ในสมรภูมิการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 พรรคเพื่อไทยเดินหน้านำเสนอนโยบายเศรษฐกิจฐานรากเชิงนวัตกรรม โดยยกจังหวัดบึงกาฬเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการพิสูจน์แนวคิด “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ภายใต้แคมเปญ “Hope 2026” หรือ “ความหวัง 2569” ที่มุ่งผสานเกษตรกรรม เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” พรรคเพื่อไทยพยายามขยับจากนโยบายประชานิยมแบบเดิม สู่แนวคิดที่นักวิชาการเรียกว่า “นวัตกรรมนิยม” หรือ Innovation Populism โดยเน้นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการอุดหนุนเพียงระยะสั้น เป้าหมายคือการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับประชาชน และผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงยางพาราแห่งอีสาน” ด้วยพื้นที่ปลูกยางพารากว่า 8 แสนไร่ และมีผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดในประเทศ ถูกวางบทบาทเป็น “สมรภูมิเชิงสัญลักษณ์” ของนโยบายเศรษฐกิจมูลค่าสูงของพรรคเพื่อไทย แม้จะมีศักยภาพสูง แต่บึงกาฬยังเผชิญปัญหาโครงสร้าง ทั้งความผันผวนของราคายาง การขาดอุตสาหกรรมแปรรูปขั้นสูง และการท่องเที่ยวที่ยังไม่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตเกษตรกรอย่างแท้จริง
แกนหลักของนโยบายเพื่อไทยในพื้นที่ คือแนวคิด “การท่องเที่ยวยางพาราประยุกต์” (Applied Rubber Tourism) ที่มุ่งเปลี่ยนสวนยางจากแหล่งผลิตวัตถุดิบ ไปสู่ระบบวนเกษตรและแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง และนวัตกรรมทางการแพทย์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การพัฒนาที่พักเชิงสุขภาพในสวนยาง การแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์เกรดการแพทย์ ไปจนถึงการสร้างรายได้ใหม่จากคาร์บอนเครดิต
ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ถูกวางบทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านเชิงเทคโนโลยี ด้วยภาพลักษณ์นักวิชาการสายเทคโนแครตที่ผลักดันการใช้ข้อมูล นวัตกรรม และ AI ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก โดยการลงพื้นที่ปราศรัยที่โรงเรียนพรเจริญวิทยา อำเภอพรเจริญ ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญะทางการเมืองว่า “การศึกษาและชุมชน” คือจุดตั้งต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นจากล่างขึ้นบน
นโยบายดังกล่าวตั้งเป้าให้เกษตรกรชาวสวนยางไม่ใช่เพียงผู้ผลิตวัตถุดิบ แต่เป็น “ผู้ประกอบการเกษตรสมัยใหม่” ที่มีรายได้หลายทาง ทั้งจากการขายผลผลิต การท่องเที่ยว การแปรรูป และบริการด้านสุขภาพ ซึ่งหากสำเร็จ จะช่วยลดความเสี่ยงจากราคายางผันผวน และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่ายังมีความท้าทายสำคัญ ทั้งการปรับตัวของเกษตรกร กฎระเบียบด้านผังเมืองและการท่องเที่ยว รวมถึงความต่อเนื่องทางการเมือง หากนโยบายขาดแรงผลักดันในระดับรัฐบาลกลาง ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจัดตั้ง “บึงกาฬโมเดล” หรือเขตทดลองเชิงนโยบาย (Sandbox) เพื่อปลดล็อกกฎระเบียบ และสร้างศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมยางพาราในพื้นที่
การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการชิงชัยของพรรคการเมือง แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถแปลง “วิสัยทัศน์เศรษฐกิจมูลค่าสูง” ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตจริงของคนบึงกาฬ และประชาชนฐานรากทั่วประเทศได้มากน้อยเพียงใด
นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทย และยุทธศาสตร์เพื่อไทยส่งเสริมการท่องเที่ยวและยางพาราบึงกาฬ
บทที่ 1: บทนำและบริบทภูมิทัศน์ทางการเมืองเศรษฐกิจในปี 2569
1.1 พลวัตการเมืองไทยและการเลือกตั้งทั่วไป 2569
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะความผันผวนของระเบียบโลกใหม่ (New World Order) และความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน หรือที่เรียกว่า "วิกฤตซ้อนวิกฤต" (Polycrisis)
