วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัสนโยบายประชากรเลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองไทยยังติดกับดัก “แจกเงิน” ท่ามกลางวิกฤตสังคมสูงวัยขั้นสุด


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกจับตาในฐานะ “การเลือกตั้งบนทางแพร่ง” ของประเทศไทย ไม่เพียงเป็นการแข่งขันระหว่างขั้วอำนาจทางการเมือง แต่ยังเป็นสมรภูมิทางความคิดในการรับมือกับวิกฤตโครงสร้างประชากรที่ประเทศไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” อย่างเต็มรูปแบบ



งานวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ภายใต้กรอบแนวคิด “การพัฒนาประชากรอย่างยั่งยืน” ชี้ชัดว่า แม้ทุกพรรคจะตระหนักถึงภัยคุกคามจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดต่ำเป็นประวัติการณ์ และภาระผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แนวทางแก้ปัญหาส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่กับ “ประชานิยมระยะสั้น” ที่เสี่ยงต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว


ไทยเข้าสู่ยุคสึนามิประชากร แรงงานหด–ภาระรัฐพุ่ง

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและสังคมสะท้อนตรงกันว่า ในปี 2569 อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยลดลงเหลือราว 1.0 ต่ำกว่าระดับทดแทนอย่างมาก ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี ส่งผลให้กำลังแรงงานหดตัว อัตราส่วนพึ่งพิงผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และรายจ่ายสวัสดิการของรัฐพุ่งสูง ท่ามกลางฐานภาษีที่แคบลงอย่างต่อเนื่อง

นักวิชาการประเมินว่า หากไม่ปรับโครงสร้างนโยบายประชากรอย่างจริงจัง ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอาจลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.6–1.8 ต่อปี และเสี่ยงเผชิญปัญหาความไม่มั่นคงทางการคลังในระยะกลางถึงยาว

แข่งแจกเงินกระตุ้นเกิด เสี่ยงซ้ำรอยประเทศการคลังเปราะบาง

ในมิติการส่งเสริมการเกิด พรรคพลังประชารัฐและพรรคไทยสร้างไทยเลือกใช้นโยบายเงินอุดหนุนเป็นแกนหลัก ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “มารดาประชารัฐ” หรือเงินอุดหนุนเด็กตั้งแต่ครรภ์ถึงวัยอนุบาล ซึ่งช่วยบรรเทาภาระครัวเรือนได้ทันที แต่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักเรื่องภาระงบประมาณผูกพันในอนาคต และประสิทธิผลในการจูงใจให้มีบุตรเพิ่มขึ้นจริง

ตรงกันข้าม พรรคประชาชนเสนอแนวทางที่เน้น “สวัสดิการถ้วนหน้าและโครงสร้างพื้นฐานการดูแล” เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคุณภาพใกล้บ้านและขยายเวลาทำการ เพื่อปลดล็อกแรงงานสตรีและลดต้นทุนการเลี้ยงดูในระยะยาว แม้ต้องใช้งบลงทุนสูงและอาศัยความพร้อมของท้องถิ่นอย่างมาก

วัยแรงงานหด พรรคงัดสูตร Reskill–Silver Economy

เมื่อจำนวนแรงงานลดลง พรรคการเมืองต่างหันมาเน้นการเพิ่มผลิตภาพ พรรคเพื่อไทยชู “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ (OFOS)” ตั้งเป้าสร้างงานสร้างสรรค์ 20 ล้านตำแหน่ง ขณะที่พรรคประชาชนมุ่ง Reskill–Upskill ผ่านคูปองเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเสริมความแข็งแกร่งให้ SME

ด้านพรรคภูมิใจไทยเลือกเจาะ “เศรษฐกิจสีเงิน” ด้วยมาตรการลดหย่อนภาษีจ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มกำลังแรงงานอย่างตรงจุด แต่ยังเข้าถึงแรงงานนอกระบบและชนบทได้จำกัด

สงครามบำนาญเดือด ชี้ชะตาความเสี่ยงการคลัง

นโยบายผู้สูงอายุกลายเป็นจุดปะทะสำคัญ พรรคพลังประชารัฐและพรรคไทยสร้างไทยเสนอเบี้ยยังชีพหรือบำนาญระดับ 3,000–5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งตอบโจทย์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสูงวัยโดยตรง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจใช้งบประมาณสูงถึง 4–5 แสนล้านบาทต่อปี เสี่ยงชนเพดานวินัยการคลัง

