11 มกราคม 2569 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (People’s Party) เปิดตัววิสัยทัศน์และทีมบริหารเงา พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ใหญ่ภายใต้หัวข้อ “12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน” ยุคเอไอ ซึ่งถูกมองว่าไม่ใช่เพียงนโยบายหาเสียง แต่เป็นความพยายามเสนอ “สัญญาประชาคมใหม่” เพื่อรื้อโครงสร้างรัฐไทยทั้งระบบ
การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทการเมืองที่เปราะบาง หลังการยุบพรรคก้าวไกลในปี 2567 และความขัดแย้งของรัฐบาลผสมเดิม ทำให้พรรคประชาชนถูกจับตาในฐานะสัญลักษณ์ของ “ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ที่ชัดเจนที่สุดในสมรภูมิเลือกตั้งปี 2569
ไทยในภาวะ “เสือป่วย” กับโจทย์ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
รายงานวิเคราะห์ชี้ว่า ประเทศไทยในปี 2569 กำลังเผชิญสภาวะ “เสือป่วย” จากการติดกับดักรายได้ปานกลางมาอย่างยาวนาน เศรษฐกิจเติบโตชะลอ ความสามารถในการแข่งขันลดลง ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ท่ามกลางแรงกดดันจากเทคโนโลยีใหม่และการแข่งขันระดับโลก
นายณัฐพงษ์และทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชนได้มีการเสนอการ “เปลี่ยนผ่านสู่ยุคเอไอ” โดยมองว่า AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของรัฐ ที่จำเป็นต่อการปลดล็อกศักยภาพประเทศในทุกมิติ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การศึกษา ไปจนถึงการบริหารราชการแผ่นดิน
รัฐผู้กำหนดพันธกิจ: จากซ่อมตลาดสู่การสร้างตลาด
แก่นคิดสำคัญของ “12 ภารกิจ” ได้รับอิทธิพลจากแนวคิด Mission-oriented Economy ของนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก Mariana Mazzucato ที่เสนอให้รัฐทำหน้าที่มากกว่าการแก้ความล้มเหลวของตลาด แต่ต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางและสร้างตลาดใหม่ผ่าน “พันธกิจ” ขนาดใหญ่
ขณะเดียวกัน ยังสังเคราะห์กับแนวคิดการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางของ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่เน้นบทบาท “รัฐส่งเสริมนวัตกรรม” และนโยบายอุตสาหกรรมเชิงรุก แทนการพึ่งกลไกตลาดหรือประชานิยมระยะสั้น
12 ภารกิจ: รื้อเศรษฐกิจ–สังคม–อำนาจรัฐ
รายงานวิเคราะห์จำแนก “12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน” ยุคเอไอ ออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
1. พลิกโฉมเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี
ตั้งแต่เศรษฐกิจ AI และอธิปไตยดิจิทัล การสร้าง National Cloud การยกระดับอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจสีเขียว ไปจนถึงการปฏิรูปการคลังด้วยงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) และภาษีความมั่งคั่ง
2. สร้างความมั่นคงทางสังคมและทุนมนุษย์
ผลักดันสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่เกิดจนตาย ปฏิวัติการศึกษาด้วยระบบ Credit Bank และยกระดับสิทธิแรงงาน–ค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง
3. ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ
ตั้งแต่ “กิโยตินกฎหมาย” และรัฐบาลดิจิทัล การกระจายอำนาจเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ไปจนถึงการปฏิรูปกองทัพและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถูกมองว่าเป็นภารกิจที่ท้าทายอำนาจเดิมโดยตรงมากที่สุด
4. โครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงยุคใหม่
ครอบคลุมเมกะโปรเจกต์เพื่อคุณภาพชีวิต การปฏิรูปที่ดินเพื่อประชาชน และนโยบายต่างประเทศเชิงรุกควบคู่ความมั่นคงไซเบอร์
ทีมเทคโนแครต กับความน่าเชื่อถือเชิงนโยบาย