พรรคเพื่อไทย ในฐานะสถาบันทางการเมืองที่มีรากฐานมายาวนาน ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญภายใต้แคมเปญ "Hope 2026" หรือ "ความหวัง 2569"
1.2 ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของจังหวัดบึงกาฬ
จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย มิได้เป็นเพียงพื้นที่ชายขอบทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้วยสถานะ "เมืองหลวงยางพาราแห่งอีสาน" บึงกาฬมีพื้นที่ปลูกยางพารากว่า 8 แสนไร่ และมีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงที่สุดในประเทศที่ 248 กิโลกรัมต่อไร่
ในบริบทของการเลือกตั้งปี 2569 บึงกาฬจึงกลายเป็น "สมรภูมิเชิงสัญลักษณ์" (Symbolic Battleground) ที่พรรคเพื่อไทยต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า นโยบาย "เศรษฐกิจมูลค่าสูง" ของพรรคสามารถนำมาปฏิบัติใช้ได้จริงในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากการขายวัตถุดิบราคาถูก สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมและการท่องเที่ยว
1.3 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา
รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์นโยบายของพรรคเพื่อไทยอย่างละเอียดรอบด้าน โดยมุ่งเน้นที่ข้อเสนอในการส่งเสริม "การท่องเที่ยวยางพาราประยุกต์" (Applied Rubber Tourism) ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ การวิเคราะห์จะครอบคลุมถึงมิติต่างๆ ดังนี้:
การวิเคราะห์ตัวแสดงนำ (Key Actor Analysis): บทบาทและวิสัยทัศน์ของ ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
การวิเคราะห์พื้นที่ (Spatial Analysis): นัยสำคัญของการลงพื้นที่ปราศรัย ณ โรงเรียนพรเจริญวิทยา อำเภอพรเจริญ และความเชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่น
การวิเคราะห์นโยบาย (Policy Analysis): กลไกการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวยางพาราประยุกต์ การบูรณาการวนเกษตร และนวัตกรรมทางการแพทย์
การวิเคราะห์ผลกระทบ (Impact Analysis): การประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อจังหวัดบึงกาฬ
บทที่ 2: วิสัยทัศน์ผู้นำและกรอบแนวคิด "เศรษฐกิจฐานรากนวัตกรรม"
2.1 ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: ผู้นำเทคโนแครตในคราบนักการเมือง
การเปิดตัว ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย
ประวัติการทำงานของท่านที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การเป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ และรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย
2.2 แนวคิด "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" (New Growth Engines)
หัวใจสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจในปี 2569 คือการสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อทดแทนเครื่องยนต์เดิมที่เริ่มเสื่อมสภาพตามกาลเวลา โดย ศ.ดร. ยศชนัน ได้นำเสนอโมเดลการพัฒนา 3 แกนหลักที่สอดประสานกัน
| แกนยุทธศาสตร์ (Strategic Pillars) | รายละเอียดและเป้าหมาย (Details & Goals) | การประยุกต์ใช้กับยางพาราบึงกาฬ (Application in Bueng Kan) |
| 1. เกษตรมูลค่าสูง (High-Value Agriculture) | การเปลี่ยนเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมสู่เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) โดยใช้ AI และ IoT เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต พร้อมทั้งประกันกำไร 30% | การใช้เซนเซอร์วัดความชื้นในสวนยาง, การพัฒนาพันธุ์ยางที่ให้น้ำยางเกรดการแพทย์, การทำเกษตรพันธสัญญาที่ประกันราคาและกำไร |
| 2. อุตสาหกรรมมูลค่าสูง (High-Value Industry) | การส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และวัสดุศาสตร์ขั้นสูง (Advanced Materials) | การตั้งโรงงานสกัดสารสำคัญจากเซรั่มยางพารา (Rubber Serum Extraction) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยาและเวชสำอาง |
| 3. บริการมูลค่าสูง (High-Value Services) | การยกระดับภาคบริการสู่ Wellness Tourism และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) | การพัฒนา "Rubber Wellness Retreat" ที่พักเชิงสุขภาพในสวนยาง และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้วิถีวนเกษตร |
2.3 จาก "ประชานิยม" สู่ "นวัตกรรมนิยม" (Innovation Populism)
นโยบายของพรรคเพื่อไทยในปี 2569 แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการจากนโยบายประชานิยมในยุคไทยรักไทย (เช่น กองทุนหมู่บ้าน, 30 บาทรักษาทุกโรค) มาสู่นโยบายที่เน้นการสร้างรายได้ผ่านนวัตกรรม หรือ "Innovation Populism"
ในบริบทของบึงกาฬ สิ่งนี้หมายถึงการเปลี่ยนชาวสวนยางให้เป็น "ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร" (Agri-Entrepreneurs) ที่ไม่ได้มีรายได้ทางเดียวจากการขายขี้ยาง แต่มีรายได้หลายทางจากการขายคาร์บอนเครดิต, การท่องเที่ยว, และผลิตภัณฑ์แปรรูป
บทที่ 3: ระบบนิเวศเศรษฐกิจและศักยภาพการท่องเที่ยวของบึงกาฬ
3.1 บึงกาฬ: ศูนย์กลางยางพาราที่รอการปลดล็อก
ข้อมูลทางเศรษฐกิจระบุชัดเจนว่า ยางพาราคือลมหายใจของจังหวัดบึงกาฬ ด้วยพื้นที่เพาะปลูกกว่า 876,462 ไร่
นอกจากนี้ เกษตรกรในบึงกาฬยังเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา (Price Volatility) ข้อมูลปี 2565 แสดงให้เห็นว่าราคายางก้อนถ้วยและน้ำยางสดมีการแกว่งตัวตามสภาวะตลาดโลก
3.2 ต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว
บึงกาฬไม่ได้มีดีแค่ยางพารา แต่ยังอุดมไปด้วยทรัพยากรการท่องเที่ยวที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ (Unique Selling Points):
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ: หินสามวาฬ, ถ้ำนาคา, น้ำตกเจ็ดสี และบึงโขงหลง
13 14 สถานที่เหล่านี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติและสายมูเตลู (Faith Tourism) จำนวนมากวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง: วิถีชีวิตริมฝั่งโขง ประเพณีแข่งเรือยาว และอาหารพื้นถิ่นอย่างปลาเผาบึงกาฬ
14 เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้มาเยือน
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญคือ "ความไม่เชื่อมโยง" (Disconnectivity) ระหว่างภาคเกษตรและภาคท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวมาเที่ยวถ้ำนาคาแล้วกลับ โดยที่รายได้ไม่ได้กระจายสู่ชุมชนชาวสวนยางที่อยู่รายรอบ การท่องเที่ยวยางพาราประยุกต์จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเชื่อมต่อช่องว่างนี้
3.3 กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอพรเจริญ: เพชรเม็ดงามที่รอการเจียระไน
อำเภอพรเจริญ ตั้งอยู่กึ่งกลางของจังหวัด เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นโมเดลต้นแบบ (Pilot Model) ของนโยบายนี้ เนื่องจาก:
หนองเลิง (Nong Loeng): แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีทัศนียภาพงดงาม โดยเฉพาะทุ่งบัวแดงและกิจกรรมล่องแพ
15 16 17 ซึ่งเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีอยู่แล้วความเข้มแข็งของชุมชน: พื้นที่นี้มีประวัติศาสตร์การรวมตัวของชุมชนที่เข้มแข็ง ดังจะเห็นได้จากการร่วมแรงร่วมใจสร้างโรงเรียนพรเจริญวิทยา
18 ซึ่งสะท้อนถึงทุนทางสังคม (Social Capital) ที่สูงพื้นที่สวนยางหนาแน่น: อำเภอพรเจริญรายล้อมไปด้วยสวนยางพาราที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ทันที
บทที่ 4: นัยสำคัญของการปราศรัย ณ โรงเรียนพรเจริญวิทยา
การเลือก โรงเรียนพรเจริญวิทยา (Phon Charoen Witthaya School) เป็นเวทีปราศรัยหลักของ ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มิใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นการวางหมากทางยุทธศาสตร์ที่สื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์และนัยทางนโยบายที่ลึกซึ้ง
4.1 ประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของสถานที่
โรงเรียนพรเจริญวิทยา หรือ "พ.จ.ว." ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2519 จากความร่วมมือของประชาชนในท้องถิ่นที่ช่วยกันบริจาคที่ดินและกำลังทรัพย์สร้างอาคารเรียน