ขณะที่พรรคประชาชนเลือกแนวทางค่อยเป็นค่อยไป เริ่มบำนาญพื้นฐานระดับต่ำกว่าแต่เน้นความเป็นไปได้ทางการคลัง ส่วนพรรคภูมิใจไทยเน้นการสร้างรายได้และการจ้างงานมากกว่าการแจกเงินสด

เลือกตั้ง 2569 ชี้ทิศทางอนาคตประชากรไทย

บทวิเคราะห์สรุปว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนการแบ่งขั้วเชิงนโยบายอย่างชัดเจน ระหว่าง “ประชานิยมระยะสั้น” ที่ขายง่ายแต่เสี่ยงสูง กับ “การปฏิรูปโครงสร้างและสวัสดิการยั่งยืน” ที่ซับซ้อนแต่จำเป็นต่ออนาคตประเทศ

ข้อเสนอสำคัญคือ รัฐบาลชุดใหม่ต้องกล้าขยับจากการสงเคราะห์ไปสู่การลงทุนในทุนมนุษย์ ปฏิรูประบบภาษีเพื่อรองรับรัฐสวัสดิการ และบูรณาการนโยบายข้ามวัยอย่างเป็นระบบ มิฉะนั้น วิกฤตประชากรอาจกลายเป็นชนวนซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจและสังคมให้รุนแรงยิ่งขึ้นในทศวรรษหน้า

วิเคราะห์นโยบายการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองเกี่ยวกับการพัฒนาประชากรอย่างยั่งยืน

บทคัดย่อ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในมิติของการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างขั้วอำนาจเก่าและใหม่ แต่ยังเป็นสมรภูมิทางความคิดที่ปะทะกันอย่างรุนแรงท่ามกลางบริบทวิกฤตโครงสร้างประชากร (Demographic Crisis) ที่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์เจาะลึกถึงนโยบายของพรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา โดยใช้กรอบแนวคิด "การพัฒนาประชากรอย่างยั่งยืน" (Sustainable Population Development) เพื่อประเมินความเป็นไปได้ ประสิทธิภาพ และผลกระทบระยะยาวของนโยบายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทย การวิเคราะห์ครอบคลุมมิติการส่งเสริมการเกิด การพัฒนาทุนมนุษย์ในวัยแรงงาน การดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และความยั่งยืนทางการคลัง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้ทุกพรรคจะตระหนักถึงภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร แต่แนวทางในการแก้ปัญหายังคงติดกับดัก "ประชานิยมระยะสั้น" (Short-term Populism) ที่เน้นการแจกเงินอุดหนุนมากกว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ยั่งยืน ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางการคลังและไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงในระยะยาว


1. บทนำ: ภูมิทัศน์วิกฤตประชากรกับการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569

1.1 บริบททางการเมืองและปฏิทินสู่คูหาเลือกตั้ง

ภายหลังความผันผวนทางการเมืองในช่วงปี 2567-2568 ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาลและการยุบสภาผู้แทนราษฎรในเดือนธันวาคม 2568 ประเทศไทยได้กำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 1 การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตามองว่าเป็น "การเลือกตั้งบนทางแพร่ง" (Crossroad Election) เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายซ้อนทับ (Polycrisis) ทั้งปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือน และที่สำคัญที่สุดคือวิกฤตโครงสร้างประชากรที่ไม่อาจย้อนกลับได้ พรรคการเมืองต่างๆ ได้ระดมสรรพกำลังในการนำเสนอนโยบายเพื่อดึงดูดฐานเสียง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นผู้สูงอายุซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

1.2 สึนามิประชากร: จาก "สังคมสูงวัย" สู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด"

ในปี 2569 ประเทศไทยไม่ได้เพียงแค่อยู่ในภาวะสังคมสูงวัย (Aged Society) แต่ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO) และสหประชาชาติ ซึ่งหมายถึงการมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20-30 ของประชากรทั้งหมด 4 ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกรมกิจการผู้สูงอายุ ชี้ให้เห็นว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ได้ลดต่ำลงกว่าระดับ 500,000 คนต่อปี ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567-2568 6 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 80 ปี อัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate: TFR) ของไทยลดลงเหลือเพียง 1.0 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทน (Replacement Level) ที่ 2.1 อย่างมาก และเริ่มเข้าใกล้สถานการณ์ของประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ 6

ปรากฏการณ์นี้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยใน 3 มิติหลัก:

  1. การหดตัวของกำลังแรงงาน (Labor Force Shrinkage): สัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานและลดทอนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential GDP Growth) ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.6 - 1.8 เท่านั้นในปี 2569 8

