วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัสวิสัยทัศน์ "ณัฐพงษ์" ชู "12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน" ยุคเอไอ เดิมพันพรรคประชาชนกับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่รัฐนวัตกรรม


11 มกราคม 2569 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (People’s Party) เปิดตัววิสัยทัศน์และทีมบริหารเงา พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ใหญ่ภายใต้หัวข้อ “12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน” ยุคเอไอ  ซึ่งถูกมองว่าไม่ใช่เพียงนโยบายหาเสียง แต่เป็นความพยายามเสนอ “สัญญาประชาคมใหม่” เพื่อรื้อโครงสร้างรัฐไทยทั้งระบบ



การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทการเมืองที่เปราะบาง หลังการยุบพรรคก้าวไกลในปี 2567 และความขัดแย้งของรัฐบาลผสมเดิม ทำให้พรรคประชาชนถูกจับตาในฐานะสัญลักษณ์ของ “ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ที่ชัดเจนที่สุดในสมรภูมิเลือกตั้งปี 2569


ไทยในภาวะ “เสือป่วย” กับโจทย์ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

รายงานวิเคราะห์ชี้ว่า ประเทศไทยในปี 2569 กำลังเผชิญสภาวะ “เสือป่วย” จากการติดกับดักรายได้ปานกลางมาอย่างยาวนาน เศรษฐกิจเติบโตชะลอ ความสามารถในการแข่งขันลดลง ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ท่ามกลางแรงกดดันจากเทคโนโลยีใหม่และการแข่งขันระดับโลก

นายณัฐพงษ์และทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชนได้มีการเสนอการ “เปลี่ยนผ่านสู่ยุคเอไอ” โดยมองว่า AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของรัฐ ที่จำเป็นต่อการปลดล็อกศักยภาพประเทศในทุกมิติ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การศึกษา ไปจนถึงการบริหารราชการแผ่นดิน

รัฐผู้กำหนดพันธกิจ: จากซ่อมตลาดสู่การสร้างตลาด

แก่นคิดสำคัญของ “12 ภารกิจ” ได้รับอิทธิพลจากแนวคิด Mission-oriented Economy ของนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก Mariana Mazzucato ที่เสนอให้รัฐทำหน้าที่มากกว่าการแก้ความล้มเหลวของตลาด แต่ต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางและสร้างตลาดใหม่ผ่าน “พันธกิจ” ขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน ยังสังเคราะห์กับแนวคิดการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางของ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่เน้นบทบาท “รัฐส่งเสริมนวัตกรรม” และนโยบายอุตสาหกรรมเชิงรุก แทนการพึ่งกลไกตลาดหรือประชานิยมระยะสั้น

12 ภารกิจ: รื้อเศรษฐกิจ–สังคม–อำนาจรัฐ

รายงานวิเคราะห์จำแนก “12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน” ยุคเอไอ  ออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

1. พลิกโฉมเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี

ตั้งแต่เศรษฐกิจ AI และอธิปไตยดิจิทัล การสร้าง National Cloud การยกระดับอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจสีเขียว ไปจนถึงการปฏิรูปการคลังด้วยงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) และภาษีความมั่งคั่ง

2. สร้างความมั่นคงทางสังคมและทุนมนุษย์

ผลักดันสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่เกิดจนตาย ปฏิวัติการศึกษาด้วยระบบ Credit Bank และยกระดับสิทธิแรงงาน–ค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง

3. ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ

ตั้งแต่ “กิโยตินกฎหมาย” และรัฐบาลดิจิทัล การกระจายอำนาจเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ไปจนถึงการปฏิรูปกองทัพและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถูกมองว่าเป็นภารกิจที่ท้าทายอำนาจเดิมโดยตรงมากที่สุด

4. โครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงยุคใหม่

ครอบคลุมเมกะโปรเจกต์เพื่อคุณภาพชีวิต การปฏิรูปที่ดินเพื่อประชาชน และนโยบายต่างประเทศเชิงรุกควบคู่ความมั่นคงไซเบอร์

