ท่ามกลางวิกฤตเชิงโครงสร้างที่รุมเร้าประเทศไทย ทั้งกับดักรายได้ปานกลาง สังคมสูงวัย ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด แนวคิดการบริหารประเทศแบบเดิมเริ่มถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่าเพียงพอหรือไม่ในการพาประเทศก้าวต่อไป
หนึ่งในวิสัยทัศน์ที่ได้รับความสนใจในเวทีการเมืองการเลือกตั้งปี 2569 คือข้อเสนอของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ซึ่งนำเสนอกรอบคิด “Science-based Nation” หรือ “การสร้างชาติบนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” อันถือเป็นความพยายามเปลี่ยนผ่าน กระบวนทัศน์การบริหารรัฐไทยครั้งใหญ่
จากรัฐสั่งการ สู่รัฐอำนวยความรู้
หัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ ศ.ดร.ยศชนัน คือการปฏิรูปบทบาทภาครัฐ จากระบบราชการรวมศูนย์ที่เน้นการสั่งการ (Commander) ไปสู่ รัฐบาลผู้แนะนำและอำนวยความสะดวก (Recommender State) โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจเชิงนโยบาย
แนวคิดนี้สะท้อนความพยายามนำตรรกะแบบแพลตฟอร์มดิจิทัลมาปรับใช้กับรัฐ เช่น การให้คำแนะนำเกษตรกรว่าควรปลูกพืชใดตามสภาพดิน–น้ำ–ตลาด การชี้แนะแรงงานว่าควรพัฒนาทักษะใดให้ตรงกับความต้องการตลาด หรือการให้บริการรัฐแบบเฉพาะบุคคลแทนการออกนโยบายแบบ “หว่านแห”
รัฐบาล AI และ Government RAG System
ในเชิงโครงสร้าง ศ.ดร.ยศชนัน เสนอการพัฒนา Government RAG System ซึ่งเป็นระบบ AI ที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลภาครัฐที่เชื่อถือได้ เพื่อให้การตัดสินใจและคำแนะนำของรัฐตั้งอยู่บนข้อมูลจริง ลดปัญหาความล่าช้า ความซ้ำซ้อน และการใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคลของระบบราชการ
โมเดลดังกล่าวถูกวางให้เป็น “สมองกลของชาติ” ที่สามารถให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เรื่องสวัสดิการ การเกษตร SMEs ไปจนถึงบริการสุขภาพ โดยยังยึดหลัก AI ที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centric AI) ไม่ใช่การแทนที่คน แต่เป็นการเสริมศักยภาพมนุษย์
ปฏิรูปการศึกษา: ทลายกำแพงวัยและวุฒิ
อีกหนึ่งเสาหลักคือการปฏิรูปการศึกษาผ่านระบบ ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเรียนเป็นโมดูล สะสมหน่วยกิต และนำไปเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ในอนาคต
แนวคิดนี้มีเป้าหมายแก้ปัญหา “เรียนไม่ตรงงาน–งานไม่ตรงทักษะ” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย พร้อมเชื่อมการศึกษาเข้ากับตลาดแรงงานจริง ผ่านโมเดล Earn While Learn และการดึงภาคเอกชนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่: BCG และ Medical Hub 2.0
ในมิติเศรษฐกิจ ศ.ดร.ยศชนัน เสนอการยกระดับ BCG Economy และ Medical Hub ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ตั้งแต่เกษตรแม่นยำ อาหารทางการแพทย์ วัสดุชีวภาพ ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีสมอง–คอมพิวเตอร์ (BCI) และนวัตกรรมดูแลผู้สูงวัย
เป้าหมายคือการเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ผลิตวัตถุดิบราคาต่ำ ไปสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพและเศรษฐกิจสีเขียวระดับโลก
ความท้าทาย: กำแพงราชการ–ช่องว่างดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม รายงานวิเคราะห์ชี้ว่า วิสัยทัศน์ดังกล่าวต้องเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งแรงต้านจากระบบราชการเดิม ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ความพร้อมของฐานข้อมูลรัฐ รวมถึงประเด็นจริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบของ AI ในการปกครอง
ขณะเดียวกัน นโยบายเชิงโครงสร้างเหล่านี้ต้องอาศัยเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ในบริบทการเมืองไทย
เดิมพันอนาคตประเทศ
นักวิชาการประเมินว่า วิสัยทัศน์ “Science-based Nation” ของ ศ.ดร.ยศชนัน ไม่ใช่เพียงชุดนโยบายหาเสียง แต่เป็นความพยายาม “รื้อระบบปฏิบัติการของรัฐไทย” เพื่อรับมือโลกศตวรรษที่ 21 หากประสบความสำเร็จ ไทยอาจหลุดพ้นจากกับดักการพัฒนาเดิม แต่หากล้มเหลว ก็อาจสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกยิ่งกว่าเทคโนโลยีใดๆ
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่แค่การเลือกตัวบุคคลหรือพรรคการเมือง หากแต่เป็นการตัดสินใจว่า ประเทศไทยพร้อมหรือไม่กับ การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐฐานวิทยาศาสตร์ อย่างแท้จริง.
การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์สู่รัฐฐานวิทยาศาสตร์: การวิเคราะห์เชิงลึกต่อนโยบายและวิสัยทัศน์ของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในบริบทของการปฏิรูปโครงสร้างประเทศไทย
บทคัดย่อบริหาร (Executive Summary)
รายงานการวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผลเชิงวิพากษ์ต่อวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และแนวนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (ศ.ดร.ยศชนัน) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ภายใต้กรอบแนวคิด "Science-based Nation" หรือการสร้างชาติด้วยฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการถอดรหัสเชิงลึกใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์ชาติและการปรับเปลี่ยนบทบาทภาครัฐด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Government) 2) การปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ 3) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ด้วยโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) และนวัตกรรมทางการแพทย์ (Medical Hub)
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์และเอกสารที่เกี่ยวข้อง พบว่าวิสัยทัศน์ของ ศ.ดร.ยศชนัน มิได้เป็นเพียงข้อเสนอเชิงนโยบายทั่วไป แต่เป็นการนำเสนอ "การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์" (Paradigm Shift) ของการบริหารราชการแผ่นดินไทย จากระบบราชการที่เน้นการสั่งการ (Commander) ไปสู่ระบบที่เน้นการอำนวยความสะดวกและแนะนำด้วยข้อมูล (Recommender) โดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และ Big Data เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก นอกจากนี้ ยังพบความพยายามในการเชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงเทคนิคระดับสูง (Deep Tech) เข้ากับปัญหาความเหลื่อมล้ำระดับฐานราก ผ่านนโยบายการศึกษาที่ยืดหยุ่นและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรและบริการสุขภาพ อย่างไรก็ตาม รายงานยังได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านความพร้อมทางดิจิทัลของประชากร (Digital Divide) แรงต้านจากระบบราชการเดิม และประเด็นจริยธรรมในการนำ AI มาใช้ในการปกครอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
1. บทนำ: บริบทความท้าทายของประเทศไทยและจุดกำเนิดของ "รัฐบุรุษนักเทคโนโลยี"
1.1 วิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างและกับดักการพัฒนาของไทย
ประเทศไทยในทศวรรษที่ 2560 กำลังเผชิญกับพายุหมุนแห่งการเปลี่ยนแปลง (Perfect Storm) ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมาอย่างยาวนานเริ่มแสดงอาการเด่นชัดขึ้นในหลากหลายมิติ ประการแรก คือ "กับดักรายได้ปานกลาง" (Middle-Income Trap) ที่ประเทศไทยติดหล่มมานานกว่า 3 ทศวรรษ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่เคยพุ่งสูงในยุค "เสือตัวที่ 5" ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมที่เน้นแรงงานราคาถูกกำลังถูกกัดเซาะโดยประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่การก้าวขึ้นสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับสูง (High Value Chain) ยังทำได้ไม่เต็มที่
ประการที่สอง คือ "การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร" (Demographic Disruption) การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) และกำลังมุ่งหน้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ส่งผลให้กำลังแรงงานหดตัวลง ภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและสวัสดิการพุ่งสูงขึ้น สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อฐานะการคลังของประเทศ ประการที่สาม คือ "ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและการศึกษา" ระบบการศึกษาไทยยังคงผลิตบุคลากรที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ส่งผลให้เกิดภาวะ "คนว่างงานแต่งานว่าง" (Skills Mismatch)
ในบริบทที่ซับซ้อนและเปราะบางเช่นนี้ รูปแบบการเมืองแบบดั้งเดิมที่เน้นการต่อสู้ทางอุดมการณ์หรือนโยบายประชานิยมแบบหว่านเงินระยะสั้น (Short-term Populism) เริ่มถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความยั่งยืน สังคมไทยเริ่มโหยหาผู้นำรูปแบบใหม่ที่มีความเข้าใจในบริบทของโลกอนาคต มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และสามารถนำเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ นี่คือช่องว่างทางประวัติศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ
1.2 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: รอยต่อระหว่างมรดกทางการเมืองและโลกวิทยาศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือที่รู้จักกันในนาม "อาจารย์เชน" ถือเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะพิเศษ (Unique Profile) ในแวดวงการเมืองไทย เขาเป็นจุดบรรจบของสองโลกที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน คือ โลกแห่งอำนาจทางการเมืองและโลกแห่งวิชาการสายวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์
ในมิติหนึ่ง เขาคือทายาทของตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย เป็นบุตรชายของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นน้องสาวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
แต่อีกมิติหนึ่ง ซึ่งเป็นมิติที่รายงานฉบับนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือสถานะความเป็น "นักเทคโนโลยีชั้นนำ" (Leading Technologist) ศ.ดร.ยศชนัน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และระดับปริญญาโท-เอก ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจาก University of Texas at Arlington สหรัฐอเมริกา
ผลงานวิจัยของเขาที่ได้รับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติกว่า 160 ชิ้น
1.3 วัตถุประสงค์และขอบเขตของการศึกษา
รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์ว่า เมื่อวิธีคิดแบบ "นักวิทยาศาสตร์เชิงลึก" (Deep Tech Scientist) ถูกนำมาใช้เป็นแกนหลักในการกำหนดนโยบายระดับชาติ (National Policy Formulation) จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างรัฐไทยอย่างไร โดยจะพิจารณาผ่านเอกสารวิชาการ บทสัมภาษณ์ และข้อมูลสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับ ศ.ดร.ยศชนัน ตั้งแต่บทบาททางวิชาการที่มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงบทบาททางการเมืองในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อฉายภาพอนาคตของประเทศไทยภายใต้วิสัยทัศน์ "Science-based Nation"
2. ปรัชญาและยุทธศาสตร์ชาติ: "Science-based Nation" และการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง
2.1 แนวคิด "ขี่คอยักษ์" (Standing on the Giant's Shoulders): ยุทธศาสตร์ผสานพลัง
ในการวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์ ยุทธศาสตร์การเข้าสู่การเมืองของ ศ.ดร.ยศชนัน มีความน่าสนใจในแง่ของการผสมผสานระหว่าง "ฐานเสียงดั้งเดิม" กับ "วิสัยทัศน์ใหม่" ผ่านแนวคิดที่เขาเรียกว่า "Standing on the Giant's Shoulders" หรือการยืนบนไหล่ยักษ์
"ยักษ์" ในสมการนี้ หมายถึง พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายทางการเมืองที่มีฐานเสียงมวลชนกว้างขวาง โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ พรรคเพื่อไทยมีความเข้าใจลึกซึ้งในปัญหาปากท้องและความต้องการพื้นฐานของประชาชน (Grassroots Understanding) แต่ในขณะเดียวกัน ก็มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ในอดีตเรื่องนโยบายประชานิยมที่อาจขาดความยั่งยืนทางการคลังหรือขาดมิติทางเทคโนโลยี
ศ.ดร.ยศชนัน วางตำแหน่งตัวเองเป็น "มันสมอง" หรือ "ดวงตา" ที่อยู่บนไหล่ยักษ์ หน้าที่ของเขาไม่ใช่การทำลายยักษ์หรือสร้างฐานใหม่จากศูนย์ แต่คือการใช้ศักยภาพของยักษ์ที่มีอยู่แล้ว—ทั้งโครงสร้างพรรค เครือข่าย ส.ส. และความไว้วางใจจากประชาชน—มาเป็นฐานในการขับเคลื่อนนโยบายที่ซับซ้อนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เขาเชื่อว่าการจะเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง ต้องอาศัย "Power" (อำนาจทางการเมือง) ควบคู่กับ "Knowledge" (องค์ความรู้) หากขาดอำนาจ ความรู้ก็เป็นเพียงทฤษฎีบนหิ้ง แต่หากขาดความรู้ อำนาจก็อาจนำพาประเทศไปผิดทิศทาง
2.2 จาก "ประชานิยม" สู่ "ประชารัฐฐานปัญญา" (From Populism to Intelligent Populism)
วิสัยทัศน์ของ ศ.ดร.ยศชนัน สะท้อนการยกระดับนโยบายประชานิยม (Populism Upgrade) ไปสู่รูปแบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนวัตกรรม แทนที่จะแจกเงินช่วยเหลือเกษตรกรแบบหว่านแห เขาเสนอการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาความยากจนที่ยั่งยืนกว่า
