เลือกตั้ง 2569 กับการหวนคืน “การเมืองศีลธรรม”
วิเคราะห์นโยบาย ดร.นิยม เวชกามา กับร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ บนสมรภูมิอำนาจรัฐ–ศาสนา
สกลนคร — การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 มิได้เป็นเพียงการแข่งขันเชิงนโยบายเศรษฐกิจหรือสวัสดิการประชาชน หากแต่กำลังกลายเป็นเวทีปะทะทางอุดมการณ์ที่ลึกถึงระดับ “จิตวิญญาณของรัฐ” ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และแนวคิดรัฐฆราวาสที่เข้มข้นขึ้น ปรากฏการณ์ที่สวนทางและถูกจับตาอย่างยิ่ง คือการฟื้นตัวของ “การเมืองฐานศีลธรรม” และแนวคิดที่นักวิชาการบางส่วนเรียกว่า “พุทธราชาชาตินิยม”
หนึ่งในตัวละครสำคัญของกระแสดังกล่าวคือ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดสกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 ในนาม พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งวางตำแหน่งตนเองเป็น “นักการเมืองสายพุทธ” และผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้างด้านศาสนาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา, แนวคิด ธนาคารพระพุทธศาสนา และการปฏิรูประบบงบอุดหนุนวัด
จาก “มหานิยม” สู่ขุนพลการเมืองศีลธรรม
ดร.นิยม ไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหม่ หากแต่เป็นอดีต ส.ส. หลายสมัยที่มีทุนทางสังคมสูงในพื้นที่อีสาน ด้วยภูมิหลังข้าราชการครูและนิติกร ผนวกกับวุฒิ พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทำให้เขามีความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ในการสื่อสารประเด็นศาสนา
ฉายา “ดร.มหานิยม” สะท้อนการผสมผสานระหว่างภาพนักวิชาการกับผู้นำทางจิตวิญญาณแบบจารีต ในการหาเสียงปี 2569 ทีมงานของเขาใช้ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “พุทธจิตวิทยาการเมือง” ผ่านภาษาเชิงธรรม ความเชื่อเรื่องบุญบารมี และพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อเชื่อมโยงกับฐานเสียงชนบทที่ยังยึดโยงศรัทธาแบบพุทธพื้นบ้านอย่างแน่นแฟ้น
พรรคโอกาสใหม่ กับสูตร “อนุรักษ์นิยมก้าวหน้า”
การย้ายสังกัดจากพรรคเพื่อไทยมาสู่ พรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ถูกมองว่าเป็นการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ พรรคโอกาสใหม่วางภาพลักษณ์เป็นพรรคเทคโนแครต เน้นการบริหารจัดการและสวัสดิการพื้นฐาน ขณะที่ ดร.นิยม เข้ามาเติมมิติ Soft Infrastructure ด้านศีลธรรมและศาสนา
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่านี่คือสูตรผสมแบบ “อนุรักษ์นิยมก้าวหน้า” ซึ่งพรรคดูแลปากท้องและโครงสร้างรัฐ ส่วนผู้สมัครดูแลเรื่องคุณค่า ศรัทธา และจริยธรรมของสังคม
ถอดรหัส พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ : กฎหมายคุ้มครอง หรือศาสตราวุธทางอำนาจ
หัวใจของแคมเปญ ดร.นิยม คือ ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะ “เกราะป้องกันศาสนา” จากการบ่อนทำลาย แต่ในเชิงนิติศาสตร์ ร่างกฎหมายดังกล่าวมีนัยยะซับซ้อนอย่างยิ่ง
นักวิชาการชี้ว่า ร่างกฎหมายนี้ขยับจากการ “อุปถัมภ์” ไปสู่การ “คุ้มครองและลงโทษ” โดยเปิดช่องให้รัฐใช้อำนาจอาญากับผู้ที่ถูกมองว่า บิดเบือนหรือดูหมิ่นศาสนา แนวคิดนี้ถูกเปรียบเทียบกับโครงสร้างของกฎหมายคุ้มครองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหลายประเทศ และถูกเรียกว่าในเชิงวิชาการว่า “Lèse-Buddha”
