วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569

พลวัตการเมืองสายพุทธ ถอดรหัสพันธมิตรดร.นิยม–สำราญ บนสนามเลือกตั้ง 2569

ท่ามกลางการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569 ที่กำลังจะมาถึง การเมืองไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคใหญ่ หากแต่สะท้อนการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มการเมืองฐานศาสนา” และปัญญาชนชาวพุทธ ที่พยายามยกระดับบทบาทจากพื้นที่ศาสนาสู่เวทีนโยบายสาธารณะอย่างเป็นระบบ



หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกจับตามอง คือความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ และ ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการด้านพุทธสันติวิธีและสื่อสารมวลชน ซึ่งล่าสุดได้ลาออกจากพรรคแผ่นดินธรรม ท่ามกลางกระแสการปรับทิศทางของการเมืองสายพุทธในยุคหลังพรรคเฉพาะกลุ่มเริ่มเผชิญข้อจำกัด


จากรากฐาน “มหาจุฬาฯ” สู่เครือข่ายการเมืองเชิงศีลธรรม

ความสัมพันธ์ของทั้งสองมิใช่เพียงความร่วมมือทางการเมืองระยะสั้น หากแต่มีรากฐานยาวนานจากการเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) สถาบันที่ทำหน้าที่เป็นเบ้าหลอมอุดมการณ์ของปัญญาชนชาวพุทธจำนวนมากในสังคมไทย

ดร.นิยม สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านพุทธจิตวิทยา โดยทำวิทยานิพนธ์ว่าด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามแนวพุทธ ขณะที่ ดร.สำราญ จบการศึกษาด้านสันติศึกษาและมีบทบาททั้งในฐานะครูปริยัติธรรม สื่อมวลชน และนักวิชาการ ความเป็น “ลูกหม้อ มจร” ทำให้ทั้งคู่มีโลกทัศน์ร่วมกันว่า ธรรมะและการเมืองไม่อาจแยกขาดจากกัน และวิกฤตการเมืองไทยมีรากจากความเสื่อมถอยทางศีลธรรม

เครือข่ายศิษย์เก่า เปรียญธรรม และ “คนวัด” กลายเป็นทุนทางสังคมสำคัญที่หล่อเลี้ยงความไว้วางใจ และเอื้อต่อการทำงานเชิงสอดประสานระหว่าง “อำนาจรัฐ” กับ “อำนาจความรู้”

ธนาคารพระพุทธศาสนา: วาระร่วมที่เชื่อมศรัทธากับโครงสร้างรัฐ

จุดตัดสำคัญที่สุดของความร่วมมือระหว่าง ดร.นิยม และ ดร.สำราญ คือการผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมทางนโยบายเพื่อปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดและองค์กรสงฆ์อย่างโปร่งใส

ในช่วงที่ ดร.นิยม ดำรงตำแหน่ง ส.ส. พรรคเพื่อไทย เขาทำหน้าที่เป็น “หัวหอก” ในสภา เสนอญัตติและประสานเสียงสนับสนุนข้ามพรรค ขณะที่ ดร.สำราญ รับบท “คลังสมอง” และนักสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ อธิบายต่อสังคมว่าธนาคารพุทธไม่ใช่สถาบันแสวงกำไร หากเป็นกลไกเศรษฐกิจเชิงศีลธรรมเพื่อสวัสดิการพระสงฆ์และชุมชน

การทำงานแบบแบ่งบทบาทชัดเจนนี้ ทำให้วาระที่อ่อนไหวอย่างการเงินของศาสนา สามารถยืนอยู่ในพื้นที่นโยบายสาธารณะได้โดยไม่ถูกต้านจากสังคมมากนัก

การย้ายพรรค–ลาออก: พลวัตใหม่ของการเมืองสายพุทธ

การเลือกตั้งปี 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ ดร.นิยม ตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทย มาสังกัดพรรคโอกาสใหม่ หลังพื้นที่ของนโยบายศาสนาและอนุรักษ์นิยมทางวัฒนธรรมในพรรคเดิมลดน้อยลง

ในทางกลับกัน การลาออกของ ดร.สำราญ จากพรรคแผ่นดินธรรม ถูกมองว่าเป็นการหลีกเลี่ยง “กับดักพรรคเฉพาะกลุ่ม” และเปิดทางให้สามารถทำงานเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับนักการเมืองพรรคอื่นได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะกับ ดร.นิยม ที่ย้ายมาสู่พรรคใหม่เดียวกัน