ทีมเทคโนแครต กับความน่าเชื่อถือเชิงนโยบาย

อีกหนึ่งจุดเด่นของ “12 ภารกิจ” คือทีมบริหารเงาที่เต็มไปด้วยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ ศิริกัญญา ตันสกุล ด้านการคลัง วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ด้านสวัสดิการ ไปจนถึง พริษฐ์ วัชรสินธุ ด้านการศึกษาและรัฐธรรมนูญ สะท้อนภาพพรรคการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยฐานความรู้ (Knowledge-based Politics)

ความท้าทาย: แรงต้าน–การคลัง–ระบบราชการ

อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่า ความสำเร็จของ “12 ภารกิจ” ต้องเผชิญแรงเสียดทานสำคัญ ทั้งจากกลุ่มอำนาจเดิม ความยากในการจัดการงบประมาณสวัสดิการขนาดใหญ่ และความเฉื่อยของระบบราชการไทยที่อาจต่อต้านการนำ AI และรัฐบาลดิจิทัลมาใช้แทนดุลยพินิจแบบเดิม

เลือกตั้ง 2569: เลือกนโยบาย หรือเลือกโครงสร้างประเทศ

นักวิชาการประเมินว่า “12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน”  ยุคเอไอ  ไม่ใช่เพียงชุดนโยบายหาเสียง แต่คือ พิมพ์เขียวการรื้อสร้างประเทศไทยใหม่ จากรัฐที่ติดกับดักรายได้ปานกลางและเหลื่อมล้ำสูง สู่รัฐนวัตกรรมและสวัสดิการสมัยใหม่

การเลือกตั้งปี 2569 จึงถูกมองว่าไม่ใช่แค่การเลือกพรรคการเมือง แต่เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญว่าสังคมไทยพร้อมจะ “เปลี่ยนผ่าน” ไปสู่โครงสร้างใหม่ตามวิสัยทัศน์นี้หรือไม่ — หรือจะยังคงอยู่กับโครงสร้างเดิมต่อไปอีกระยะหนึ่ง 


บทวิเคราะห์เชิงลึก: ยุทธศาสตร์ "12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน" ยุคเอไอ และการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่รัฐนวัตกรรม

บทคัดย่อ

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงวิชาการและเชิงนโยบายต่อการแถลงวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (People’s Party) เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ภายใต้หัวข้อ "12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน" ยุคเอไอ  (12 Missions of the People's Government in the AI Era) การวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกถึงรากฐานทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยเฉพาะแนวคิด "เศรษฐกิจฐานพันธกิจ" (Mission-oriented Economy) ของ Mariana Mazzucato และทฤษฎี "กับดักรายได้ปานกลาง" (Middle-Income Trap) ของ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ซึ่งถูกนำมาสังเคราะห์เป็นนโยบายหลักของพรรค รายงานจะฉายภาพบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ที่ตกอยู่ในสภาวะ "เสือป่วย" (Sick Tiger) และวิเคราะห์รายละเอียดของทั้ง 12 ภารกิจที่ครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจดิจิทัล สวัสดิการสังคม การปฏิรูประบบราชการ และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ ความท้าทาย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อโครงสร้างอำนาจและสังคมไทยในระยะยาว


บทที่ 1: บทนำและบริบทประเทศไทยในปี 2569

1.1 ภูมิทัศน์ทางการเมืองหลังวิกฤตการณ์และความหวังใหม่

วันที่ 11 มกราคม 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย เมื่อพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองสืบเนื่องจากพรรคก้าวไกลที่ถูกยุบไปในปี 2567 ได้เปิดตัวทีมบริหารเงา (Shadow Cabinet) และประกาศวิสัยทัศน์สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 1 ภายใต้การนำของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำรุ่นใหม่ที่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้ง 3