อีกหนึ่งจุดเด่นของ “12 ภารกิจ” คือทีมบริหารเงาที่เต็มไปด้วยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ ศิริกัญญา ตันสกุล ด้านการคลัง วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ด้านสวัสดิการ ไปจนถึง พริษฐ์ วัชรสินธุ ด้านการศึกษาและรัฐธรรมนูญ สะท้อนภาพพรรคการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยฐานความรู้ (Knowledge-based Politics)
ความท้าทาย: แรงต้าน–การคลัง–ระบบราชการ
อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่า ความสำเร็จของ “12 ภารกิจ” ต้องเผชิญแรงเสียดทานสำคัญ ทั้งจากกลุ่มอำนาจเดิม ความยากในการจัดการงบประมาณสวัสดิการขนาดใหญ่ และความเฉื่อยของระบบราชการไทยที่อาจต่อต้านการนำ AI และรัฐบาลดิจิทัลมาใช้แทนดุลยพินิจแบบเดิม
เลือกตั้ง 2569: เลือกนโยบาย หรือเลือกโครงสร้างประเทศ
นักวิชาการประเมินว่า “12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน” ยุคเอไอ ไม่ใช่เพียงชุดนโยบายหาเสียง แต่คือ พิมพ์เขียวการรื้อสร้างประเทศไทยใหม่ จากรัฐที่ติดกับดักรายได้ปานกลางและเหลื่อมล้ำสูง สู่รัฐนวัตกรรมและสวัสดิการสมัยใหม่
การเลือกตั้งปี 2569 จึงถูกมองว่าไม่ใช่แค่การเลือกพรรคการเมือง แต่เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญว่าสังคมไทยพร้อมจะ “เปลี่ยนผ่าน” ไปสู่โครงสร้างใหม่ตามวิสัยทัศน์นี้หรือไม่ — หรือจะยังคงอยู่กับโครงสร้างเดิมต่อไปอีกระยะหนึ่ง
บทวิเคราะห์เชิงลึก: ยุทธศาสตร์ "12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน" ยุคเอไอ และการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่รัฐนวัตกรรม
บทคัดย่อ
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงวิชาการและเชิงนโยบายต่อการแถลงวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (People’s Party) เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ภายใต้หัวข้อ "12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน" ยุคเอไอ (12 Missions of the People's Government in the AI Era) การวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกถึงรากฐานทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยเฉพาะแนวคิด "เศรษฐกิจฐานพันธกิจ" (Mission-oriented Economy) ของ Mariana Mazzucato และทฤษฎี "กับดักรายได้ปานกลาง" (Middle-Income Trap) ของ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ซึ่งถูกนำมาสังเคราะห์เป็นนโยบายหลักของพรรค รายงานจะฉายภาพบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ที่ตกอยู่ในสภาวะ "เสือป่วย" (Sick Tiger) และวิเคราะห์รายละเอียดของทั้ง 12 ภารกิจที่ครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจดิจิทัล สวัสดิการสังคม การปฏิรูประบบราชการ และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ ความท้าทาย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อโครงสร้างอำนาจและสังคมไทยในระยะยาว
บทที่ 1: บทนำและบริบทประเทศไทยในปี 2569
1.1 ภูมิทัศน์ทางการเมืองหลังวิกฤตการณ์และความหวังใหม่
วันที่ 11 มกราคม 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย เมื่อพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองสืบเนื่องจากพรรคก้าวไกลที่ถูกยุบไปในปี 2567 ได้เปิดตัวทีมบริหารเงา (Shadow Cabinet) และประกาศวิสัยทัศน์สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
บริบทของประเทศไทยในขณะนั้นเต็มไปด้วยความเปราะบาง รัฐบาลผสมเดิมภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยและต่อมาคือพรรคภูมิใจไทย ประสบปัญหาเสถียรภาพและความขัดแย้งภายใน
1.2 วิกฤตเศรษฐกิจ "เสือป่วย" และกับดักรายได้ปานกลาง
สถานะทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ถูกนักเศรษฐศาสตร์นิยามว่าเป็น "เสือป่วย" (Sick Tiger)
ข้อมูลบ่งชี้ว่าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก อัตราการเติบโตของ GDP ชะลอตัว และหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้น
