่า พระสงฆ์ไทยมีสถานะทางกฎหมายที่เปราะบาง ถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง (ห้ามเลือกตั้ง) แต่ในขณะเดียวกันเมื่อถูกดำเนินคดี กลับถูกบังคับให้สึกทันทีโดยยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด (ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์) 15 ความไม่มั่นคงนี้ส่งผลต่อการเข้าถึงสวัสดิการรัฐอื่นๆ ที่ผูกโยงกับสถานะความเป็นพลเมือง ทำให้พระสงฆ์กลายเป็น "พลเมืองชั้นสอง" ในมิติของสวัสดิการสังคม


3. การวิเคราะห์นโยบาย: กองทุนรักษาพยาบาลและสวัสดิการพระสงฆ์

จากการสังเคราะห์ข้อมูลการหาเสียงและเอกสารนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ 2 สามารถถอดรหัสโครงสร้างของนโยบายสวัสดิการพระสงฆ์ได้ดังนี้

3.1 โมเดล "กองทุนรักษาพยาบาลพระอาพาธและพระชราภาพ"

นโยบายนี้มิใช่การแจกเงินแบบประชานิยม (Populism) ทั่วไป แต่เป็นการเสนอจัดตั้ง "กองทุนเฉพาะกิจ" (Earmarked Fund) ที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน เพื่อปิดช่องว่างที่ระบบบัตรทองเอื้อมไม่ถึง

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบสิทธิบัตรทองปัจจุบัน vs. สิ่งที่กองทุนใหม่จะมอบให้

รายการสิทธิประโยชน์ระบบบัตรทอง (สปสช.) ปัจจุบัน ข้อเสนอกองทุนรักษาพยาบาล (ดร.นิยม)
การเข้าถึงบริการยึดติดกับหน่วยบริการประจำ / ต้องใช้ใบส่งตัวระบบไร้รอยต่อ (Seamless): เชื่อมโยงข้อมูลผ่าน Digital Monk ID รักษาได้ทุกที่โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว
ค่าพาหนะเดินทางไม่ครอบคลุม (ภาระของวัด/ผู้ป่วย)สนับสนุนค่าพาหนะ: มีงบประมาณเฉพาะสำหรับการเดินทางไปโรงพยาบาล โดยเฉพาะการฟอกไตและนัดหมอโรคเรื้อรัง
การดูแลผู้สูงอายุเน้นการรักษาในโรงพยาบาลศูนย์ดูแลระยะยาว (Temple-based Hospice): ปรับปรุงวัดให้เป็นศูนย์ดูแลพระชราภาพและผู้สูงอายุในชุมชน มีพระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัครสาธารณสุข) ดูแล
อุปกรณ์การแพทย์ครอบคลุมเฉพาะรายการพื้นฐานธนาคารอุปกรณ์: จัดหาเตียงผู้ป่วย ถังออกซิเจน รถเข็น ให้ยืมใช้หมุนเวียนระหว่างวัดและชุมชน
แหล่งเงินทุนงบประมาณแผ่นดิน (ภาษี)ระบบผสมผสาน: งบประมาณรัฐ + ดอกผลจาก "ธนาคารพระพุทธศาสนา" + กองทุนผ้าป่าสวัสดิการ

3.2 นวัตกรรม Digital Monk ID และฐานข้อมูลอัจฉริยะ

ดร.นิยม เสนอนโยบายการนำเทคโนโลยีมาใช้จัดทำทะเบียนพระสงฆ์ หรือ Digital Monk ID 16 เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย การมีฐานข้อมูลดิจิทัลที่แม่นยำ (Digital Registry) จะช่วยแก้ปัญหา:

  1. การพิสูจน์ตัวตน (Authentication): โรงพยาบาลสามารถตรวจสอบสถานะความเป็นพระภิกษุได้ทันที ลดขั้นตอนราชการ

  2. การส่งต่อข้อมูลสุขภาพ (Health Data Exchange): ประวัติการรักษา โรคประจำตัว และยาที่แพ้ จะถูกส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลได้ ทำให้การรักษาต่อเนื่องและปลอดภัย แม้พระสงฆ์จะธุดงค์ไปต่างพื้นที่