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ประเทศไทยมี "ทรัพย์สิน" (Assets) ที่มีค่ามหาศาลซ่อนอยู่ แต่ถูก "ถมทับ" ด้วยความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการและโครงสร้างการบริหารจัดการที่ล้าสมัย
2.3 การขับเคลื่อน 3 เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ศ.ดร.ยศชนัน เสนอการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการ "อัปเกรด" เครื่องยนต์หลัก 3 ส่วน
ภาคการเกษตร (Agriculture Sector): เปลี่ยนจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาฟ้าฝน (Traditional Farming) ไปสู่เกษตรแม่นยำ (Precision Farming) ที่ใช้ข้อมูลดาวเทียม เซนเซอร์ IoT และ AI ในการวิเคราะห์สภาพดินและคำนวณผลตอบแทน เพื่อให้เกษตรกรกลายเป็น "Smart Farmer" ที่มีรายได้สูง
ภาคอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing Sector): ยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมไทยจากการรับจ้างผลิต (OEM) ที่ใช้แรงงานเข้มข้น ไปสู่การผลิตที่ใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) และหุ่นยนต์ (Robotics) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในสังคมสูงวัย
ภาคบริการและการท่องเที่ยว (Service & Tourism Sector): ใช้ Big Data ในการวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเพื่อนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Service) และยกระดับบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Wellness) ให้เป็นจุดขายระดับโลก
3. ปฏิวัติภาครัฐด้วย AI: กระบวนทัศน์ใหม่แห่งการบริหารจัดการ
หัวใจสำคัญที่สุดและมีความเป็นนวัตกรรมสูงสุดในวิสัยทัศน์ของ ศ.ดร.ยศชนัน คือการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาปฏิรูปโครงสร้างและหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ (Regime Change) ในระดับปฏิบัติการ
3.1 การเปลี่ยนบทบาทรัฐ: จาก "Commander" สู่ "Recommender"
ในประวัติศาสตร์การเมืองและรัฐประศาสนศาสตร์ รัฐไทยมักสวมบทบาทเป็น "ผู้สั่งการ" (Commander) ที่ใช้อำนาจรวมศูนย์ในการกำหนดนโยบาย กฎระเบียบ และทิศทางจากส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่น (Top-down Approach) รูปแบบนี้มีข้อจำกัดอย่างมากในโลกยุคใหม่ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การสั่งการแบบ "เสื้อโหล" (One size fits all) มักไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของประชาชนและบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกัน
ศ.ดร.ยศชนัน เสนอโมเดลใหม่คือ "รัฐบาลในฐานะผู้แนะนำ" (Government as a Recommender)
ในบริบทของรัฐบาล โมเดล "Recommender" จะทำงานดังนี้:
การรวบรวมข้อมูล (Data Aggregation): รัฐบาลทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จากทุกภาคส่วน เช่น ข้อมูลภูมิศาสตร์, สภาพอากาศ, ราคาตลาดโลก, ข้อมูลสุขภาพ, ข้อมูลทักษะแรงงาน ฯลฯ
การประมวลผลและวิเคราะห์ (Processing & Analytics): ใช้ AI และ Machine Learning ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาความสัมพันธ์ แนวโน้ม และโอกาส
การให้คำแนะนำเชิงรุก (Proactive Recommendation): แทนที่จะออกคำสั่งบังคับ รัฐจะส่ง "คำแนะนำ" (Nudge) ไปยังประชาชน เช่น แนะนำเกษตรกรรายนี้ว่าควรปลูกพืชชนิดใดในฤดูกาลนี้เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด แนะนำ SMEs รายนั้นว่าควรปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างไรให้ตรงกับเทรนด์โลก หรือแนะนำบัณฑิตจบใหม่ว่าควร Reskill ด้านใดเพื่อหางานทำได้ทันที
ตารางเปรียบเทียบระหว่างโมเดลรัฐบาลดั้งเดิมและโมเดล AI Recommender:
| มิติการเปรียบเทียบ (Dimension) | รัฐบาลแบบดั้งเดิม (Traditional Gov) | รัฐบาล AI Recommender (Yodchanan's Vision) |
| ปรัชญาพื้นฐาน | อำนาจนิยมและรวมศูนย์ (Authoritarian & Centralized) | อำนวยความสะดวกและกระจายศูนย์ (Facilitator & Decentralized) |
| กระบวนการตัดสินใจ | ใช้ดุลยพินิจของข้าราชการ/นักการเมือง | ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและอัลกอริทึม (Data-Driven) |
| ความสัมพันธ์กับประชาชน | ผู้ปกครอง - ผู้อยู่ใต้ปกครอง (Ruler - Subject) | ผู้ให้บริการ - ผู้รับบริการ/หุ้นส่วน (Provider - User/Partner) |