บริบทของประเทศไทยในขณะนั้นเต็มไปด้วยความเปราะบาง รัฐบาลผสมเดิมภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยและต่อมาคือพรรคภูมิใจไทย ประสบปัญหาเสถียรภาพและความขัดแย้งภายใน 1 อีกทั้งยังเผชิญกับข้อครหาเรื่องนิติสงครามและการยุบพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ซึ่งได้หล่อหลอมให้พรรคประชาชนกลายเป็นสัญลักษณ์ของ "ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง" ที่ชัดเจนที่สุด 5 การประกาศ "12 ภารกิจ" ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การหาเสียง แต่เป็นการเสนอ "สัญญาประชาคมใหม่" (New Social Contract) ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่เพื่อรื้อถอนโครงสร้างอำนาจเดิมที่ฉุดรั้งประเทศ

1.2 วิกฤตเศรษฐกิจ "เสือป่วย" และกับดักรายได้ปานกลาง

สถานะทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ถูกนักเศรษฐศาสตร์นิยามว่าเป็น "เสือป่วย" (Sick Tiger) 6 ซึ่งหมายถึงประเทศที่เคยมีอัตราการเติบโตสูงแต่กลับติดหล่มอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap - MIT) มาอย่างยาวนาน ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้ สาเหตุหลักมาจากการไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปสู่อุตสาหกรรมฐานนวัตกรรมได้ทันท่วงที ท่ามกลางการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่าและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว (Disruption) 7

ข้อมูลบ่งชี้ว่าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก อัตราการเติบโตของ GDP ชะลอตัว และหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้น 9 นายณัฐพงษ์และทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาชนจึงนำเสนอทางออกผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่ "ยุคเอไอ" (AI Era) โดยมองว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็น "โครงสร้างพื้นฐาน" ที่จำเป็นสำหรับการปลดล็อกศักยภาพของประเทศในทุกมิติ ตั้งแต่การเกษตรไปจนถึงการบริการภาครัฐ 10


บทที่ 2: กรอบแนวคิดทฤษฎี: รัฐนวัตกรรมและเศรษฐศาสตร์ฐานพันธกิจ

การวิเคราะห์นโยบายของพรรคประชาชนจำเป็นต้องทำความเข้าใจกรอบคิดทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่เน้นให้รัฐมีบทบาทน้อยที่สุด (Small Government) อย่างสิ้นเชิง

2.1 รัฐผู้กำหนดพันธกิจ (The Mission-Oriented State)

แกนกลางของชุดนโยบาย "12 ภารกิจ" ได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากแนวคิดของ Mariana Mazzucato นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเจ้าของผลงาน Mission Economy: A Moonshot Guide to Changing Capitalism 11 แนวคิดนี้เสนอว่า รัฐบาลไม่ควรทำหน้าที่เพียงแค่ "ซ่อมเสริมความล้มเหลวของตลาด" (Fixing Market Failures) แต่ต้องกล้าที่จะเป็น "ผู้สร้างตลาด" (Market Shaper) และกำหนดทิศทางของนวัตกรรมผ่าน "พันธกิจ" (Missions) ที่ยิ่งใหญ่และท้าทาย เปรียบเสมือนโครงการไปดวงจันทร์ (Moonshot) ของสหรัฐอเมริกาในยุค 1960

ในบริบทของพรรคประชาชน การประกาศ "12 ภารกิจ" คือการนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ โดยรัฐจะระดมสรรพกำลังทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Wicked Problems) เช่น ความเหลื่อมล้ำ วิกฤตสิ่งแวดล้อม และความล้าหลังทางดิจิทัล โดยเน้นการลงทุนเชิงรุก การร่วมรับความเสี่ยง และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม 14

2.2 การก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Escaping the MIT)