บทที่ 2: กรอบแนวคิดทฤษฎี: รัฐนวัตกรรมและเศรษฐศาสตร์ฐานพันธกิจ
การวิเคราะห์นโยบายของพรรคประชาชนจำเป็นต้องทำความเข้าใจกรอบคิดทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่เน้นให้รัฐมีบทบาทน้อยที่สุด (Small Government) อย่างสิ้นเชิง
2.1 รัฐผู้กำหนดพันธกิจ (The Mission-Oriented State)
แกนกลางของชุดนโยบาย "12 ภารกิจ" ได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากแนวคิดของ Mariana Mazzucato นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเจ้าของผลงาน Mission Economy: A Moonshot Guide to Changing Capitalism
ในบริบทของพรรคประชาชน การประกาศ "12 ภารกิจ" คือการนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ โดยรัฐจะระดมสรรพกำลังทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Wicked Problems) เช่น ความเหลื่อมล้ำ วิกฤตสิ่งแวดล้อม และความล้าหลังทางดิจิทัล โดยเน้นการลงทุนเชิงรุก การร่วมรับความเสี่ยง และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
2.2 การก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Escaping the MIT)
อีกหนึ่งเสาหลักทางความคิดมาจากงานวิจัยของ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ทีมเศรษฐกิจคนสำคัญของพรรค
ข้อเสนอของวีระยุทธเน้นย้ำเรื่องการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี (Technological Upgrading) และการปฏิรูประบบสถาบัน (Institutional Reform) เพื่อขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางนวัตกรรม ซึ่งสะท้อนออกมาในนโยบายปฏิรูประบบราชการและการส่งเสริมอุตสาหกรรม AI ของพรรค
บทที่ 3: วิเคราะห์เจาะลึก 12 ภารกิจรัฐบาลประชาชนยุคเอไอ
จากการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 และเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มภารกิจที่ 1: การพลิกโฉมเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี (Economic Transformation)
ภารกิจที่ 1: เศรษฐกิจ AI และอธิปไตยทางดิจิทัล (AI-First Economy & Digital Sovereignty)
สาระสำคัญ: การเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้บริโภคเทคโนโลยีเป็นผู้สร้างและผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ภายในประเทศ (National Cloud First Policy) และการส่งเสริมอุตสาหกรรม AI
10 การวิเคราะห์: นายณัฐพงษ์ใช้ความเชี่ยวชาญด้าน Cloud Business
3 ผลักดันนโยบายนี้เพื่อสร้าง "อธิปไตยทางดิจิทัล" ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม นโยบายนี้สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่มองว่าข้อมูล (Data) คือทรัพยากรใหม่ การมีโครงสร้างพื้นฐานของตนเองจะช่วยรักษาความมั่นคงของข้อมูลชาติและลดการขาดดุลการค้าบริการดิจิทัล
ภารกิจที่ 2: การยกระดับอุตสาหกรรมสู่อนาคตและเศรษฐกิจสีเขียว (Industrial Upgrading & Green Economy)
สาระสำคัญ: การมุ่งเน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ที่สอดคล้องกับศักยภาพของไทย ไม่ใช่การหว่านโปรยสิทธิประโยชน์ BOI แบบเดิม แต่เน้นเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนา (R&D) ภายในประเทศ
6 รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวผ่านระบบ Net Meteringนโยบาย Net Metering: อนุญาตให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์และขายคืนเข้าระบบได้จริง เป็นการกระจายอำนาจการจัดการพลังงาน (Decentralization) ลดการผูกขาดของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน
18 สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดการทลายทุนผูกขาดพลังงานและสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากฐานราก
ภารกิจที่ 3: การปฏิรูปการคลังและงบประมาณฐานศูนย์ (Fiscal Reform & Zero-Based Budgeting)