| ความแม่นยำของนโยบาย | หว่านแห (Broad Spectrum) | แม่นยำระดับบุคคล/พื้นที่ (Precision & Personalized) |
| ความเร็วในการตอบสนอง | ล่าช้าตามระบบราชการ (Red Tape) | เรียลไทม์ (Real-time Response) |
| เครื่องมือหลัก | กฎหมาย, ระเบียบ, คำสั่ง | แพลตฟอร์มดิจิทัล, AI, Big Data |
3.2 นวัตกรรม "Government RAG System": สมองกลอัจฉริยะของชาติ
เพื่อให้โมเดล Recommender เป็นจริงได้ ศ.ดร.ยศชนัน เสนอการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่เรียกว่า "Government RAG System" (Retrieval-Augmented Generation)
ในทางเทคนิค RAG คือเทคโนโลยีที่ช่วยแก้จุดอ่อนของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models - LLMs) ทั่วไป (เช่น ChatGPT หรือ Claude) ซึ่งมักมีปัญหาเรื่องการ "มั่วข้อมูล" (Hallucination) หรือข้อมูลไม่อัปเดต RAG ทำงานโดยการเชื่อมต่อ LLM เข้ากับ "คลังข้อมูลภายนอกที่เชื่อถือได้" (Trusted External Knowledge Base) เพื่อให้ AI สามารถ "ดึง" (Retrieve) ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันมา "สร้าง" (Generate) คำตอบที่แม่นยำ
การประยุกต์ใช้ Government RAG ในบริบทประเทศไทย:
ที่ปรึกษาเกษตรกรส่วนตัว (Personal AI Agronomist): เกษตรกรสามารถสอบถามผ่านแอปพลิเคชันว่า "ที่ดินแปลงนี้ของฉัน (พิกัด GPS) สภาพดินแบบนี้ น้ำแบบนี้ เดือนหน้าควรปลูกอะไร?" ระบบ RAG จะดึงข้อมูลจากกรมที่ดิน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมวิชาการเกษตร และฐานข้อมูลราคาสินค้าเกษตรตลาดโลก มาประมวลผลและตอบคำถามอย่างแม่นยำ พร้อมแนะนำวิธีการปลูก การใช้ปุ๋ย และแหล่งรับซื้อ
9 สิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงให้เกษตรกรและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางหรือคำบอกเล่าที่ไม่มีหลักฐานศูนย์ข้อมูล SMEs อัจฉริยะ: ผู้ประกอบการสามารถใช้ระบบนี้ในการวิเคราะห์คู่แข่ง หาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากภาครัฐ หรือตรวจสอบกฎระเบียบการส่งออกที่ซับซ้อน ระบบสามารถช่วยร่างเอกสารราชการหรือสัญญามาตรฐานได้ ลดต้นทุนทางกฎหมายและการบริหารจัดการ
บริการภาครัฐแบบไร้รอยต่อ (Seamless Service): ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลสวัสดิการ ภาษี หรือขั้นตอนการติดต่อราชการได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยได้รับคำตอบที่ถูกต้องตามระเบียบล่าสุด ไม่ต้องรอสาย Call Center หรือเดินทางไปสถานที่ราชการ
3.3 จริยธรรม AI และหลักการ "มนุษย์เป็นศูนย์กลาง" (Human-Centric AI)
แม้จะเน้นเทคโนโลยี แต่ ศ.ดร.ยศชนัน ตระหนักถึงข้อจำกัดและความเสี่ยงของ AI เขายึดถือหลักการสำคัญว่า "สิ่งที่ AI ไม่เก่ง คือสิ่งที่มนุษย์เก่ง" (What AI is not good at = What humans are good at)
ปรัชญานี้สะท้อนความเข้าใจที่ลึกซึ้งว่า AI เป็นเลิศในด้านการคำนวณ (Computation), การจดจำรูปแบบ (Pattern Recognition), และการทำงานซ้ำๆ (Repetitive Tasks) แต่มนุษย์มีความเหนือกว่าในด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creativity), ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy), วิจารณญาณทางจริยธรรม (Ethical Judgment), และบริบททางสังคม (Social Context)
ดังนั้น เป้าหมายของการนำ AI มาใช้ ไม่ใช่เพื่อ "แทนที่" มนุษย์ แต่เพื่อ "เสริมศักยภาพ" (Augment) และ "ปลดล็อก" มนุษย์จากงานจำเจ ให้มีเวลาไปทำงานที่มีคุณค่าสูงกว่า เช่น งานดูแลรักษา (Care Economy), งานศิลปะวัฒนธรรม (Creative Economy), หรืองานที่ต้องใช้ทักษะทางสังคมสูง
นอกจากนี้ ในฐานะคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ และผู้เชี่ยวชาญที่มีบทบาทร่วมกับ UNESCO ด้านจริยธรรมนิวโรเทคโนโลยี
4. ปฏิรูปการศึกษา: วิศวกรรมมนุษย์เพื่ออนาคต (Human Engineering for the Future)
วิสัยทัศน์ด้านการศึกษาของ ศ.ดร.ยศชนัน มีรากฐานมาจากประสบการณ์ตรงในฐานะอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยชั้นนำ เขามองว่าระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน "โรงงานผลิตบัณฑิต" ในยุคอุตสาหกรรมเก่า ที่เน้นปริมาณและมาตรฐานเดียว (Standardization) ซึ่งไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่น (Agility) และทักษะเฉพาะทาง (Specialization)
4.1 "Credit Bank" และการทลายกำแพงมหาวิทยาลัย