อีกหนึ่งเสาหลักทางความคิดมาจากงานวิจัยของ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ทีมเศรษฐกิจคนสำคัญของพรรค 10 ผู้เชี่ยวชาญด้านกับดักรายได้ปานกลาง งานวิจัยของเขาชี้ให้เห็นว่า ประเทศที่จะก้าวพ้นกับดักนี้ได้ต้องมี "รัฐที่ส่งเสริมนวัตกรรม" (Developmental State) ที่มีประสิทธิภาพในการคัดเลือกและสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Industrial Policy) ไม่ใช่การปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเพียงลำพัง หรือการใช้นโยบายประชานิยมระยะสั้น 6

ข้อเสนอของวีระยุทธเน้นย้ำเรื่องการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี (Technological Upgrading) และการปฏิรูประบบสถาบัน (Institutional Reform) เพื่อขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางนวัตกรรม ซึ่งสะท้อนออกมาในนโยบายปฏิรูประบบราชการและการส่งเสริมอุตสาหกรรม AI ของพรรค 16


บทที่ 3: วิเคราะห์เจาะลึก 12 ภารกิจรัฐบาลประชาชนยุคเอไอ

จากการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 และเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง 10 สามารถจำแนกและวิเคราะห์รายละเอียดของทั้ง 12 ภารกิจได้ดังนี้:

กลุ่มภารกิจที่ 1: การพลิกโฉมเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี (Economic Transformation)

ภารกิจที่ 1: เศรษฐกิจ AI และอธิปไตยทางดิจิทัล (AI-First Economy & Digital Sovereignty)

  • สาระสำคัญ: การเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้บริโภคเทคโนโลยีเป็นผู้สร้างและผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ภายในประเทศ (National Cloud First Policy) และการส่งเสริมอุตสาหกรรม AI 10

  • การวิเคราะห์: นายณัฐพงษ์ใช้ความเชี่ยวชาญด้าน Cloud Business 3 ผลักดันนโยบายนี้เพื่อสร้าง "อธิปไตยทางดิจิทัล" ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม นโยบายนี้สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่มองว่าข้อมูล (Data) คือทรัพยากรใหม่ การมีโครงสร้างพื้นฐานของตนเองจะช่วยรักษาความมั่นคงของข้อมูลชาติและลดการขาดดุลการค้าบริการดิจิทัล

ภารกิจที่ 2: การยกระดับอุตสาหกรรมสู่อนาคตและเศรษฐกิจสีเขียว (Industrial Upgrading & Green Economy)

  • สาระสำคัญ: การมุ่งเน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ที่สอดคล้องกับศักยภาพของไทย ไม่ใช่การหว่านโปรยสิทธิประโยชน์ BOI แบบเดิม แต่เน้นเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนา (R&D) ภายในประเทศ 6 รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวผ่านระบบ Net Metering

  • นโยบาย Net Metering: อนุญาตให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์และขายคืนเข้าระบบได้จริง เป็นการกระจายอำนาจการจัดการพลังงาน (Decentralization) ลดการผูกขาดของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน 18 สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดการทลายทุนผูกขาดพลังงานและสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากฐานราก

ภารกิจที่ 3: การปฏิรูปการคลังและงบประมาณฐานศูนย์ (Fiscal Reform & Zero-Based Budgeting)

  • สาระสำคัญ: นำโดยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ที่มุ่งเน้นการรื้อระบบงบประมาณใหม่ทั้งหมดด้วยวิธีการ "Zero-Based Budgeting" คือการจัดงบประมาณโดยเริ่มจากศูนย์และต้องมีเหตุผลรองรับความคุ้มค่าในทุกบาททุกสตางค์ ไม่ใช่อ้างอิงจากฐานงบเดิม 9

  • การปฏิรูปภาษี: เสนอการเก็บภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) และภาษีที่ดินแบบอัตราก้าวหน้า เพื่อหารายได้มาสนับสนุนระบบสวัสดิการ โดยคัดค้านการขึ้น VAT แบบหว่านแหที่กระทบคนจน 9 นโยบายนี้มุ่งสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก

กลุ่มภารกิจที่ 2: การสร้างความมั่นคงทางสังคมและทุนมนุษย์ (Social Welfare & Human Capital)

ภารกิจที่ 4: สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร (Cradle-to-Grave Universal Welfare)

  • สาระสำคัญ: การสร้างระบบสวัสดิการที่ดูแลประชาชนตั้งแต่ "ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ภายใต้แนวคิด "สวัสดิการคือสิทธิ ไม่ใช่การสงเคราะห์" 22

  • รายละเอียด:

    • เด็กเล็ก: เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า 1,200 - 3,000 บาท/เดือน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเด็กเกิดต่ำและพัฒนาคุณภาพประชากร.24

    • ผู้สูงอายุ: เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาท/เดือน เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ.23

  • การวิเคราะห์: ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดนี้ โดยมองว่าสวัสดิการไม่ใช่ภาระทางการคลัง แต่เป็น "การลงทุนในมนุษย์" และเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่มีประสิทธิภาพที่สุด 25

ภารกิจที่ 5: การปฏิวัติการศึกษาและการเรียนรู้ไร้รอยต่อ (Seamless Learning & Credit Bank)

  • สาระสำคัญ: การทลายกำแพงโรงเรียนและมหาวิทยาลัย สร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผ่านระบบ "ธนาคารหน่วยกิต" (Credit Bank) ระดับชาติ 26

  • กลไก: ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตจากการทำงาน การฝึกอบรมระยะสั้น หรือการเรียนออนไลน์ แล้วนำมาเทียบโอนเพื่อรับวุฒิการศึกษาได้ 29 พร้อมทั้งนโยบายเรียนฟรีจริง อาหารฟรี รถรับส่งฟรี เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา 23 นโยบายนี้ตอบโจทย์ยุค AI ที่ทักษะเปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบการศึกษาต้องยืดหยุ่นและตอบสนองต่อตลาดแรงงานทันที

ภารกิจที่ 6: สิทธิแรงงานและค่าแรงที่เป็นธรรม (Labor Rights & Fair Wages)

  • สาระสำคัญ: การยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงานด้วยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 450 บาท/วัน ทันที พร้อมระบบปรับขึ้นอัตโนมัติทุกปี และการรับรองสิทธิในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน 23

  • รายละเอียด: กำหนดชั่วโมงการทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ (หากเกินต้องได้ OT) และส่งเสริม Work-Life Balance นโยบายนี้มุ่งแก้ปัญหาค่าแรงที่โตไม่ทันเงินเฟ้อและสร้างอำนาจต่อรองให้แรงงาน ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค

กลุ่มภารกิจที่ 3: การปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจรัฐ (Structural Reform)

ภารกิจที่ 7: กิโยตินกฎหมายและรัฐบาลดิจิทัล (Regulatory Guillotine & Lean Government)

  • สาระสำคัญ: การสังคายนากฎหมายและระเบียบราชการที่ล้าสมัย อืดอาด และเป็นช่องทางเรียกรับสินบน ด้วยกระบวนการ "Regulatory Guillotine" หรือการตัดกฎหมายที่ไม่จำเป็นทิ้ง 31

  • กลไก: ใช้เทคโนโลยี AI และ Digital Government เข้ามาทดแทนดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ (Digitization to reduce corruption) ทำให้รัฐมีขนาดกะทัดรัด (Lean) แต่มีประสิทธิภาพ (Clean) 32 นี่คือการปฏิรูประบบราชการเชิงรุกที่มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business)

ภารกิจที่ 8: การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น (Decentralization & CEO Governor)

  • สาระสำคัญ: ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ด้วยการกระจายอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรสู่ท้องถิ่น 34