ประเด็นอ่อนไหวอยู่ที่การนิยามว่าอะไรคือ “การบิดเบือน” และใครเป็นผู้ชี้ขาดความจริงทางธรรม ซึ่งอาจทำให้รัฐกลายเป็นผู้วินิจฉัยคำสอน และนำไปสู่การจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพทางศาสนา และการวิพากษ์อย่างสุจริต
รัฐซ้อนรัฐในวงการสงฆ์
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือข้อเสนอให้การละเมิดพระวินัยร้ายแรงบางกรณี กลายเป็น ความผิดทางอาญาของแผ่นดิน จากเดิมที่เป็นเรื่องภายในคณะสงฆ์ นักวิชาการรัฐศาสตร์เตือนว่า แนวคิดนี้อาจเปิดทางให้รัฐแทรกแซงกิจการสงฆ์อย่างลึกซึ้ง และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมพระสงฆ์ที่มีบทบาทวิพากษ์การเมือง
“ธนาคารพระพุทธศาสนา” กับเศรษฐศาสตร์ศรัทธา
ในมิติเศรษฐกิจ ดร.นิยม เสนอแนวคิด ธนาคารพระพุทธศาสนา เพื่อแก้ปัญหาเงินทอนวัดและความไม่โปร่งใส โดยกำหนดให้เงินวัดต้องอยู่ในระบบบัญชี ตรวจสอบได้ และมีการคานอำนาจหลายฝ่าย
ฝ่ายสนับสนุนมองว่านี่คือการยกระดับธรรมาภิบาลวัด ขณะที่ฝ่ายคัดค้านมองว่าอาจเป็นการแปรรูปศาสนาให้เป็นระบบราชการและพาณิชย์มากเกินไป รวมถึงอาจเผชิญแรงต้านจากวัดใหญ่ที่เคยบริหารเงินอย่างอิสระ
สมรภูมิสกลนคร เขต 2 : ศรัทธาปะทะรัฐฆราวาส
สกลนคร เขต 2 เป็นพื้นที่ที่ศาสนามีบทบาทสูง การแข่งขันจึงไม่ใช่แค่เรื่องนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นการปะทะกันของอุดมการณ์ระหว่าง
-
พรรคโอกาสใหม่ ที่ชูนโยบายปกป้องศาสนา
-
พรรคเพื่อไทย ที่ยังครองฐานเสียงเดิมด้วยประชานิยม
-
พรรคประชาชน ที่เสนอแนวคิดรัฐฆราวาสและการแยกศาสนาออกจากรัฐ
การหาเสียงของ ดร.นิยม ใช้วาทกรรม “ปกป้องพุทธศาสนา” ควบคู่สวัสดิการ “เกิดแสน ตายล้าน” สะท้อนการใช้ทั้ง ความกลัว และ ความหวัง เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ดาบสองคมของการเมืองศีลธรรม
นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนเตือนว่า การใช้กฎหมายคุ้มครองศาสนาอาจกระทบเสรีภาพในการแสดงออก และขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ขณะที่ในเชิงสังคม การยกระดับศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ อาจสร้างความรู้สึกแปลกแยกในสังคมพหุวัฒนธรรม
บทสรุป
นโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา เป็นภาพสะท้อนว่าศาสนายังคงเป็นพลังทางการเมืองที่ทรงอิทธิพล โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็น ดาบสองคม ระหว่างการฟื้นฟูศรัทธากับความเสี่ยงต่อเสรีภาพและประชาธิปไตย
สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสกลนคร เขต 2 การเลือกครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงอุดมการณ์ว่า ประเทศไทยควรเดินไปสู่ทิศทางใด ระหว่าง รัฐที่คุ้มครองศาสนาด้วยอำนาจกฎหมาย หรือ สังคมศรัทธาที่ตรวจสอบกันเองในฐานะภาคพลเมือง
การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์และนิติสังคมศาสตร์: นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของ ดร.นิยม เวชกามา และพลวัตแห่งอำนาจรัฐในร่าง พ.ร.บ. อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยปี 2569 กับการหวนคืนของ "พุทธราชาชาตินิยม"