ศ.ดร.ยศชนัน เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันแนวคิด "ธนาคารหน่วยกิต" (Credit Bank) ให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ โดยมีกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จคือโครงการ Mahidol Apprenticeship Program Curriculum (MAP-C) ที่มหาวิทยาลัยมหิดล
หลักการทำงานของ Credit Bank และ MAP-C:
การเข้าถึงแบบไร้พรมแดน (Open Access): เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไป ตั้งแต่นักเรียนมัธยม คนวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ สามารถลงทะเบียนเรียนรายวิชา (Course/Module) ของมหาวิทยาลัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องสอบเข้าเป็นนักศึกษาเต็มเวลา
การสะสมความรู้ (Accumulation): เมื่อเรียนจบและสอบผ่าน ผู้เรียนจะได้รับประกาศนียบัตร (Certificate) และสามารถสะสมหน่วยกิตไว้ใน "ธนาคาร" (Credit Bank) ได้ตลอดชีพ
การแปลงเป็นปริญญา (Degree Conversion): หากในอนาคตผู้เรียนต้องการได้รับปริญญาบัตร สามารถนำหน่วยกิตที่สะสมไว้มาเทียบโอนเข้าสู่หลักสูตรปริญญาตรีหรือโทได้ ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเรียน
15
ระบบนี้เป็นการปฏิวัติแนวคิดเรื่อง "เวลา" และ "สถานะ" ในการศึกษา ทำให้การเรียนรู้ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ช่วงวัยรุ่น (18-22 ปี) แต่กลายเป็นกระบวนการตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่อาจต้องทำงานไปพร้อมกับการเรียน หรือต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ (Career Shift) ในวัยกลางคน
4.2 Module-based Learning: การเรียนรู้แบบแยกส่วนเพื่อตอบโจทย์เร่งด่วน
นอกจากการสะสมหน่วยกิตแล้ว ศ.ดร.ยศชนัน ยังสนับสนุนการปรับหลักสูตรให้เป็น "Module-based"
ข้อดีของระบบ Module-based:
Speed to Market: ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเฉพาะทักษะที่ตลาดต้องการในขณะนั้น เช่น "การใช้งาน Generative AI สำหรับธุรกิจ" หรือ "การดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้น" แล้วนำไปสมัครงานได้ทันที
Customization: ผู้เรียนสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Path) ของตนเองได้เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ ผสมผสานความรู้ข้ามศาสตร์ได้ง่ายขึ้น (Multidisciplinary)
Cost Efficiency: ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจากการเรียนวิชาที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์
4.3 โมเดล "Silicon Valley" ในรั้วมหาวิทยาลัย: Earn While Learn
ศ.ดร.ยศชนัน มีวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็น "ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจ" (Innovation & Economic Hub) โดยการดึงภาคอุตสาหกรรมและเอกชนเข้ามาตั้งสำนักงานหรือห้องปฏิบัติการภายในมหาวิทยาลัย หรือบริเวณรอบๆ (University Town)
แนวคิดนี้จำลองมาจากโมเดลความสำเร็จของ Silicon Valley ที่มหาวิทยาลัย Stanford เป็นแกนกลางในการสร้างบริษัท Tech Startup ระดับโลก สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ:
การจ้างงานนักศึกษา: บริษัทเอกชนสามารถจ้างนักศึกษาที่มีทักษะ (เช่น เขียนโค้ด, ออกแบบกราฟิก, ทำวิจัย) มาทำงาน Part-time หรือทำโปรเจกต์จริงได้ โดยใช้อุปกรณ์และสถานที่ของมหาวิทยาลัย
การแก้ปัญหาหนี้สิน: นักศึกษามีรายได้ระหว่างเรียน ช่วยลดภาระทางบ้านและลดความจำเป็นในการกู้ยืมเงิน กยศ. หรือสามารถชำระหนี้ได้เร็วขึ้น
9 ประสบการณ์จริง: บัณฑิตที่จบออกมาจะมีทั้งวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ทำงานจริง (Work-integrated Learning) แก้ปัญหาบัณฑิตเตะฝุ่นเพราะขาดประสบการณ์
4.4 การศึกษาสำหรับทุกคน (Inclusive Education) และคนพิการ
ด้วยพื้นฐานงานวิจัยด้านเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้พิการ ศ.ดร.ยศชนัน ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมสำหรับคนพิการและกลุ่มเปราะบาง
5. ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่: BCG และ Medical Hub ผ่านเลนส์ Deep Tech
ในขณะที่นโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) และ Medical Hub เป็นวาระแห่งชาติที่ถูกพูดถึงมานาน แต่วิสัยทัศน์ของ ศ.ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอ "ความลุ่มลึก" (Depth) และ "ความแตกต่าง" (Differentiation) ผ่านเลนส์ของนักเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech)