  • นโยบาย: การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ (CEO Governor) เพื่อให้ผู้บริหารจังหวัดรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง ไม่ใช่ต่อกระทรวงมหาดไทย และการเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเอง เพื่อตอบสนองปัญหาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

ภารกิจที่ 9: การปฏิรูปกองทัพและกระบวนการยุติธรรม (Military & Judicial Reform)

  • สาระสำคัญ: การนำกองทัพออกจากการเมืองและสร้างนิติรัฐที่แท้จริง 1

  • รายละเอียด: ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ 100%, ปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชน ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจตุลาการภิวัฒน์ในการแทรกแซงฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ 5 นี่ถือเป็นภารกิจที่มีความท้าทายทางการเมืองสูงสุดแต่จำเป็นที่สุดสำหรับการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

กลุ่มภารกิจที่ 4: โครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคง (Infrastructure & Security)

ภารกิจที่ 10: เมกะโปรเจกต์สีส้ม (Orange Megaprojects)

  • สาระสำคัญ: การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นระบบสาธารณูปโภคเพื่อคุณภาพชีวิต 38

  • โครงการหลัก:

    1. น้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ: ยกระดับระบบประปาให้ได้มาตรฐานโลก ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่มของประชาชน

    2. ระบบขนส่งมวลชนเมืองรอง: พัฒนารถเมล์ไฟฟ้าหรือระบบรางในจังหวัดใหญ่ที่ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ

    3. Smart Grid: โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อรองรับพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า 39

ภารกิจที่ 11: ปฏิรูปที่ดิน "ที่ดินเพื่อประชาชน" (Land Reform)

  • สาระสำคัญ: การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน เปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรที่สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ แต่มีมาตรการป้องกันการกว้านซื้อจากนายทุน 40

  • เทคโนโลยี: ใช้ระบบ "Platform Sphere" และภาพถ่ายดาวเทียมในการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบ Real-time เพื่อป้องกันการรุกป่าและการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ 40

ภารกิจที่ 12: การต่างประเทศเชิงรุกและความมั่นคงไซเบอร์ (Pro-active Foreign Policy & Cyber Security)

  • สาระสำคัญ: การวางตำแหน่งประเทศไทยใหม่ในเวทีโลก ไม่ใช่ "ไผ่ลู่ลม" แต่เป็นผู้นำในการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในอาเซียน 42

  • ความมั่นคงไซเบอร์: จัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเด็ดขาด โดยถือเป็นภัยความมั่นคงระดับชาติ ยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศและใช้ AI ในการตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย 43


บทที่ 4: วิเคราะห์ทีมบริหารและสถาปนิกทางความคิด

ความน่าเชื่อถือของ "12 ภารกิจ" ไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษร แต่อยู่ที่บุคลากรผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งประกอบด้วยส่วนผสมของนักเทคโนโลยี นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหว

ชื่อ-นามสกุลบทบาทในทีมเงาความเชี่ยวชาญ/อิทธิพลทางความคิด
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒินายกรัฐมนตรี

Technology & AI: ผู้นำวิสัยทัศน์รัฐบาลดิจิทัลและการใช้ Cloud First Policy 3

ศิริกัญญา ตันสกุลรมว. คลัง

Fiscal Responsibility: เจ้าของแนวคิดงบประมาณฐานศูนย์และการปฏิรูปภาษีเพื่อสวัสดิการ 9

รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตรทีมเศรษฐกิจ

Industrial Policy: ผู้วางยุทธศาสตร์ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและอุตสาหกรรม S-Curve 7

ดร.เดชรัต สุขกำเนิดผอ. Think Forward

Welfare State: สถาปนิกผู้ออกแบบระบบสวัสดิการถ้วนหน้าและการเกษตรก้าวหน้า 25

พริษฐ์ วัชรสินธุโฆษกพรรค/ทีมการศึกษา

Education & Charter: ผู้ผลักดันการปฏิรูปการศึกษาและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 37