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในปี พุทธศักราช 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มิได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อช่วงชิงอำนาจบริหารราชการแผ่นดินในมิติทางเศรษฐกิจหรือปากท้องเท่านั้น หากแต่เป็นสมรภูมิแห่งการปะทะสังสรรค์ทางอุดมการณ์ที่ลงลึกถึงรากฐานทางจิตวิญญาณและโครงสร้างสถาบันหลักของชาติ ท่ามกลางกระแสธารของโลกาภิวัตน์และการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นรัฐฆราวาส (Secular State) ของกลุ่มการเมืองฝ่ายก้าวหน้า ปรากฏการณ์ที่สวนกระแสและน่าจับตามองอย่างยิ่งคือการก่อตัวขึ้นของ "การเมืองฐานศีลธรรม" (Moral-based Politics) ที่มีจุดเน้นย้ำอย่างชัดแจ้งในการนำสถาบันศาสนาเข้ามาเป็นแกนกลางของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ
ในบริบทของการต่อสู้นี้ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 หมายเลข 6 จากพรรคโอกาสใหม่ ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ของขั้วอำนาจทางศีลธรรม ผ่านการนำเสนอนโยบายที่มิใช่เพียงวาทกรรมประชานิยมทั่วไป แต่เป็นข้อเสนอเชิงโครงสร้างทางกฎหมายที่มุ่งหวังจะ "จัดระเบียบ" และ "รื้อฟื้น" อำนาจนำของสถาบันสงฆ์ ผ่าน "ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" รวมถึงการจัดตั้ง "ธนาคารพระพุทธศาสนา" และการจัดสรรงบอุดหนุนที่เป็นธรรม
รายงานการวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงนัยยะทางการเมือง กฎหมาย และสังคมวิทยาศาสนา ของชุดนโยบายดังกล่าว โดยมุ่งตอบคำถามสำคัญว่า ข้อเสนอของ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ สะท้อนถึงพลวัตความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา (State-Sangha Relations) ในทศวรรษที่ 2020 อย่างไร และภายใต้ภูมิทัศน์การเมืองท้องถิ่นของจังหวัดสกลนคร ยุทธศาสตร์ "พุทธจิตวิทยา" ที่ถูกนำมาใช้นั้น มีประสิทธิภาพและนัยยะแฝงเร้นอย่างไรต่อระบอบประชาธิปไตยไทย
การศึกษาครั้งนี้จะแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 5 ส่วนหลัก ได้แก่ (1) การวิเคราะห์อัตลักษณ์และทุนทางสังคมของ ดร.นิยม เวชกามา ในฐานะ "นักการเมืองสายพุทธ", (2) การถอดรหัสร่าง พ.ร.บ. อุปถัมภ์ฯ ในมิติของกฎหมายและอำนาจรัฐ, (3) การวิเคราะห์นโยบายเศรษฐศาสตร์พุทธศาสนาและธรรมาภิบาลเงินวัด, (4) ยุทธศาสตร์การหาเสียงในสมรภูมิสกลนคร เขต 2 และ (5) บทวิพากษ์ทางวิชาการและผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ
2. อัตลักษณ์ทางการเมืองและทุนทางสังคม: จาก "มหานิยม" สู่ "ขุนพลพรรคโอกาสใหม่"
2.1 พัฒนาการของผู้นำทางความคิดและการสร้างแบรนด์ "ดร.มหานิยม"
ความสำเร็จทางการเมืองในระดับท้องถิ่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายพรรคเพียงอย่างเดียว แต่ยังยึดโยงอย่างแน่นแฟ้นกับ "ตัวบุคคล" (Personalism) และบารมีที่สั่งสมมา ดร.นิยม เวชกามา มิใช่นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เป็นผู้ที่มีรากฐานในพื้นที่เขต 2 สกลนคร มาอย่างยาวนาน โดยมีเส้นทางการเมืองที่เริ่มต้นจากการเป็นข้าราชการครูและนิติกร ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ
จุดเด่นประการสำคัญที่ทำให้ ดร.นิยม แตกต่างจากนักการเมืองทั่วไป คือการวางตำแหน่งตนเอง (Positioning) ในฐานะ "ปัญญาชนทางศาสนา" การจบการศึกษาระดับปริญญาเอก "พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธจิตวิทยา" จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)
ฉายา "ดร.มหานิยม" หรือ "มหานิยม" ที่ชาวบ้านเรียกขาน สะท้อนถึงการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความเป็นนักวิชาการ (ดร.) และความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณแบบจารีต (มหา) ในการรณรงค์หาเสียงปี 2569 ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีการใช้ "ไสยเวทพุทธคุณ" เข้ามาเสริมบารมี เช่น พิธีลงนะหน้าทองโดยเกจิอาจารย์ดัง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและดึงดูดความศรัทธาจากฐานเสียงที่ยังคงมีความเชื่อในเรื่องบุญบารมี
2.2 การย้ายขั้วสู่ "พรรคโอกาสใหม่": นัยยะทางยุทธศาสตร์ของปี 2569
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ การย้ายสังกัดจากพรรคเพื่อไทย (และช่วงสั้นๆ กับพลังประชารัฐ) มาสู่ "พรรคโอกาสใหม่" ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์
บริบทพรรคโอกาสใหม่: พรรคนี้วางภาพลักษณ์เป็นพรรค "นักปฏิบัติ" (Doers) หรือกลุ่มเทคโนแครตที่เน้นการบริหารจัดการ นำโดยอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ซึ่งเน้นนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การจัดการภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม และระบบราชการ
9 การผสานจุดแข็ง: การที่ ดร.นิยม นำเอานโยบายพุทธศาสนาที่เข้มข้นมาอยู่ในพรรคที่มีภาพลักษณ์ทันสมัยและเน้นการบริหาร เป็นการสร้างส่วนผสมทางการเมืองแบบใหม่ คือ "อนุรักษ์นิยมก้าวหน้า" (Progressive Conservatism) โดยพรรคโอกาสใหม่ดูแลเรื่องปากท้องและโครงสร้างพื้นฐาน (Hard Infrastructure) ขณะที่ ดร.นิยม ดูแลเรื่องจิตวิญญาณและศีลธรรม (Soft Infrastructure)
12
ตารางที่ 1: การวิเคราะห์ SWOT ของ ดร.นิยม เวชกามา ในสนามเลือกตั้งสกลนคร เขต 2 ปี 2569
| ปัจจัยภายใน (Strengths/Weaknesses) | ปัจจัยภายนอก (Opportunities/Threats) |
จุดแข็ง (S): • ภาพลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนาและกฎหมายสงฆ์ • ฐานเสียงเดิมที่แน่นแฟ้นในฐานะอดีต ส.ส. • วุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก พุทธจิตวิทยา สร้างความน่าเชื่อถือ • การสนับสนุนจากเครือข่ายพระสงฆ์ในพื้นที่ | โอกาส (O): • กระแสความกังวลของชาวพุทธต่อภัยคุกคามศาสนา • ความเบื่อหน่ายการเมืองแบบแบ่งขั้วสีเสื้อเดิมๆ • นโยบายสวัสดิการของพรรคโอกาสใหม่ (เกิดล้าน ตายล้าน) ดึงดูดรากหญ้า |
จุดอ่อน (W): • การย้ายพรรคบ่อยครั้งอาจสร้างความสับสนให้ฐานเสียงเดิม • อายุที่มากขึ้น (74 ปี) อาจเป็นอุปสรรคในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ • ภาพลักษณ์อนุรักษ์นิยมจัดอาจผลักไสกลุ่มเสรีนิยม | อุปสรรค (T): • คู่แข่งจากพรรคเพื่อไทยที่มีฐานเสียงจัดตั้งแข็งแกร่งมาก • กระแสคนรุ่นใหม่ที่เทคะแนนให้พรรคประชาชน (อดีตก้าวไกล) • การโจมตีเรื่องการนำศาสนามาเป็นการเมือง (Politicization of Religion) |
3. การถอดรหัส "ร่าง พ.ร.บ. อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา": กฎหมาย หรือ ศาสตราวุธ?