สาระสำคัญ: นำโดยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ที่มุ่งเน้นการรื้อระบบงบประมาณใหม่ทั้งหมดด้วยวิธีการ "Zero-Based Budgeting" คือการจัดงบประมาณโดยเริ่มจากศูนย์และต้องมีเหตุผลรองรับความคุ้มค่าในทุกบาททุกสตางค์ ไม่ใช่อ้างอิงจากฐานงบเดิม
9 การปฏิรูปภาษี: เสนอการเก็บภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) และภาษีที่ดินแบบอัตราก้าวหน้า เพื่อหารายได้มาสนับสนุนระบบสวัสดิการ โดยคัดค้านการขึ้น VAT แบบหว่านแหที่กระทบคนจน
9 นโยบายนี้มุ่งสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก
กลุ่มภารกิจที่ 2: การสร้างความมั่นคงทางสังคมและทุนมนุษย์ (Social Welfare & Human Capital)
ภารกิจที่ 4: สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร (Cradle-to-Grave Universal Welfare)
สาระสำคัญ: การสร้างระบบสวัสดิการที่ดูแลประชาชนตั้งแต่ "ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ภายใต้แนวคิด "สวัสดิการคือสิทธิ ไม่ใช่การสงเคราะห์"
22 รายละเอียด:
เด็กเล็ก: เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า 1,200 - 3,000 บาท/เดือน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเด็กเกิดต่ำและพัฒนาคุณภาพประชากร.
24 ผู้สูงอายุ: เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาท/เดือน เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ.
23
การวิเคราะห์: ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดนี้ โดยมองว่าสวัสดิการไม่ใช่ภาระทางการคลัง แต่เป็น "การลงทุนในมนุษย์" และเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่มีประสิทธิภาพที่สุด
25
ภารกิจที่ 5: การปฏิวัติการศึกษาและการเรียนรู้ไร้รอยต่อ (Seamless Learning & Credit Bank)
สาระสำคัญ: การทลายกำแพงโรงเรียนและมหาวิทยาลัย สร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผ่านระบบ "ธนาคารหน่วยกิต" (Credit Bank) ระดับชาติ
26 กลไก: ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตจากการทำงาน การฝึกอบรมระยะสั้น หรือการเรียนออนไลน์ แล้วนำมาเทียบโอนเพื่อรับวุฒิการศึกษาได้
29 พร้อมทั้งนโยบายเรียนฟรีจริง อาหารฟรี รถรับส่งฟรี เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา23 นโยบายนี้ตอบโจทย์ยุค AI ที่ทักษะเปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบการศึกษาต้องยืดหยุ่นและตอบสนองต่อตลาดแรงงานทันที
ภารกิจที่ 6: สิทธิแรงงานและค่าแรงที่เป็นธรรม (Labor Rights & Fair Wages)
สาระสำคัญ: การยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงานด้วยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 450 บาท/วัน ทันที พร้อมระบบปรับขึ้นอัตโนมัติทุกปี และการรับรองสิทธิในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน
23 รายละเอียด: กำหนดชั่วโมงการทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ (หากเกินต้องได้ OT) และส่งเสริม Work-Life Balance นโยบายนี้มุ่งแก้ปัญหาค่าแรงที่โตไม่ทันเงินเฟ้อและสร้างอำนาจต่อรองให้แรงงาน ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค
กลุ่มภารกิจที่ 3: การปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจรัฐ (Structural Reform)
ภารกิจที่ 7: กิโยตินกฎหมายและรัฐบาลดิจิทัล (Regulatory Guillotine & Lean Government)
สาระสำคัญ: การสังคายนากฎหมายและระเบียบราชการที่ล้าสมัย อืดอาด และเป็นช่องทางเรียกรับสินบน ด้วยกระบวนการ "Regulatory Guillotine" หรือการตัดกฎหมายที่ไม่จำเป็นทิ้ง
31 กลไก: ใช้เทคโนโลยี AI และ Digital Government เข้ามาทดแทนดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ (Digitization to reduce corruption) ทำให้รัฐมีขนาดกะทัดรัด (Lean) แต่มีประสิทธิภาพ (Clean)
32 นี่คือการปฏิรูประบบราชการเชิงรุกที่มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business)