อัตลักษณ์ของโรงเรียนที่ว่า "มีระเบียบวินัย รักษ์ความเป็นไทย อยู่อย่างพอเพียง"
4.2 สารทางการเมืองที่ส่งผ่านเวทีปราศรัย
แม้จะไม่มีบันทึกคำต่อคำ แต่จากการวิเคราะห์บริบทและแนวนโยบาย สามารถถอดรหัสสารสำคัญ (Key Messages) ที่สื่อสาร ณ โรงเรียนพรเจริญวิทยา ได้ดังนี้:
การศึกษาสู่นวัตกรรม (Education for Innovation): การเลือกโรงเรียนเป็นเวทีปราศรัย เป็นการยืนยันว่า "การปฏิรูปคน" คือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ศ.ดร. ยศชนัน มักเน้นย้ำเรื่องการพัฒนาทักษะ (Upskilling)
20 โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมให้ลูกหลานเกษตรกรมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเกิดความหวังที่จับต้องได้ในพื้นที่: การนำเสนอนโยบายในพื้นที่จริงอย่างพรเจริญ ซึ่งมีทั้ง "หนองเลิง" (ท่องเที่ยว) และ "สวนยาง" (เกษตร) เป็นการสาธิตให้เห็นภาพว่า นโยบาย "New Growth Engines" จะหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อนำมาใช้จริง เกษตรกรจะไม่ใช่แค่คนกรีดยาง แต่เป็น "เจ้าของรีสอร์ทในสวนยาง" หรือ "ผู้ผลิตสินค้าสุขภาพ"
สัญญาประชาคมเรื่องหนี้สิน: การพูดถึงปัญหาหนี้สินในพื้นที่ชนบท และนำเสนอมาตรการพักหนี้ควบคู่กับการสร้างรายได้ใหม่
20 เป็นการตอบโจทย์ความเจ็บปวด (Pain Point) ที่ใหญ่ที่สุดของคนในพื้นที่ สร้างความรู้สึกร่วมและความหวังที่จะหลุดพ้นจากวงจรหนี้
4.3 ปฏิกิริยาและการตอบรับ
การลงพื้นที่ของแคนดิเดตนายกฯ ที่มีดีกรีศาสตราจารย์และเป็นทายาทตระกูลการเมือง สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนในพื้นที่พรเจริญและบึงกาฬเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และข้าราชการครู ที่มองเห็นโอกาสในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน
บทที่ 5: ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวยางพาราประยุกต์: กลไกและนวัตกรรม
นโยบายการท่องเที่ยวยางพาราประยุกต์ (Applied Rubber Tourism) ของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เพียงการเปิดสวนยางให้คนมาเดินชม แต่เป็นการบูรณาการเทคโนโลยี การจัดการ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ โดยมีกลไกขับเคลื่อนสำคัญ 4 ประการ:
5.1 การพลิกโฉมสู่ "วนเกษตรยางพารา" (Rubber Agroforestry Transformation)
ปัญหาของสวนยางแบบเดิมคือความเป็นพืชเชิงเดี่ยวที่น่าเบื่อหน่ายและทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ นโยบายนี้มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนสวนยางสู่ระบบ "วนเกษตร" (Agroforestry)
ความหลากหลายทางนิเวศ: ส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น พืชสมุนไพร และไม้ผลแทรกในแถวยาง (Intercropping) เช่น กาแฟ, โกโก้, ผักกูด หรือสมุนไพรพื้นบ้าน การทำเช่นนี้จะสร้าง "ป่าในสวนยาง" ที่มีความร่มรื่น สวยงาม และมีอุณหภูมิต่ำกว่าภายนอก เหมาะแก่การพักผ่อน
มาตรฐานสากล: ผลักดันให้สวนยางที่เข้าร่วมโครงการได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งเป็นใบเบิกทางสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรปและอเมริกาที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และรองรับกฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรป
21 เศรษฐกิจสีเขียว: สวนยางแบบวนเกษตรสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ดีกว่า สร้างรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีนโยบายสนับสนุนตลาดคาร์บอนอย่างจริงจัง
5.2 นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Wellness & Medical Innovation)
การนำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการแพทย์ของ ศ.ดร. ยศชนัน มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างจุดขายใหม่ให้กับการท่องเที่ยว
Rubber Wellness Retreat: พัฒนาที่พักในสวนยางที่เน้นบริการสุขภาพ โดยใช้ผลิตภัณฑ์จากยางพาราเกรดการแพทย์ (Medical Grade) เช่น ที่นอนลดแรงกดทับ, หมอนรองกระดูกคอที่ปรับแต่งตามสรีระ (Customized Pillow), และพื้นยางกันกระแทกสำหรับผู้สูงอายุ