แกนกลางของแคมเปญหาเสียงของ ดร.นิยม คือการผลักดันกฎหมายแม่บททางศาสนา ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็น "เกราะป้องกัน" พระพุทธศาสนา แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ จะพบความซับซ้อนและประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง
3.1 จาก "การอุปถัมภ์" สู่ "การคุ้มครอง" และแนวคิด "อาชญากรรมทางศาสนา" (Lèse-Buddha)
ร่างกฎหมายนี้มิได้หยุดอยู่เพียงการที่รัฐให้งบประมาณสนับสนุน (State Patronage) ตามจารีตประเพณี แต่ก้าวข้ามไปสู่การใช้อำนาจรัฐในการ "คุ้มครอง" (State Protection) และ "ลงโทษ" ผู้ที่ละเมิด
แนวคิดที่ซ่อนอยู่คือการสร้างฐานความผิดทางอาญาสำหรับผู้ที่กระทำการ "บ่อนทำลาย" พระพุทธศาสนา หรือทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธา นักวิชาการบางกลุ่มเรียกสิ่งนี้ว่า "Lèse-Buddha" ซึ่งมีโครงสร้างทางกฎหมายคล้ายคลึงกับมาตรา 112 (Lèse-Majesté) ในแง่ของการปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์
สาระสำคัญที่น่าจับตามอง: ร่างกฎหมายนี้ (ตามข้อมูลจากความพยายามในอดีตและข้อเสนอปัจจุบัน) มักประกอบด้วยมาตราที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ หรือองค์กรกึ่งรัฐ (เช่น สมัชชาพุทธฯ) ในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่คำสอนผิดเพี้ยน หรือกระทำการดูหมิ่นศาสนา โดยมีบทลงโทษจำคุกและปรับที่รุนแรง
17 ปัญหานิยาม: ความท้าทายใหญ่หลวงคือการนิยามคำว่า "บิดเบือน" หรือ "ดูหมิ่น" ในบริบทของพุทธศาสนาที่มีความหลากหลายทางนิกายและการตีความ การให้อำนาจรัฐเป็นผู้วินิจฉัยความถูกต้องทางธรรม (State as the Arbiter of Truth) อาจนำไปสู่การกดทับเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการนับถือศาสนาของกลุ่มย่อย (เช่น สันติอโศก หรือ ภิกษุณี)
13
3.2 การพิทักษ์พระธรรมวินัย: รัฐซ้อนรัฐในวงการสงฆ์
ดร.นิยม ชูประเด็นการปกป้องพระธรรมวินัยอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการจัดการกับพระสงฆ์ที่ทำผิดวินัยร้ายแรง (ปาราชิก) เช่น การเสพเมถุน หรือการยักยอกทรัพย์
กลไกทางกฎหมาย: ข้อเสนอคือการทำให้การละเมิดพระวินัยบางข้อกลายเป็น "ความผิดทางอาญาของแผ่นดิน" ด้วย มิใช่เพียงความผิดทางสงฆ์ที่แค่สึกแล้วจบกัน สิ่งนี้สะท้อนความต้องการของสังคมที่เห็นพระทำผิดแล้วลอยนวล แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือการดึงเอากฎหมายทางโลก (Secular Law) เข้าไปทับซ้อนและแทรกแซงกฎของสงฆ์ (Canon Law) อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในระดับความเข้มข้นเท่านี้
นัยยะทางการเมือง: การที่รัฐมีอำนาจดำเนินคดีอาญากับพระที่ผิดวินัย อาจถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการควบคุมพระสงฆ์ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือพระที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล (Dissident Monks) ภายใต้ข้อหา "ทำลายความมั่นคงทางศาสนา"
22
3.3 สมัชชาอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด
ร่าง พ.ร.บ. นี้ยังมีแนวคิดในการจัดตั้งกลไกในระดับพื้นที่ คือ "สมัชชาอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด"