ภารกิจที่ 8: การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น (Decentralization & CEO Governor)
สาระสำคัญ: ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ด้วยการกระจายอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรสู่ท้องถิ่น
34 นโยบาย: การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ (CEO Governor) เพื่อให้ผู้บริหารจังหวัดรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง ไม่ใช่ต่อกระทรวงมหาดไทย และการเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเอง เพื่อตอบสนองปัญหาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
ภารกิจที่ 9: การปฏิรูปกองทัพและกระบวนการยุติธรรม (Military & Judicial Reform)
สาระสำคัญ: การนำกองทัพออกจากการเมืองและสร้างนิติรัฐที่แท้จริง
1 รายละเอียด: ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ 100%, ปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชน ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจตุลาการภิวัฒน์ในการแทรกแซงฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ
5 นี่ถือเป็นภารกิจที่มีความท้าทายทางการเมืองสูงสุดแต่จำเป็นที่สุดสำหรับการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
กลุ่มภารกิจที่ 4: โครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคง (Infrastructure & Security)
ภารกิจที่ 10: เมกะโปรเจกต์สีส้ม (Orange Megaprojects)
สาระสำคัญ: การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นระบบสาธารณูปโภคเพื่อคุณภาพชีวิต
38 โครงการหลัก:
น้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ: ยกระดับระบบประปาให้ได้มาตรฐานโลก ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่มของประชาชน
ระบบขนส่งมวลชนเมืองรอง: พัฒนารถเมล์ไฟฟ้าหรือระบบรางในจังหวัดใหญ่ที่ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ
Smart Grid: โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อรองรับพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า
39
ภารกิจที่ 11: ปฏิรูปที่ดิน "ที่ดินเพื่อประชาชน" (Land Reform)
สาระสำคัญ: การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน เปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรที่สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ แต่มีมาตรการป้องกันการกว้านซื้อจากนายทุน
40 เทคโนโลยี: ใช้ระบบ "Platform Sphere" และภาพถ่ายดาวเทียมในการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบ Real-time เพื่อป้องกันการรุกป่าและการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์
40
ภารกิจที่ 12: การต่างประเทศเชิงรุกและความมั่นคงไซเบอร์ (Pro-active Foreign Policy & Cyber Security)
สาระสำคัญ: การวางตำแหน่งประเทศไทยใหม่ในเวทีโลก ไม่ใช่ "ไผ่ลู่ลม" แต่เป็นผู้นำในการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในอาเซียน
42 ความมั่นคงไซเบอร์: จัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเด็ดขาด โดยถือเป็นภัยความมั่นคงระดับชาติ ยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศและใช้ AI ในการตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย
43
บทที่ 4: วิเคราะห์ทีมบริหารและสถาปนิกทางความคิด
ความน่าเชื่อถือของ "12 ภารกิจ" ไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษร แต่อยู่ที่บุคลากรผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งประกอบด้วยส่วนผสมของนักเทคโนโลยี นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหว
| ชื่อ-นามสกุล | บทบาทในทีมเงา | ความเชี่ยวชาญ/อิทธิพลทางความคิด |
| ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ | นายกรัฐมนตรี | Technology & AI: ผู้นำวิสัยทัศน์รัฐบาลดิจิทัลและการใช้ Cloud First Policy |