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การเคลื่อนไหวของทั้งสองสะท้อนความพยายาม “รวมศูนย์ทรัพยากรบุคคล” ของกลุ่มการเมืองสายพุทธ จากการกระจัดกระจายในพรรคเล็ก สู่พรรคขนาดกลางที่มีโอกาสต่อรองเชิงอำนาจมากกว่า

“สกลนครโมเดล” ธรรมะกินได้กับพุทธสันติวิธีในสนามเลือกตั้ง

ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เขต 2 ดร.นิยม ใช้ยุทธศาสตร์หาเสียงที่เรียกว่า “สกลนครโมเดล” เชื่อมโยงศาสนากับปัญหาปากท้อง ผ่านแนวคิด “ธรรมะกินได้” โดยชี้ว่า หากมีธนาคารพุทธ วัดจะสามารถเป็นกลไกช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานราก ลดหนี้สิน และดูแลผู้สูงอายุในชุมชน

ขณะเดียวกัน การนำ “พุทธสันติวิธี” มาใช้ในการหาเสียง เช่น การไม่โจมตีคู่แข่ง การสื่อสารเชิงบวก และการตอบโต้ด้วยเหตุผลและเมตตา ถูกมองว่าเป็นความแตกต่างที่ชัดเจน ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

บทสรุป: พันธมิตรทางปัญญาในปีกอนุรักษ์นิยมใหม่

กรณีของ ดร.นิยม เวชกามา และ ดร.สำราญ สมพงษ์ สะท้อนพลวัตสำคัญของการเมืองไทยร่วมสมัย นั่นคือการก่อรูปของเครือข่ายชนชั้นนำทางปัญญาสายพุทธ ที่พยายามผลักดันนโยบายศาสนาออกจากพื้นที่เฉพาะกลุ่ม สู่เวทีการเมืองกระแสหลักผ่านพรรคโอกาสใหม่

หาก ดร.นิยม สามารถกลับเข้าสู่สภาได้อีกครั้ง โดยมี ดร.สำราญ เป็นทีมยุทธศาสตร์เบื้องหลัง การผลักดันนโยบายอย่างธนาคารพระพุทธศาสนา หรือการใช้พุทธสันติวิธีในการจัดการความขัดแย้ง อาจกลายเป็น “มรดกทางนโยบาย” ที่พิสูจน์ว่า ธรรมะและการเมืองสามารถเดินร่วมกันได้ในระบอบประชาธิปไตยไทยยุคใหม่

พลวัตเครือข่ายทางการเมืองและพุทธสันติวิธีในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2569: การวิเคราะห์เชิงลึกความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง ดร.นิยม เวชกามา และ ดร.สำราญ สมพงษ์

1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยในรอยต่อแห่งศรัทธาและอำนาจ

การเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความผันผวนและความไม่แน่นอน (Age of Volatility) อย่างมีนัยสำคัญ การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569 ที่กำลังจะมาถึง มิได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อชิงอำนาจรัฐระหว่างขั้วการเมืองแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นสมรภูมิที่สะท้อนถึงการปะทะประสานระหว่างอุดมการณ์เสรีนิยมสมัยใหม่กับแนวคิดอนุรักษ์นิยมทางวัฒนธรรมที่พยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ในบริบทนี้ บทบาทของตัวแสดงทางการเมืองที่มีฐานรากมาจากกลุ่มศาสนา (Religious-based Actors) ได้กลายเป็นตัวแปรที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม "ปัญญาชนชาวพุทธ" (Buddhist Intellectuals) ที่ผันตัวจากพื้นที่ทางศาสนาเข้าสู่พื้นที่ทางการเมือง เพื่อผลักดันนโยบายสาธารณะที่สอดคล้องกับหลักการทางศาสนาและตอบสนองต่อวิกฤตศรัทธาในสถาบันสงฆ์

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์กรณีศึกษาที่ซับซ้อนและน่าสนใจที่สุดกรณีหนึ่งในภูมิทัศน์การเมืองไทยร่วมสมัย คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดสกลนคร เขต 2 จาก "พรรคโอกาสใหม่" และ ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการด้านพุทธสันติวิธีและสื่อสารมวลชน ผู้ซึ่งล่าสุดได้ตัดสินใจลาออกจาก "พรรคแผ่นดินธรรม" [User Query] การเปลี่ยนแปลงสถานะและสังกัดพรรคของบุคคลทั้งสองนี้ มิใช่เหตุการณ์ที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งภายใต้โครงสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคม การศึกษา และอุดมการณ์ทางการเมือง