4. เศรษฐศาสตร์การเมืองพุทธศาสนา: "ธนาคารพุทธ" และ "งบอุดหนุนที่เป็นธรรม"
นอกจากมิติด้านกฎหมายและความมั่นคงทางศาสนาแล้ว ดร.นิยม ยังนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจของวัด ซึ่งถือเป็น "นวัตกรรม" ที่มุ่งแก้ปัญหาเรื้อรังเรื่องความโปร่งใสและความเหลื่อมล้ำ
4.1 ธรรมาภิบาลเงินวัดและโมเดล "ธนาคารพระพุทธศาสนา"
ปัญหา "เงินทอนวัด" และการใช้จ่ายเงินบริจาคอย่างไม่โปร่งใส เป็นจุดอ่อนที่ทำให้ศรัทธาของประชาชนสั่นคลอน ดร.นิยม เสนอแนวคิด "ธนาคารพระพุทธศาสนา" หรือระบบการจัดการการเงินวัดที่โปร่งใส
กลไกการทำงาน: ตามข้อมูลการวิจัยและข้อเสนอที่เกี่ยวข้อง แนวทางนี้จะกำหนดให้วัดต้องเปิดบัญชีในนามวัดเท่านั้น (ห้ามใช้ชื่อบุคคล) และการเบิกจ่ายต้องมีลายเซ็นของผู้มีอำนาจอย่างน้อย 3 ฝ่าย (เจ้าอาวาส, ไวยาวัจกร, กรรมการวัด) เพื่อคานอำนาจ
25 ธนาคารนี้จะทำหน้าที่บริหารจัดการศาสนสมบัติกลาง และอาจปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการสาธารณสงเคราะห์จุดแข็ง: สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Audit Trail) ป้องกันเจ้าอาวาสรวบอำนาจทางการเงิน และแยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากทรัพย์สินของสงฆ์
ความท้าทาย: อาจถูกมองว่าเป็นการแปรรูปศาสนาให้เป็นพาณิชย์ (Commodification of Religion) และอาจได้รับการต่อต้านจากวัดใหญ่ที่มีผลประโยชน์มหาศาลจากการบริหารจัดการเงินบริจาคแบบเดิม
4.2 การปฏิรูปโครงสร้างงบอุดหนุน: ลดความเหลื่อมล้ำ ศูนย์กลาง-ชายขอบ
ข้อมูลสถิติและงานวิจัยชี้ชัดถึงความเหลื่อมล้ำมหาศาลในการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) วัดหลวงหรือวัดดังในกรุงเทพฯ มักได้รับงบอุดหนุนหลักร้อยล้านบาท ขณะที่วัดราษฎร์ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสานและเขตสกลนคร ได้รับงบเพียงหลักหมื่นหรือไม่ได้รับเลย
นโยบาย "งบอุดหนุนที่เป็นธรรม" ของ ดร.นิยม จึงเป็นนโยบายประชานิยมเฉพาะกลุ่ม (Targeted Populism) ที่มุ่งเป้าไปที่ "เจ้าอาวาสภูธร" และคณะกรรมการวัดในชนบท โดยสัญญาว่าจะสร้างระบบโควตาหรือเกณฑ์มาตรฐานที่ทำให้วัดเล็กๆ เข้าถึงงบประมาณพัฒนาวัด ค่าน้ำค่าไฟ และสวัสดิการพระเณรได้อย่างทั่วถึง ซึ่งสอดรับกับนโยบาย "ใช้ไฟฟรี" ของพรรคโอกาสใหม่ด้วย
5. ยุทธศาสตร์การหาเสียงในสมรภูมิ "สกลนคร เขต 2": การปะทะของอุดมการณ์
เขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสกลนคร (ประกอบด้วย อ.กุสุมาลย์, อ.โพนนาแก้ว, อ.โคกศรีสุพรรณ, อ.เต่างอย และบางส่วนของ อ.เมือง) เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะทางประชากรและสังคมวิทยาศาสนาที่เข้มข้น
5.1 ภูมิทัศน์ศรัทธาและการเมืองท้องถิ่น
พื้นที่นี้เป็นที่ตั้งของวัดสำคัญและปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระธาตุเชิงชุม (แม้ตัววัดจะอยู่ในเขตเมืองแต่มีอิทธิพลครอบคลุมทั้งจังหวัด) และวัดป่าสายกรรมฐานจำนวนมาก ประชาชนมีความผูกพันกับพุทธศาสนาแบบวิถีชาวบ้าน (Folk Buddhism) ที่ผสมผสานความเชื่อเรื่องผีและพราหมณ์
การเมืองในพื้นที่นี้ถูกครอบงำโดย "บ้านใหญ่" และตระกูลนักการเมืองเก่าแก่ แต่ปัจจัยเรื่อง "ศรัทธา" เป็นตัวแปรที่มองข้ามไม่ได้ คู่แข่งสำคัญของ ดร.นิยม ได้แก่:
พรรคเพื่อไทย: เจ้าของพื้นที่เดิมและมีฐานเสียงจัดตั้งแข็งแกร่ง นโยบายประชานิยมเศรษฐกิจยังคงทรงพลัง
30 พรรคประชาชน: ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดปฏิรูปสถาบันและแยกศาสนาจากรัฐ ซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามทางอุดมการณ์ที่ชัดเจนที่สุดกับ ดร.นิยม
32
5.2 กลยุทธ์ "ดาวกระจาย" และวาทกรรม "ปกป้องศาสนา"
ทีมงานของ ดร.นิยม ใช้ยุทธศาสตร์ "ดาวกระจาย" และ "เคาะประตูบ้าน" เพื่อเข้าถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง
การสร้างความกลัวและความหวัง (Fear and Hope): การหาเสียงเน้นย้ำถึง "วิกฤตศรัทธา" และ "ภัยคุกคาม" ต่อพุทธศาสนา เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนรู้สึกว่าต้องมีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ปกป้อง (Fear Appeal) ในขณะเดียวกันก็นำเสนอความหวังเรื่องสวัสดิการจากพรรคโอกาสใหม่ เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 1 แสนบาท และเงินฌาปนกิจ 1 ล้านบาท ("ดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย") ซึ่งเป็นนโยบายที่จับต้องได้และตอบโจทย์สังคมสูงวัยในชนบท
12 การเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น: การใช้ภาษาถิ่น การเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา และการดึงเกจิอาจารย์มาเป็นสัญลักษณ์รับรอง (Endorsement) ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ "ลูกหลานชาวสกลฯ ผู้ใจบุญ" ที่เข้าใจวิถีไทบ้านอย่างแท้จริง
ตารางที่ 2: เปรียบเทียบนโยบายหลักของผู้สมัครรายสำคัญในเขต 2 สกลนคร
| พรรค/ผู้สมัคร | จุดเน้นนโยบายหลัก | จุดเน้นนโยบายศาสนา |
| พรรคโอกาสใหม่ (ดร.นิยม) | สวัสดิการเกิด-ตาย (แสน/ล้าน), ล้างหนี้, ไฟฟรี | พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ, ธนาคารพุทธ, ลงโทษพระนอกรีต |
| พรรคเพื่อไทย | ดิจิทัลวอลเล็ต, ค่าแรงขั้นต่ำ, พักหนี้เกษตรกร | สนับสนุนประเพณี, ท่องเที่ยวสายมู (Soft Power) |
| พรรคประชาชน | รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า, กระจายอำนาจ, ปฏิรูปกองทัพ | รัฐฆราวาส, แยกศาสนาจากรัฐ, เลิกงบอุดหนุนเจาะจง |
| พรรคพลังประชารัฐ/กล้าธรรม | บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงสร้างพื้นฐานน้ำ/ถนน | ทำนุบำรุงศาสนาตามปกติ, สนับสนุนวัดในพื้นที่ |
6. บทวิพากษ์ทางวิชาการ: ผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและระบอบประชาธิปไตย
แม้เจตนาของ ดร.นิยม จะมุ่งเน้นความบริสุทธิ์ของศาสนา แต่ในทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ข้อเสนอนี้มีความสุ่มเสี่ยงและประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
6.1 ปัญหาเสรีภาพในการแสดงออกและหลักการรัฐฆราวาส
รายงานด้านสิทธิมนุษยชนและงานวิชาการระบุว่า กฎหมายที่มุ่งคุ้มครองศาสนาจากการดูหมิ่น (Defamation of Religion) มักถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก
นักวิชาการอย่าง สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามในการออกกฎหมายลักษณะนี้ว่า เป็นการแสดงออกถึงความ "หลงอำนาจ" ขององค์กรสงฆ์ และอาจนำไปสู่การกดขี่ทางความคิด