| ศิริกัญญา ตันสกุล | รมว. คลัง | Fiscal Responsibility: เจ้าของแนวคิดงบประมาณฐานศูนย์และการปฏิรูปภาษีเพื่อสวัสดิการ |
| รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร | ทีมเศรษฐกิจ | Industrial Policy: ผู้วางยุทธศาสตร์ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและอุตสาหกรรม S-Curve |
| ดร.เดชรัต สุขกำเนิด | ผอ. Think Forward | Welfare State: สถาปนิกผู้ออกแบบระบบสวัสดิการถ้วนหน้าและการเกษตรก้าวหน้า |
| พริษฐ์ วัชรสินธุ | โฆษกพรรค/ทีมการศึกษา | Education & Charter: ผู้ผลักดันการปฏิรูปการศึกษาและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน |
ตารางข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ทีมบริหารชุดนี้มีความเป็น "Technocrat" (นักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ) สูงมากเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองแบบดั้งเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการใช้ "ความรู้" (Knowledge-based) เป็นฐานในการขับเคลื่อนนโยบาย
บทที่ 5: บทวิเคราะห์ความท้าทายและความเป็นไปได้
5.1 แรงเสียดทานจากกลุ่มอำนาจเดิม (Establishment Resistance)
นโยบายปฏิรูปกองทัพ ศาล และการกระจายอำนาจ (ภารกิจที่ 8, 9) เป็นการท้าทายโครงสร้างอำนาจหลักของไทยโดยตรง ประวัติศาสตร์การเมืองไทยชี้ให้เห็นว่า ความพยายามเช่นนี้มักนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรง ทั้งในรูปแบบของการรัฐประหารหรือนิติสงคราม (การยุบพรรค)
5.2 ความเป็นไปได้ทางการคลัง (Fiscal Feasibility)
การจัดทำสวัสดิการถ้วนหน้า (ภารกิจที่ 4) ต้องใช้งบประมาณมหาศาล แม้คุณศิริกัญญาจะเสนอการรีดไขมันงบประมาณและการเก็บภาษีความมั่งคั่ง
5.3 ความพร้อมของระบบราชการ (Bureaucratic Inertia)
แนวคิด "รัฐนวัตกรรม" และ "กิโยตินกฎหมาย" (ภารกิจที่ 7) ขัดแย้งกับวัฒนธรรมองค์กรของระบบราชการไทยที่เน้นระเบียบและลำดับชั้น การนำ AI มาใช้แทนคนอาจถูกต่อต้านจากข้าราชการที่กลัวการตกงานหรือสูญเสียอำนาจ การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลจึงต้องใช้เจตจำนงทางการเมืองที่แข็งแกร่งและการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ที่มีประสิทธิภาพ
บทสรุป
การประกาศ "12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน" ยุคเอไอ ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 นับเป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ทะเยอทะยานและเป็นระบบที่สุดครั้งหนึ่งในการเมืองไทย เป็นความพยายามที่จะผสานแนวคิด "รัฐสวัสดิการ" เข้ากับ "เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม" เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในศตวรรษที่ 21
วิสัยทัศน์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่รายการนโยบายหาเสียง แต่เป็นการเสนอ "พิมพ์เขียว" (Blueprint) ในการรื้อสร้างโครงสร้างประเทศไทยใหม่ (Re-engineering Thailand) จากประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลางและมีความเหลื่อมล้ำสูง สู่การเป็นรัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของภารกิจเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยหรูของนโยบาย แต่อยู่ที่ความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคทางการเมืองและแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์เดิม เพื่อเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในกระดาษให้กลายเป็นความจริงในทางปฏิบัติ
การเลือกตั้งในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งทั่วไป แต่เป็นการลงประชามติว่าสังคมไทยพร้อมที่จะ "เปลี่ยนผ่าน" ไปสู่ยุคใหม่ตามวิสัยทัศน์นี้ หรือจะยังคงอยู่ภายใต้โครงสร้างเดิมต่อไป


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น