ตารางข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ทีมบริหารชุดนี้มีความเป็น "Technocrat" (นักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ) สูงมากเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองแบบดั้งเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการใช้ "ความรู้" (Knowledge-based) เป็นฐานในการขับเคลื่อนนโยบาย


บทที่ 5: บทวิเคราะห์ความท้าทายและความเป็นไปได้

5.1 แรงเสียดทานจากกลุ่มอำนาจเดิม (Establishment Resistance)

นโยบายปฏิรูปกองทัพ ศาล และการกระจายอำนาจ (ภารกิจที่ 8, 9) เป็นการท้าทายโครงสร้างอำนาจหลักของไทยโดยตรง ประวัติศาสตร์การเมืองไทยชี้ให้เห็นว่า ความพยายามเช่นนี้มักนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรง ทั้งในรูปแบบของการรัฐประหารหรือนิติสงคราม (การยุบพรรค) 5 ความเสี่ยงที่พรรคประชาชนจะถูกสกัดกั้นก่อนหรือหลังการเลือกตั้งจึงมีสูงมาก

5.2 ความเป็นไปได้ทางการคลัง (Fiscal Feasibility)

การจัดทำสวัสดิการถ้วนหน้า (ภารกิจที่ 4) ต้องใช้งบประมาณมหาศาล แม้คุณศิริกัญญาจะเสนอการรีดไขมันงบประมาณและการเก็บภาษีความมั่งคั่ง 9 แต่ในทางปฏิบัติ การเก็บภาษีจากกลุ่มทุนผูกขาดและชนชั้นนำเป็นเรื่องยากและอาจกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกประเทศ (Capital Flight) หากรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เพียงพอ ภาระทางการคลังอาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกโจมตี

5.3 ความพร้อมของระบบราชการ (Bureaucratic Inertia)

แนวคิด "รัฐนวัตกรรม" และ "กิโยตินกฎหมาย" (ภารกิจที่ 7) ขัดแย้งกับวัฒนธรรมองค์กรของระบบราชการไทยที่เน้นระเบียบและลำดับชั้น การนำ AI มาใช้แทนคนอาจถูกต่อต้านจากข้าราชการที่กลัวการตกงานหรือสูญเสียอำนาจ การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลจึงต้องใช้เจตจำนงทางการเมืองที่แข็งแกร่งและการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ที่มีประสิทธิภาพ


บทสรุป

การประกาศ "12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน" ยุคเอไอ ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 นับเป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ทะเยอทะยานและเป็นระบบที่สุดครั้งหนึ่งในการเมืองไทย เป็นความพยายามที่จะผสานแนวคิด "รัฐสวัสดิการ" เข้ากับ "เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม" เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในศตวรรษที่ 21

วิสัยทัศน์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่รายการนโยบายหาเสียง แต่เป็นการเสนอ "พิมพ์เขียว" (Blueprint) ในการรื้อสร้างโครงสร้างประเทศไทยใหม่ (Re-engineering Thailand) จากประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลางและมีความเหลื่อมล้ำสูง สู่การเป็นรัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของภารกิจเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยหรูของนโยบาย แต่อยู่ที่ความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคทางการเมืองและแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์เดิม เพื่อเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในกระดาษให้กลายเป็นความจริงในทางปฏิบัติ

การเลือกตั้งในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งทั่วไป แต่เป็นการลงประชามติว่าสังคมไทยพร้อมที่จะ "เปลี่ยนผ่าน" ไปสู่ยุคใหม่ตามวิสัยทัศน์นี้ หรือจะยังคงอยู่ภายใต้โครงสร้างเดิมต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสวิสัยทัศน์ "ณัฐพงษ์" ชู "12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน" ยุคเอไอ เดิมพันพรรคประชาชนกับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่รัฐนวัตกรรม

11 มกราคม 2569 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (People’s Party) เปิดตัววิสัยทั...