5.1 จากเกษตรพื้นฐานสู่ Bio-economy มูลค่าสูง
ศ.ดร.ยศชนัน มองโมเดล BCG ไม่ใช่แค่การปลูกผักปลอดสารพิษหรือการรีไซเคิลขยะ แต่คือการใช้วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Bioscience) และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ในการเปลี่ยนวัตถุดิบทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงระดับโลก (High-value Products)
ตัวอย่างเช่น:
อาหารทางการแพทย์ (Medical Food): การวิจัยและพัฒนาสารสกัดจากพืชสมุนไพรไทย หรือผลผลิตเกษตรเหลือทิ้ง ให้กลายเป็นอาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยเฉพาะโรค ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าการขายวัตถุดิบตากแห้งหลายสิบเท่า
วัสดุชีวภาพ (Biomaterials): การพัฒนาพลาสติกชีวภาพ หรือวัสดุทางการแพทย์ (เช่น ไหมละลาย, กระดูกเทียม) จากผลผลิตทางการเกษตร
5.2 Medical Hub 2.0: นวัตกรรม Wellness และ BCI
นโยบาย Medical Hub ของไทยที่ผ่านมามักเน้นการดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามารักษาพยาบาล (Medical Tourism) ซึ่งสร้างรายได้ดีแต่พึ่งพาบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก ศ.ดร.ยศชนัน เสนอการยกระดับไปสู่ "Wellness & Deep Tech Hub"
Mindfulness for Wellness: ผสานจุดแข็งทางวัฒนธรรมเรื่อง "สติและสมาธิ" (Mindfulness) เข้ากับวิทยาศาสตร์ทางสมอง (Neuroscience) เพื่อสร้างโปรแกรมดูแลสุขภาพจิตและสมองที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Evidence-based Mindfulness) ดึงดูดกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักที่ต้องการการพักผ่อนเชิงบำบัด
เทคโนโลยี BCI และหุ่นยนต์ฟื้นฟู: ใช้ความเชี่ยวชาญของเขาในด้าน BCI
3 ในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยและรักษาผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคทางสมอง ด้วยเทคโนโลยีคลื่นสมองและหุ่นยนต์กายภาพบำบัด ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการสูงมากในสังคมสูงวัยทั่วโลกการผลิตเครื่องมือแพทย์ (Medical Devices): ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ขั้นสูงในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าและสร้างฐานรายได้ใหม่จากการส่งออกนวัตกรรม
22
5.3 Tech Diplomacy: ไทยในฐานะ "Peacemaker" แห่งห่วงโซ่อุปทาน
ในเวทีระหว่างประเทศ ศ.ดร.ยศชนัน เสนอยุทธศาสตร์การทูตที่ชาญฉลาด โดยใช้ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และความเป็นกลางของไทยให้เป็นประโยชน์ ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และสงครามเทคโนโลยี (Tech War) ระหว่างมหาอำนาจ
เขาเสนอให้ไทยวางบทบาทเป็น "พี่ใหญ่ผู้สร้างสันติภาพ" (Peacemaker) ในภูมิภาคอาเซียน
6. บทวิเคราะห์วิพากษ์: ความท้าทาย ความเสี่ยง และความเป็นไปได้ (Critical Analysis)
แม้มนุษย์และวิสัยทัศน์ของ ศ.ดร.ยศชนัน จะมีความโดดเด่นและดูสมบูรณ์แบบในเชิงทฤษฎี แต่การนำนโยบายระดับมหภาคเช่นนี้ไปสู่การปฏิบัติ (Implementation) ในบริบทของสังคมและการเมืองไทย ย่อมต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายมหาศาล
6.1 กำแพงระบบราชการ (Bureaucratic Inertia)
อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการปฏิรูปภาครัฐไทยคือ "ระบบราชการ" ที่มีขนาดใหญ่ เทอะทะ และมีวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่ฝังรากลึก (Deep-rooted Authoritarian Culture) การเปลี่ยนบทบาทข้าราชการจาก "ผู้คุมกฎและสั่งการ" ให้กลายเป็น "ผู้แนะนำและอำนวยความสะดวก" ถือเป็นการฝืนธรรมชาติของระบบราชการไทย
การนำ AI และ Automation เข้ามา อาจถูกมองว่าเป็นการคุกคามอำนาจ หรือแย่งงานข้าราชการ ซึ่งจะนำไปสู่การต่อต้านภายในองค์กร (Internal Resistance) ทั้งแบบเปิดเผยและแบบคลื่นใต้น้ำ หาก ศ.ดร.ยศชนัน ไม่สามารถบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) และสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมให้กับข้าราชการ นโยบาย AI Government ก็อาจเป็นเพียง "แอปพลิเคชันที่ไม่มีคนใช้" หรือ "ระบบที่ล้มเหลว" เหมือนหลายโครงการในอดีต
6.2 ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) และความพร้อมของข้อมูล