  3. การจัดสรรงบประมาณที่แม่นยำ: รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณลงกองทุนได้ตรงตามจำนวนพระสงฆ์จริงในแต่ละพื้นที่ ไม่เกิดปัญหางบรั่วไหลหรือขาดแคลน

3.3 การบูรณาการ "วัด" เป็นศูนย์กลางสวัสดิการชุมชน

นัยสำคัญของนโยบายนี้คือการพลิกฟื้นบทบาทของวัด จากที่เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรม ให้กลับมาเป็น "ศูนย์กลางสวัสดิการชุมชน" (Welfare Hub) 3 แนวคิดนี้สอดคล้องกับนโยบาย "ท้องถิ่นมั่งคั่ง ประเทศมั่นคง" ของพรรคโอกาสใหม่ โดย ดร.นิยม มองว่าเมื่อวัดเข้มแข็งและพระสงฆ์มีคุณภาพชีวิตที่ดี วัดจะมีศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชนรอบข้างได้ ซึ่งเป็นการเกื้อกูลกันระหว่าง "บ้าน" กับ "วัด" (Reciprocal Welfare System)


4. กลไกขับเคลื่อน: "ธนาคารพระพุทธศาสนา" นวัตกรรมหรือกับดักทางวินัย?

หัวใจสำคัญที่เป็น "ท่อน้ำเลี้ยง" ให้นโยบายสวัสดิการพระสงฆ์มีความยั่งยืนและไม่ต้องพึ่งพางบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียว คือข้อเสนอเรื่องการจัดตั้ง "ธนาคารพระพุทธศาสนา" (Buddhist Bank) 4 นี่คือนโยบายที่มีความทะเยอทะยานและท้าทายที่สุดของ ดร.นิยม

4.1 แนวคิดและหลักการทำงานของธนาคารพุทธ

โมเดลธนาคารพระพุทธศาสนา ถูกออกแบบโดยอ้างอิงความสำเร็จของ "ธนาคารอิสลาม" (Islamic Bank) แต่ปรับให้เข้ากับบริบทของพุทธศาสนาเถรวาทไทย โดยมีพันธกิจหลักคือ:

  1. การบริหารจัดการศาสนสมบัติ: รวบรวมเงินฝากจากวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันกระจัดกระจายอยู่ในบัญชีธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง และบางส่วนเป็นเงินสดที่ตรวจสอบยาก ให้เข้ามาอยู่ในระบบเดียว

  2. ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล (Transparency & Governance): แก้ปัญหาคลาสสิกเรื่อง "เงินทอนวัด" และการทุจริตของไวยาวัจกร ด้วยระบบบัญชีมาตรฐานและการตรวจสอบ (Audit) ที่เข้มงวด 16

  3. การระดมทุนเพื่อสังคม (Social Impact Financing): ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ยสำหรับโครงการพัฒนาวัด การศึกษาพระปริยัติธรรม และที่สำคัญคือ นำผลกำไรกลับมาตั้งเป็น "กองทุนรักษาพยาบาลและสวัสดิการพระสงฆ์" 19

4.2 ข้อถกเถียงทางพระธรรมวินัยและกฎหมาย (Theological & Legal Debates)

นโยบายนี้เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในประเด็นความเหมาะสมทางศาสนา:

  • อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์: พระธรรมวินัยห้ามมิให้ภิกษุรับและยินดีในเงินทอง (Gold and Silver) หรือทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน 20 การตั้งธนาคารอาจถูกมองว่าเป็นการส่งเสริมให้พระทำธุรกิจและยุ่งเกี่ยวกับเงินทองโดยตรง ซึ่งขัดต่อหลักสันโดษ

  • พุทธพาณิชย์ (Commercial Buddhism): ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กังวลว่าธนาคารจะเปลี่ยนวัดให้กลายเป็นองค์กรแสวงหากำไร และทำให้พุทธศาสนาแปดเปื้อนด้วยระบบทุนนิยม 23