  2. ภาระพึ่งพิง (Dependency Burden): อัตราส่วนพึ่งพิงของผู้สูงอายุต่อวัยแรงงานเพิ่มสูงขึ้น หมายความว่าคนทำงานหนึ่งคนต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุและเด็กมากขึ้น ทั้งในระดับครัวเรือนและระดับประเทศผ่านระบบภาษี

  3. ความยั่งยืนทางการคลัง (Fiscal Sustainability): รายจ่ายด้านสวัสดิการสังคม เบี้ยยังชีพ และค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ฐานภาษีแคบลงจากการลดลงของคนวัยทำงาน สร้างความเสี่ยงต่อฐานะการคลังของรัฐบาลในระยะยาว 10

1.3 กรอบแนวคิด: การพัฒนาประชากรอย่างยั่งยืน

การวิเคราะห์นโยบายในบทความนี้จะยึดกรอบแนวคิด "การพัฒนาประชากรอย่างยั่งยืน" ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มจำนวนประชากร แต่ครอบคลุมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรทุกช่วงวัย (Quality of Life), การสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุมและเป็นธรรม (Inclusive Social Protection), การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Productivity Enhancement), และการสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ (Retirement Security) โดยไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลังจนล่มสลายในอนาคต นโยบายที่ดีจึงต้องก้าวข้าม "ประชานิยมแจกเงิน" ไปสู่ "การลงทุนในทุนมนุษย์" และ "การปฏิรูปโครงสร้าง"


2. ยุทธศาสตร์ "เปล" (The Cradle): นโยบายส่งเสริมการเกิดและการดูแลเด็กปฐมวัย

การเผชิญหน้ากับวิกฤตเด็กเกิดต่ำ (Low Fertility Crisis) เป็นโจทย์หินที่ทุกพรรคการเมืองพยายามนำเสนอทางออก แม้ว่านักวิชาการหลายท่านจะมองว่าไทยอาจผ่านจุดที่สามารถกระตุ้นให้กลับมามีลูกมากได้แล้ว แต่การดูแลคุณภาพของเด็กที่เกิดมาให้ดีที่สุด (Quality over Quantity) ยังคงเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด

2.1 พรรคพลังประชารัฐ: โมเดล "เงินอุดหนุนเข้มข้น" (Cash-Centric Pro-Natalism)

พรรคพลังประชารัฐ (PPRP) ได้นำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นแรงจูงใจทางการเงินอย่างชัดเจนและรุนแรงที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหมด ภายใต้แคมเปญ "มารดาประชารัฐ" 12 โดยมีรายละเอียดข้อเสนอที่น่าสนใจดังนี้:

  • การอุดหนุนช่วงตั้งครรภ์: ให้เงินช่วยเหลือมารดาตั้งแต่ตั้งครรภ์เดือนที่ 4 จนถึงคลอด เดือนละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 27,000 บาท

  • ค่าใช้จ่ายในการคลอด: สนับสนุนค่าทำคลอด 10,000 บาท

  • การดูแลเด็กแรกเกิด: ให้เงินอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 2,000 บาท ต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี รวมเป็นเงิน 144,000 บาท

วิเคราะห์เชิงวิพากษ์:

แนวทางของพรรคพลังประชารัฐสะท้อนวิธีคิดแบบ "ตัวเงินนำ" (Monetary Incentive) ที่เชื่อว่าอุปสรรคสำคัญของการมีบุตรคือภาระค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงประจักษ์จากประเทศที่มีประสบการณ์แก้ปัญหาเด็กเกิดต่ำมายาวนาน เช่น สิงคโปร์และญี่ปุ่น ชี้ให้เห็นว่าการอุดหนุนด้วยตัวเงินเพียงอย่างเดียวมีผลต่อการตัดสินใจมีบุตรน้อยมาก หากไม่มีระบบนิเวศที่เอื้ออำนวย (Supportive Ecosystem) 7 นอกจากนี้ การให้เงินอุดหนุนในอัตราที่สูงเช่นนี้ (รวมกว่า 1.8 แสนบาทต่อเด็กหนึ่งคน) จะสร้างภาระผูกพันงบประมาณระยะยาวที่สูงมาก หากคำนวณจากเด็กเกิดใหม่ปีละ 5 แสนคน รัฐจะต้องเตรียมงบประมาณผูกพันสะสมมหาศาล ซึ่งอาจเบียดบังงบประมาณด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาหรือสาธารณสุข

2.2 พรรคไทยสร้างไทย: การดูแลแม่และเด็กแบบต่อเนื่อง

พรรคไทยสร้างไทย (TST) นำเสนอนโยบายที่คล้ายคลึงกันแต่เน้นความเรียบง่าย โดยเสนอเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงอายุ 6 ปี เดือนละ 2,000 บาท 13 และนโยบายเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี นโยบายนี้มุ่งเป้าไปที่การลดภาระค่าครองชีพของพ่อแม่ชนชั้นกลางและรากหญ้า แต่ยังคงขาดมิติของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการเลี้ยงดูเด็ก (Childcare Infrastructure) ที่เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับแม่วัยทำงาน

2.3 พรรคประชาชน: สวัสดิการถ้วนหน้าและโครงสร้างพื้นฐานการดูแล (Infrastructure & Universalism)

พรรคประชาชน (People's Party - PP) เลือกใช้ยุทธศาสตร์ที่แตกต่าง โดยเน้นการสร้าง "ระบบสวัสดิการถ้วนหน้า" และ "โครงสร้างพื้นฐาน" มากกว่าการแจกเงินก้อนใหญ่ 14

  • เงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า: เสนอเงินอุดหนุนเด็กเล็ก 1,200 บาทต่อเดือน (บางข้อมูลระบุ 600-1,000 บาทตามสถานการณ์งบประมาณ) ให้กับเด็กทุกคนโดยไม่ต้องพิสูจน์ความยากจน เพื่อลดปัญหาการตกหล่น (Exclusion Error) ที่มักเกิดในระบบสงเคราะห์

  • ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคุณภาพใกล้บ้าน: ข้อเสนอนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยพรรคประชาชนเสนอกระจายอำนาจและงบประมาณให้ท้องถิ่น (อปท.) ยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้รับเด็กตั้งแต่อายุ 4 เดือนขึ้นไป (จากเดิมที่มักรับ 2 ขวบขึ้นไป) และขยายเวลาเปิด-ปิดให้สอดคล้องกับเวลาทำงานของผู้ปกครอง (07.00 - 18.00 น.) 16

วิเคราะห์เชิงวิพากษ์:

แนวทางของพรรคประชาชนมีความยั่งยืนในมิติของการ "ปลดล็อกแรงงานสตรี" (Female Labor Force Participation) การมีศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพและราคาเข้าถึงได้จะช่วยให้ผู้หญิงสามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วขึ้นหลังคลอดบุตร ซึ่งเป็นการช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ "ความพร้อมของท้องถิ่น" และ "บุคลากร" (ครูพี่เลี้ยง) ที่ยังขาดแคลนและมีค่าตอบแทนต่ำ การทุ่มงบประมาณลงไปที่ท้องถิ่นโดยไม่มีกลไกการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพอาจนำไปสู่ปัญหาคุณภาพการดูแลเด็กได้ 15

2.4 บทสรุปเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์ด้านการเกิด

พรรคการเมืองจุดเน้นเชิงนโยบายข้อดีข้อสังเกต/ความเสี่ยง
พลังประชารัฐเงินก้อนใหญ่ จูงใจแรง (มารดาประชารัฐ)ลดภาระทางการเงินของครัวเรือนได้ทันทีและชัดเจนภาระงบประมาณสูงมาก, ไม่แก้ปัญหา Work-Life Balance
ไทยสร้างไทยเงินอุดหนุนต่อเนื่อง (ดูแลครรภ์-6 ปี)เข้าใจง่าย, ครอบคลุมช่วงวัยสำคัญขาดมิติโครงสร้างพื้นฐานการเลี้ยงดู
ประชาชนสวัสดิการถ้วนหน้า + ศูนย์เด็กเล็ก (Care Infra)แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง, สนับสนุนคนทำงาน, ลดความเหลื่อมล้ำต้องใช้งบลงทุนสูงในการปรับปรุงศูนย์, ความพร้อมของบุคลากรท้องถิ่น

3. ยุทธศาสตร์ "งาน" (The Work): การพัฒนาทุนมนุษย์และผลิตภาพในวัยแรงงาน

ในภาวะที่จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลง ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่ม "คุณภาพ" และ "ผลิตภาพ" (Productivity) ของแรงงานที่เหลืออยู่อย่างเร่งด่วน พรรคการเมืองต่างนำเสนอแนวทางในการ Reskill/Upskill และการสร้างงานใหม่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

3.1 พรรคเพื่อไทย: OFOS และการสร้าง "งานสร้างสรรค์" 20 ล้านตำแหน่ง

พรรคเพื่อไทย (Pheu Thai) ยังคงยึดมั่นในนโยบายเรือธง "1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์" (One Family One Soft Power - OFOS) ซึ่งมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานอย่างยิ่งในการยกระดับทักษะคนไทย 20 ล้านคน 17