การสร้างรัฐบาลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Government) จำเป็นต้องมีข้อมูลที่มีคุณภาพ สะอาด และเชื่อมโยงกัน (Interoperable Data) แต่ในความเป็นจริง ฐานข้อมูลภาครัฐของไทยยังกระจัดกระจายอยู่ในรูปแบบ Silo ต่างกรมต่างทำ ข้อมูลไม่ซิงค์กัน และบางส่วนยังเป็นกระดาษ การสังคายนาข้อมูล (Data Cleansing & Digitization) เป็นงานช้างที่ต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล
นอกจากนี้ ยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีระหว่างคนเมืองและคนชนบท (Rural-Urban Divide) รวมถึงช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) หากรัฐบาลมุ่งเน้นระบบดิจิทัลและ AI มากเกินไป โดยไม่มีกลไกช่วยเหลือกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี (Non-digital Natives) อาจเป็นการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและทิ้งคนกลุ่มเปราะบางไว้ข้างหลัง (Left Behind)
6.3 ประเด็นจริยธรรมและความโปร่งใสของอัลกอริทึม
การใช้ Government RAG System หรือ AI ในการให้คำแนะนำและจัดสรรทรัพยากร นำมาซึ่งความเสี่ยงเรื่อง "ความโปร่งใส" (Transparency) และ "ความรับผิดชอบ" (Accountability)
Algorithmic Bias: หากข้อมูลที่นำมาสอน AI (Training Data) มีอคติหรือความไม่สมบูรณ์ คำแนะนำที่ออกมาก็จะมีอคติตามไปด้วย (Garbage In, Garbage Out) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน เช่น การแนะนำพืชผิดประเภทจนเกษตรกรขาดทุน
Political Accountability: หาก AI แนะนำผิดพลาด ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ? นักการเมือง ข้าราชการ หรือบริษัทผู้พัฒนาระบบ? การโยนความผิดให้ "ระบบคอมพิวเตอร์" อาจกลายเป็นข้ออ้างใหม่ของผู้มีอำนาจ
Data Privacy: การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมประชาชนจำนวนมหาศาลเพื่อทำ Personalized Recommendation ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวและการถูกสอดแนม (Surveillance State)
24
6.4 เสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability)
นโยบายเชิงโครงสร้างอย่าง Credit Bank, การปฏิรูปการศึกษา, หรือการสร้างอุตสาหกรรม Deep Tech ล้วนเป็นนโยบายระยะยาวที่ต้องใช้เวลา 5-10 ปีจึงจะเห็นผลสัมฤทธิ์ แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง รัฐประหาร หรือการยุบสภา อาจทำให้นโยบายเหล่านี้ขาดความต่อเนื่อง (Discontinuity) การที่ ศ.ดร.ยศชนัน สังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งหลักในการเมืองไทยช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้เขาเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองที่รุนแรง จนยากที่จะขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างราบรื่น
7. บทสรุป: การเดิมพันครั้งสำคัญของประเทศไทย
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นำเสนอโมเดลความเป็นผู้นำที่หาได้ยากในสังคมไทย คือการผสมผสานระหว่าง "นักเทคโนโลยีผู้มองเห็นอนาคต" (Visionary Technologist) กับ "นักการเมืองผู้มีฐานอำนาจ" (Powerful Politician) วิสัยทัศน์ "Science-based Nation" ของเขาไม่ใช่เพียงแค่สโลแกนสวยหรู แต่คือแผนแม่บท (Blueprint) ในการ "รื้อและสร้างใหม่" (Overhaul) ระบบปฏิบัติการของประเทศไทย เพื่อให้สอดรับกับพลวัตของโลกในศตวรรษที่ 21
ข้อเสนอเรื่อง AI Government ที่เปลี่ยนรัฐจากผู้สั่งการเป็นผู้แนะนำ, การศึกษาแบบ Credit Bank ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตจริง, และ เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (BCG & Medical Hub) ล้วนเป็นคำตอบที่ตรงจุดต่อปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญ หากทำได้สำเร็จ ประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการ "บริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง" ในมิติของคนและสังคม (Social & Human Dimension) การเอาชนะแรงต้านจากระบบราชการ การสร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัล และการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง จะเป็นบททดสอบที่แท้จริงว่า "รัฐบุรุษนักเทคโนโลยี" ผู้นี้ จะสามารถพาประเทศไทย "ขี่คอยักษ์" ไปสู่ความรุ่งโรจน์ หรือจะถูกยักษ์นั้นสลัดตกลงมาสู่ความขัดแย้งเดิมๆ อีกครั้ง นี่คือการเดิมพันครั้งสำคัญที่ไม่ใช่แค่ของพรรคเพื่อไทย หรือของตระกูลวงศ์สวัสดิ์ แต่คือการเดิมพันอนาคตของประเทศไทยทั้งมวล


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น