ดร.นิยม เวชกามา อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย ผู้ได้รับฉายา "องครักษ์พิทักษ์พระพุทธศาสนา" ได้ตัดสินใจย้ายสังกัดสู่พรรคโอกาสใหม่ 1 ในขณะที่ ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและพุทธสันติวิธี ได้ถอยห่างจากพรรคการเมืองศาสนานิยมแบบสุดโต่งอย่างพรรคแผ่นดินธรรม ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ใหม่ของกลุ่มการเมืองสายพุทธที่พยายามก้าวข้าม "กับดักพรรคเฉพาะกลุ่ม" (Niche Party Trap) ไปสู่การผนึกกำลังในพรรคการเมืองกระแสหลักที่มีความยืดหยุ่นและโอกาสทางชัยชนะมากกว่า

การวิเคราะห์ในรายงานฉบับนี้จะเจาะลึกไปถึงรากฐานความสัมพันธ์ตั้งแต่สมัยการศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ การร่วมมือกันผลักดันกฎหมายสำคัญอย่าง "พ.ร.บ. ธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย" ไปจนถึงการวางยุทธศาสตร์การหาเสียงในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2569 ที่เน้นการผสมผสานระหว่างนโยบายปากท้องและศีลธรรม ภายใต้กรอบแนวคิด "อนุรักษ์นิยมใหม่" (Neoconservatism) ของพรรคโอกาสใหม่ 2

2. รากฐานภูมิปัญญาและเครือข่ายศิษย์เก่า: พันธมิตรทางจิตวิญญาณจาก "มหาจุฬาฯ"

ความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.นิยม และ ดร.สำราญ มิได้ก่อตัวขึ้นบนผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น แต่มีรากฐานที่หยั่งลึกอยู่ในโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมของวงการสงฆ์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผูกพันในฐานะ "ศิษย์เก่า" จากสถาบันการศึกษาเดียวกัน คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้าง "ทุนทางสังคม" (Social Capital) และ "ความไว้วางใจ" (Trust) ระหว่างบุคคลทั้งสอง

2.1 สถาบันการศึกษาในฐานะเบ้าหลอมอุดมการณ์

จากข้อมูลเอกสารประกอบ พบว่าทั้งสองท่านมีเส้นทางการศึกษาที่ทับซ้อนและสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ:

  • ดร.สำราญ สมพงษ์: สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี (พุทธศาสตรบัณฑิต เอกปรัชญา) ปริญญาโท และปริญญาเอก (สาขาสันติศึกษา) จาก มจร. อีกทั้งยังมีความผูกพันในฐานะบุคลากร โดยเคยดำรงตำแหน่งครูสอนปริยัติธรรมประจำสำนักเรียนของ มจร. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 3 สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นใน "ความเป็นลูกหม้อ" ที่ซึมซับวิธีคิดและวัฒนธรรมองค์กรของสงฆ์ไว้อย่างเต็มเปี่ยม

  • ดร.นิยม เวชกามา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาพุทธจิตวิทยา) จาก มจร. เช่นเดียวกัน โดยทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง "รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนชาวสกลนครตามแนวพุทธจิตวิทยา" 4

การผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) จากสถาบันเดียวกัน ทำให้ทั้งคู่มี "โลกทัศน์" (Worldview) ที่คล้ายคลึงกันในการมองปัญหาบ้านเมือง กล่าวคือ การมองว่า "ธรรมะ" และ "การเมือง" เป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกขาดจากกันได้ (Dhamma and Politics are Inseparable) และมองว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองและสังคมไทยมีรากเหง้ามาจากความเสื่อมถอยทางศีลธรรม ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขด้วยกลไกทางพุทธศาสนา

2.2 เครือข่าย "เปรียญธรรม" และ "คนวัด" ในพื้นที่สาธารณะ

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังตั้งอยู่บนอัตลักษณ์ร่วมของการเป็น "ทิด" หรือผู้ที่เคยผ่านการบวชเรียนมา (Ex-monks) ในสังคมไทย กลุ่มคนที่เคยบวชเรียนและสึกออกมาทำงานทางโลกมักจะมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ แต่มีความเหนียวแน่นสูง โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับประเด็นที่กระทบต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา

  • ดร.นิยม: ใช้สถานะทางการเมืองในฐานะ ส.ส. เป็น "เกราะป้องกัน" ให้กับคณะสงฆ์ในรัฐสภา จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนและวงการสงฆ์ว่าเป็นผู้แทนของชาวพุทธอย่างแท้จริง 5