6.2 การเมืองเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และการแบ่งแยก
การผลักดันให้รัฐอุปถัมภ์พุทธศาสนาเถรวาทอย่างเฉพาะเจาะจง อาจสร้างความรู้สึกแปลกแยกให้กับศาสนิกอื่น โดยเฉพาะมุสลิมในภาคใต้ หรือคริสต์ศาสนิกชน ซึ่งอาจมองว่ารัฐเลือกปฏิบัติ
6.3 ความเสี่ยงของ "อำนาจนิยมซ่อนรูป" ในคราบคนดี
ข้อเสนอของ ดร.นิยม สะท้อนถึงแนวคิด "อภิสิทธิ์ชนทางศีลธรรม" (Moral Elitism) ที่เชื่อว่าสังคมต้องการการกำกับดูแลโดยผู้มีศีลธรรม และกฎหมายควรถูกใช้เพื่อบังคับจริยธรรม สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมไทยที่มองว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่เหมาะกับบริบทไทย และต้องมี "ธรรมนิยม" มากำกับ
7. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของ ดร.นิยม เวชกามา ชี้ให้เห็นว่า "ศาสนา" ยังคงเป็นตัวแปรที่มีพลังมหาศาลในการเมืองไทย โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นที่โครงสร้างสังคมยังยึดโยงกับวัดและความเชื่อ
ข้อเสนอเรื่อง พ.ร.บ. อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และธนาคารพุทธ ของ ดร.นิยม เป็น "ดาบสองคม" ด้านหนึ่งมันตอบสนองต่อความต้องการปฏิรูปวงการสงฆ์ที่หมักหมมปัญหามานาน ทั้งเรื่องความโปร่งใสทางการเงินและความเสื่อมโทรมของวินัย แต่อีกด้านหนึ่ง มันเปิดประตูให้อำนาจรัฐและกฎหมายอาญาเข้ามาแทรกแซงปริมณฑลแห่งศรัทธา ซึ่งอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและความขัดแย้งทางศาสนาในระยะยาว
สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต 2 สกลนคร การตัดสินใจเลือก ดร.นิยม จึงมิใช่เพียงการเลือกตัวแทนไปบริหารประเทศ แต่เป็นการลงประชามติว่าด้วย "อนาคตของพุทธศาสนาไทย" ว่าจะเดินหน้าไปสู่ทิศทางใด ระหว่างการเป็น "ศาสนาของรัฐ" ที่มีความมั่นคงแต่แข็งตัวและใช้อำนาจบังคับ หรือ "ศาสนาของภาคพลเมือง" ที่ตรวจสอบกันเองและเปิดกว้าง
ความสำเร็จของ ดร.นิยม ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญว่า กระแส "พุทธชาตินิยม" ในสังคมไทยยังคงมีมนต์ขลังเพียงพอที่จะต้านทานกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ได้หรือไม่
ตารางที่ 3: สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
| นโยบาย | ผลบวกที่คาดหวัง | ความเสี่ยง/ผลกระทบเชิงลบ |
| พ.ร.บ. อุปถัมภ์ฯ | • มีกลไกจัดการผู้ทำลายศาสนา • สร้างความชัดเจนทางกฎหมาย | • จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก • รัฐแทรกแซงกิจการสงฆ์ • ความขัดแย้งระหว่างศาสนา |
| ธนาคารพระพุทธศาสนา | • ความโปร่งใสทางการเงิน • ป้องกันเงินทอนวัด | • การต่อต้านจากวัดใหญ่ • ความซับซ้อนในการบริหารจัดการ |
| งบอุดหนุนที่เป็นธรรม | • ลดความเหลื่อมล้ำวัดบ้าน-วัดเมือง • กระจายรายได้สู่ชุมชน | • ภาระงบประมาณภาครัฐ • การวิ่งเต้นเพื่อของบรูปแบบใหม่ |
| สวัสดิการ "เกิด-ตาย" | • สร้างหลักประกันความมั่นคงให้ประชาชน • ลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน | • ภาระทางการคลังมหาศาล • ความยั่งยืนของกองทุน |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น