การเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังถูกจับตามองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางบริบทวิกฤตซ้อนวิกฤต หรือที่นักวิชาการเรียกว่า “Perfect Storm” ทั้งเศรษฐกิจโลกผันผวน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างฉับพลัน
ในห้วงเวลานี้ เวทีเสวนา “ทิศทางโลก ทิศทางไทย #ThailandVision2035” ซึ่งจัดโดยสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการประกาศวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองหลัก โดยเฉพาะการเปิดตัว “Thailand Vision 2035” ของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 จากพรรคเพื่อไทย
รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ที่เผยแพร่ล่าสุด ชี้ว่า วิสัยทัศน์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว แต่เป็น ยุทธศาสตร์การเมืองแบบครบวงจร ที่มุ่ง “รีแบรนด์” พรรคเพื่อไทย จากพรรคประชานิยมฐานราก สู่พรรค “เทคโนแครต-ชาตินิยมสมัยใหม่” ที่ใช้วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และ AI เป็นหัวใจหลัก
นักวิทยาศาสตร์สมอง กับเงาทายาทการเมือง
จุดแข็งใหม่หรือจุดเปราะบางเดิม?
รายงานชี้ว่า อัตลักษณ์ของ ดร.ยศชนัน มีลักษณะ “สองด้าน” อย่างชัดเจน ด้านหนึ่ง เขาคือศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญ Brain-Computer Interface (BCI) ซึ่งผลงานได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ สร้างภาพผู้นำแบบ Problem Solver ที่แตกต่างจากนักการเมืองไทยแบบดั้งเดิม
แต่อีกด้านหนึ่ง สถานะทางการเมืองของเขายังคงผูกโยงกับตระกูล “วงศ์สวัสดิ์–ชินวัตร” อย่างแยกไม่ออก ทั้งในฐานะบุตรของอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และหลานของอดีตนายกฯ ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
อย่างไรก็ตาม ในเวทีช่อง 3 ดร.ยศชนันเลือก เปลี่ยนข้อครหาทายาททางการเมืองเป็นวาทกรรมความต่อเนื่อง โดยเปรียบการพัฒนาประเทศเสมือน “การสร้างบ้าน” ที่พรรคไทยรักไทยวางรากฐานไว้ และคนรุ่นใหม่มีหน้าที่ต่อยอด ซึ่งนักวิชาการมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่งรักษาฐานเสียงเดิม พร้อมส่งสัญญาณเสถียรภาพแก่ชนชั้นกลางและภาคธุรกิจ
Thailand Vision 2035 : ประชานิยมเวอร์ชันเทคโนแครต
จากรากหญ้าสู่ Deep Tech
สาระหลักของ Thailand Vision 2035 คือการพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางภายในปี 2578 โดยใช้ AI, Deep Tech และวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เป็นเครื่องยนต์หลัก ครอบคลุมทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล
ภาคเกษตรถูกวางบทบาทใหม่จากการอุดหนุนราคา สู่เกษตรแม่นยำและไบโอเทค
ภาคอุตสาหกรรมเน้นการยกระดับจาก OEM สู่หุ่นยนต์และนวัตกรรมขั้นสูง
ขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลผลักดันอุตสาหกรรมเกมและ E-Sports เป็น New S-Curve
นอกจากนี้ แนวคิด “Common Space” และนโยบาย “City Heroes” ถูกนำเสนอเพื่อแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างวัย และปฏิรูปการศึกษาที่เริ่มจาก “อารมณ์ก่อนเหตุผล” สะท้อนความพยายามเชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจกับสังคมและวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่
Q&A บททดสอบผู้นำ : นอมินีหรืออิสระจริง?