  • ดร.สำราญ: ใช้สถานะทางวิชาชีพในฐานะสื่อมวลชนอาวุโส (Nation Group, คมชัดลึก, บ้านเมือง) เป็น "กระบอกเสียง" (Voice) ให้กับวงการสงฆ์ โดยนำเสนอข่าวสารและบทวิเคราะห์ที่โต้แย้งวาทกรรมเชิงลบต่อพระพุทธศาสนา 3

ตารางที่ 1 แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องและเกื้อกูลกันของเส้นทางอาชีพและบทบาททางสังคมของทั้งสองท่าน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของความร่วมมือในปัจจุบัน

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบภูมิหลังและบทบาททางสังคม

มิติการเปรียบเทียบดร.นิยม เวชกามาดร.สำราญ สมพงษ์
การศึกษาสูงสุดพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา), มจร.พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สันติศึกษา), มจร.
พื้นฐานอาชีพเดิมข้าราชการครู, นิติกร, นักการเมืองครูสอนปริยัติธรรม, สื่อมวลชน, นักวิชาการ
บทบาทหลักผู้ปฏิบัติการทางการเมือง (Political Practitioner)ปัญญาชนสาธารณะ (Public Intellectual)
ความเชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน, การบริหารจัดการงบประมาณการสื่อสารมวลชน, พุทธสันติวิธี, การจัดการความขัดแย้ง
ฉายา/ภาพลักษณ์องครักษ์พิทักษ์พระพุทธศาสนา

นักข่าววิถีพุทธ, ผู้นำพุทธโลก 3

จุดยืนทางการเมืองอนุรักษ์นิยมใหม่ (ภายใต้พรรคโอกาสใหม่)พุทธนิยม (เดิมสังกัดพรรคแผ่นดินธรรม)

การที่ทั้งสองท่านมี "ดีเอ็นเอ" จาก มจร. เหมือนกัน ทำให้เกิด "ภาษาเดียวกัน" ในการสื่อสาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความร่วมมือในการผลักดันนโยบายที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนอย่าง "ธนาคารพระพุทธศาสนา" เป็นไปอย่างราบรื่นและมีเอกภาพ

3. วาระร่วมทางนโยบาย: ธนาคารพระพุทธศาสนาและภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น

จุดตัดที่สำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.นิยม และ ดร.สำราญ คือการร่วมมือกันขับเคลื่อนนโยบาย "ธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย" ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมทางนโยบายที่มุ่งหวังจะปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดและองค์กรสงฆ์ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังเรื่อง "เงินทอนวัด" และการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

3.1 การผนึกกำลังในคณะทำงาน

หลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันว่า ดร.สำราญ สมพงษ์ ได้เข้าไปมีบทบาทอย่างเป็นทางการในฐานะคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา ร่วมกับ ดร.นิยม เวชกามา ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานคณะทำงานและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย 7 การดึง ดร.สำราญ เข้ามาร่วมทีมมิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางหมากลยุทธ์ของ ดร.นิยม ที่ต้องการผสาน "อำนาจรัฐ" (State Power) เข้ากับ "อำนาจความรู้" (Knowledge Power)

  • บทบาทของ ดร.นิยม: ทำหน้าที่เป็น "หัวหอกทะลวงฟัน" ในรัฐสภา ท่านเป็นผู้เสนอญัตติและร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร 8 ใช้ทักษะทางการเมืองในการล็อบบี้เสียงสนับสนุนจาก ส.ส. ข้ามพรรค และประสานงานกับกรรมาธิการงบประมาณเพื่อให้มีการจัดสรรงบประมาณศึกษาความเป็นไปได้ 10

  • บทบาทของ ดร.สำราญ: ทำหน้าที่เป็น "คลังสมอง" (Think Tank) และ "นักสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์" ท่านใช้ความเชี่ยวชาญด้านพุทธเศรษฐศาสตร์และสันติศึกษาในการสร้างชุดคำอธิบาย (Narrative) เพื่อตอบคำถามสังคมว่า "ทำไมต้องมีธนาคารพุทธ?" โดยเน้นย้ำว่าธนาคารนี้มิได้มุ่งแสวงหากำไรสูงสุดแบบธนาคารพาณิชย์ แต่เป็นกลไกในการระดมทุนเพื่อสวัสดิการพระสงฆ์และการเผยแผ่ศาสนา 8

3.2 รายละเอียดและกลไกของ "ธนาคารพุทธ"

ร่าง พ.ร.บ. ธนาคารพุทธแห่งประเทศไทย ที่ทั้งสองท่านร่วมกันผลักดัน มีสาระสำคัญที่สะท้อนถึงอุดมการณ์ร่วมกันดังนี้ 8:

  1. โครงสร้างทุน: กำหนดทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสนับสนุนกึ่งหนึ่ง และระดมทุนจากการขายหุ้นให้พุทธศาสนิกชนอีกกึ่งหนึ่ง

  2. วัตถุประสงค์: เพื่อเป็นสถาบันการเงินที่ยึดหลัก "พุทธวิถี" ส่งเสริมศีลธรรม จริยธรรม ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Moral Economy)

  3. การบริหารจัดการ: มีคณะกรรมการกำกับดูแลที่ต้องเป็นพุทธศาสนิกชนและมีสัญชาติไทย เพื่อป้องกันการครอบงำจากทุนต่างชาติหรือกลุ่มผลประโยชน์อื่น

การที่ ดร.สำราญ เข้ามาช่วยกลั่นกรองและสื่อสารเนื้อหาเหล่านี้ ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร่างกฎหมาย และลดแรงต้านจากกลุ่มนักวิชาการสายเสรีนิยมที่มักมองว่าศาสนาไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน

3.3 การปกป้องพระพุทธศาสนาเชิงรุก

นอกจากเรื่องธนาคารพุทธ ทั้งสองยังมีจุดยืนร่วมกันในการปกป้องพระสงฆ์จากการโจมตีทางสื่อ เช่น กรณี "2 พส." (พระมหาไพรวัลย์และพระมหาสมปอง) ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการไลฟ์สด ดร.นิยม ได้ออกมาปกป้องในสภาฯ ว่าไม่ผิดพระวินัย ในขณะที่ ดร.สำราญ ได้เขียนบทความสนับสนุนในฐานะบรรณาธิการข่าว โดยมองว่าเป็นกุศโลบายในการดึงคนรุ่นใหม่เข้าวัด 6 การประสานเสียงกันทั้งในสภาและหน้าสื่อเช่นนี้ สะท้อนถึงยุทธศาสตร์การทำงานแบบ "สอดประสาน" (Synergy) ที่มีประสิทธิภาพสูง

4. พลวัตการเมืองใหม่: การย้ายพรรคและการลาออก

การเลือกตั้ง พ.ศ. 2569 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั้ง ดร.นิยม และ ดร.สำราญ ต้องปรับตัวขนานใหญ่ การเปลี่ยนแปลงสังกัดพรรคของทั้งคู่มิได้เกิดจากความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นผลมาจากพลวัตโครงสร้างการเมืองไทยที่บีบคั้นให้ "กลุ่มการเมืองสายพุทธ" ต้องแสวงหายุทธศาสตร์ความอยู่รอดใหม่

4.1 ดร.นิยม กับการย้ายสู่ "พรรคโอกาสใหม่"

ดร.นิยม ตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสังกัด "พรรคโอกาสใหม่" หลังจากถูกลดบทบาทและสูญเสียพื้นที่ในพรรคเดิม 1 การย้ายครั้งนี้มีนัยยะสำคัญทางยุทธศาสตร์:

  • ข้อจำกัดในพรรคเพื่อไทย: พรรคเพื่อไทยในยุคปัจจุบันมุ่งเน้นนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดเสรีนิยม ซึ่งอาจทำให้พื้นที่ของนโยบายศาสนาและอนุรักษ์นิยมทางวัฒนธรรมลดน้อยลง ดร.นิยม ซึ่งมีฐานเสียงหลักเป็นกลุ่มชาวพุทธผู้สูงอายุและเครือข่ายวัด จึงกลายเป็น "ส่วนเกิน" ในสมการใหม่ของพรรค

  • โอกาสใน "พรรคโอกาสใหม่": พรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ประกาศอุดมการณ์ "อนุรักษ์นิยมใหม่" (Neoconservatism) และ "พิพัฒนาการนิยม" (Progressivism) 2 ซึ่งเปิดพื้นที่กว้างขวางสำหรับการผสมผสานระหว่างการรักษาจารีตประเพณี (จุดแข็งของ ดร.นิยม) กับการบริหารจัดการสมัยใหม่ (จุดขายของพรรค) นี่คือ "บ้านใหม่" ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ ดร.นิยม ในการสานต่อภารกิจธนาคารพุทธและนโยบายศาสนาอื่น ๆ

4.2 การลาออกของ ดร.สำราญ จากพรรคแผ่นดินธรรม

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ดร.สำราญ ได้ลาออกจากพรรคแผ่นดินธรรม [User Query] การตัดสินใจนี้สามารถวิเคราะห์ได้ผ่านกรอบทฤษฎีพรรคการเมือง:

  • กับดักพรรคเฉพาะกลุ่ม (Niche Party Trap): พรรคแผ่นดินธรรมเป็นพรรคที่เน้นประเด็นศาสนาเพียงอย่างเดียว (Single-issue Party) ซึ่งในบริบทการเมืองไทยที่มีความซับซ้อน พรรคเช่นนี้มักประสบปัญหาในการขยายฐานเสียงให้กว้างขวางพอที่จะชนะเลือกตั้ง หรือมีที่นั่งในสภามากพอที่จะผลักดันกฎหมาย

  • ยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวอิสระ: การลาออกจากพรรคอาจเป็นยุทธศาสตร์ของ ดร.สำราญ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับนักการเมืองจากพรรคอื่นได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะกับ ดร.นิยม ที่ย้ายไปพรรคโอกาสใหม่ หาก ดร.สำราญ ยังสังกัดแผ่นดินธรรม การไปช่วย ดร.นิยม หาเสียงหรือวางยุทธศาสตร์อาจถูกมองว่าผิดมารยาททางการเมืองหรือขัดต่อข้อบังคับพรรค การเป็น "อิสระ" จึงเปิดทางให้ท่านสามารถทำหน้าที่เป็น "ที่ปรึกษายุทธศาสตร์" ให้กับ ดร.นิยม ได้อย่างเต็มตัว

4.3 นัยยะของการรวมพลังใน "พรรคโอกาสใหม่"

แม้ ดร.สำราญ จะยังไม่มีตำแหน่งบริหารในพรรคโอกาสใหม่ปรากฏอย่างเป็นทางการ 2 แต่ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและภารกิจร่วมกันบ่งชี้ว่า ท่านน่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในเบื้องหลัง

  • การผนึกกำลัง (Consolidation): การที่ ดร.นิยม ย้ายมาพรรคใหม่และ ดร.สำราญ ลาออกจากพรรคเดิม เปรียบเสมือนการ "รวมศูนย์ทรัพยากรบุคคล" (Human Resource Consolidation) ของกลุ่มการเมืองสายพุทธ มาไว้ที่จุดเดียว คือ พรรคโอกาสใหม่ เพื่อสร้างพลังต่อรองที่สูงขึ้น แทนที่จะกระจัดกระจายอยู่ในพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ที่ไม่ให้ความสำคัญ

5. ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง 2569: โมเดล "สกลนคร" และพุทธสันติวิธี

ในสนามเลือกตั้งจังหวัดสกลนคร เขต 2 ดร.นิยม ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากพรรคเพื่อไทยเจ้าของพื้นที่เดิมและพรรคคู่แข่งอื่นๆ ยุทธศาสตร์การหาเสียงที่วางแผนร่วมกับแนวคิดของ ดร.สำราญ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

5.1 "สกลนครโมเดล": ธรรมะกินได้

ดร.นิยม นำเสนอแคมเปญหาเสียงภายใต้แนวคิด "เลือกมหานิยม ไปดูแลเรื่องศาสนา ปัญหาปากท้อง" 11 ซึ่งเป็นการถอดบทเรียนจากการเมืองในอดีตที่นโยบายศาสนามักถูกมองว่าเป็นเรื่องนามธรรม จับต้องไม่ได้

  • การเชื่อมโยง (Linkage): ยุทธศาสตร์นี้พยายามเชื่อมโยง "ธนาคารพุทธ" เข้ากับ "เศรษฐกิจฐานราก" โดยชี้ให้เห็นว่าหากมีธนาคารพุทธ วัดจะมีเงินทุนมาช่วยสงเคราะห์ชุมชน ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ชาวบ้าน หรือจัดสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นการแปลง "ทุนทางศาสนา" ให้เป็น "ทุนทางเศรษฐกิจ"

  • บทบาทของ ดร.สำราญ: ดร.สำราญ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร สามารถช่วย "แปลงสาร" (Message Framing) เหล่านี้ให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงชาวบ้าน ผ่านสื่อออนไลน์และบทความต่างๆ

5.2 พุทธสันติวิธีและการสื่อสารเพื่อความปรองดอง

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ดร.นิยม เลือกใช้แนวทางที่แตกต่างด้วยการนำ "พุทธสันติวิธี" มาใช้ในการหาเสียง ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของ ดร.สำราญ 3

  • การหาเสียงเชิงบวก (Positive Campaigning): ไม่โจมตีใส่ร้ายคู่แข่ง แต่เน้นนำเสนอผลงานและจุดยืนของตนเอง การใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ตามหลักสันติศึกษา ช่วยสร้างภาพลักษณ์ของผู้ใหญ่ใจดีและเป็นที่พึ่งทางใจ ซึ่งดึงดูดคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้เบื่อหน่ายความขัดแย้ง