  • กลไกการทำงาน: OFOS มุ่งเน้นการค้นหาศักยภาพของคนในทุกครอบครัวและนำมาเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะ (Incubator) ผ่านศูนย์ฝึกอบรมในชุมชนและระบบออนไลน์ เพื่อป้อนเข้าสู่ 11 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น อาหาร ดนตรี กีฬา แฟชั่น เกม และศิลปะ

  • เป้าหมายทางเศรษฐกิจ: สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง และการันตีรายได้ขั้นต่ำ 200,000 บาทต่อปี เพื่อยกระดับรายได้ของประเทศให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

วิเคราะห์เชิงลึกและผลกระทบ:

นโยบาย OFOS เป็นความพยายามในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Economic Restructuring) จากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต ไปสู่เศรษฐกิจฐานบริการและวัฒนธรรม (High-Value Service Economy) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางโลก อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลสำคัญจากนักวิชาการและภาคเอกชนคือ "ความสอดคล้องกับอุปสงค์ตลาด" (Market Demand Mismatch) การผลิตบุคลากรจำนวนมหาศาล 20 ล้านคนในเวลาอันสั้น อาจนำไปสู่ภาวะล้นตลาดหากอุตสาหกรรมปลายน้ำยังไม่เติบโตเพียงพอ นอกจากนี้ การตั้งเป้ารายได้ 200,000 บาทต่อปี อาจกลายเป็นภาระทางการคลังหากรัฐต้องเข้าไปอุดหนุนส่วนต่างรายได้คล้ายกับโครงการจำนำข้าวในอดีต 20

3.2 พรรคประชาชน: SME และทักษะแห่งอนาคต (Future Skills)

พรรคประชาชนเน้นการแก้ปัญหาที่โครงสร้างตลาดแรงงานและการเพิ่มขีดความสามารถของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ 20

  • คูปองเรียนรู้ตลอดชีวิต: เสนอการแจกคูปองเพื่อให้แรงงานสามารถเลือกเรียนรู้ทักษะที่ต้องการ (Reskill/Upskill) ได้เองตามความสมัครใจ ซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่าการกำหนดหลักสูตรจากส่วนกลาง

  • SME และหวยใบเสร็จ: สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนซื้อสินค้าจาก SME ผ่านนโยบายหวยใบเสร็จ เพื่อกระตุ้นยอดขายและดึง SME เข้าสู่ระบบภาษี ซึ่งจะช่วยให้แรงงานใน SME ได้รับการคุ้มครองตามระบบประกันสังคมมากขึ้น

  • ค่าแรงและสิทธิแรงงาน: ผลักดันการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและทักษะ พร้อมทั้งเพิ่มสิทธิวันลาพักร้อนและลาคลอดบุตรสำหรับพ่อแม่

วิเคราะห์เชิงลึก:

แนวทางของพรรคประชาชนเน้น "กลไกตลาด" และ "สิทธิแรงงาน" (Labor Rights) เป็นฐาน การให้คูปองเรียนรู้ช่วยแก้ปัญหาความไม่ตรงกันของทักษะ (Skill Mismatch) ได้ดีกว่าการจัดอบรมแบบหว่านแห ส่วนการสนับสนุน SME เป็นการแก้ปัญหาความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก แต่ความท้าทายคือการดึง SME เข้าสู่ระบบภาษีและการบังคับใช้กฎหมายแรงงานที่เข้มข้นอาจเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

3.3 พรรคภูมิใจไทย: "Silver Plus" และการจ้างงานผู้สูงอายุ

พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai) นำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการดึงผู้สูงอายุกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มกำลังแรงงานทางตรง 24

  • มาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า (Silver Plus): เสนอให้บริษัทเอกชนสามารถนำค่าจ้างผู้สูงอายุมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โดยขยายเพดานค่าจ้างจากเดิม 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท

  • นัยสำคัญทางนโยบาย: การขยายเพดานเป็น 30,000 บาท มีนัยสำคัญมาก เพราะจะครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุที่มีทักษะและประสบการณ์สูง (White-collar / Skilled Workers) ให้กลับมาทำงานในฐานะที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เพียงแรงงานระดับล่างเหมือนในอดีต

วิเคราะห์เชิงลึก:

นโยบายนี้เป็นการใช้เครื่องมือทางภาษี (Tax Incentive) ที่ชาญฉลาดในการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะ และช่วยลดภาระพึ่งพิงของผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสำหรับผู้สูงอายุในชนบทหรือผู้ที่ทำงานนอกระบบ (Informal Sector) ซึ่งไม่มีนายจ้างเป็นนิติบุคคล ดังนั้นจึงอาจสร้างประโยชน์กระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่และภาคอุตสาหกรรม