ช่วงถาม-ตอบในเวทีดังกล่าวถูกมองว่าเป็น บททดสอบทางการเมืองที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะคำถามเรื่องอิทธิพลครอบครัวและข้อกล่าวหา “นอมินี” ซึ่ง ดร.ยศชนันตอบด้วยท่าทีประนีประนอม ยืนยันการตัดสินใจร่วมกับคณะกรรมการพรรค ขณะเดียวกันก็ไม่ปฏิเสธบทบาทคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ในตระกูล
นักวิชาการวิเคราะห์ว่า นี่คือยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน รวมกันตี” เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังรักษาพลังเครือข่ายทางการเมืองเดิมไว้
เทียบสามขั้วผู้นำ : เทคโนโลยี – การจัดการ – ปฏิรูปโครงสร้าง
เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญในสนามเดียวกัน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย) เน้นบทบาทผู้จัดการรัฐ เศรษฐกิจสีเขียว และการทูต
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) เน้นการรื้อโครงสร้างอำนาจและประชาธิปไตยเชิงสถาบัน
รายงานสรุปว่า ดร.ยศชนันเลือกยืนบนจุดกึ่งกลาง ระหว่าง ประสิทธิภาพเชิงเทคโนโลยี กับ การประนีประนอมทางการเมือง เพื่อขยายฐานเสียงทั้งรากหญ้าและชนชั้นกลางสายวิชาการ
กับดักรัฐบาลผสม : ความสวยหรูที่อาจสะดุด
แม้ Thailand Vision 2035 จะสอดรับกับกระแสโลก แต่รายงานเตือนว่า อุปสรรคที่แท้จริงอยู่หลังวันเลือกตั้ง โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลผสมภายใต้กฎของแกมสัน และบทบาท “ตัวแปร” ของพรรคขนาดกลางอย่างภูมิใจไทย ซึ่งอาจทำให้เพื่อไทยต้องแลกกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ ส่งผลต่อการบูรณาการนโยบายระยะยาว
ดังนั้น รายงานการวิจัยชี้ว่า “Thailand Vision 2035” คือความพยายามครั้งสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการก้าวข้ามประชานิยมแบบเดิม สู่ประชานิยมเชิงโครงสร้างเทคโนโลยี โดยใช้ทุนทางวิชาการของ ดร.ยศชนัน กลบจุดอ่อนเรื่องสายสัมพันธ์ทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของวิสัยทัศน์นี้ จะไม่ได้ถูกตัดสินบนเวทีดีเบต หากแต่อยู่ที่ พลวัตการเมืองหลัง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าเขาจะสามารถพิสูจน์ความเป็นผู้นำอิสระ ฝ่ากับดักรัฐบาลผสม และเปลี่ยนวาทกรรมให้เป็นนโยบายที่เดินได้จริงหรือไม่
หากทำได้ “Thailand Vision 2035” อาจเป็นกุญแจปลดล็อกประเทศ แต่หากทำไม่ได้ ก็อาจเป็นเพียงอีกหนึ่งวิสัยทัศน์ที่ถูกกลืนหายไปกับพายุการเมืองไทยอีกครั้ง
รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์และนัยสำคัญทางรัฐศาสตร์ของ "Thailand Vision 2035" โดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในบริบทการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ "Thailand Vision 2035" ของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้นำเสนอต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ในเวที "ทิศทางโลก ทิศทางไทย" (Family News 3 Forum 2026) จัดโดยสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 การศึกษานี้ไม่เพียงแต่ถอดรหัสเนื้อหาสาระของนโยบายที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิทยาศาสตร์ขั้นสูง (Deep Tech) เท่านั้น แต่ยังวิเคราะห์ถึงพลวัตทางการเมืองในช่วงถาม-ตอบ (Q&A) ที่สะท้อนถึงความพยายามในการก้าวข้ามข้อครหาเรื่อง "ทายาททางการเมือง" (Political Dynasty) และการสร้างความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน นอกจากนี้ รายงานยังได้ประยุกต์ใช้กรอบทฤษฎีการจัดตั้งรัฐบาลผสม (Coalition Formation Theory) และกฎของแกมสัน (Gamson’s Law) เพื่อพยากรณ์ฉากทัศน์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน เพื่อนำเสนอข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาประเทศในทศวรรษหน้า
1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยภายใต้วิกฤตการณ์ "Perfect Storm"
การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะที่ถูกนิยามว่าเป็น "พายุที่สมบูรณ์แบบ" (Perfect Storm) ซึ่งประกอบด้วยวิกฤตการณ์ที่ทับซ้อนกันในหลายมิติ ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างฉับพลันด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Transition Crisis)
ในบริบทดังกล่าว เวทีเสวนา "ทิศทางโลก ทิศทางไทย #ThailandVision2035" ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ได้กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ใช้ในการประกาศเจตจำนงและวิสัยทัศน์เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคเพื่อไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายในการฟื้นฟูศรัทธาหลังจากวิกฤตทางการเมืองที่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหลายครั้งในช่วงเวลาก่อนหน้า
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย ได้ใช้เวทีนี้ในการเปิดตัว "Thailand Vision 2035" ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่แผนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการนิยามตัวตนใหม่ของพรรค (Rebranding) จากภาพลักษณ์ของพรรคประชานิยมฐานราก สู่การเป็นพรรค "เทคโนแครต-ชาตินิยมสมัยใหม่" (Technocratic Modernist) ที่มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมและองค์ความรู้ทางวิศวกรรมชีวการแพทย์ในการขับเคลื่อนประเทศ การวิเคราะห์ในรายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงรายละเอียดของวิสัยทัศน์ดังกล่าว รวมถึงปฏิกิริยาตอบกลับในช่วงถาม-ตอบ ที่สะท้อนถึงความกังวลของสังคมที่มีต่ออิทธิพลของตระกูลชินวัตร และความสามารถในการตัดสินใจอย่างเป็นอิสระของผู้นำ
2. อัตลักษณ์ทางการเมืองและคุณวุฒิของแคนดิเดต: รอยต่อระหว่างนักวิชาการและทายาททางการเมือง
ก่อนที่จะวิเคราะห์เนื้อหาของวิสัยทัศน์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจถึง "ตัวตน" (Persona) ของผู้ส่งสาร เนื่องจากภูมิหลังและอัตลักษณ์ของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มีผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและการตีความนโยบาย
2.1 ฐานรากทางวิชาการ: วิศวกรรมสมองและนวัตกรรม (Neuroscience & Engineering)
จุดเด่นที่ทำให้ ยศชนัน แตกต่างจากนักการเมืองแบบจารีตประเพณี คือพื้นฐานทางวิชาการที่เข้มข้น เขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) ณ มหาวิทยาลัยมหิดล และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface - BCI)
อัตลักษณ์ความเป็น "นักวิทยาศาสตร์" และ "นักประดิษฐ์" นี้ถูกนำมาใช้เป็นทุนทางการเมือง (Political Capital) เพื่อสร้างความชอบธรรมในการนำเสนอวิสัยทัศน์ Thailand Vision 2035 โดยนัยว่า ปัญหาของประเทศที่มีความซับซ้อน เปรียบเสมือนระบบประสาทที่ต้องการการ "วิศวกรรมใหม่" (Re-engineering) โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจในโครงสร้างเชิงระบบอย่างลึกซึ้ง มิใช่เพียงนักบริหารจัดการทั่วไป
2.2 มรดกทางการเมืองและเงาของตระกูล (Dynastic Legacy)
แม้จะมีคุณวุฒิทางวิชาการที่โดดเด่น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานะทางการเมืองของยศชนันผูกโยงอย่างแยกไม่ออกกับตระกูล "วงศ์สวัสดิ์" และ "ชินวัตร" เขาเป็นบุตรชายของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ (น้องสาวของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร) ทำให้เขามีศักดิ์เป็นหลานของอดีตนายกรัฐมนตรีถึงสองท่าน (ทักษิณ และ ยิ่งลักษณ์) และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ แพทองธาร ชินวัตร