  • การจัดการวิกฤต (Crisis Management): หากถูกโจมตีเรื่องการย้ายพรรค ดร.สำราญ สามารถให้คำแนะนำในการตอบโต้ด้วยความเมตตาและเหตุผล อธิบายว่าเป็นความจำเป็นเพื่อให้สามารถทำงานรับใช้ศาสนาและประชาชนได้ต่อไป ไม่ใช่การทรยศอุดมการณ์

5.3 ยุทธศาสตร์เครือข่าย บวร (บ้าน-วัด-โรงเรียน)

ทั้ง ดร.นิยม และ ดร.สำราญ ต่างมีพื้นฐานมาจากความเป็นครูและบุคลากรทางศาสนา ทำให้เข้าใจกลไกของเครือข่าย "บวร" เป็นอย่างดี

  • วัดเป็นศูนย์กลาง: ใช้พื้นที่วัดเป็นเวทีปราศรัยย่อย โดยให้พระสงฆ์ (ซึ่งศรัทธาในตัว ดร.นิยม อยู่แล้ว) เป็นกระบอกเสียงทางอ้อม (Opinion Leaders) ในการบอกต่อชาวบ้านถึงความสำคัญของการมี "ส.ส. สายพุทธ" ในสภา

  • โรงเรียนและครู: ใช้เครือข่ายครูเก่าของ ดร.นิยม ในการเจาะเข้าสู่กลุ่มผู้ปกครอง

  • บ้าน: ใช้ อสม. และผู้นำชุมชนที่ทำงานร่วมกับวัดในการเคาะประตูบ้าน

ตารางที่ 2 แสดงการวิเคราะห์ SWOT ของยุทธศาสตร์การหาเสียงภายใต้ความร่วมมือของทั้งสองท่าน

ตารางที่ 2: วิเคราะห์ SWOT ยุทธศาสตร์การเมืองของ ดร.นิยม และ ดร.สำราญ ในนามพรรคโอกาสใหม่

ปัจจัยภายใน (Internal Factors)ปัจจัยภายนอก (External Factors)

จุดแข็ง (Strengths):


1. ภาพลักษณ์ "ตัวจริง" เรื่องพุทธศาสนาที่ชัดเจนและยาวนาน


2. เครือข่ายศิษย์เก่า มจร. และพระสงฆ์ทั่วประเทศที่เข้มแข็ง


3. ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและกลไกสภาของ ดร.นิยม


4. ความเชี่ยวชาญด้านสื่อและยุทธศาสตร์สันติวิธีของ ดร.สำราญ

โอกาส (Opportunities):


1. กระแสสังคมที่เริ่มเบื่อหน่ายความขัดแย้งทางการเมืองแบบเดิม


2. การเติบโตของกลุ่ม "อนุรักษ์นิยมใหม่" ที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ไทย


3. แพลตฟอร์ม "พรรคโอกาสใหม่" ที่เปิดกว้างและมีความพร้อมด้านทรัพยากร

จุดอ่อน (Weaknesses):


1. ฐานเสียงจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มชาวพุทธสูงวัย อาจเข้าไม่ถึงคนรุ่นใหม่


2. อายุที่มากขึ้นของ ดร.นิยม (74 ปี) อาจเป็นอุปสรรคในการลงพื้นที่หนัก


3. ภาพลักษณ์การเป็น "พรรคเฉพาะทาง" อาจทำให้ดูไม่เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจ

อุปสรรค (Threats):


1. การแข่งขันที่รุนแรงจากพรรคใหญ่ (เพื่อไทย, ประชาชน) ที่มีทรัพยากรมากกว่า


2. กระแสข่าวลบเกี่ยวกับวงการสงฆ์ที่อาจกระทบต่อศรัทธาและนโยบายพุทธ


3. กฎหมายเลือกตั้งที่อาจไม่เอื้อต่อพรรคขนาดกลางและเล็ก

6. บทวิเคราะห์เชิงทฤษฎี: เครือข่ายชนชั้นนำและการสื่อสารทางการเมือง

เพื่อให้การวิเคราะห์มีความลุ่มลึกทางวิชาการ จำเป็นต้องมองปรากฏการณ์นี้ผ่านเลนส์ทฤษฎีรัฐศาสตร์และนิเทศศาสตร์การเมือง

6.1 ทฤษฎีเครือข่ายชนชั้นนำ (Elite Network Theory)

ความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.นิยม และ ดร.สำราญ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ "เครือข่ายชนชั้นนำทางปัญญา" (Intellectual Elite Network) ที่ก่อตัวขึ้นจากสถาบันการศึกษา (มจร.) ทฤษฎีนี้อธิบายว่า การตัดสินใจทางการเมืองและการกำหนดนโยบายสาธารณะ มิได้เกิดขึ้นจากกระบวนการประชาธิปไตยแบบรากหญ้าเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดทิศทางโดยกลุ่มชนชั้นนำที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวและอุดมการณ์ร่วมกัน การที่ทั้งสองท่านสามารถผลักดันวาระธนาคารพุทธขึ้นมาเป็นประเด็นระดับชาติได้ ทั้งที่ศาสนาไม่ใช่เรื่องหลักของการเมืองกระแสหลัก สะท้อนถึงประสิทธิภาพของเครือข่ายนี้ในการ "กำหนดวาระ" (Agenda Setting)

6.2 การสื่อสารทางการเมืองในยุคดิจิทัล (Political Communication in Digital Age)

ดร.สำราญ สมพงษ์ ได้นำความรู้จากการวิจัยเรื่องการสื่อสารสันติภาพในสื่อออนไลน์ 3 มาประยุกต์ใช้ในการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ทางการเมืองให้กับ ดร.นิยม ในโลกโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางภาวะข่าวปลอม (Fake News) และถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) การใช้หลัก "วาจาสุภาษิต" (Right Speech) และการนำเสนอเนื้อหาที่สร้างสรรค์ ช่วยสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ให้กับแบรนด์การเมืองของ ดร.นิยม ทำให้โดดเด่นออกมาจากนักการเมืองทั่วไปที่เน้นการสาดโคลน

7. บทสรุปและทิศทางอนาคต

การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.นิยม เวชกามา และ ดร.สำราญ สมพงษ์ ภายใต้บริบทของการเลือกตั้ง พ.ศ. 2569 และการเปลี่ยนแปลงสังกัดพรรค เผยให้เห็นถึงพลวัตที่สำคัญของการเมืองไทยในมิติของศาสนาและวัฒนธรรม

ข้อค้นพบสำคัญ:

  1. พันธมิตรยั่งยืน: ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มิใช่เพียงพันธมิตรทางการเมืองชั่วคราว แต่เป็น "สหธรรมิก" ที่มีรากฐานทางปัญญาและจิตวิญญาณร่วมกันจาก มจร. ซึ่งมีความทนทานต่อแรงเสียดทานทางการเมืองสูง

  2. ยุทธศาสตร์ใหม่: การย้ายพรรคของ ดร.นิยม และการลาออกของ ดร.สำราญ คือการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำพา "นโยบายพุทธนิยม" ออกจากพื้นที่จำกัด (Niche) สู่พื้นที่กระแสหลัก (Mainstream) ผ่านกลไกของ "พรรคโอกาสใหม่"

  3. ธนาคารพุทธเป็นเดิมพัน: นโยบายธนาคารพระพุทธศาสนายังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ทั้งคู่ต้องการผลักดันให้สำเร็จ เพื่อเป็นมรดกทางนโยบาย (Policy Legacy) และเครื่องมือในการปฏิรูปกิจการสงฆ์

ทิศทางในอนาคต:

หาก ดร.นิยม ได้รับเลือกตั้งกลับเข้าสู่สภาในนามพรรคโอกาสใหม่ โดยมี ดร.สำราญ เป็นทีมงานเบื้องหลัง เราอาจได้เห็นการขับเคลื่อนนโยบายศาสนาในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยและเป็นระบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผลักดัน พ.ร.บ. ธนาคารพุทธ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา หรือการใช้พุทธสันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของชาติ ความสำเร็จของโมเดลนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า "ธรรมะ" และ "การเมือง" สามารถเดินไปด้วยกันได้ในระบอบประชาธิปไตยไทยสมัยใหม่

รายงานฉบับนี้จึงสรุปได้ว่า ดร.นิยม และ ดร.สำราญ คือคู่หูทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดคู่หนึ่งในปีกอนุรักษ์นิยมใหม่ของการเมืองไทย ที่กำลังพยายาสร้างพื้นที่ยืนให้กับคุณค่าทางศาสนา ท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกราก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พลวัตการเมืองสายพุทธ ถอดรหัสพันธมิตรดร.นิยม–สำราญ บนสนามเลือกตั้ง 2569

ท่ามกลางการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569 ที่กำลังจะมาถึง การเมืองไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงเป็นการแข่งขันร...