4. ยุทธศาสตร์ "ไม้เท้า" (The Cane): ความมั่นคงในวัยเกษียณและระบบดูแลระยะยาว

เมื่อประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนมหาศาล "ความมั่นคงทางรายได้" (Income Security) และ "สุขภาพ" (Health Security) กลายเป็นประเด็นชี้ขาดผลการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างแข่งขันกันเสนอนโยบายบำนาญและสวัสดิการสุขภาพ

4.1 สงครามบำนาญ: ระหว่าง "ประชานิยม" กับ "สวัสดิการก้าวหน้า"

นโยบายบำนาญเป็นจุดปะทะที่ชัดเจนที่สุดในการเลือกตั้ง 2569 โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มความคิดหลัก:

  1. กลุ่มบำนาญ 3,000 บาท (High-Value Pension):

    • พรรคไทยสร้างไทย: ชูธง "บำนาญประชาชน 3,000 บาท" เป็นนโยบายหลัก 27 โดยมุ่งเป้าให้ผู้สูงอายุทุกคนมีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพ (เหนือเส้นความยากจน) ทันที

    • พรรคพลังประชารัฐ: เสนอเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันได 3,000 - 5,000 บาท ตามช่วงอายุ 12 ซึ่งให้วงเงินสูงกว่าพรรคอื่น

    • วิเคราะห์: ข้อเสนอนี้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้สูงอายุได้ตรงจุดที่สุด แต่มีความเสี่ยงทางการคลังสูงสุด การแจกเงิน 3,000 บาท ให้ผู้สูงอายุ 13-14 ล้านคน จะใช้งบประมาณราว 5 แสนล้านบาทต่อปี 24 ซึ่งเทียบเท่างบลงทุนของประเทศทั้งปี หากไม่มีการหารายได้ใหม่ รัฐบาลอาจต้องกู้เงินจนชนเพดานหนี้สาธารณะ หรือตัดงบประมาณส่วนอื่น

  2. กลุ่มบำนาญพื้นฐานแบบยั่งยืน (Fiscal-Aware Pension):

    • พรรคประชาชน: เสนอบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าเริ่มต้นที่ 1,000 - 1,200 บาท และวางแผนขยับขึ้นเป็น 3,000 บาทในอนาคตเมื่อจัดสรรงบประมาณได้ 23 แนวทางนี้เน้นความเป็นไปได้ทางการคลังและการเกลี่ยงบประมาณจากส่วนอื่น (เช่น งบกองทัพ หรือการลดงบซ้ำซ้อน) มาโปะ

    • พรรคภูมิใจไทย: เน้นการสร้างรายได้เสริมและการออมผ่าน "กองทุนประกันชีวิต" และการจ้างงานมากกว่าการแจกเงินตรงๆ 22

4.2 การปฏิรูประบบสาธารณสุข: จาก "รักษา" สู่ "ดูแล"

  • พรรคเพื่อไทย: มุ่งยกระดับโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยเทคโนโลยี AI และ Digital Health 30 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัยและลดความแออัดในโรงพยาบาล

  • พรรคภูมิใจไทย: เน้นการเสริมศักยภาพ "อสม." (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) โดยเพิ่มค่าป่วยการเป็น 2,000 บาท 31 เพื่อให้เป็นกลไกดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงในชุมชน ควบคู่กับนโยบายฟอกไตฟรี

  • พรรคประชาชน: เสนอการปฏิรูปโครงสร้างกองทุนสุขภาพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุน (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ) และเน้นการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุขสู่ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดระบบการดูแลระยะยาว (Long-term Care) ที่ชุมชนเป็นเจ้าของ 30

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบนโยบายผู้สูงอายุและสาธารณสุขของพรรคการเมืองหลัก

นโยบายหลักพรรคเพื่อไทย (PT)พรรคประชาชน (PP)พรรคภูมิใจไทย (BJT)พรรคไทยสร้างไทย (TST)พรรคพลังประชารัฐ (PPRP)
เบี้ยยังชีพ/บำนาญเน้นการสร้างรายได้/แก้หนี้1,000-1,500 บาท (ถ้วนหน้า)กองทุนประกันชีวิต/ลดภาษีจ้างงาน3,000 บาท (ถ้วนหน้า)3,000-5,000 บาท (ขั้นบันได)
สาธารณสุข30 บาท Upgrade (AI/Digital)ปฏิรูป 3 กองทุน/กระจายอำนาจเพิ่มค่าป่วยการ อสม. 2,000 บาท(ไม่เน้นรายละเอียด)(ไม่เน้นรายละเอียด)
การจ้างงานผู้สูงอายุOFOS (ฝึกอาชีพ)คูปอง Upskillลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 2 เท่า (30k)Up-skill สุขภาพ-
จุดเด่นเทคโนโลยีและการสร้างโอกาสโครงสร้างพื้นฐานและความเท่าเทียมการใช้กลไกชุมชน (อสม.) และภาษีตัวเงินที่สูงและชัดเจนตัวเงินที่สูงที่สุด