ในเวทีช่อง 3 ยศชนันได้แปรเปลี่ยน "จุดอ่อน" เรื่องข้อครหาทายาททางการเมือง ให้กลายเป็น "จุดแข็ง" เรื่องความต่อเนื่อง (Continuity) เขาเปรียบเทียบการสร้างชาติเหมือนการ "สร้างบ้าน" โดยระบุว่าพรรคไทยรักไทยได้ตอกเสาเข็มไว้เมื่อ 25 ปีก่อน และหน้าที่ของคนรุ่นเขาคือการขึ้นโครงสร้างและต่อยอด
การรักษาฐานเสียงเดิม: เป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้สนับสนุนดั้งเดิมของพรรคว่า อุดมการณ์และผลงานในอดีตยังคงได้รับการเคารพและสานต่อ
การสร้างความเชื่อมั่น: สื่อสารถึงเสถียรภาพและประสบการณ์ที่สั่งสมมา ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองใหม่ที่อาจขาดรากฐานการบริหาร
3. การวิเคราะห์เชิงลึก: "Thailand Vision 2035"
สาระสำคัญที่ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน นำเสนอในวันที่ 12 มกราคม 2569 คือแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มุ่งพาประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) ภายในปี ค.ศ. 2035 (พ.ศ. 2578) โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้
3.1 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานรากสู่ Deep Tech (From Grassroots to Deep Tech)
แกนกลางของวิสัยทัศน์คือการยกระดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ โดยใช้ "วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI" เป็นตัวขับเคลื่อน
ภาคเกษตร: เปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาผลผลิตแบบดั้งเดิม สู่การเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) เพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยด้านการแพทย์และชีวภาพที่ยศชนันเชี่ยวชาญ
ภาคอุตสาหกรรม: การเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูง (Deep Tech) และหุ่นยนต์อัตโนมัติ (Robotics) เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เศรษฐกิจดิจิทัล: การผลักดันอุตสาหกรรมเกมและ E-Sports ให้เป็น New S-Curve ตัวใหม่
8 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในพลวัตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ
3.2 โมเดลสังคม "Common Space" และ "City Heroes"
นอกเหนือจากมิติด้านเศรษฐกิจ ยศชนันยังได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาสังคมผ่านโมเดล "Common Space" หรือพื้นที่ส่วนกลางเพื่อการสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพื่อพลิกฟื้นพื้นที่รกร้างให้เป็นแหล่งรวมตัวของเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
นัยสำคัญของนโยบายนี้คือการพยายาม "เชื่อมช่องว่างระหว่างวัย" (Intergenerational Gap) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย โดยใช้พื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ทางโอกาสเป็นตัวกลางในการสร้างบทสนทนาใหม่ ๆ ระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า "ทุกคนมีคุณค่า"
3.3 การจัดการวิกฤต "Perfect Storm" และเสถียรภาพทางการเมือง
ยศชนันชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "Perfect Storm" ที่ประกอบด้วยปัญหารุมเร้าหลายด้าน และสิ่งที่ประเทศไทยขาดแคลนไม่ใช่ทรัพยากร แต่คือ "เสถียรภาพ" และ "ความต่อเนื่อง"
4. การวิเคราะห์ช่วงถาม-ตอบ (Q&A) และประเด็นความขัดแย้ง
ภายหลังการนำเสนอวิสัยทัศน์ในวันที่ 12 มกราคม 2569 ช่วงการถาม-ตอบได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญที่เผยให้เห็นถึงไหวพริบและจุดยืนทางการเมืองของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน
4.1 การตอบคำถามเรื่อง "นอมินี" และอิทธิพลของครอบครัว
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองและถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ บทบาทของ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ มารดา และอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ลุงของเขา ต่อการตัดสินใจทางการเมือง ในช่วงถาม-ตอบ ยศชนันได้ตอบคำถามนี้ด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจแต่ประนีประนอม โดยระบุว่า "ผมมั่นใจว่าผมสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ร่วมกับคณะกรรมการบริหารพรรค"
การตอบคำถามในลักษณะนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ "แยกกันเดิน รวมกันตี":
ในทางนิตินัย: ยืนยันความเป็นอิสระของการตัดสินใจเพื่อป้องกันข้อหาก้าวก่ายทางการเมืองที่อาจนำไปสู่การยุบพรรค
ในทางพฤตินัย: ไม่ปฏิเสธความสัมพันธ์ทางเครือญาติ แต่ตีกรอบให้เป็นเรื่องของ "การให้คำปรึกษา" และ "ประสบการณ์" ที่ถ่ายทอดกันมา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งเรื่องทีมงานที่แข็งแกร่ง
4.2 จุดยืนเรื่องความขัดแย้งและการนิรโทษกรรม
เมื่อถูกถามถึงประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองและการดึงอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยกลับมาช่วยงาน ยศชนันเลือกใช้ถ้อยคำที่เน้นความปรองดอง โดยกล่าวว่า "การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อพรรคเพื่อไทย แต่เราต้องร่วมมือกันเพื่อประเทศชาติ... ทุกคนที่เคยถูกปฏิเสธความยุติธรรมได้กลับมาเพื่อช่วยคนรุ่นใหม่สร้างประเทศ" 1
นัยสำคัญตรงนี้คือการส่งสัญญาณถึงการ "นิรโทษกรรมทางความรู้สึก" ให้กับกลุ่มการเมืองเก่า และพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็น "โซ่ข้อกลาง" ที่เชื่อมรอยต่อระหว่างอดีตกับอนาคต ซึ่งแตกต่างจากพรรคคู่แข่งที่อาจเน้นการรื้อล้างระบบเดิมอย่างสิ้นเชิง
4.3 การตอบคำถามเชิงนโยบายเศรษฐกิจ
ในช่วงถาม-ตอบเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้สินและเศรษฐกิจปากท้อง ยศชนันเน้นย้ำถึงมาตรการเร่งด่วนในการ "แก้หนี้" ควบคู่ไปกับการ "เติมเงิน" (Digital Wallet 3,000 บาท) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่หัวใจสำคัญยังคงอยู่ที่การปรับโครงสร้างระยะยาวด้วยเทคโนโลยี
5. การเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์กับคู่แข่งทางการเมือง
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนของ Thailand Vision 2035 จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับวิสัยทัศน์ของคู่แข่งสำคัญอีก 2 ท่าน ที่นำเสนอในเวทีเดียวกันและในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
5.1 เปรียบเทียบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
วิสัยทัศน์: "Thailand Must Be Free" / "ครัวของโลก" (Kitchen of the World)
นายอนุทิน เน้นย้ำความเป็น "ผู้จัดการ" (Manager) ที่ "พูดแล้วทำ" 10 นโยบายของเขาเน้นการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การปิดชายแดนเพื่อความมั่นคง และการทำให้ไทยเป็นหุ้นส่วนโลกที่ขาดไม่ได้ (Indispensable Partner) โดยเน้นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และการเข้าร่วม OECD 10
ข้อแตกต่าง: อนุทินเน้น "การค้าและการทูต" (Trade & Diplomacy) และความเป็นชาตินิยมเชิงป้องกัน (Protectionist Nationalism) ในขณะที่ยศชนันเน้น "เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน" (Tech & Infrastructure) และความเป็นสากลนิยมเชิงรุก
จุดตัด: ทั้งคู่เน้นการแก้ปัญหาปากท้อง แต่ภูมิใจไทยเน้นการสร้างรายได้จากการขายสินค้าวัฒนธรรมและเกษตร (Soft Power) ในขณะที่เพื่อไทยเน้นการสร้างรายได้จากการยกระดับอุตสาหกรรมด้วย AI (Hard Power)
5.2 เปรียบเทียบกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
วิสัยทัศน์: "12 วาระเปลี่ยนประเทศ" / "รื้อระบอบสีเทา"
นายณัฐพงษ์ นำเสนอวิสัยทัศน์ที่เน้นการปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบัน (Structural Reform) อย่างถอนรากถอนโคน โดยเฉพาะการกระจายอำนาจ การทลายทุนผูกขาด และการจัดการกับธุรกิจสีเทา 11