เซรั่มยางพารา (Rubber Serum): ส่งเสริมการนำน้ำทิ้งจากการผลิตยางแผ่น ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารผิว มาสกัดเป็น "เซรั่มยางพารา" สำหรับทำสปาและเวชสำอาง
25 นี่คือนวัตกรรม BCG (Bio-Circular-Green) ที่เปลี่ยนของเสียให้เป็นทองคำ สร้างประสบการณ์สปาที่เป็นเอกลักษณ์หาที่อื่นไม่ได้อุปกรณ์นำไฟฟ้า (Conductive Rubber): การพัฒนายางผสมอนุภาคนาโนเพื่อใช้ทำเซนเซอร์สุขภาพแบบสวมใส่ (Wearable Sensors) สำหรับนักท่องเที่ยวที่มารักษาตัวหรือฟื้นฟูสุขภาพ ให้สามารถติดตามสัญญาณชีพได้ตลอดเวลาขณะพักผ่อนในสวนยาง
26
5.3 การเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว "บก-น้ำ" (Integrated Circuit)
การสร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่ไร้รอยต่อในอำเภอพรเจริญและพื้นที่ใกล้เคียง:
Circuit โมเดล: เริ่มต้นเช้าตรู่ด้วยการกรีดยางและชมวิถีวนเกษตร -> สายๆ ล่องแพชมบัวแดงที่หนองเลิง
15 -> บ่ายทำ Workshop ผลิตภัณฑ์ยางพารา -> เย็นรับประทานอาหารพื้นถิ่นและพักผ่อนใน Rubber Wellness Retreatการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน: พรรคเพื่อไทยมีนโยบายลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง ทั้งการขยายสนามบินและการพัฒนาระบบราง เพื่อเชื่อมโยงบึงกาฬเข้ากับหัวเมืองหลักและประเทศเพื่อนบ้าน
20 ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาได้สะดวกขึ้น
5.4 ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการท่องเที่ยว (Smart Tourism Platform)
การนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการและทำการตลาด
App ท่องเที่ยวชุมชน: พัฒนาแอปพลิเคชันที่รวบรวมข้อมูลสวนยางที่เปิดท่องเที่ยว จองที่พัก และซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยใช้ระบบ Blockchain เพื่อความโปร่งใสและตัดพ่อค้าคนกลาง
AI Guide: ใช้ AI ในการแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวและให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับยางพาราและระบบนิเวศในหลายภาษา รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
บทที่ 6: การวิเคราะห์ผลกระทบและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง
6.1 ผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact)
หากนโยบายนี้ประสบความสำเร็จ จะเกิดผลกระทบเชิงบวกมหาศาลต่อเศรษฐกิจบึงกาฬ:
Multi-stream Income: เกษตรกรจะมีรายได้ 4 ทาง คือ 1. ขายน้ำยาง/ยางก้อน 2. ขายพืชร่วมยาง 3. ขายบริการท่องเที่ยว/ที่พัก 4. ขายคาร์บอนเครดิต
Multiplier Effect: การท่องเที่ยวจะกระตุ้นการจ้างงานในภาคบริการ ทั้งมัคคุเทศก์, พนักงานโรงแรม, ร้านอาหาร และผู้ผลิตของที่ระลึก ช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นหลายรอบ
เสถียรภาพราคา: การแปรรูปยางใช้เองในท้องถิ่น (เช่น ทำที่นอนโรงแรม) จะช่วยดูดซับอุปทานส่วนเกิน (Supply Absorption) ในตลาด ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพราคายางในระยะยาว
6.2 ความท้าทายและความเสี่ยง (Challenges & Risks)
แม้จะมีโอกาสสูง แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ:
อุปสรรคในการปรับตัว: การเปลี่ยนเกษตรกรดั้งเดิมให้เป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้และเปลี่ยนทัศนคติ (Reskilling/Upskilling) ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณในการอบรม
ระเบียบราชการ: กฎหมายผังเมืองและระเบียบโรงแรมอาจเป็นอุปสรรคต่อการดัดแปลงสวนยางเป็นที่พัก (Homestay/Resort) พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องมีนโยบาย "Regulatory Guillotine" เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้
ความผันผวนทางการเมือง: หากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือความขัดแย้งทางการเมือง นโยบายอาจขาดความต่อเนื่อง
1 นักลงทุนอาจชะลอการตัดสินใจ
6.3 บทเปรียบเทียบกับคู่แข่ง