5. ความยั่งยืนทางการคลัง: ภาพความเป็นจริงที่ไม่อาจมองข้าม

การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงจะไม่สมบูรณ์หากขาดการตรวจสอบ "กระเป๋าเงิน" ของประเทศ ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และหน่วยงานเศรษฐกิจชี้ให้เห็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจน 10

5.1 พื้นที่ทางการคลังที่หดหาย (Shrinking Fiscal Space)

ในปีงบประมาณ 2569-2570 โครงสร้างงบประมาณของไทยกำลังเข้าสู่ภาวะตึงตัวอย่างหนัก

  • รายจ่ายประจำสูงลิ่ว: งบประมาณรายจ่ายประจำ (เงินเดือนข้าราชการ, สวัสดิการเดิม, ดอกเบี้ยเงินกู้) กินสัดส่วนสูงถึง 70-80% ของงบประมาณทั้งหมด

  • งบลงทุนต่ำเตี้ย: งบลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศเหลือเพียงร้อยละ 20 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็นสำหรับการหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

  • หนี้สาธารณะ: หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ในระดับสูง และยังมี "หนี้นอกงบประมาณ" (Quasi-fiscal debt) จากมาตรการกึ่งการคลัง (เช่น โครงการจำนำข้าวในอดีต หรือการพักหนี้เกษตรกรผ่าน ธ.ก.ส.) สะสมกว่า 1.13 ล้านล้านบาท 10

5.2 ต้นทุนของนโยบายหาเสียง

  • นโยบายบำนาญ 3,000 บาท: คาดว่าจะต้องใช้วงเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นปีละ 400,000 - 500,000 ล้านบาท หากไม่มีการปฏิรูปภาษี (เช่น การขึ้น VAT เป็น 10% หรือเก็บภาษีความมั่งคั่ง) รัฐบาลแทบไม่มีทางหาเงินจำนวนนี้ได้โดยไม่กู้เพิ่มจนทะลุกรอบวินัยการคลัง

  • นโยบาย OFOS และ Orange Megaprojects: การลงทุนใน OFOS และโครงการลงทุนของพรรคประชาชน (เช่น น้ำประปาดื่มได้, ขนส่งสาธารณะ) วงเงิน 6.3 แสนล้านบาท 32 จำเป็นต้องใช้งบลงทุนผูกพันหลายปี ซึ่งจะเบียดบังงบประมาณส่วนอื่นหากเศรษฐกิจไม่เติบโตตามเป้า

ตารางที่ 2: ประมาณการสถานะทางการคลัง ปีงบประมาณ 2569-2570 10

รายการสถานะและแนวโน้มความเสี่ยง
รายได้รัฐบาลต่อ GDPลดลงจาก 17% (2536) เหลือ ~14.9% (2568)รัฐเก็บภาษีได้น้อยลงสวนทางกับภาระค่าใช้จ่าย
รายจ่ายประจำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสังคมสูงวัย (ค่ารักษา, เบี้ยยังชีพ)งบลงทุนถูกเบียดบังจนไม่สามารถพัฒนาประเทศได้
การกู้ชดเชยขาดดุลปี 2570 คาดว่าจะต้องกู้ 7.88 แสนล้านบาทการกู้เพื่อมาจ่ายรายจ่ายประจำ (ไม่ใช่ลงทุน) เป็นสัญญาณอันตราย

6. บทวิเคราะห์และอภิปรายผล: ทางเลือกของประเทศไทย

จากการประมวลนโยบายทั้งหมด พบว่าพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 มีแนวโน้มแบ่งออกเป็น 2 ขั้วความคิดในการรับมือวิกฤตประชากร:

6.1 ขั้วประชานิยมระยะสั้น (Short-term Populism)