ข้อแตกต่าง: ณัฐพงษ์เน้น "การเมืองและอำนาจ" (Politics & Power) โดยมองว่าปัญหาเศรษฐกิจเกิดจากโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว ส่วนยศชนันเน้น "ประสิทธิภาพและนวัตกรรม" (Efficiency & Innovation) โดยมองว่าปัญหาเกิดจากการขาดเครื่องมือที่ทันสมัย
จุดตัด: ทั้งคู่แย่งชิงฐานเสียงคนรุ่นใหม่ แต่พรรคประชาชนดึงดูดด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยเสรีนิยม ในขณะที่ยศชนันดึงดูดด้วยความหวังเรื่องอนาคตทางเศรษฐกิจและอาชีพใหม่ๆ
ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบแนวนโยบายหลักของผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2569
| มิติการเปรียบเทียบ | ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (เพื่อไทย) | อนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย) | ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ประชาชน) |
| ปรัชญาหลัก | Technocratic Populism (ประชานิยมเทคโนแครต) | Protectionist Managerialism (การจัดการแบบชาตินิยม) | Structural Reformism (ปฏิรูปโครงสร้าง) |
| เป้าหมายปี 2035 | ประเทศรายได้สูงด้วย Deep Tech & AI | "Thailand Must Be Free" / หุ้นส่วนโลก | ประเทศประชาธิปไตยเต็มใบ / รัฐสวัสดิการ |
| กลไกขับเคลื่อน | วิทยาศาสตร์, BCI, โครงสร้างพื้นฐาน | การค้า, วัฒนธรรมอาหาร, OECD | การกระจายอำนาจ, ทลายทุนผูกขาด |
| จุดยืนทางการเมือง | ประนีประนอม / เชื่อมรอยต่อรุ่น | อนุรักษ์นิยม / ผู้จัดการรัฐบาล | ก้าวหน้า / ต่อต้านระบบเดิม |
| ฐานเสียงเป้าหมาย | รากหญ้า + ชนชั้นกลางสายวิชาการ | อนุรักษ์นิยม + เครือข่ายท้องถิ่น | คนรุ่นใหม่ + กลุ่มเบื่อหน่ายระบบ |
6. กรอบทฤษฎีการเมือง: พลวัตการจัดตั้งรัฐบาลผสมและทฤษฎีเกม
ความสำเร็จของ Thailand Vision 2035 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยหรูของนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้กฎกติกาและสมการทางการเมืองที่ซับซ้อน การนำทฤษฎีทางรัฐศาสตร์มาจับจะช่วยให้เห็นภาพความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
6.1 กฎของแกมสัน (Gamson’s Law) กับความเป็นจริงของการเมืองไทย
ทฤษฎีของแกมสันระบุว่า ในรัฐบาลผสม การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีจะแปรผันตรงกับจำนวนที่นั่ง สส. ที่แต่ละพรรคนำมาร่วมรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การศึกษาบริบทการเมืองไทยชี้ให้เห็นว่า "อำนาจต่อรอง" (Bargaining Power) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ "ตำแหน่งยุทธศาสตร์" ในการเป็นตัวแปร (Kingmaker)
6.2 พฤติกรรมมุ่งแสวงหาตำแหน่ง vs มุ่งแสวงหานโยบาย (Office-Seeking vs. Policy-Seeking)
ทฤษฎีพรรคการเมืองจำแนกพฤติกรรมออกเป็น 2 แบบหลัก
Office-Seeking (มุ่งตำแหน่ง): พรรคที่เน้นการได้เข้าร่วมรัฐบาลและคุมทรัพยากร พรรคภูมิใจไทยมักถูกจัดในกลุ่มนี้ โดยมีความยืดหยุ่นสูงทางอุดมการณ์
Policy-Seeking (มุ่งนโยบาย): พรรคที่เน้นการผลักดันอุดมการณ์และนโยบายเฉพาะ พรรคประชาชนมีความชัดเจนในด้านนี้ ซึ่งทำให้การประนีประนอมทำได้ยาก
พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของยศชนัน อยู่ในสภาวะ "ลูกผสม" (Hybrid) คือต้องการตำแหน่งนายกฯ เพื่อฟื้นฟูเกียรติภูมิ (Office) แต่ก็จำเป็นต้องผลักดันนโยบายเศรษฐกิจใหม่ (Policy) เพื่อหนีกับดักคะแนนนิยม ความท้าทายของยศชนันคือ หากต้องจัดตั้งรัฐบาลกับพรรค Office-Seeking เขาอาจต้องเผชิญกับการต่อรองที่เน้นผลประโยชน์ระยะสั้น เหนือวิสัยทัศน์ระยะยาวปี 2035
6.3 ปรากฏการณ์ "ความแข็งแกร่งคือจุดอ่อน" (Strength-is-Weakness Paradox)
ในทฤษฎีการจัดตั้งรัฐบาล มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Strength-is-Weakness" 17 ซึ่งพรรคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอาจถูกกีดกันออกจากการจัดตั้งรัฐบาล หากพรรคขนาดรองลงมาสามารถรวมตัวกันได้และมองว่าการรวมกับพรรคใหญ่จะทำให้ส่วนแบ่งอำนาจลดลง