เมื่อเทียบกับพรรคประชาชน (People's Party) ที่เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างการเมืองและการกระจายอำนาจ
บทที่ 7: บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทยในกรณีศึกษาจังหวัดบึงกาฬ ชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าในการผสาน "เกษตรกรรม" เข้ากับ "เทคโนโลยี" และ "การท่องเที่ยว" ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวยางพาราประยุกต์ไม่ใช่เพียงแค่กิมมิค (Gimmick) ทางการตลาด แต่เป็นยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ชาญฉลาด
การเลือกพื้นที่อำเภอพรเจริญและโรงเรียนพรเจริญวิทยาเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการสื่อสาร สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในศักยภาพของท้องถิ่นและความต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน (Bottom-Up)
ข้อเสนอแนะเพื่อความสำเร็จของนโยบาย:
จัดตั้ง "บึงกาฬโมเดล" (Bueng Kan Sandbox): ประกาศให้พื้นที่สวนยางในอำเภอพรเจริญเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อการท่องเที่ยวยางพารา ผ่อนปรนกฎระเบียบและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่
สร้างศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence): พัฒนาโรงเรียนพรเจริญวิทยาและวิทยาลัยในพื้นที่ ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านนวัตกรรมยางพาราและการจัดการท่องเที่ยว เพื่อผลิตบุคลากรป้อนตลาด
การตลาดเชิงรุก: สร้างแบรนด์ "Bueng Kan: The Wellness Rubber Capital" สื่อสารไปยังตลาดโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มสุขภาพและกลุ่มรักษ์โลก
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของนโยบายนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการแปลง "วิสัยทัศน์" สู่ "การปฏิบัติ" และความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ เพื่อเปลี่ยน "ความหวัง 2569" ให้กลายเป็น "ความจริงที่ยั่งยืน"
ตารางผนวกข้อมูล
ตารางที่ 1: สถานะและศักยภาพยางพาราของจังหวัดบึงกาฬ
| หัวข้อ (Topic) | ข้อมูลสถิติและรายละเอียด (Data & Details) | แหล่งอ้างอิง |
| พื้นที่ปลูกยางพารา | 876,462 ไร่ (มากที่สุดในภาคอีสาน) | |
| ผลผลิตรวม | ประมาณ 208,035 ตันต่อปี (ข้อมูลปี 2565) | |
| ผลผลิตต่อไร่ | 248 กิโลกรัม/ไร่ (สูงสุดในประเทศไทย) | |
| รายได้เข้าจังหวัด | สร้างรายได้หลักหมื่นล้านบาทต่อปีจากยางพารา | |
| อุตสาหกรรม | มีเงินลงทุนสะสมในอุตสาหกรรมยางกว่า 4,000 ล้านบาท |
ตารางที่ 2: เปรียบเทียบการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม vs การท่องเที่ยวยางพาราประยุกต์
| มิติ (Dimension) | การท่องเที่ยวแบบเดิม (Traditional Tourism) | การท่องเที่ยวยางพาราประยุกต์ (Applied Rubber Tourism) |
| รูปแบบกิจกรรม | ชมวิว ถ่ายรูป ไหว้พระ (Passive) | เรียนรู้ ลงมือทำ บำบัดสุขภาพ (Active/Experiential) |
| ความเชื่อมโยง | แยกส่วนจากภาคเกษตร (Decoupled) | บูรณาการกับวิถีเกษตร (Integrated) |
| ฤดูกาล | เที่ยวได้บางฤดู (Seasonal - เช่น บัวแดง) | เที่ยวได้ตลอดปี (Year-round) |
| ผู้รับประโยชน์ | ผู้ประกอบการท่องเที่ยว/ร้านค้า | เกษตรกรเจ้าของสวนยาง/ชุมชน |
| มูลค่าเพิ่ม | ต่ำ (ขายสินค้าพื้นฐาน) | สูง (ขายบริการสุขภาพ/นวัตกรรม) |
ตารางที่ 3: ข้อมูลสังเขปโรงเรียนพรเจริญวิทยา
| หัวข้อ (Topic) | รายละเอียด (Details) | แหล่งอ้างอิง |
| ชื่อโรงเรียน | โรงเรียนพรเจริญวิทยา (Phorncharoenwittaya School) | |
| ที่ตั้ง | ตำบลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ | |
| ประวัติการก่อตั้ง | ก่อตั้งปี 2519 โดยความร่วมมือบริจาคของประชาชนในพื้นที่ | |
| ปรัชญา/คำขวัญ | "เรียนดี วินัยเคร่ง เก่งกีฬา พัฒนาบ้านเมือง" | |
| อัตลักษณ์ | "มีระเบียบวินัย รักษ์ความเป็นไทย อยู่อย่างพอเพียง" | |
| บทบาท | ศูนย์กลางการศึกษามัธยมศึกษาของอำเภอ และพื้นที่จัดกิจกรรมชุมชน |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น