พรรคพลังประชารัฐและพรรคไทยสร้างไทย เลือกใช้ยุทธศาสตร์ "อัดฉีดเงินสด" (Cash Handout) เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความน่าสนใจคือ นโยบายนี้ "ขายง่าย" และ "เห็นผลทันที" ในความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังลำบากทางเศรษฐกิจ แต่ในระยะยาว นโยบายนี้มีความเสี่ยงที่จะนำประเทศไปสู่วิกฤตการคลังแบบประเทศในละตินอเมริกา ที่รัฐมีภาระผูกพันสวัสดิการสูงเกินกว่าฐานรายได้ภาษี

6.2 ขั้วปรับโครงสร้างและสวัสดิการยั่งยืน (Structural Reform & Sustainable Welfare)

พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย (ในบางมิติ) พยายามนำเสนอทางออกที่ซับซ้อนกว่า โดยเน้นการปรับโครงสร้าง (Structural Reform)

  • พรรคประชาชน โดดเด่นในเรื่องการสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม" (Social Infrastructure) เช่น ศูนย์เด็กเล็กและขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว และเน้นความเท่าเทียม (Universalism)

  • พรรคภูมิใจไทย โดดเด่นในเรื่อง "เศรษฐกิจสีเงิน" (Silver Economy) โดยใช้กลไกภาษีจูงใจเอกชน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ฝั่งอุปสงค์แรงงาน (Labor Demand) และลดภาระรัฐบาล

6.3 พรรคเพื่อไทย: ทางสายกลางที่เดิมพันกับการเติบโต

พรรคเพื่อไทยพยายามฉีกหนีข้อถกเถียงเรื่องสวัสดิการด้วยการเสนอ "การสร้างรายได้ใหม่" (New Engine of Growth) ผ่าน OFOS และ Digital Economy แนวคิดคือ "ถ้าเศรษฐกิจโต รัฐก็มีเงินมาดูแลคน" (Growth first, Welfare later) แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ "ความสำเร็จในการปฏิบัติ" (Implementation Risk) เพราะการสร้าง Soft Power ไม่ใช่เรื่องที่เสกได้ในข้ามคืน และต้องอาศัยปัจจัยภายนอกประเทศประกอบด้วย


7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

การเลือกตั้งปี 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตประชากรที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง นโยบายของพรรคการเมืองสะท้อนความพยายามที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน แต่ยังขาดความชัดเจนในเรื่อง "แหล่งที่มาของเงิน" (Funding Source) และ "ความยั่งยืนระยะยาว"

ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาประชากรอย่างยั่งยืน:

  1. เปลี่ยนจาก "สงเคราะห์" เป็น "ลงทุน": รัฐบาลชุดใหม่ควรลดน้ำหนักนโยบายแจกเงินให้เปล่า และหันมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้คนทำงานได้ (Enabling Infrastructure) เช่น ศูนย์ดูแลเด็กและผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ เพื่อปลดล็อกแรงงานให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

  2. บูรณาการนโยบายข้ามวัย: เลิกมองนโยบายเด็กและผู้สูงอายุแยกส่วนกัน ควรเชื่อมโยงกัน เช่น การจ้างงานผู้สูงอายุที่มีศักยภาพมาช่วยดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งสองวัย (Intergenerational Solidarity)

  3. ปฏิรูปรายได้ภาครัฐ: พรรคการเมืองต้องกล้าพูดความจริงกับประชาชนว่า สวัสดิการที่ดีต้องแลกมาด้วยการเสียภาษีที่มากขึ้น การปฏิรูปโครงสร้างภาษี (Tax Reform) เช่น การขยายฐานภาษี หรือภาษีทรัพย์สิน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากต้องการรัฐสวัสดิการ

  4. เศรษฐกิจสีเงินที่เป็นจริง: ส่งเสริมมาตรการทางภาษีเพื่อจ้างงานผู้สูงอายุอย่างจริงจังแบบที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ แต่ต้องขยายผลให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบและ SME ในชนบทด้วย

ท้ายที่สุด การพัฒนาประชากรอย่างยั่งยืนไม่ใช่ภารกิจของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยฉันทามติร่วมกัน (National Consensus) เพื่อประคับประคองประเทศไทยให้ก้าวผ่านคลื่นลมมรสุมทางประชากรนี้ไปได้ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและไม่ทิ้งภาระหนี้สินไว้ให้คนรุ่นลูกหลาน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พรรคโอกาสใหม่ ชู "คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้" สู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 ทางลัดแก้วิกฤตหนี้ หรือความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง

เพลง: ล้มได้ แต่ต้องมีทางลุก (ท่อนที่ 1)   บนถนนชีวิตที่แสนยาวไกล ใครหลายคนเคยพลาด เคยล้มลงไป ภาระหนี้สินเหมือนเงาตามตัว ความหวังเลือนรา...