สำหรับยศชนัน นี่คือความเสี่ยงสำคัญ หากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแต่ไม่แลนด์สไลด์ พรรคภูมิใจไทยและพรรคอื่นๆ อาจรวมตัวกันโดยมีอำนาจต่อรองสูงกว่า หรือแม้กระทั่งผลักดันนายอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ แทน โดยอ้างความชอบธรรมจากการเป็น "คนกลาง" ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้มากกว่าตระกูลชินวัตร
7. บทวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์: ความเป็นไปได้และอุปสรรคของ Thailand Vision 2035
จากการประมวลข้อมูลทั้งหมด สามารถสังเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จและอุปสรรคของวิสัยทัศน์นี้ได้ดังนี้
7.1 ปัจจัยสนับสนุน (Enablers)
ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว: ความเป็นศาสตราจารย์และนักวิจัยของยศชนัน ไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ปรุงแต่ง (Fabricated Image) แต่เป็นของจริง (Authentic) ซึ่งสร้างความแตกต่างในตลาดการเมืองไทยที่ขาดแคลนผู้นำสายวิทยาศาสตร์
โครงข่ายฐานเสียง: การผนึกกำลังระหว่าง "บ้านใหญ่" ในต่างจังหวัดและนโยบายที่ดึงดูดคนเมือง ทำให้เพื่อไทยมีโอกาสเจาะกลุ่มเป้าหมายได้กว้างกว่าพรรคอื่นๆ
กระแสโลก: เทรนด์ AI และ Deep Tech เป็นวาระระดับโลก ทำให้วิสัยทัศน์ของยศชนันดูทันสมัยและสอดคล้องกับทิศทางทุนนิยมโลก
7.2 อุปสรรคและความท้าทาย (Barriers)
ความไม่ไว้วางใจในตัวบุคคล: แม้จะพยายามสร้างภาพลักษณ์ความเป็นอิสระ แต่เงาของ ทักษิณ และ ยิ่งลักษณ์ ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ชนชั้นนำและกลุ่มอนุรักษ์นิยมหวาดระแวง ซึ่งอาจนำไปสู่การต่อต้านนอกสภาหรือทางกฎหมาย
ระบบราชการที่อุ้ยอ้าย: การจะขับเคลื่อน Deep Tech หรือ Common Space ต้องอาศัยการปฏิรูประบบราชการอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นจุดที่พรรคเพื่อไทยมักหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรง (ต่างจากพรรคก้าวไกล/ประชาชน) ทำให้เกิดคำถามว่านโยบายจะถูกนำไปปฏิบัติได้จริงเพียงใด
กับดักรัฐบาลผสม: หากต้องแบ่งกระทรวงสำคัญให้พรรคร่วมรัฐบาล การบูรณาการข้อมูลและงบประมาณเพื่อสร้าง "ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล" แบบครบวงจรอาจทำได้ยาก หรือเกิดความล่าช้า
8. บทสรุป
การประกาศ "Thailand Vision 2035" ของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่พยายามก้าวข้าม "ประชานิยมแจกเงิน" สู่ "ประชานิยมเชิงโครงสร้างเทคโนโลยี" รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า ยศชนันมีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการใช้ทุนทางวิชาการเพื่อกลบจุดอ่อนเรื่องทายาททางการเมือง และใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมสมองมาเป็นอุปมาอุปไมยในการแก้ปัญหาประเทศ
อย่างไรก็ตาม บททดสอบที่แท้จริงไม่ใช่ความสวยหรูของวิสัยทัศน์ แต่คือพลวัตทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ยศชนันจะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานทั้งจากภายใน (การบริหารดุลอำนาจในตระกูลและพรรค) และภายนอก (การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมตามทฤษฎีเกม) หากเขาสามารถก้าวข้ามข้อครหาเรื่อง "หุ่นเชิด" และแสดงความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ควบคู่ไปกับความสามารถในการบริหารความขัดแย้งได้ "Thailand Vision 2035" ก็อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกประเทศไทยออกจากทศวรรษแห่งความถดถอย แต่หากล้มเหลว มันจะเป็นเพียงอีกหนึ่งวาทกรรมทางการเมืองที่ถูกพัดพาไปกับพายุแห่งวิกฤตการณ์


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น