  • ทางออกของ ดร.นิยม: ทีมงานนโยบายของ ดร.นิยม และนักวิชาการสนับสนุน เสนอทางออกโดยใช้โมเดล "ไวยาวัจกรนิติบุคคล" 17 คือให้ธนาคารทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทรัพย์สินแทนสงฆ์ (Trustee) พระสงฆ์ไม่ได้จับเงินหรือบริหารโดยตรง แต่มีสิทธิในการใช้ประโยชน์จากปัจจัย 4 ที่ธนาคารจัดหาให้ (เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน) วิธีนี้อ้างว่าสอดคล้องกับหลัก "เมณฑกานุญาต" ที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้มีผู้จัดการดูแลปัจจัยแทนสงฆ์ 22

4.3 ความเป็นไปได้ทางการคลังและการเมือง

จากการวิเคราะห์เชิงความเป็นไปได้ (Feasibility Study) การตั้งธนาคารเฉพาะกิจต้องใช้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่ง ดร.นิยม ได้เตรียมร่าง พ.ร.บ. ไว้แล้ว 19 อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ที่มักกังวลเรื่องเสถียรภาพของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ แต่ด้วยฐานเงินฝากของวัดทั่วประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล (คาดการณ์ว่ามีหลักแสนล้านบาท) หากสามารถดึงเม็ดเงินนี้เข้าระบบได้จริง ธนาคารพุทธจะมีสภาพคล่องสูงมาก และสามารถจัดสรรกำไรมาเป็นสวัสดิการได้โดยไม่ต้องรบกวนงบประมาณแผ่นดินมากนัก


5. ยุทธศาสตร์การรณรงค์หาเสียง: "ป่าล้อมเมือง" และ "การตลาดศรัทธา"

ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ดร.นิยม ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่น่ากลัว ทั้งจากพรรคเพื่อไทย (เจ้าของพื้นที่เดิม) พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทยที่มีทรัพยากรหนาแน่น 5 ยุทธศาสตร์การหาเสียงของ ดร.นิยม จึงต้องมีความแตกต่างและเจาะลึก

5.1 ยุทธศาสตร์ "เคาะประตูดาวกระจาย" (Starburst Door Knocking Strategy)

ทีมงานของ ดร.นิยม ใช้ยุทธศาสตร์ "ดาวกระจาย" ลงพื้นที่เจาะลึกระดับครัวเรือน 2 โดยไม่เน้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่สิ้นเปลืองงบประมาณ แต่เน้นการสื่อสารทางตรง (Direct Communication) เพื่ออธิบายความซับซ้อนของนโยบายธนาคารพุทธและสวัสดิการสงฆ์ให้ชาวบ้านเข้าใจง่าย การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในอำเภอโพนนาแก้วและโคกศรีสุพรรณ 2 แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาฐานเสียงเก่าและขยายฐานเสียงใหม่

5.2 การใช้ "พุทธจิตวิทยา" และอัตลักษณ์นิยม

ดร.นิยม ใช้ความเชี่ยวชาญด้านพุทธจิตวิทยาในการสร้างแบรนด์ "มหานิยม" ที่ผูกโยงกับความเชื่อและความศรัทธา 6 การเข้าร่วมพิธีกรรม เช่น การลงนะหน้าทอง หรือการเป็นประธานงานบุญ มิใช่เรื่องงมงายในสายตาของนักยุทธศาสตร์ แต่เป็นการ "ตอกย้ำอัตลักษณ์" (Identity Reinforcement) ว่าเขาคือ "คนของพุทธศาสนา" ตัวจริง การเชื่อมโยงนโยบายปากท้อง (หนี้สิน, ค่าไฟ) เข้ากับนโยบายศาสนา (สวัสดิการพระ) 3 เป็นการสื่อสารว่า "ศาสนากับปากท้องคือเรื่องเดียวกัน"

5.3 การผนวกนโยบายพรรคโอกาสใหม่

แม้นโยบายพระสงฆ์จะเป็นจุดเด่น แต่ ดร.นิยม ก็ไม่ทิ้งนโยบายประชานิยมหลักของพรรคโอกาสใหม่ เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน ได้แก่:

  • การศึกษาฟรีจนถึงปริญญาตรี และยกเลิกหนี้ กยศ.: ดึงดูดกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครอง 2

  • ค่าไฟฟรีสำหรับครัวเรือนยากจน: ตอบโจทย์ค่าครองชีพ 2

  • สวัสดิการ "ท้องปุ๊บดูแลปั๊บ": ดูแลแม่และเด็ก ซึ่งสอดรับกับนโยบายดูแลผู้สูงอายุและพระสงฆ์ สร้างภาพลักษณ์พรรคที่ดูแลคนทุกช่วงวัย 2


6. บทวิเคราะห์ความเสี่ยงและข้อท้าทาย (Risk Analysis)

แม้โมเดลนโยบายจะดูสมบูรณ์ในเชิงหลักการ แต่ในทางปฏิบัติยังมีความเสี่ยงและข้อท้าทายที่ ดร.นิยม ต้องเตรียมรับมือ:

  1. แรงต้านจากภายในวงการสงฆ์: พระสังฆาธิการและเจ้าอาวาสบางส่วนอาจไม่เห็นด้วยกับการนำเงินวัดเข้าสู่ระบบธนาคารที่ตรวจสอบได้ เพราะจะทำให้สูญเสียอำนาจในการบริหารจัดการเงินสด

  2. ความซับซ้อนทางกฎหมาย: การผลักดัน พ.ร.บ.ธนาคารพระพุทธศาสนา และ พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ต้องผ่านกระบวนการรัฐสภาที่ซับซ้อน หากพรรคโอกาสใหม่ไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล โอกาสที่กฎหมายจะผ่านสภามีน้อย

  3. การบิดเบือนข้อมูล (Disinformation): ในยุคสงครามข่าวสาร นโยบายนี้อาจถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่าเป็น "การยึดเงินวัด" หรือ "บังคับพระเล่นการเมือง" ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงอย่างรุนแรง


7. บทสรุปและข้อเสนอแนะ

การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของ ดร.นิยม เวชกามา ในการเลือกตั้งปี 2569 ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการเมืองไทยที่ก้าวไปสู่ความละเอียดอ่อนเชิงโครงสร้าง นโยบาย "สวัสดิการพระสงฆ์และกองทุนรักษาพยาบาล" มิใช่เพียงเครื่องมือหาเสียง แต่เป็น "ความจำเป็นทางสังคม" (Social Necessity) ในยุคที่สังคมสงฆ์กำลังเข้าสู่ภาวะสูงวัยและเผชิญวิกฤตสุขภาพ

โมเดล "ธนาคารพระพุทธศาสนา" ถือเป็นข้อเสนอเชิงนวัตกรรมที่กล้าหาญในการพยายามแก้ปัญหาทรัพยากรเพื่อสวัสดิการอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณรัฐฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสื่อสารเพื่อคลายความกังวลเรื่องพระธรรมวินัย และการสร้างความเชื่อมั่นในระบบธรรมาภิบาลของการบริหารจัดการกองทุน

สำหรับชาวสกลนคร เขต 2 การเลือก ดร.นิยม มิใช่เพียงการเลือกผู้แทนไปยกมือในสภา แต่คือการเลือก "ตัวแทนแห่งอุดมการณ์พุทธศาสนา" ไปทำหน้าที่รื้อสร้างโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับวัดใหม่ ผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะยอมรับการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาผ่านกลไกทางรัฐสภาสมัยใหม่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"พุทธ–พราหมณ์ผสานศรัทธา" "ณพลเดช" ร่วมพิธีมงคลวัดอรุณฯ อธิษฐานเส้นทางชีวิตใหม่ "ดร.อวิรุทธ์"

"ณพลเดช มณีลังกา" ร่วมอนุโมทนาในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และบวงสรวงพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เนื่องในโอกาสที่ "ดร.อวิรุทธ์ ชาญชัยก...